- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 35: วันสิ้นโลก
ตอนที่ 35: วันสิ้นโลก
ตอนที่ 35: วันสิ้นโลก
ตอนที่ 35: วันสิ้นโลก
"น้องชายและน้องสาวของนายอาจจะยังมีชีวิตอยู่"
ภายใต้สีหน้าไม่เชื่อของเกาเฉียง
ฉินจิ้นให้คำตอบเช่นนั้นไป
"ฉันไม่ได้แค่ปลอบใจนาย แต่มีโอกาสสูงมากที่น้องชายและน้องสาวของนายจะยังมีชีวิตอยู่"
"แน่นอนว่ามันเป็นแค่ความเป็นไปได้เท่านั้น เพราะโลกภายนอกตอนนี้วุ่นวายมากและไม่มีใครกล้าพูดว่าพวกเขาจะรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้"
"แต่นี่คือคำตอบของฉันโดยอ้างอิงจากข้อมูลบางอย่างที่ฉันได้รู้มา นายเลือกที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้หรือจะคิดว่าฉันกำลังหลอกนายอยู่ก็ได้ ทุกอย่างนี้ขึ้นอยู่กับตัวนาย"
"ฉันไม่ห้ามถ้านายจะเข้าร่วมทีมต่อสู้ นายสามารถขึ้นไปที่ห้องประชุมในอาคารสำนักงานได้เลย ตอนนี้สมาชิกทีมต่อสู้กำลังประชุมกันอยู่ นายสามารถเข้าไปทักทายสมาชิกทีมคนอื่นและเรียนรู้สิ่งที่ควรจะต้องรู้หากต้องการที่จะออกไปข้างนอกได้จากในนั้น"
ฉินจิ้นพูดกับเกาเฉียงต่อ ซึ่งสีหน้าของเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นความยินดี
"เอาล่ะ เมื่อนายได้ออกไปข้างนอกในอนาคต นายก็อาจจะมีโอกาสได้พบกับน้องชายและน้องสาวของนาย ฉันไม่ได้โกหกนาย แต่นี่เป็นแค่การคาดเดาของฉันเท่านั้น"
เขาตบไหล่เกาเฉียง
แล้วเดินออกไปต่อ
แม้ว่าอีกฝ่ายจะแก่กว่า แต่ทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
เกาเฉียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างแรงกล้า
เขาไม่ได้ไล่ตามไปถามเหตุผล
เพราะแม้จะถามเหตุผลไป สุดท้ายคำตอบที่จะได้กลับมาก็มีเพียงจะเชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้น
ถ้าอยากเชื่อ สิ่งที่ผู้นำฉินพูดตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว
แต่ถ้าไม่เชื่อ ต่อให้ถามไปมากกว่านี้ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
บางทีนี่อาจเป็นคำตอบที่เขาหวังจะได้มากที่สุดแล้วก็ได้
เขาไม่อยากจะเปลี่ยนความหวังนั้น
เขาก้มศีรษะลงให้กับฉินจิ้น
ก่อนจะหันหลังกลับและเดินเข้าไปในอาคารสำนักงาน
เขาต้องการเข้าร่วมทีมต่อสู้
...
ฉินจิ้นดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาจึงหันกลับไปมองแผ่นหลังของอีกฝ่าย
เขาหยิบวิทยุสื่อสารออกมาและบอกจงอวี่ล่วงหน้าว่าเกาเฉียงจะเข้าร่วมทีมต่อสู้ด้วย
แต่สิ่งที่เกาเฉียงไม่รู้ก็คือ ฉินจิ้นไม่ได้โกหกเขาเมื่อครู่นี้
เพราะเท่าที่เขารู้มาจากชาติที่แล้ว
มีผู้รอดชีวิตหลายคนที่เป็นครอบครัวเดียวกันหรือมีสายเลือดเดียวกันอยู่
ผู้รอดชีวิตหลายคนมีพ่อแม่ พี่น้องหรือลูก ซึ่งดูเหลือเชื่อสำหรับหลายคนในตอนแรก
ต่อมาก็ได้มีคนตั้งสมมติฐานขึ้นมา ซึ่งมันก็ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่เช่นกัน
นั่นคือ ไวรัสมีรูปแบบในการกลายพันธุ์!
หมอกที่ลอยขึ้นจากพื้นดินในช่วงคืนแห่งการกลายพันธุ์ ทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่กลายพันธุ์เป็นซอมบี้
แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้รอดชีวิตจำนวนมากที่ยังมีญาติหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นเพราะผู้รอดชีวิตเหล่านี้มีลักษณะพิเศษบางอย่างในร่างกาย!
ซึ่งอาจจะเป็นยีนที่มาจากสายเลือดเดียวกันก็ได้
ทำให้ผลที่ออกมาคือผู้รอดชีวิตจำนวนมากมีญาติที่ไม่ได้กลายพันธุ์จากหมอก
มันเหมือนกับว่าไวรัสกำลังทำการคัดเลือกมนุษย์ด้วยวิธีทางธรรมชาติ!
ในชาติที่แล้ว ไม่มีใครทราบว่าผู้รอดชีวิตมีคุณสมบัติอะไรที่ทำให้พวกเขารอดชีวิตมาได้
ข้อได้เปรียบทางพันธุกรรมของผู้รอดชีวิตเหล่านี้เหนือกว่าคนที่กลายพันธุ์ยังไง?
แต่ก็ยังไม่มีใครได้ข้อสรุป
แต่ถึงอย่างไรสมมติฐานนี้ก็ไม่ได้ถูกปัดตก
ใครบ้างที่ไม่อยากเป็นผู้ถูกเลือก?
บางคนนำเรื่องการวิวัฒนาการมาเป็นหลักฐาน
มนุษย์ไม่เคยจินตนาการเลยว่าพวกเขาจะสามารถวิวัฒนาการในบางด้านให้แข็งแกร่งขึ้นได้มากขนาดนี้
แต่สัดส่วนของคนที่วิวัฒนาการก็มีน้อยเกินไป
มันจึงทำให้สมมติฐานนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะจำนวนของคนธรรมดานั้นมีมากเกินไป
ภัยธรรมชาติก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะหลังของชาติที่แล้วของเขา
มันเป็นหายนะที่เหนือจินตนาการของมนุษย์
มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ด้วยพลังของมนุษย์เหมือนอาวุธทางอุตุนิยมวิทยา
บางคนก็บอกว่าวันสิ้นโลกเกิดจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว
พวกมันปล่อยไวรัสและสร้างภัยพิบัติเพื่อฆ่ามนุษย์ทั้งหมด
คำกล่าวนี้ก็ได้รับการเห็นด้วยจากคนจำนวนมาก
แต่ก็มีหลายความคิดเห็น
ในยามสงบสุขที่ผู้คนไม่สามารถกินอิ่มได้ กิจกรรมที่ดีที่สุดและประหยัดพลังงานมากที่สุดสำหรับผู้ที่ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อคือการสนทนาและการโอ้อวด
คำพูดที่พบบ่อยที่สุดก็คือวันสิ้นโลกเกิดจากกลไกในการชำระล้างตัวเองของดาวโลก
ดาวโลกกำลังกำจัดไวรัสซึ่งก็คือมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวของมัน
หมอกนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและทำลายล้างมนุษยชาติ รวมถึงสร้างภัยพิบัติอันน่าสยดสยองต่างๆ
มันเป็นภัยพิบัติสำหรับมนุษย์ แต่ไม่มีผลอะไรสำหรับดาวโลกเลย
ในยามที่โลกสงบสุข เพื่อการพัฒนา มนุษย์ได้แสวงหาผลประโยชน์และตัดไม้ทำลายป่าอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง แสวงหาทรัพยากรทุกประเภทและแม้กระทั่งทำสงครามนิวเคลียร์
สร้างสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านวิศวะกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์บนโลกได้
บางทีการกระทำเหล่านี้อาจทำให้ดาวโลกโกรธเคือง
ถ้าดาวโลกมีสติสัมปชัญญะจริงล่ะนะ
สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้
และไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้
แต่เท่าที่ฉินจิ้นรู้
เขาใช้ชีวิตมาได้ 6 ปีในชาติที่แล้ว เขามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเคยไปมาหลายสถานที่
เขาเคยไปทั้งภาคใต้และภาคเหนือของประเทศ
อาศัยทักษะที่ดีอยู่แล้ว IQ ที่เหมาะสมและความสามารถของขาในฐานะผู้วิวัฒนาการ เขาหลีกเลี่ยงภัยพิบัติและซอมบี้และต้องเร่ร่อนหาอาหาร
บางครั้งเขาก็เข้าไปที่ฐานผู้รอดชีวิตบางแห่งและต้องฆ่าคนไปมาก
คนอื่นๆ เมื่อรู้ว่าเขาเป็นผู้วิวัฒนาการก็ไม่กล้าล่วงเกินง่ายๆ และยินดีที่จะผูกมิตรกับเขา
ดังนั้นเขาจึงรู้ข้อมูลมากกว่าคนส่วนใหญ่
เขายังเป็นคนที่เชื่อมากที่สุดด้วยว่าวันสิ้นโลกนั้นคือการชำระล้างตัวเองของโลก
แม้ว่าเขาจะหาพ่อแม่ของเขาไม่เจอ
แต่ในชาติที่แล้ว เขาได้พบกับลูกพี่ลูกน้องของเขา ฉินเจ๋อและครอบครัวของเขาอีกสามคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่!
อัตราส่วนนี้ถือว่าน่าเหลือเชื่อมาก
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าน้องชายและน้องสาวของเกาเฉียงก็อาจจะยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง
เขาไม่ได้ตั้งใจจะหลอกเกาเฉียงให้มาทำงานให้เขา
ส่วนพวกเขาจะถูกซอมบี้กินไปแล้วหรือไม่นั้น ก็ยากที่จะบอก
ในวันสิ้นโลกนี้ มันอาจเป็นพรในตอนแรกหากคนที่ตัวเองรักยังมีชีวิตอยู่
แต่เมื่อไม่มีอาหารให้กินในระยะหลัง มันก็จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมทันที
สิ่งที่เขาทำได้คือสร้างฐานลวี่หยวนให้ดี เพื่อให้คนของเขาสามารถรอดชีวิตไปได้มากที่สุด
ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถบอกเขาได้
และเขาเองก็กำลังมองหาคำตอบนั้นเช่นกัน
...
ในตอนกลางคืน
หอพักพนักงาน
หลังจากตงฮุยและหวังปินเข้ามาในฐานลวี่หยวน
ภายใต้การจัดการของหวังหยาง
พวกเขาก็ได้คุ้นเคยกับกฎระเบียบของที่นี่แล้ว
พวกเขายังรับประทานอาหารเย็นร่วมกันที่โรงอาหารในตอนเย็นและเรียนรู้มากมายเกี่ยวกับสถานการณ์ของที่นี่
ในเวลานี้ ทั้งสองกำลังพักผ่อนอยู่ในหอพัก
เทียบกับเมื่อก่อนตอนที่พวกเขาอยู่ในออฟฟิศของกัวชิงในโรงงานเคมี ต้องคอยหลบซอมบี้ นอนบนพื้นและดื่มน้ำจากบ่อปลา
ทั้งสองกินขนมขบเคี้ยวจำนวนเล็กน้อยที่กัวชิงมอบให้และบางส่วนที่เธอเหลือทิ้งลงถังขยะในออฟฟิศเพื่อประทังชีวิต
ปริมาณที่พวกเขาได้กินต่อวันไม่สามารถเทียบได้กับอาหารมื้อหนึ่งเลยด้วยซ้ำและพวกเขาก็ได้แต่อยู่อย่างอดอยากแบบนั้น
ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน พวกเขาก็ได้สัมผัสกับความกังวลและความหิวโหย
แต่ตอนนี้พวกเขาถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง นอนบนเตียงปกติและมีคนลาดตระเวนอยู่ข้างนอกตลอดทั้งวัน
ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย
การตายของอดีตเจ้านายอย่างกัวชิงเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วและไม่มีใครพูดถึงอีก
ตอนนี้ ความปรารถนาเดียวของพวกเขาคือการอยู่รอด
"มันเหลือเชื่อมากที่สถานที่แบบนี้ปรากฏขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ฉันมองเห็นความหวังสำหรับชีวิตในอนาคตของฉันทันทีที่เห็นมัน"
"แล้วนายล่ะเห็นบ้างไหม? ผู้นำฉินก็กินอาหารแบบเดียวกันกับพวกเราในตอนเย็นด้วย!"
หวังปินนอนอยู่บนเตียงและพูดคุยกับตงฮุยที่นอนอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม
หากไม่มีสถานการณ์พิเศษ ฉินจิ้นก็มักจะรับประทานอาหารกับทุกคนในโรงอาหาร
"อืม ผู้นำของฐานนี้คือก็คือประธานฉินจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเห็นคนแบบนี้ ฉันก็ไม่รู้จะประเมินเขายังไงเหมือนกัน"
"ฉันหวังแค่ว่าพวกเราจะอยู่รอดได้ดีที่นี่ ฉันไม่กล้าคิดถึงครอบครัวแล้วด้วยซ้ำ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือดูแลตัวเองให้ดีก่อนเท่านั้น"
ใช่แล้ว หวังปินก็มีครอบครัวเช่นกัน แต่หลังจากผ่านความสิ้นหวังมาหลายวัน เขาก็ไม่กล้าพูดถึงมันอีกต่อไป
เขาได้แต่ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเท่านั้น
ที่เหลือเขาก็ได้แค่ภาวนา
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันนั้น
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูและมีคนตะโกนว่า
"ตงฮุย ช่วยออกมาหน่อย ประธานฉินต้องการพบนาย"
ทั้งสองรีบลุกขึ้นและเปิดประตูและพบกับหวังหยางที่พาพวกเขามาพักที่ห้องนี้
โดยไม่รอช้า หวังหยางพาตงฮุยออกจากหอพักและไปยังคลังสินค้า
เหลือเพียงหวังปินอยู่ตรงนั้นและถอนหายใจว่า "เห้อ ตงฮุยกำลังรุ่งจริงๆ คนที่มีทักษะคงจะสำคัญมากจริงๆ สินะ ฉันเริ่มจะอิจฉานายแล้วสิ"
....
หวังหยางรีบนำตงฮุยที่กำลังงุนงงไปยังคลังสินค้าที่อยู่บริเวณริมฐาน
มีคนหลายคนรออยู่แล้วรวมถึงฉินจิ้น พ่อฉินและอดีตพนักงานโรงงานอีกหลายคน
เมื่อเห็นตงฮุยเดินเข้ามา ฉินจิ้นก็ไม่ทำให้เขารอช้าและพูดตรงๆ ว่า
"วิศวกรตง ฉันได้ยินนายพูดเมื่อกลางวันว่านายสร้างวัตถุระเบิดจำนวนมากได้ ถึงแม้ว่าสิ่งของในโรงงานเคมีของนายยังไม่ได้ถูกขนกลับมา แต่เราก็มีสารเคมีจำนวนมากเก็บไว้อยู่แล้ว ลองดูรายการพวกนี้หน่อยสิ ลองดูว่านายสามารถช่วยเราเตรียมวัตถุระเบิดบางอย่างในคืนนี้ได้ไหม"
"ไม่จำเป็นต้องมีอานุภาพมาก ขอแค่ให้ปลอดภัยและใช้งานได้ก็พอ ฉันอาจจะต้องใช้มันพรุ่งนี้"
หลังจากพูดแล้ว เขาก็ยื่นรายการให้
ตงฮุยรีบรับมา ก่อนจะปรับแว่นบนจมูกและตรวจสอบอย่างละเอียด
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ตอบอย่างมั่นใจว่า
"ไม่มีปัญหาครับ ที่นี่มีของค่อนข้างเยอะ เราสามารถสร้างระเบิดที่ค่อนข้างเสถียรได้หลายลูกเลยล่ะครับ"
"ขอขวดแก้วหรือกล่องที่ปิดสนิทให้ผมหน่อยนะครับ แล้วก็ผมจะทำรายการของที่ต้องใช้ให้ ผมยังต้องการวัสดุทั่วไปบางอย่างด้วย แล้วผมจะเริ่มทำมันในคืนนี้เลย"
ฉินจิ้นดีใจมาก กำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้มาในวันนี้ก็คงจะไม่พ้นผู้มีความสามารถคนนี้!
ตัวเขาคนเดียวอาจมีค่ามากกว่าอาวุธของสถานีตำรวจทั้งสถานีเลยก็ได้!
เขาโบกมือ
คนที่อยู่ตรงนี้หลายคนมีความรู้ทางด้านเคมีอยู่บ้างและถูกพ่อฉินนำมา พวกเขารออยู่ใกล้ๆ ก่อนจะถูกมอบหมายให้ตงฮุยเพื่อช่วยเขาเริ่มทำงาน
คลังสินค้าแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณขอบของฐาน อยู่ห่างจากพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่เพาะปลูก
ตราบใดที่ไม่มีอุบัติเหตุอะไรก็จะไม่มีปัญหา
แน่นอนว่าเขาได้เตือนตงฮุยและคนอื่นๆ โดยเฉพาะให้ระมัดระวังไม่ให้ทำระเบิดใส่ตัวเอง
จากนี้ไป ที่นี่จะถูกจัดเป็นหน่วยลับของฐานลวี่หยวน หลังจากคำอธิบายของเขา พ่อฉินก็เข้าใจถึงความสำคัญของตงฮุย
ในอนาคต เขาจะจัดคนให้มาดูแลสถานที่แห่งนี้เป็นพิเศษ เพื่อเฝ้าระวังและปกป้องไปพร้อมกัน
แม้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปก่อสร้างกำแพงและอีกฝ่ายจะสามารถทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่นี่ได้เลย
ฉินจิ้นยังได้วางแผนที่จะนำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์บางอย่างกลับมาจากโรงงานเคมีหรือที่อื่นๆ เพื่อมาให้ตงฮุยใช้งาน
หากใช้ให้ดี คนๆ นี้ก็จะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลัง
หลังจากจัดการธุระของตงฮุยแล้ว เขาก็ต้องเตรียมตัวสำหรับการออกไปข้างนอกในวันพรุ่งนี้ด้วย
เขาเตรียมที่จะแบ่งทีมต่อสู้ออกไป
ปัจจุบันทีมต่อสู้มีทั้งหมด 5 ทีมและหลังจากมีการเพิ่มจำนวนคนในทีมแล้ว แต่ละทีมก็จะมีสมาชิก 5 คน
คนส่วนใหญ่ภายในฐานมีประสบการณ์ในการออกไปข้างนอกแล้ว หัวหน้าทีมหลายคนก็ได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลกและมีความก้าวหน้าอย่างมากหลังจากผ่านการทดสอบในช่วงสองสามวันมานี้
หัวหน้าทีมแต่ละคนสามารถเป็นผู้นำในการออกสำรวจได้แล้ว
โดยเฉพาะกับจงอวี่ เพื่อนสมัยเด็กของเขา
เดิมทีอีกฝ่ายเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ
แต่อีกฝ่ายนั้นก็ถูกฉินจิ้นชักชวนมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขาได้รับการฝึกฝนอย่างหนักร่วมกับหลี่ปั๋วเหวินและคนอื่นๆ และถูกปลูกฝังความคิดมากมายจากเขา
หากจะอธิบายว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ไม่เกินจริงเลย
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอีกฝ่ายเคยเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ มาก่อน
พรุ่งนี้พวกเขาจะต้องแยกกัน
ฉินจิ้นจะนำสามทีมไปค้นหาอาวุธที่เหลืออยู่ในสถานีตำรวจต่อไป
ส่วนอีกสองทีมจะนำคนที่เหลือไปที่โรงงานเคมีเพื่อขนย้ายสิ่งของ
โรงงานเคมีได้ถูกกวาดล้างซอมบี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง
ดังนั้นความยากจึงไม่สูงนักและไม่จำเป็นต้องใช้ทีมต่อสู้จำนวนมาก
แต่เพราะมันเป็นการแบ่งทีมกันออกนอกฐานครั้งแรก
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมฉินจิ้นถึงสั่งให้อีกทีมที่จะไปโรงงานเคมีนั้นต้องไปกันถึง 2 ทีม (10 คน) แต่หากพวกเขาคุ้นเคยกับการทำงานแล้ว บางทีเพียงแค่ทีมเดียวก็อาจจะเพียงพอแล้วก็ได้
แม้จะไม่มีความช่วยเหลือจากสมาชิกทีมต่อสู้
คนในฐานที่เหลือก็จำเป็นต้องทำงานนี้เองได้บ้าง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่สมาชิกทีมต่อสู้จะคุ้มกันพวกเขาออกไปได้ตลอด
ในความเห็นของเขา ทุกคนมีความสามารถในการฆ่าซอมบี้
เมื่อฐานมีการเติบโตและพัฒนา พวกเขาก็จะต้องการเสบียงและของต่างๆ มากขึ้น
ปัจจุบัน กำแพงของฐานก็กำลังถูกสร้างด้วยความเร็วหนึ่งเมตรต่อวันและตอนนี้ก็ใกล้จะสูงถึง 8 หรือ 9 เมตรแล้ว
คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่กี่วันมันก็จะถึงเป้าหมายเริ่มต้นของเขาที่ 12 เมตร
จากนั้นเขาก็จะสามารถปล่อยกำลังคนไปทำสิ่งอื่นๆ ได้