เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 63 : การโจมตีทางอากาศ

ตอนที่ 63 : การโจมตีทางอากาศ

ตอนที่ 63 : การโจมตีทางอากาศ


ตอนที่ 63 : การโจมตีทางอากาศ

พนักงานต้อนรับของฉันสุดยอดเกินไปหรือเปล่า?

ฉินจิ้นยืนรับลมอยู่บนดาดฟ้าและรู้สึกสับสนเล็กน้อย

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขามีความคิดว่าตัวเขาไม่เคยมีความเข้าใจต่อลูกน้องของตัวเองดีเพียงพอเลย

ในระหว่างวัน เขาก็เพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่าพี่น้องซุนเสี่ยวหลงและซุนเสี่ยวหู่สามารถขับเฮลิคอปเตอร์ได้และยังเคยฝึกขับเครื่องบินรบและรถถังอีกด้วย

แล้วในตอนกลางคืนเขาก็บังเอิญพบว่าพนักงานต้อนรับของบริษัทของเขาก็เป็นอัจฉริยะด้านการยิงธนูอีก!

ระดับเมื่อครู่นี้เรียกได้ว่าเป็นระดับของอัจฉริยะด้านการยิงธนูได้อย่างแน่นอน!

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทำไมหลี่ปั๋วเหวินถึงวางเธอเอาไว้ข้างบนนี้ เพราะอีกฝ่ายรู้ว่าทักษะการยิงธนูของเธอสามารถจัดการกับซอมบี้ที่เคลื่อนไหวเหล่านั้นได้แม้จะอยู่ในระยะที่ไกลมากก็ตาม!

ฉินจิ้นรู้สึกหงุดหงิดจริงๆ ทำได้ดีมากหลี่ปั๋วเหวิน!

นายมีสมาชิกทีมที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้อยู่ใต้บังคับบัญชา แต่นายกลับไม่เคยบอกฉันเลยสักคำตลอดเวลาที่ผ่านมา นายคงจะอยากซ่อนเธอเอาไว้เป็นสมบัติของนายใช่ไหม!

แน่นอนว่าเขาแค่บ่นหลี่ปั๋วเหวินในใจและไม่ได้โทษอีกฝ่ายจริงๆ จังๆ อะไร

เพราะโดยปกติแล้วเขาก็ยุ่งเกินไปอยู่ตลอดและหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ก็คงไม่อยากรบกวนเขาด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้

ใช่แล้ว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยในสายตาของคนอื่น

ถ้าจะโทษใครสักคนก็คงต้องพูดว่า แล้วใครบอกให้ฉินจิ้นต้องเป็นคนที่คอยตัดสินใจทิศทางในการพัฒนาฐานล่ะ เขาต้องเป็นคนที่คอยจัดการเรื่องใหญ่ๆ ตลอดเวลาดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงคิดว่าเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไม่จำเป็นต้องไปถึงหูของเขา

และมีเพียงเรื่องที่มีผลกระทบมากกว่าเท่านั้นที่ควรจะถูกรายงานให้เขาทราบ

ฉินจิ้นไม่ได้มีอะไรจะบ่นมากนัก

แต่ในอนาคต เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะคอยเรียนรู้ข้อมูลของแต่ละคนให้มากขึ้น เพราะบางทีเขาอาจจะขุดพบสมบัติเพิ่มอีกก็ได้

เขามองเหยาเหล่ยที่เขินอายเล็กน้อยและไม่รู้ว่าเธอเขินเรื่องอะไร

แต่เขาไม่ได้วางแผนที่จะเป็นฝ่ายถามเรื่องแบบนี้กับเธอโดยตรง เพราะมันคงจะดูน่าอึดอัดเกินไป

จากนั้นเขาก็มองสมาชิกทีมหญิงอีกคน เขาจ้องมองเธอขึ้นลงอยู่ครู่หนึ่งและทำให้เธอรู้สึกเขินอายไปอีกคน

จากนั้นเขาก็ถามอย่างสงสัยว่า "เธอคงไม่ได้มีทักษะอะไรพิเศษอีกคนใช่ไหม!? ไม่ต้องกลัวว่าบอกมาแล้วจะทำให้ฉันตกใจ เพราะตอนนี้ฉันยังพอจะรับมือได้อยู่"

เมื่อได้ยินคำพูดที่ติดตลกของเขา หญิงสาวทั้งสองก็หัวเราะเบาๆ

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเธอรู้สึกว่าประธานฉินเองก็มีมุมที่น่ารักแบบนี้ด้วย

สมาชิกทีมหญิงอีกคนหนึ่งชื่อว่า โจวซิน เธอก้มหน้าอย่างเขินอายและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

"ประธานฉินคะ ขอฉันแนะนำตัวเองอีกครั้งนะคะ ฉันชื่อโจวซินค่ะ ฉันเคยเป็นพนักงานในฝ่ายขายค่ะ งานอดิเรกของฉันคือหารปีนเขาและออกพจญภัยไปทั่วทุกที่ค่ะ ดังนั้นฉันเลยติดนิสัยค่อนข้างกล้าคิดกล้าทำค่ะ"

"ส่วนความสามารถพิเศษ ฉันไม่มีเลยค่ะ ฉันเป็นคนธรรมดามาก~ การยิงธนูของเหล่ยเหล่ยเองก็โด่งดังในทีมของเรามากค่ะ และไม่มีใครเทียบเธอได้เลย~"

สมาชิกทีมหญิงที่ชื่อโจวซินแนะนำข้อมูลของเธอแบบย่อๆ ส่วนเหยาเหล่ยก็พูดแทรกขึ้นเป็นครั้งคราวและทั้งสามคนก็ยังคงพูดคุยกันอย่างสบายใจ

สิ่งนี้ทำให้ฉินจิ้นมีความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเธอบ้างแล้ว

และเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย นี่มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วเหรอ? ทำไมถึงมีอัจฉริยะอยู่ทุกที่ได้?

หลังจากฉากเมื่อครู่ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามคนก็ดูจะคุ้นเคยกันมากขึ้นและพวกเขาก็ยังคงพูดคุยกันถึงเรื่องที่น่าสนใจในตอนที่โลกยังปกติรวมถึงโลกในตอนนี้

ฉินจิ้นเพลิดเพลินกับช่วงเวลานี้อย่างสบายๆ

แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดสลัว แต่เขาก็พอจะมองเห็นรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวทั้งสองได้แม้จะไม่ได้ชัดเจนมากนัก การที่ได้พูดคุยกับหญิงสาวทั้งสองทำให้เขาผ่อนคลายลงได้ในระดับหนึ่งและเขาก็ยังได้รู้เกี่ยวกับสภาพจิตใจของคนอื่นๆ หลังจากวันสิ้นโลกด้วย

รวมถึงบางสิ่งที่พวกเขานั้นต้องการแต่กลับไม่กล้าเรียกร้องออกมา

ซึ่งเขาก็พอจะเข้าใจเรื่องนี้ได้

เขาตัดสินใจเรื่องบางอย่างในใจของเขาอย่างเงียบๆ

เขาวางแผนที่จะทำบางสิ่งหลังจากภารกิจนี้สิ้นสุดลง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์แบบที่ซอมบี้ข้ามกำแพงและบุกเข้ามาก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีก

บางทีซอมบี้ตัวเมื่อครู่นี้อาจจะเจอช่องโหว่ตามกำแพงหรือบางทีซอมบี้ตัวนี้อาจมีทักษะปีนป่ายพอสมควรจนเหยียบย่ำซอมบี้ตัวอื่นๆเพื่อข้ามกำแพงสูง 2 เมตรมาได้

เพราะถึงยังไงมันก็เป็นไปได้ที่ซอมบี้ข้างนอกนั้นจะได้กลิ่นเนื้อมนุษย์

เพราะท้ายที่สุด ตอนนี้ก็มีคนอยู่หลายสิบคนอยู่ในนี้

ความแข็งแกร่งของซอมบี้ในตอนกลางคืนจะเพิ่มขึ้น พวกมันไม่ได้อ่อนแอเหมือนตอนที่อยู่ใต้แสงแดดในเวลากลางวัน

หลังจากคืนแห่งการกลายพันธุ์ซอมบี้หลายตัวก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่ง การได้ยินและการดมกลิ่นความสามารถเหล่านี้ของซอมบี้จะเพิ่มขึ้นตามเวลาและนั่นเป็นสิ่งที่ฉินจิ้นรู้ดี

เขายังได้พูดกับหลี่ปั๋วเหวินโดยตรงจากบนดาดฟ้าของอาคารผ่านวิทยุสื่อสารและสั่งให้พวกเขาเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องนี้และเขายังได้ฝากส่งคำสั่งนี้ต่อไปยังทีมที่จะมารับช่วงต่อในภายหลังด้วย

ตอนนี้เวลาก็ใกล้จะสี่ทุ่มแล้ว

เขาเป็นฝ่ายบอกลาเหยาเหล่ยและโจวซิน โดยบอกว่าเขาจะลงไปพักผ่อนก่อนเพราะยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้

สมาชิกทีมหญิงทั้งสองคนมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ เดินจากไปของเขาด้วยความไม่เต็มใจเล็กน้อย

ภายใต้แสงจันทร์ แผ่นหลังของเขาดูบางเป็นพิเศษ เสื้อเชิ้ตบางๆ นั้นเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อข้างในและสามารถมองเห็นโครงร่างบางส่วนได้อย่างคลุมเครือ

หญิงสาวทั้งสองอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยไปเล็กน้อย

หลังจากร่างนั้นหายไปได้พักหนึ่ง พวกเธอถึงเริ่มรู้สึกตัว เหยาเหล่ยคว้าแขนของโจวซินแล้วเขย่าพลางลดเสียงลงและกระซิบว่า

"ซินซิน ตีฉันหน่อยสิ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม! ฉันได้คุยกับเทพบุตรนานขนาดนั้นเลยนะ! นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม!? น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนมากเลย~ แล้วคำตอบของเขา ฉันไม่รู้ทำไม แต่มันทำให้ฉันรู้สึกอยากจะทุ่มเทเพื่อเขาเหลือเกิน~ นี่ต้องเป็นพลังแห่งความรักแน่ๆ~!"

เมื่อเห็นเหยาเหล่ยซึ่งเหมือนคนบ้ากามอยู่ข้างๆ โจวซินก็ไม่พอใจก่อนจะตีมือที่จับเธออยู่แล้วก็บีบมันแรงๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอไม่ได้ฝันไปและพูดกับอีกฝ่ายว่า

"พอได้แล้วน่า เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว เทพบุตรของเธอลงไปแล้วนะ เรามาทำภารกิจกันต่อดีกว่า เทพบุตรของเธอก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้พวกเรามุ่งมั่นเพื่อทุกคน นี่คือคำตอบของเขานะ"

"ใช่ ใช่ ใช่ พวกเราจะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อตัวเราเองและยังเป็นการตอบแทนเขาด้วย!"

เหยาเหล่ยรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เธอกอดเพื่อนรักโจวซินแน่นแล้วก็ยิ้มอย่างแข็งขันก่อนจะทำภารกิจต่อไป

คืนนี้เป็นคืนที่มีความสุขที่สุดสำหรับเธอนับตั้งแต่วันสิ้นโลกเริ่มขึ้น

เธอจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เธอมีความสุขและตื่นเต้นเหมือนคืนนี้เป็นเมื่อไหร่กัน

เธอเองก็มีความประทับใจที่ดีต่อฉินจิ้นในฐานะผู้นำของฐานอยู่แล้ว

อีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าของธุรกิจหนุ่มรูปหล่อ ที่รวยมาก(ตามความเข้าใจของเธอ) แถมยังสร้างบริษัทใหญ่โตด้วยตัวเองก่อนวันสิ้นโลก เขาสามารถหาวิธีในการแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด ไม่เคยย่อท้อ ตัดสินใจอะไรก็มีความเด็ดขาดและยังพร้อมแก้แค้นให้กับทุกคนเมื่อมีใครกล้ามาแตะต้องคนของเขา(เหตุการณ์จ้าวเฉียง) ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นทำให้เธอหลงไหล

อันที่จริง ไม่ใช่แค่เธอ แต่ผู้หญิงหลายคนในฐานรวมถึงผู้ชายหลายๆ คนก็คิดเช่นนั้น

นี่คือเหตุผลที่ทำไมพวกเขาถึงมั่นใจในตัวฉินจิ้นมาก

โจวซินอดไม่ได้ที่จะยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนรักที่กำลังมีความสุขอยู่ข้างๆ

เหยาเหล่ยก็เป็นซะแบบนี้

แล้วเธอจะไม่อิจฉาได้อย่างไร?

หลังจากนั้นลมในคืนนี้ก็ไม่ได้ทำให้พวกเธอหนาวอีกเลย

....

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกในคืนนั้น

วันรุ่งขึ้น

เวลา 7 โมงเช้า

วันนี้เป็นวันที่มีเมฆมาก ดวงอาทิตย์ถูกเมฆดำบดบังจนไม่สามารถส่องแสงลงบนผืนดินนี้ได้

สมาชิกทีมที่ตื่นเช้ามาก็ล้างหน้าล้างตากันอย่างง่ายๆ บางคนที่มีแปรงสีฟันก็เอาออกมาใช้ พวกเขากินอาหารเช้าและลงไปรวมตัวกันที่ชั้นหนึ่ง

วันนี้มีภารกิจมากมายที่พวกเขาต้องทำ งานได้ถูกแบ่งไว้แล้วตั้งแต่คืนและบางคนจะต้องออกไปหารถและเสบียงกลับมา

สถานที่แห่งนี้แม้จะไม่ดีเท่ากวางหยวน แม้ว่าประชากรจะหนาแน่นกว่า แต่ก็มีโรงงานขนาดใหญ่มากกว่าเช่นกัน บางทีพวกเขาอาจพบของหายากบางอย่างที่จำเป็นสำหรับฐานก็ได้

บางคนก็จะยังคงอยู่ในสนามบินเพื่อเก็บรวบรวมสิ่งของและขนขึ้นยานพาหนะ เฮลิคอปเตอร์ที่สมบูรณ์จะต้องถูกขนขึ้นรถกึ่งพ่วงและรถบรรทุกหนักอย่างระมัดระวัง โชคดีที่ที่นี่มีรถยกและเครื่องมือหนักเก็บอยู่พวกเขาจึงนำมาใช้ได้ทันที

ส่วนเฮลิคอปเตอร์ลำที่เสียหายก็ต้องถูกนำกลับไปยังฐานด้วย บางทีพวกเขาอาจใช้มันเป็นอะไหล่ในอนาคตได้

จากนั้นฉินจิ้นก็จะพาเซี่ยเหยียนและสองพี่น้องซุนออกเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปพร้อมกับเขา

คนอื่นๆ ก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองส่วนฉินจิ้นและทีมของเขาก็มาถึงที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์

เขาไม่ได้รีบออกเดินทางทันที เขาและสองพี่น้องซุนต้องทำความคุ้นเคยกับการบินเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ก่อน แม้ว่าพวกเขาจะพอรู้อยู่บ้างแล้วก็ตาม ถึงแม้จะต้องเสียเวลาไปมากแต่การทำความคุ้นเคยก่อนก็ปลอดภัยกว่า

เป้าหมายแรกของพวกเขาคือการขับเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กรุ่นนี้ ซึ่งพอจะนั่งกันอย่างเบียดเสียดได้ 4 ถึง 5 คนออกไป

ในที่นั่งคนขับ เซี่ยเหยียนกดปุ่มต่างๆ อย่างชำนาญ ไม่นานใบพัดก็เริ่มหมุนอย่างรวดเร็วแล้วเฮลิคอปเตอร์ก็ค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น

ฉินจิ้นและพี่น้องซุนต่างก็หาที่จับที่มั่นคงและให้ความสนใจกับการสอนของเซี่ยเหยียน

ด้วยวิธีนี้ เฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กจึงบินขึ้นในความสูงที่ต่ำอยู่ในสนามบินอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะบินสูงขึ้นแล้วมุ่งหน้าออกไปข้างนอก ในเวลาประมาณ 10 นาทีหลังจากนั้น ฉินจิ้นและคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจวิธีการบังคับมันและเมื่อรวมกับประสบการณ์เดิมของพวกเขา พวกเขาจึงเริ่มมีความเข้าใจมันในระดับหนึ่งแล้ว

เฮลิคอปเตอร์กลับมาลงจอดบนพื้นสนามบินอีกครั้ง ครั้งนี้ฉินจิ้นเป็นคนขับและเซี่ยเหยียนเป็นผู้ช่วย

เมื่อจับคันบังคับ ฉินจิ้นก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยจางๆ หัวใจของเขาก็เริ่มตื่นเต้น หลังจากรอบใบพัดถึงระดับหนึ่ง เขาก็ค่อยๆ ปรับมุมใบพัดและเฮลิคอปเตอร์ก็ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับการสั่นเล็กน้อย

มันเหมือนกับสิ่งที่เขาเคยเรียนรู้มาก่อน เขาเคยมีประสบการณ์กับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้มาบ้างแล้วดังนั้นเขาจึงไม่มีปัญหาอะไรกับการบินมัน

อันที่จริง ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับอากาศยานทุกประเภทคือช่วงเวลาที่ขึ้นและลง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายที่สุด

ภายใต้คำอธิบายโดยละเอียดของเซี่ยเหยียน เขาก็เริ่มเชี่ยวชาญและฟื้นคืนความรู้ที่สำคัญบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว และการขึ้นลงของเขาก็สมบูรณ์แบบมากขึ้น

เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง

ซุนเสี่ยวหลงและซุนเสี่ยวหู่ก็ลองขับเล่นกันสองสามครั้งและพูดว่ามันง่ายมาก พวกเขาจึงเปลี่ยนไปขับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางอีกลำ

เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางลำนี้สามารถบรรทุกคนได้มากขึ้น ดังนั้นจงอวี่กับเสี่ยวหลิวจึงสามารถขึ้นเครื่องไปด้วยเพื่อเยี่ยมชมและศึกษาไปด้วยในตัว

เซี่ยเหยียนยังคงขับให้ดูก่อน ฉินจิ้นและพี่น้องซุนก็ดูและเรียนรู้ส่วนจงอวี่กับเสี่ยวหลิวก็เข้ามาดูและเรียนรู้เช่นกันแต่อยู่ที่ด้านหลังพวกเขาอีกที

หากในอนาคตพวกเขามีเวลาว่าง ทั้งสองคนนี้ก็จะต้องเรียนรู้วิธีการขับเฮลิคอปเตอร์ด้วย เพราะท้ายที่สุดจำนวนเฮลิคอปเตอร์ที่พบในครั้งนี้ก็ไม่น้อยเลยและมันจะเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปหากมีแค่คนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้วิธีการบังคับพวกมัน นักบินคือกลุ่มคนที่มีค่ามากและยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

พวกเขายังคงต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ชั่วโมง ฉินจิ้นจึงสามารถขับเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางได้อย่างชำนาญ ความยากในการบังคับนั้นมีมากกว่าเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กมาก แต่พี่น้องซุนกลับทำได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาเชี่ยวชาญในจุดที่สำคัญได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็สมแล้วที่พวกเขาเป็นคนที่เกือบจะได้กลายเป็นนักบินรบ

การฝึกจบลงแต่เพียงเท่านี้

ยกเว้นจงอวี่และเสี่ยวหลิว อีกสามคนที่เหลือก็ถือว่ามีความสามารถในการขับเฮลิคอปเตอร์ได้ด้วยตัวเองแล้ว แม้ว่าจะเป็นรุ่นที่แตกต่างกันก็ตามและพวกเขาคงจะคุ้นเคยกับเฮลิคอปเตอร์รุ่นอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วหลังจากที่ทำความคุ้นเคยกับพวกมันอีกเล็กน้อย

เวลาก็ผ่านมาถึง 10 โมงเช้า

พวกเขาให้คนในทีมเข้ามาเติมน้ำมันสำหรับอากาศยานให้เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางและยังนำถังน้ำมันสำรองติดขึ้นไปด้วย รวมถึงอาวุธและกระสุนและเสบียงอีกจำนวนเล็กน้อย

พวกเขาใช้เวลาไปอีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะสามารถเตรียมตัวและพร้อมออกเดินทางได้ในที่สุด!

เมื่อออกเดินทาง ฉินจิ้นให้ซุนเสี่ยวหลงเป็นคนขับโดยมีเซี่ยเหยียนคอยช่วยจากที่นั่งนักบินผู้ช่วย ส่วนฉินจิ้นและคนอื่นๆ ก็ไปนั่งบนที่นั่งด้านหลัง พวกเขาทุกคนพกปืนไปด้วย เพราะหากการเดินทางตรงไปยังเป้าหมายในครั้งนี้ไม่ราบรื่น พวกเขาก็จะเป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่จะสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาได้

ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางค่อยๆ ลอยขึ้นไป ฉินจิ้นและคนอื่นๆ ก็นั่งและมองออกไปนอกหน้าต่าง พวกเขาเห็นวัตถุบนพื้นค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ ก่อนจะบินไปในทิศทางสู่ใจกลางเมืองหยางเฉิง

เป้าหมายแรกของเขาคือย่านวิลล่าแห่งหนึ่งในเมืองหยางเฉิง

มีคนรวยมากมายอาศัยอยู่ที่นั่น หลายคนเคยออกสื่อและถูกเปิดเผยว่าพวกเขาซื้อเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวและเครื่องบินส่วนตัวเก็บไว้

เขาไม่สนใจเครื่องบินส่วนตัวเพราะเขาไม่มีรันเวย์หรือสนามบินสำหรับพวกมัน เครื่องบินที่มีข้อจำกัดมากมายแบบนั้นไม่เหมาะกับเขาในเวลานี้

การมีเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถขึ้นลงที่ไหนก็ได้ยังไงก็ดีกว่า

มันอยู่ห่างจากโรงเรียนฝึกบินไปประมาณ 50 กิโลเมตรเท่านั้นและด้วยความเร็วในการบินปกติของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ พวกเขาจึงใช้เวลาเพียงประมาณ 10 นาทีเท่านั้น

นี่คือประโยชน์ของการบินได้!

เฮลิคอปเตอร์รักษาระดับความสูงไว้ที่ประมาณ 500 เมตรและบินตรงไปตลอดทาง

เข็มทิศบนเฮลิคอปเตอร์สามารถบอกทิศทางให้พวกเขาตลอดเวลา

โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตไม่สามารถนำทางได้อีกต่อไปหลังจากที่พวกเขาบินขึ้นฟ้า พวกเขาจึงทำได้เพียงพึ่งพาประสบการณ์และความช่วยเหลือจากอุปกรณ์นำทางบนเครื่องเท่านั้น

พวกเขาบินวนอยู่บนท้องฟ้า

ทุกคนมองดูเมืองข้างล่างและมีความรู้สึกหลากหลายที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีใครเคยจินตนาการเลยว่าภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน สังคมมนุษย์จะล่มสลายได้ถึงขนาดนี้

ไม่มีคนเป็นๆ เลยแม้แต่คนเดียวบนพื้นที่พวกเขาบินผ่าน พวกเขาเห็นแค่ซอมบี้เป็นครั้งคราวเท่านั้น

ไม่รู้ว่าพวกมันถูกดึงดูดด้วยเสียงเฮลิคอปเตอร์หรืออย่างอื่นถึงได้เดินกันออกมาข้างนอก

แต่แน่นอนว่าพวกเขาที่บินอยู่บนฟ้าก็เลือกที่จะไม่สนใจพวกมัน

หรือบางทีอาจมีผู้รอดชีวิตบางคนที่ได้ยินเสียงของพวกเขา แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะมีเวลาออกมา พวกเขาก็บินผ่านไปแล้วและพวกเขาเองก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้รอดชีวิตเหล่านี้

บนโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ แม้พวกเขาจะมีฐานที่มีขนาดใหญ่แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะรับผู้รอดชีวิตจำนวนมากได้ ดังนั้นพวกเขาจจึงทำได้เพียงดูแลตัวเองกันให้ดีก่อนเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 63 : การโจมตีทางอากาศ

คัดลอกลิงก์แล้ว