ตอนที่ 41 : ยิม
ตอนที่ 41 : ยิม
ตอนที่ 41 : ยิม
ในช่วงบ่าย
ภายในฐานลวี่หยวน
ห้องหนึ่งข้างออฟฟิศของฉินจิ้น
ในขณะนี้ คนจำนวนมากกำลังช่วยกันขนย้ายอุปกรณ์ออกกำลังกายเข้ามา
ไม่ว่าจะเป็นลู่วิ่ง เครื่องกรรเชียงบก เครื่องสมิธแมชชีน เคเบิลแมชชีน บาร์โหน บาร์เบลชนิดต่างๆ
สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดถูกฉินจิ้นซื้อมาและนำมาเก็บไว้ในฐานเพื่อให้คนออกกำลังกาย
ตอนนี้ เขาได้ย้ายพวกมันมาไว้ที่ห้องข้างๆ ออฟฟิศของเขา
เพราะเขาวางแผนที่จะสร้างยิมส่วนตัวที่นี่
เนื่องจากร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากในช่วงนี้ เขาจึงคิดว่าการมีสถานที่สำหรับออกกำลังกายอาจเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดของเขาได้
และเขายังสามารถทดสอบความแข็งแกร่งของเขาได้เป็นครั้งคราวเพื่อดูว่าเขานั้นไปถึงระดับไหนแล้ว
เดิมที ในชั้นนี้ของอาคารก็มีเพียงแค่เขาที่ทำงานอยู่ เขาจึงทุบผนังห้องข้างๆ ทิ้งทั้งหมดและให้คนขนอุปกรณ์ออกกำลังกายเข้ามาไว้ที่นี่ เพื่อความสะดวกของเขาในการออกกำลังกายได้ตลอดเวลา
ที่นี่ไม่ได้มีการตกแต่งที่ประณีตมากนัก
เขาเพียงแค่ย้ายเฟอร์นิเจอร์บางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไปและซ่อมแซมผนังที่ถูกทุบอย่างง่ายๆ
ในตอนเช้าหลังจากที่เขาจัดการเรื่องอื่นๆ ในฐานเสร็จ เขาก็สั่งให้คนมาจัดการเรื่องนี้ให้เขาทันที
ดังนั้นในตอนบ่าย โรงยิมก็ถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆ และพร้อมสำหรับการขนย้ายเครื่องออกกำลังกายเข้ามาติดตั้งได้ในทันที
คำพูดของผู้นำนั้นมีผลกับคนของที่นี่มาก
เมื่อได้รับคำสั่งพวกเขาก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำมันให้สำเร็จ
...
ในตอนเย็น
โรงยิมของเขาก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
การประกอบอุปกรณ์ออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องยาก ภายใต้คำแนะนำของเขา คนในฐานก็ประกอบมันให้เขาได้อย่างอย่างรวดเร็ว
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็โบกมือให้ทุกคนออกไป
เขายืนอยู่คนเดียวกลางห้อง มองดูอุปกรณ์ออกกำลังกายต่างๆ และพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
สิ่งนี้น่าจะสามารถตอบสนองความต้องการในการออกกำลังกายของเขาไปได้อีกนาน
วันนี้ เขายังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาด้านต่างๆ ของฐานแล้วและเขาก็จะอยู่ในฐานเพื่อคอยสั่งการเป็นระยะเวลาหนึ่งหลังจากนี้
ส่วนตอนนี้ เขาอยากจะทดสอบความแข็งแกร่งของเขาเพื่อดูว่าความแข็งแกร่งของเขาไปถึงระดับไหนแล้ว
เขาคว้าบาร์เบลที่มีแผ่นเหล็กอยู่ทั้งสองข้างด้วยมือเดียว ซึ่งมันหนักมากถึง 50 กิโลกรัมเต็มๆ
แต่เขาก็สามารถยกมันขึ้นได้อย่างง่ายดาย
ราวกับไม่มีน้ำหนักเลย
เขายิ้มออกมาทันที
ครั้งนี้เขาเพิ่มน้ำหนักอีกครั้งเป็น 100 กิโลกรัม!
นี่ใกล้เคียงกับน้ำหนักตัวของผู้หญิงโตเต็มวัย 2 คนแล้ว!
แต่เขาก็ยังสามารถยกมันขึ้นได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างง่ายดายเช่นเดิม!
นั่นแสดงว่าเขายังไม่ถึงขีดจำกัด
ดังนั้นเขาจึงเพิ่มน้ำหนักต่อไป
จนกระทั่งน้ำหนักมาถึง 150 กิโลกรัม เขาถึงเริ่มรู้สึกหนักขึ้น
จนในที่สุดเขาก็พบว่า ขีดจำกัดของแขนเพียงข้างเดียวของเขาก็มีมาถึง 165 กิโลกรัม!
ซึ่งเกินสถิติโลก(ตอนที่ทุกอย่างยังปกติ)ที่ 120 กิโลกรัมไปแล้ว!
และนี่ก็ไม่ได้ห่างจากขีดจำกัดของคนที่วิวัฒนาการด้านแขนในชาติที่แล้วของเขาเลย!
ถ้าจะให้เทียบแบบเห็นภาพในตอนนี้ก็คือเขานั้นสามารถยกผู้ชายโตเต็มวัย 2 คนได้ด้วยมือเดียว!
ตอนนี้เขามีพลังมากพอที่จะคว้าคอของใครก็ตามและยกอีกฝ่ายขึ้นได้ด้วยมือข้างเดียวแล้วจริงๆ
ต่อมา เขายังได้ลองทดสอบความแข็งแกร่งด้วยการยกน้ำหนักด้วยสองมือดู
แน่นอนว่ามันเกินสถิติโลกเดิมไปไกลถึง 800 กิโลกรัม!
อย่าลืมว่านี่เป็นการทดสอบแบบทั่วไป แต่การระเบิดพลังของเขามันจะน่ากลัวยิ่งกว่านี้มาก!
เขาได้ทำการทดสอบทุกอย่างที่เขาสามารถทำได้ ยกเว้นเพียงความเร็วที่ไม่สามารถทดสอบได้อย่างละเอียด
เขาทำความเข้าใจร่างกายของตัวเองใหม่และยังได้รู้ว่าตัวเขานั้นได้ทำลายสถิติโลกเดิมในหลายๆ ด้านไปแล้ว!
พลังต่อสู้ของเขาเหนือกว่าชาติที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
แต่มันจะดีที่สุดถ้าเขาไม่ต้องต่อสู้ในระยะประชิดด้วยตัวเองในอนาคต
ทำไมเขาต้องลงมือเองในเมื่ออาวุธร้อน(ปืน)ก็สามารถแก้ไขปัญหาให้ได้?
เพราะหากมาถึงจุดที่เขาต้องลงมือเองจริงๆ มันอาจเป็นช่วงเวลาที่อันตรายอย่างมากแล้ว
ดังนั้นการใช้อาวุธร้อนยังไงก็ดีกว่ามาก
แต่เขาจะไม่หยุดการทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้น
ความรู้สึกของการได้แข็งแกร่งขึ้นนั้นน่าหลงใหล
และใครจะไปปฏิเสธการมีร่างกายที่ดีขึ้นได้ถูกไหม?
เขาใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงในการทดสอบนี้
ก่อนที่เขาจะมองดูเวลา
ตอนนี้ก็เกือบจะ 5 โมงเย็นแล้ว
คนที่ออกไปในวันนี้ก็น่าจะใกล้กลับมาแล้ว
เขาหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาและสอบถามทีมรักษาความปลอดภัยที่เฝ้าประตูและแน่นอนว่าเขาก็ได้รับคำตอบยืนยันกลับมา
เพราะเมื่อสักครู่นี้
หวังปินที่ได้ไปโรงงานเคมีเพื่อขนย้ายสิ่งของกลับมาก็ได้ส่งข้อความมาบอกว่า พวกเขาใกล้จะกลับมาถึงฐานแล้ว
ฉินจิ้นถอดเสื้อที่ชุ่มเหงื่อจากการออกกำลังกายของเขาออก
ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตที่สะอาดและเดินออกไปทางประตู เขาออกไปเตรียมพร้อมรอต้อนรับคนที่กำลังกลับมาในวันนี้
หลังจากเขาที่เขาออกไปได้ไม่นาน
ก็ไม่มีใครสังเกตเลยว่ามีคนๆ หนึ่งวิ่งเข้ามาที่ยิมอีกครั้ง
นั่นคือผู้จัดการสาวจ้าวหลิง
วันนี้ ฉินจิ้นได้สั่งให้จ้าวหลิงเป็นคนจัดการเรื่องยิมของเขา
ต่อมา หลังจากการติดตั้งเสร็จสิ้น เขาก็ลืมพูดคุยเรื่องนี้กับจ้าวหลิง
ในเวลานี้ จ้าวหลิงจึงกลับมาเพื่อจะสอบถามว่าฉินจิ้นต้องการให้ทำอะไรเพิ่มอีกหรือไม่
การก่อสร้างกำแพงเองก็ใกล้จะเสร็จแล้ว เธอจึงพอมีเวลาและเธอเองก็เดินมาดูว่าฉินจิ้นนั้นพอใจกับโรงยิมมากแค่ไหน
แต่เธอกลับคลาดกับฉินจิ้นที่เดินออกไปที่ประตูเพียงแปปเดียว
ประตูโรงยิมถูกเปิดทิ้งไว้
เธอมองเข้าไปข้างใน แต่กลับไม่เห็นใครเลย
ขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับและจากไป เธอก็เหลือบไปเห็นเสื้อตัวหนึ่งแขวนอยู่บนอุปกรณ์ออกกำลังกาย
ดวงตาของเธอเปล่งประกาย
เธอเดินเข้าไปอย่างสง่างาม
เมื่อเธอมาถึงเสื้อตัวนั้น เธอก็มองรอยคราบเหงื่อจางๆ ที่ยังคงติดอยู่บนเสื้อ แก้มของเธอแดงขึ้นเล็กน้อยและเธอก็กลืนน้ำลาย
หลังจากยืนยันแล้วว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ เธอก็หยิบเสื้อตัวนั้นขึ้นมาและถือไว้ในมือ
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
แต่ในที่สุด เธอก็ปิดหน้าและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ!
อืม~
ขาของเธอตึงขึ้นและร่างกายของเธอก็อ่อนแรงลง
มันเป็นกลิ่นหอมที่น่าหลงใหลตามที่เธอจินตนาการไว้จริงๆ
ฮอร์โมนเพศชายที่แข็งแกร่งมันกำลังพุ่งเข้าสู่โพรงจมูกของเธอ
เหมือนกับว่ามันกำลังกระตุ้นเซลล์ทั้งหมดในร่างกายของเธอ ให้ส่งเสียงเชียร์ออกมา
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ร่างของผู้นำแห่งฐานลวี่หยวนได้ปรากฏอยู่ในความคิดของจ้าวหลิงทุกวัน
เธอไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
แต่ตอนที่เธอเข้าร่วมบริษัทเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เธอนั้นก็ไม่ได้มีความคิดแปลกประหลาดแบบนี้ต่อฉินจิ้นเลย เธอแค่คิดว่ารูปลักษณ์ของฉินจิ้นนั้นน่ามองก็เท่านั้น
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากวันสิ้นโลก เมื่อเธอมองดูผู้นำที่เด็ดขาด เธอก็เริ่มรู้สึกเหมือนหัวใจของเธอจะเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
ตอนนี้เธออายุเกือบ 30 ปีแล้ว
เธอเป็นผู้หญิงที่เคยมีความรักมาก่อนและความรู้สึกนี้ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่แปลกสำหรับเธอ แต่เธอไม่คาดคิดว่ามันจะมาเกิดขึ้นกับเพศตรงข้ามที่อายุน้อยกว่าเธอก็เท่านั้น
และยิ่งอีกฝ่ายเป็นผู้นำของเธอ
มันยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงออกอะไรออกมา มีเพียงแค่การฝันแปลกๆ เป็นครั้งคราวเมื่อเธออยู่คนเดียวในตอนกลางคืนเท่านั้นที่เธอจะปล่อยใจได้
เมื่อกี้ ตอนที่เธอมองเห็นเสื้อผ้าที่ฉินจิ้นถอดทิ้งไว้ในโรงยิม เธอก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมันขึ้นมาและดม
หลังจากทำแบบนั้น
เธอก็รู้สึกเขินอายในใจทันที ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเหมือนแอปเปิ้ล ดูน่ารักและมีเสน่ห์
ตามหลักเหตุผลแล้ว ตัวเธอเองก็ดูดีมากเช่นกัน
เธอสูง 1.67 เมตร มีรูปร่างอวบอิ่มและใบหน้าก็มีลักษณะที่โดดเด่นเฉพาะตัวตามแบบผู้หญิงทางเหนือ ด้วยโหนกแก้มที่สูงและจมูกที่โด่ง
แถมเธอยังมีกลิ่นอายแบบพี่สาวแกร่งที่ยืนหยัดด้วยตัวเองได้
แต่ด้วยตำแหน่งที่เป็นผู้จัดการในบริษัท เธอจึงมักจะสวมชุดทำงานหรือกระโปรงและสะโพกที่งอนของเธอก็เลยถูกซ่อนอยู่ใต้กระโปรงอย่างดี
ผู้ชายหลายคนเคยตามจีบเธอ
เพียงแต่เธอเคยเห็นเพื่อนๆ ของเธอมีปัญหาเรื่องความรัก เธอจึงไม่เคยอยากมีความรักเลยตลอดหลายปีมานี้
เธอเคยชินกับการทุ่มเทให้กับการทำงาน ใช้ความยุ่งวุ่นวายเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจ ซึ่งทำให้เธอสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
เธอถือว่าตัวเองเหนือกว่าพวกหลี่เยียนหลายระดับ
ในตอนนี้ เมื่อเธอได้กลิ่นหอมของเพศชายที่รุนแรงจากเสื้อ
เธอก็รู้สึกว่าส่วนหนึ่งของหัวใจของเธอที่หลับใหลมานานก็เริ่มเต้นแรงขึ้น
หลังจากดิ้นรนภายในใจอยู่สองสามวินาที เธอก็ตัดสินใจ
ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ เธอพับเสื้อผ้าและยัดเอาไว้ในเสื้อด้านใน แนบชิดกับผิวหนังของเธอ ก่อนจะเดินออกจากโรงยิมอย่างระมัดระวัง
ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีใครตามหาเสื้อนี้หรือไม่ เธอไม่ต้องการคิดถึงมัน
ถ้าเธอไม่สามารถครอบครองเขาได้
การได้ครอบครองข้าวของส่วนตัวของเขาก็พอจะรับได้
...
ภายในประตูฐาน ในพื้นที่กักกัน
ตอนนี้มันเต็มไปด้วยยานพาหนะ
นี่คือทีมของหวังปินที่กลับมาจากโรงงานเคมี
ด้านหลังรถบรรทุกขนาดใหญ่ยังคงมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ห่อด้วยผ้าใบกันน้ำอย่างระมัดระวังและสารเคมีต่างๆ ที่ถูกเก็บกลับมา
ฉินจิ้นทักทายคนข้างในผ่านรั้วเหล็กและสอบถามถึงความคืบหน้าของวันนี้
ในไม่ช้าเขาก็ได้รับคำตอบ
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นเช่นเคย
อุปกรณ์สำคัญที่สามารถถอดประกอบได้ก็ถูกถอดประกอบและขนย้ายมาเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือที่ใหญ่เกินไปหรือไม่คุ้มค่าที่จะถอดประกอบก็ถูกทิ้งไว้ที่เดิม
ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเขาน่าจะสามารถขนส่งสารเคมีได้ 2 ถึง 3 รอบต่อวัน แทนที่จะต้องมานั่งถอดประกอบอุปกรณ์ต่างๆ อย่างระมัดระวังเหมือนสองวันที่ผ่านมา ดังนั้นความคืบหน้าของพวกเขาก็น่าจะเร็วขึ้นมาก
ผลลัพธ์นี้ถือว่าไม่เลวเลย
ขณะนั้นเอง
ข้อความก็ถูกส่งมาติดๆ ผ่านทางวิทยุสื่อสารว่าทีมต่อสู้อื่นๆ ก็กำลังเข้าใกล้ฐานแล้ว
เวลาสำหรับการกักกันของทีมโรงงานเคมีก็หมดลงพอดี พวกเขาจึงจำเป็นต้องเคลียร์พื้นที่สำหรับทีมต่อสู้อื่นๆ ที่กำลังจะกลับเข้ามา
ฉินจิ้นมองไปที่พื้นที่กักกัน พื้นที่นี้แทบจะไม่สามารถรองรับทุกทีมเมื่อกลับมาพร้อมกันได้แล้ว
เขาจึงวางแผนว่าเมื่อกำแพงสร้างเสร็จ เขาจะต้องจัดสรรกำลังคนมาเพื่อจัดการพื้นที่นี้และสร้างพื้นที่กักกันที่ใหญ่ขึ้น
มันจะต้องรองรับรถบรรทุกได้อย่างน้อย 30 คันและมีพื้นที่หลายร้อยตารางเมตร
เมื่อทีมต่อสู้อีกทีมกลับเข้ามา ทุกคนก็เห็นว่าจากเดิมที่พวกเขาออกไปพร้อมกับรถยนต์ 2 คันในตอนเช้า แต่ตอนนี้พวกเขากลับมากันด้วยรถยนต์ 4 ถึง 5 คันต่อทีม ซึ่งนั่นแสดงว่าการเก็บเกี่ยวของพวกเขาก็ดีเช่นกัน
เขาถามหัวหน้าทีมที่กลับมาแล้วผ่านรั้วเหล็กอีกครั้งและตามที่คาดไว้ เขาก็ได้รับคำตอบที่คาดหวังหวังไว้เช่นกัน
พวกเขาทำตามแผนที่ฉินจิ้นมอบให้ โดยไปเยือนสถานที่เป้าหมายที่เข้าถึงได้ค่อนข้างง่ายก่อนทีละแห่ง
เมื่อไปถึงพวกเขาก็ล่อซอมบี้ออกไป แล้วจึงเข้าไปเคลียร์พื้นที่เพื่อขนเสบียง ส่วนซอมบี้ที่เหลืออยู่พวกเขาก็สามารถสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดายด้วยอาวุธและทุกคนก็ปลอดภัยดีไม่มีใครได้รับอันตรายใดๆ
ทีมของหลี่ปั๋วเหวินและทีมของจางเถียนไค่ ได้เติมน้ำมันใส่รถบรรทุกน้ำมันของพวกเขาจนเต็มก่อนจะกลับมา
ทีมของจงอวี่ที่ตามกลับเข้ามาในฐานภายหลังก็พบรถบรรทุกน้ำมันอีกคันและพวกเขาก็เติมน้ำมันจนเต็มก่อนจะกลับมาเช่นกัน
รถบรรทุกน้ำมันหนึ่งคันมีความจุ 30 ตัน ดังนั้นรถ 3 คันก็จะเท่ากับน้ำมัน 90 ตัน!
เมื่อรวมกับบางส่วนที่ถูกบรรจุลงในถังน้ำมันด้วย พวกเขาก็ได้น้ำมันมาเกือบ 100 ตันในวันนี้เพียงวันเดียว!
ความจุของปั๊มน้ำมันชั้นหนึ่งในจีนโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 120 ถึง 180 ตัน
ส่วนความจุของปั๊มน้ำมันชั้นสองจะอยู่ที่ประมาณ 80 ตัน
มีปั๊มน้ำมันหลายสิบหรือหลายร้อยแห่งรอบฐานของพวกเขาซึ่งนั่นเพียงพอที่จะทำให้พวกเขายุ่งไปได้อีกนานและก็เป็นโชคดีที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว
ก่อนวันสิ้นโลก เขาได้สร้างคลังน้ำมันแบบง่ายๆ ซึ่งเพียงพอที่จะเก็บเชื้อเพลิงได้ 7,000 ลูกบาศก์เมตร (กว่า 5,000 ตัน)
แถมเขายังมีถังน้ำมันหลายพันใบเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลกและเขายังได้กักตุนเชื้อเพลิงไว้มากมายหลายร้อยตัน
และเมื่อพวกเขากวาดล้างปั๊มน้ำมันรอบๆ จนไม่เหลือให้สูบอีกพวกเขาก็น่าจะสามารถเติมน้ำมันในคลังได้จนเกือบเต็ม
ปัญหาด้านเชื้อเพลิงก็จะถูกแก้ไขอย่างชั่วคราวและพวกเขาก็จะสามารถใช้มันไปได้อีกนาน
เวลามาถึงประมาณ 17:40 น.
พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว
เวลากลางคืนกำลังจะมาถึง
ทีมสุดท้ายคือทีมของหลิวเหวินฮ่าว ในที่สุดก็ส่งข้อความมาว่าพวกเขาใกล้จะถึงฐานแล้ว
ไม่กี่นาทีต่อมา
ในที่สุดพวกเขาก็ขับขบวนรถเข้าสู่พื้นที่กักกัน
เมื่อเห็นฉินจิ้นอยู่นอกรั้วพื้นที่กักกัน หลิวเหวินฮ่าวก็รีบเรียกทันที
"ประธานฉินครับ ผมมีเรื่องที่จะต้องรายงาน พวกเราช่วยคนมาได้ 2 คนระหว่างทางกลับครับ คิดว่าพวกเราควรจะรับพวกเขาเข้ามาไหม? แถมพวกเขาดูเหมือนจะมีข้อมูลบางอย่างที่ต้องการจะบอกเราด้วย ตอนนี้ทั้งสองคนค่อนข้างอ่อนแรงและกำลังพักอยู่ในรถ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้หมอจางเข้ามาดูอาการของพวกเขาด้วยครับ"
โอ้?
ทีมของหลิวเหวินฮ่าวดูเหมือนจะพบผู้รอดชีวิตและนำกลับมาด้วย
ฉินจิ้นพยักหน้า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาก
เพราะท้ายที่สุด มนุษย์ก็มีจำนวนมากเกินไปและผู้รอดชีวิตก็มีอยู่ทุกที่ การจะเจอพวกเขาเป็นครั้งคราวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่การที่พวกเขาจะสามารถเข้าสู่ฐานได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการประเมินส่วนตัวของเขา
คุณหมอจางก็คือลุงของฉินจิ้น จางเว่ยกวง
เขาเคยเป็นแพทย์ทั่วไปในชุมชน รักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้คนและตอนนี้ก็อายุ 58 ปีแล้ว
และเนื่องจากสุขภาพของเขายังคงแข็งแรงอยู่ อีกฝ่ายจึงถูกจัดให้อยู่ในห้องพยาบาลของฐาน
บางครั้ง เขาก็ช่วยดูอาการของคนในฐานที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ให้ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันสำหรับการดูแลทางการแพทย์ที่ฐานลวี่หยวนจะมอบให้คนในฐาน
เมื่อสิ้นสุดเวลากักกัน
ยานพาหนะก็เริ่มขับเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของฐาน ฉินจิ้นเห็นชายสองคนนอนอยู่ในรถคันหนึ่งผ่านหน้าต่างรถ
พวกเขามีบาดแผลเต็มตัวและใบหน้าก็เปื้อนเลือด
พวกเขากำลังนอนหมดสติอยู่ที่เบาะหลังของรถ
เขาสั่งให้สมาชิกในทีมหลายคนช่วยกันหามชายทั้งสองคนลงบนเปลไปยังอาคารใกล้เคียง ซึ่งเป็นห้องพยาบาลของฐาน
ลุงของเขากำลังทำงานอยู่ข้างใน เมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา เขาก็ถามเหตุผลและเริ่มตรวจร่างกายของชายทั้งสองคนทันที
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่
ลุงของฉินจิ้นก็เช็ดเหงื่อบนหน้าผากและพูดกับคนที่ยังคงรออยู่ว่า
"สาเหตุหลักที่สองคนนี้หมดสติไปเป็นเพราะพวกเขาอ่อนแรงและมีรอยฟกช้ำจำนวนมากตามเนื้อเยื่ออ่อน ฉันได้ให้กลูโคสกับยาแก้อักเสบไปแล้ว พวกเขาน่าจะตื่นขึ้นในไม่ช้า"
ก่อนที่เขาจะพูดจบ
เปลือกตาของชายคนหนึ่งก็กระตุกและอีกฝ่ายก็ลืมตาขึ้นมองดูผู้คนรอบๆ ตัวและพยายามลุกขึ้นแล้วพูดอย่างอ่อนแรงว่า
"ผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่หมอกำลังฉีดยาให้ผมแล้วครับ ขอบคุณมากครับที่ช่วยชีวิตพวกเราสองพี่น้อง!"
หลิวเหวินฮ่าวรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยพยุงชายคนนั้นและบอกอีกฝ่ายว่าฉินจิ้นที่อยู่ข้างๆ คือผู้นำของที่นี่
โดยไม่สนใจความเจ็บปวด ชายคนนั้นพยายามจะยืนขึ้น
ฉินจิ้นก็ก้าวไปข้างหน้าและกดที่ไหล่ของอีกฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมา
ชายคนนั้นที่พยายามลุกขึ้นแต่ไม่ว่าจะออกแรงเท่าไหร่ร่างกายของเขาก็ไม่ขยับ
ทำให้เขาดูประหลาดใจเล็กน้อย
เพราะเขาเคยเป็นทหารมาก่อนและความแข็งแกร่งก็เป็นจุดแข็งของเขามาโดยตลอด แม้ว่าตอนนี้เขาจะอ่อนแอ แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าเขาสามารถลุกขึ้นได้แน่
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะไม่สามารถขยับตัวได้เลยเมื่ออีกฝ่ายกดเขาลงด้วยมือเพียงข้างเดียว
เขาจึงไม่ดื้อดึงอีกต่อไปและทำได้เพียงพูดอย่างจริงใจว่า
"ขอบคุณมากครับ ผมชื่อซุนเสี่ยวหลงส่วนนั่นคือน้องชายของผมซุนเสี่ยวหู่"