เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ปัจฉิมบทที่1: ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

ปัจฉิมบทที่1: ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

ปัจฉิมบทที่1: ภัยร้ายที่มองไม่เห็น


[ณ โลกมนุษย์]

โฮกกกกกกกกกกกกก!

เสียงคำรามสั่นสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า.

ภายใต้แสงจันทร์นั้น, สัตว์ประหลาดสีขาวตัวใหญ่ที่มีรูตรงกลางอกพร้อมกับหน้ากากบนใบหน้ากำลังเคี้ยวเนื้ออย่างสบายใจ

*แคร่บ* *คร่อบ*

เสียงน่าสยดสยองของกระดูกที่กำลังถูกเคี้ยวดังออกมา.

ข้างๆที่ดูอยู่นั้นมียมทูตกำลังตัวสั่นอยู่.

เขารู้ดีว่าคงหนีไปไม่พ้นแน่. ไม่นานเขาก็จะกลายเป็นแบบเพื่อนเขาไป.

“อย่างน้อย, ระ-เราต้องเตือนพวกเขา”

แม้ว่าเขารู้ตัวว่ากำลังจะตาย เขาก็จะไม่การตายของตัวเองสูญเปล่า.

‘ฮอลโล่วพวกนี้ไม่ปกติแล้ว’

ฮอลโล่วพวกนี้สามารถซ่อนแรงดันวิญญาณได้ทำให้ยมทูตธรรมดาแบบพวกเขาจับไม่ได้เลย.

แต่ภัยร้ายนี้จะหายไปถ้าทางหน่วยใหญ่รู้.

เขารายงานทุกอย่างให้ผีเสื้อนรกของเขาแล้วมองมันบินจากไป.

“อย่างน้อย, เร-”

“จงพุ่งสังหาร! ชินโซ”

จู่ๆเขาก็ถูกลำแสงที่รวดเร็วพุ่งทะลุร่างไปโดยไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น.

สิ่งสุดท้ายที่เขาพูดก่อนตายอย่างอนาถก็คือ “รองหัวหน้า อิจิมารุ...ทำไม?”

จากนั้นเขาก็ถูกฟันขาดเป็นสามส่วนด้วยลำแสงอันเดียวกันนั้นก่อนจะถูกฮอลโล่วกลืนกินไปจนไม่เหลือซาก.

---

ยมทูตสองคนยืนอยู่ห่างออกไปประมาณ1กิโลเมตร คนหนึ่งคือชายผมสีเงินที่มีรอยยิ้มของปีศาจ

“แหม, การทดลองของหัวหน้าเกือบจะถูกจับได้แล้วนะครับเนี่ย”

ในมือของเขานั้นคือดาบฟันวิญญาณที่ร่างปกติดูเหมือนมีดยาวมากกว่าดาบ.

สิ่งที่เขาเพิ่งใช้ไปก็คือชิไคของเขา, มันสามารถทำให้ดาบของเขายืดออกไปถึง1.5กิโลเมตรด้วยความเร็ว50เท่าของความเร็วเสียง.

ยมทูตธรรมดาไม่สามารถตั้งตัวได้ทันเลย.

“เห้อ, สงสัยจะได้ขอเพิ่มค่าแรงทำงานล่วงเวลาแล้วมั้งเนี่ย”

ถึงแม้เขาเพิ่งจะฆ่ายมทูตใต้การบัญชาของเขาในหน่วย5และมองอีกคนกำลังถูกกินไป เขาก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยซักนิด.

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้.

“เอาล่ะ แค่นี้น่าจะพอแล้วมั้ง. รีบกลับไปลบชื่อสองคนนั้นออกจากบัญชีดีกว่า”

ทุกครั้งที่ยมทูตไปทำภารกิจบนโลกมนุษย์ พวกเขาจะต้องส่งรายงานให้หัวหน้าเพื่อที่จะได้ไปส่งให้กับวังกลาง46ห้องอีกที.

แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น. ยมทูตสองคนนั้นก็แค่ส่วนหนึ่งของกองซากศพที่หายไปทุกๆปี.

เขามองไปทางเมืองครั้งสุดท้ายก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆแล้วหันกลับเข้าประตูที่เพิ่งเปิดออกไป.

[ณ โรงเรียนชินโอ]

ในห้องทำงานที่โรงเรียนนั้น มีคนสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่.

คนหนึ่งเป็นชายหัวล้าน ส่วนคนหนึ่งเป็นชายผมสีดำดูหุ่นดีพร้อมกับรอยสัก69บนแก้มซ้าย.

“ฮิซากิ ชูเฮย์, เป็นยังไงบ้าง?”

“กระผมสบายดีมากๆครับอาจารย์. ขออภัยที่ล่วงเกิน แต่ทำไมท่านถึงอยากพบผมกลางดึกแบบนี้ล่ะครับ?”

“ฮ่าๆๆ! ยังเป็นคนตรงเหมือนเดิมเลยนะ. ข้าไม่รบกวนเจ้านานหรอก. เจ้ารู้ใช่ไหมว่าพรุ่งนี้นักเรียนในเทอมสองจะกลับมาแล้ว?”

“ครับท่าน”

“หลังจากที่พวกเขาได้รู้ธรรมเนียมมาบ้างแล้ว, ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้เรียนพิธีส่งวิญญาณบนโลกมนุษย์แล้ว. ตามธรรมเนียมแล้วนักเรียนที่เยี่ยมที่สุดจากปี6จะเป็นคนนำเด็กปีหนึ่งจากห้อง1ไป. เจ้า, คานิซาว่าและโอกะได้ถูกรับเลือกเป็นตัวแทน. แถมเจ้ายังได้เป็นหัวหน้าด้วยนะ. เจ้าจะยินดีรับหรือไม่?”

ตาของฮิซากิเบิกกว้างออกด้วยความตกใจ. การได้นำนักเรียนปีหนึ่งไปเรียนพิธีส่งวิญญาณนับว่าเป็นงานที่ไม่ได้อะไรตอบแทนเลย. แต่ความจริงแล้ว มันคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าทางอาจารย์เชื่อมั่นในตัวพวกเขา.

เหตุนี้ เกียรติอันนี้จึงถูกแก่งแย่งกันเอาเป็นเอาตายในหมู่เด็กปี6ตลอดเวลา. คนที่ได้รับเลือกส่วนใหญ่มักจะเป็นคนมีฐานะมากกว่าคนที่มาจากรุคงไกแบบเขา.

วันหน้าหากเขาอยากจะเข้า13หน่วยพิทักษ์ เครดิตอันนี้ก็จะมีประโยชน์มากเลยทีเดียว.

ใครจะบ้าไม่รับล่ะ?

“ยินดีครับ!”

“เจ้าต้องระวังให้ดีล่ะ. การเป็นหัวหน้าก็หมายความว่าความรับผิดชอบทุกอย่างจะตกอยู่กับเจ้า แต่ข้าเชื่อในความสามารถของเจ้านะ”

“ขอบพระคุณสำหรับคำชมมากๆครับ อาจารย์. ผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ.”

เขาคำนับด้วยความซาบซึ้งและพยายามกลั้นใจไว้ไม่ให้แสดงความดีใจออกมามากนัก.

นี่คือโอกาสที่ดีสำหรับเขา. การส่งวิญญาณนั้นเป็นงานง่ายๆอยู่แล้ว.

คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก?

จบบทที่ ปัจฉิมบทที่1: ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

คัดลอกลิงก์แล้ว