- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 64 : ฐานตงกว่าน (ตอนที่ 1)
ตอนที่ 64 : ฐานตงกว่าน (ตอนที่ 1)
ตอนที่ 64 : ฐานตงกว่าน (ตอนที่ 1)
ตอนที่ 64 : ฐานตงกว่าน (ตอนที่ 1)
พับ พับ พับ~
ในย่านวิลล่าแห่งหนึ่ง
เสียงคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วท้องฟ้าและพื้นดิน เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางลำหนึ่งลอยตัวอยู่สูงจากพื้นประมาณ 50 เมตร
มันบินวนเวียนในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่องมาเกือบ 5 นาทีแล้วและดูเหมือนจะยังไม่พบเป้าหมาย มันจึงเริ่มไต่ระดับขึ้นไปอีกครั้งและบินไปยังทิศทางอื่น
เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นก็คือฉินจิ้นและทีมของเขา
การเดินทางจากโรงเรียนการบินนั้นราบรื่นดี พวกเขาใช้เวลาเพียง 10 กว่านาทีก็มาถึงที่หมายแรก
แต่เมื่อมาถึง พวกเขากลับไม่พบร่องรอยของเฮลิคอปเตอร์เลยแม้แต่น้อย
หลังจากค้นหาไปรอบๆ และยืนยันแล้วว่าไม่มีเฮลิคอปเตอร์อยู่ที่นั่น พวกเขาก็ขีดชื่อสถานที่นี้ออกจากรายการและค้นหาที่อื่นต่อไป
หลังจากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าไปที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง
ตามข้อมูลที่ได้มาก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองหยางเฉิงและปกติจะมีเฮลิคอปเตอร์สำหรับทำข่าวจอดอยู่บนดาดฟ้า
เป้าหมายต่อไปของพวกเขาอยู่ที่นี่ มันห่างออกไปประมาณ 70 กิโลเมตร
....
เมืองตงกว่าน (ขอแก้จากชื่อเมือง ตงกวน เป็น ตงกว่าน นะครับ)
ภายใต้กำแพงสูงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่มีอาคารจำนวนหนึ่งตั้งอยู่ข้างใน
อาคารที่สูงใหญ่เหล่านี้หากมองดูก็จะพอเดาได้ว่ามันเป็นอาคารของโรงเรียนมาก่อน
นอกจากอาคารแล้ว ก็ยังมีพื้นที่โล่งกว้างมากมายอยู่ภายใน
แต่พื้นที่โล่งกว้างเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยเต็นท์และเพิงไม้จำนวนมาก พวกมันกระจายอยู่ทั่วทุกมุมภายใต้กำแพงไม่ว่าจะเป็นตามสนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอลหรือที่อื่นๆ ก็ตาม
และด้วยกำแพงที่ล้อมรอบเอาไว้มันก็พอจะเรียกได้ว่าเป็นฐานผู้รอดชีวิตแห่งหนึ่งแล้ว!
ในขณะนี้ เวลาใกล้จะเที่ยงวันแล้วและหากมองเข้าไปก็จะสามารถเห็นคนจำนวนมากเดินอยู่ข้างในและจากทิศทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไป ดูเหมือนว่าพวกเขาทุกคนกำลังไปที่อาคารแห่งหนึ่งในกำแพง
คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในนั้นมีผิวที่ซีดเซียว ดวงตาหมองคล้ำดูไร้ชีวิตชีวาและเสื้อผ้าของพวกเขาก็สกปรกและขาดรุ่งริ่ง เหมือนผู้ลี้ภัย
ไม่สิ พวกเขาสามารถถูกเรียกว่าเป็นผู้ลี้ภัยได้จริงๆ
เพราะนี่คือแหล่งรวมพลของผู้รอดชีวิตในเมืองตงกว่าน!
"กังจือ ตื่นได้แล้ว! พวกเขากำลังแจกข้าวต้มแล้ว รีบไปต่อแถวกันเถอะ! ถ้าไปช้ามันจะหมดเอานะ!"
เสียงชายวัยกลางคนทุ้มๆ ดังขึ้นในเต็นท์แห่งหนึ่ง
ภายในเต็นท์นี้มีชายสองคน คนหนึ่งแก่กว่า อายุประมาณสามสิบหรือสี่สิบปีและมีอีกคนที่ดูอายุน้อยกว่า ดูเหมือนเขาจะเพิ่งยี่สิบต้นๆ เท่านั้น
พวกเขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพี่เฉินและน้องชายของเขา ผู้ที่เคยผ่านอำเภอหลงเหมินมาก่อนหน้านี้!
แต่เมื่อพิจารณาจากสีหน้าและรูปร่างของพวกเขาแล้ว พวกเขาดูโทรมกว่าก่อนหน้านี้มากและแม้แต่ดวงตาที่เคยมีชีวิตชีวาของพี่เฉินก็หมองลงไปมากเช่นกัน
"พี่ พวกเราไม่ไปได้ไหม!? ข้าวต้มแค่นั้นจะไปอิ่มอะไร? พวกเราก็ยังมีอาหารเหลืออยู่ไม่ใช่เหรอ?"
"ชู่วววว~ ! เบาเสียงไปเลยนะ!"
ชายที่ถูกเรียกว่าพี่เฉิน เมื่อได้ยินคำพูดของน้องชายก็รีบเข้าไปเอามือปิดปากอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาก็กวาดมองไปรอบๆ ราวกับว่าเขากำลังกังวลว่าคำพูดเหล่านั้นจะถูกคนอื่นได้ยิน
พี่เฉินสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง
และดูเหมือนเขาจะคิดว่าคำพูดของน้องชายน่าจะไม่ถูกใครได้ยินเข้า หลังจากนั้นเขาก็เช็ดเหงื่อเย็นที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผากออกและถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาหันหน้าไปมองน้องชาย พลางลดเสียงลงและพูดว่า
"ให้ตายสิ! นายอยากตายหรือไง!! ฉันบอกนายไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพูดถึงเรื่องพวกนั้น! แต่นายก็ยังพูดออกมา! ถ้าหากฉันได้ยินนายพูดมันออกมาอีกก็อย่าโทษว่าฉันใจร้ายละกัน!"
"โอเค โอเค ผมรู้แล้วๆ แต่ข้าวต้มที่พวกเขาแจกมันจืดเกินไป กินก็ไม่อิ่มเลย เฮ้อ การมาที่นี่มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดจริงๆ ถ้าพวกเราอยู่บ้านกันมันก็คงจะดีกว่า"
น้องชายของพี่เฉินมีชื่อว่ากังจือ
จนถึงตอนนี้กังจือก็ยังไม่หยุดบ่นออกมา
พี่เฉินไม่ได้ตอบคำพูดของอีกฝ่าย แต่เขากลับลุกขึ้นมา
ก่อนจะค้นหาของในเต็นท์อยู่ครู่หนึ่งและเขาก็พบกล่องอาหารที่ไม่ได้ล้างมานาน แต่กลับไม่เห็นคราบสกปรกใดๆ แล้วเขาก็เดินออกจากเต็นท์ไป
ก่อนจากไป เขาก็ยังเหลือบมองกังจือน้องชายของเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวังว่า
"ฉันจะไปเอาข้าวต้ม นายก็ควรจะไปด้วยเหมือนกัน มีอะไรให้กินบ้างก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้กินเลย!"
หลังจากพูดแล้ว เขาก็ส่ายหน้าและถอนหายใจ ก่อนจะหันหลังและเดินไปยังทิศทางที่คนส่วนใหญ่กำลังไป
พี่เฉินเองก็ทำอะไรไม่ถูก
วันนั้น เขาพาน้องชายและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ หนีออกมาและหลังจากพบกับความยากลำบากมากมาย ในที่สุดพวกเขาก็สามารถมาถึงเมืองตงกว่านที่เป็นเป้าหมายได้และในที่สุดพวกเขาก็พบพื้นที่รวมพลผู้รอดชีวิตแห่งนี้
เดิมที พวกเขาตื่นเต้นและคิดว่าพวกเขาได้พบกับสวนเอเดนแล้ว
หลังจากผ่านการตรวจสอบของพื้นที่รวมพลอย่างตื่นเต้นและได้เข้ามาข้างใน
พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ภายในนั้นแตกต่างจากที่พวกเขาจินตนาการไว้มาก
ที่นี่ไม่มีอาหารร้อนๆ แสนอร่อยและไม่มีสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายเลย
สถานที่รวมพลแห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนมัธยมมาก่อน มันตั้งอยู่ในส่วนที่ค่อนข้างห่างไกลของเมืองตงกว่านและถูกจัดตั้งขึ้นเป็นที่หลบภัยโดยเจ้าหน้าที่ของทางการบางคนและกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่
เจ้าหน้าที่ที่มาหลบภัยอยู่ที่นี่ก็ไม่คาดคิดว่าจะมีใครเผยแพร่ข่าวการมีอยู่ของที่นี่ออกไปก่อนที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตจะถูกตัดขาด ทำให้คนจำนวนมากเห็นมันก่อนจะแพร่กระจายข่าวแบบปากต่อปากกัน จนในที่สุดฝูงชนผู้รอดชีวิตก็เข้ามาจนเต็มพื้นที่
พี่เฉินและคนอื่นๆ ก็ถือว่ามาถึงแบบไม่ช้าหรือเร็วเกินไป
คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่มาหลบภัยอยู่ในนี้พวกเขาจะมีห้องพักเป็นของตัวเอง
แต่สำหรับคนอื่นๆ พวกเขาจะไม่ได้รับห้องพักเป็นของตัวเองแต่พวกเขาจะสามารถอยู่อาศัยตามห้องเรียนในอาคารต่างๆ ได้
ส่วนผู้รอดชีวิตกลุ่มแรกสุดที่มาถึง พวกเขาสามารถเข้าไปในโรงยิมเพื่อกางเต็นท์และอาศัยในนั้นได้
แต่สำหรับคนที่มาหลังจากนั้น พวกเขาทำได้เพียงตั้งเต็นท์ในที่โล่งแจ้งเท่านั้น
แม้ว่าตำแหน่งของพี่เฉินและคนอื่นๆ จะอยู่ในที่โล่งแจ้ง แต่ก็อยู่ตรงกลางระหว่างอาคารและกำแพง ดังนั้นอย่างน้อยพื้นที่ตรงนี้ก็ไม่มีเสียงดังมากเกินไปในตอนกลางคืน
และเนื่องจากการที่มีมนุษย์จำนวนมากเกินไปในสถานที่รวมพลแห่งนี้และจากการนับดูคร่าวๆ พวกเขาพูดกันว่ามีผู้คนที่อาศัยอยู่ในนี้มากกว่าแปดพันคน!
ดังนั้นกลิ่นเนื้อมนุษย์ที่ถูกปล่อยออกมาจากผู้รอดชีวิตจำนวนมากขนาดนี้จึงเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจของซอมบี้จากสถานที่ที่ไกลออกไปให้เข้ามาที่นี่!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสถานที่แห่งนี้ถูกรบกวนโดยซอมบี้จำนวนมากทุกคืน
ในเวลากลางวันนั้นยังถือว่าดี แต่ทุกวันหลังจากพระอาทิตย์ตก มันจะมีซอมบี้จำนวนมากที่พยายามปีนข้ามกำแพงเข้ามา
และกำแพงที่สูงเพียงสี่เมตรนั้นต้านทานพวกมันไม่ได้เลย
ดังนั้นทุกคืน เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในกำแพงก็จะต้องต่อสู้กับซอมบี้
พวกเขากำลังต่อต้านการรุกรานของซอมบี้ด้วยมีดยาว แท่งเหล็กและแม้แต่อาวุธใดๆ ก็ตามที่พวกเขาหาได้
พวกเขามีคนเพียงสองหรือสามร้อยคนที่คอยเฝ้ากำแพง แต่จำนวนคนที่พวกเขาต้องปกป้องนั้นมีเกือบหมื่น!
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีปืน ข่าวลือนั้นบอกกันว่าในตอนแรกพวกเขามีมันเยอะมาก
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นซอมบี้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด จากเดิมที่พวกเขาพึ่งพาอำนาจการยิงเพื่อต่อต้านฝูงซอมบี้ อำนาจการยิงของพวกเขานั้นก็ค่อยๆ ถดถอยลงเพราะกระสุนที่ถูกใช้ไปไม่มีทางนำเข้ามาเติมได้
มีข่าวลือที่ว่ากองทัพของทางการที่เหลืออยู่เดิมทีพวกเขาได้นำกระสุนมาให้ถึงสามคันรถ
แต่หลังจากใช้ไปกว่าครึ่งเดือน พวกมันก็เหลือไม่มากนักและบางส่วนก็ต้องสำรองไว้สำหรับการออกไปหาอาหารในตอนกลางวัน
การต่อสู้กับซอมบี้แบบนี้ทุกคืน ทำให้เสียงการต่อสู้ดังขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่คนในเต็นท์ที่อยู่ใกล้กำแพงจะนอนหลับได้
ตำแหน่งของพี่เฉินซึ่งอยู่ใกล้กับด้านในมากกว่า ถือเป็นตำแหน่งที่หลายคนอิจฉาเพราะอย่างน้อยพวกเขาก็สามารถนอนหลับได้บ้างในตอนกลางคืน
ส่วนเรื่องอาหาร
ตามที่ผู้ที่มาถึงก่อนหน้าพูด ที่นี่เคยมีอาหารจำนวนมากและพวกเขาสามารถกินได้ทั้งเนื้อและผัก
เพียงแต่ต่อมามีคนอพยพมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคนระดับสูงก็ไม่สามารถรับมือกับปริมาณเสบียงที่ต้องใช้ในแต่ละวันได้
แม้ว่าพวกเขาจะจัดคนออกไปหาอาหารข้างนอกทุกวันก็ตาม
แต่ปริมาณที่ได้กลับมาก็ยังมีจำกัด
ผลของการที่คนหลายร้อยคนต้องมาเลี้ยงดูคนหลายพันคนก็เป็นเช่นนี้
เมืองตงกว่านนั้นมีประชากรจำนวนมาก ดังนั้นจำนวนซอมบี้ก็น่าสะพรึงกลัวมากเช่นกัน
ทีมที่ออกไปหาอาหารมักจะถูกซอมบี้จำนวนมหาศาลโจมตีเมื่อพวกเขาเข้าไปตามอาคารและคนจำนวนมากก็ได้เสียสละชีวิตของพวกเขาไปแล้ว
และในตอนนี้ก็ยังมีการพูดกันว่าเจ้าหน้าที่ที่กำลังทำงานอยู่ที่นี่ก็ไม่พอใจมากเช่นกัน เพราะพวกเขาต้องทำงานหนักกันทุกวัน แต่พวกเขากลับไม่ได้รับคำชมที่ดีเลย แถมยังถูกผู้รอดชีวิตด่าทอและบ่นทุกวัน
ผลลัพธ์ของสถานการณ์เหล่านี้ก็คือความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ผู้รอดชีวิตก็หวังว่าพวกเขาจะได้รับอาหารและสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น
ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็หวังว่าพวกผู้รอดชีวิตจะสามารถลุกขึ้นมาแล้วช่วยพวกเขาต่อต้านซอมบี้และทำงานอื่นๆ บ้าง
ตัวอย่างเช่น การเพิ่มความสูงและความหนาของกำแพง
หรือเข้าร่วมทีมค้นหาอาหาร
แต่ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่กลับเย้ยหยันให้เรื่องแบบนี้
พวกเขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นหน้าที่ของอีกฝ่าย
และมีเพียงคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เต็มใจลุกขึ้นมาช่วยเหลือ
คนที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือเหล่านี้ก็มักจะถูกคนอื่นเมินเฉยและคิดว่าพวกเขาโง่ที่ยอมเสียแรงกายและไปเสี่ยงอันตรายข้างนอก
การออกไปข้างนอกก็เท่ากับเป็นการเสี่ยงชีวิต
แต่การอยู่ในสถานที่หลบภัยและนอนหลับไปวันๆ เพื่อรออาหารฟรีนั้นคือทางเลือกที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของทางการจำนวนมากก็มาหลบภัยกันอยู่ที่นี่และมันก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะดูแลประชาชนทุกคน
เพราะท้ายที่สุด ภัยพิบัติก็เกิดขึ้นแล้วและพวกเขาก็ควรที่จะช่วยเหลือคนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ใช่เหรอ?
ดังนั้นพื้นที่รวมพลเมืองตงกว่านจึงกำลังพัฒนาไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางความขัดแย้งเช่นนี้