เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 21: ไอ้คนๆ นี้มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า!?

ตอนที่ 21: ไอ้คนๆ นี้มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า!?

ตอนที่ 21: ไอ้คนๆ นี้มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า!?


ตอนที่ 21: ไอ้คนๆ นี้มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า!?

ฐานลวี่หยวน

เวลา 12:00 น.

หลังจากทำงานหนักมาตั้งแต่เช้าในที่สุดทีมสร้างกำแพง ก็ได้หยุดพักเพื่อกินอาหารกลางวันและพักผ่อน

กลุ่มที่ชินกับงานที่ใช้แรงก็รู้สึกว่าปริมาณงานในตอนนี้ยังอยู่ในระดับที่พวกเขาสามารถรับได้ เวลาทำงานก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้มากจนเกินไป

ใครบ้างที่เป็นชาวนาแล้วไม่เคยตื่นตี 5 แล้วออกมาทำงานจนถึงตอนเที่ยงก่อนจะได้กินข้าว?

คนงานก่อสร้างที่ย้ายออกมาทำงานนอกบ้านเกิด ส่วนมากก็เริ่มงานตอน 6 โมงเช้า

แต่สำหรับคนที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อนก็จะคิดว่างานในตอนนี้มันหนักจนเกินไป

เมื่อวานเป็นเพียงการเริ่มทำงานในวันแรก ทุกคนจึงยังพออดทนกัดฟันฝืนกันไปได้

แต่พอผ่านไปหนึ่งคืน กรดแลกติกในร่างกายก็เริ่มทำพิษจากการใช้กล้ามเนื้อที่เยอะเกินไป วันนี้หลายคนจึงเริ่มทรมาณและมีแต่คนบ่นว่าพวกเขาปวดเมื่อยไปทั้งตัว

ในตอนเที่ยงวัน

ทุกคนไปรวมตัวกันในโรงอาหาร เข้าแถวเพื่อรับอาหารกลางวัน

กลุ่มคนหนุ่มสาวที่จับกลุ่มกันตั้งแต่เช้าก็มานั่งรวมกัน หลี่เยียนเองก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

หลี่เยียนใช้เสียงออดอ้อนพูดกับชายหนุ่มที่เป็นคนเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจเมื่อเช้า

“พี่หวัง~ ดูสิ~ ข้าวกลางวันมันน้อยแถมยังไม่น่ากินเลย นี่จะคู่ควรกับการทำงานหนักของพวกเราในตอนเช้าได้ยังไงกัน~ แบบนี้มันกดขี่กันชัดๆ เลยถูกไหม~”

“ดูมือฉันสิ มันพองไปหมดแล้ว หน้าก็โดนแดดเผาอีก แบบนี้ฉันจะมีหน้าไปพบใครได้อีก~  ก่อนหน้านี้ฉันก็คิดว่าตัวเองมีเสน่ห์อยู่บ้าง ถึงกล้าขอให้พี่หวังรับฉันเป็นแฟน แต่ดูตอนนี้สิ ฉันไม่กล้าแม้แต่จะพูดมันออกมาแล้ว~ ฮือ~ ฮือ~ ฮือ~”

หลี่เยียนพยายามบีบน้ำตาของเธออยู่นานแต่เธอก็ไม่สามารถบีบน้ำตาออกมาได้แม้แต่หยดเดียว เธอจึงได้แต่โน้มตัวทำท่าเหมือนจะร้องไห้ พร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มข้างกายมากขึ้น

“อย่าร้องเลยนะ เยียนเยียน เดี๋ยวฉันจะช่วยเธอเอง”

พี่หวังหรือชื่อเต็มก็คือหวังหมิงหลง

หน้าตาของเขาธรรมดา ส่วนสูงก็ถือว่าพอใช้ได้เกือบๆ 1.8 เมตร เมื่อก่อนเขาเคยทำงานอยู่ในฝ่ายขายของบริษัทอื่น พูดจาคล่องแคล่วและมีความสามารถในระดับหนึ่ง

เพียงแต่ เมื่อไม่นานมานี้ เขาดันไปพูดจาไม่เข้าหูผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเก่าเข้า เขาก็เลยถูกแช่แข็งตำแหน่ง แม้จะอยากเลื่อนตำแหน่งแต่ก็ทำไม่ได้ เขาเลยลาออกด้วยความโกรธ แล้วมาทำงานที่บริษัทลวี่หยวนแทน

เขาเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานและยังพาเพื่อนมางานเปิดตัวบริษัทเพื่อมากินข้าวฟรี แต่เขากลับไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกขึ้นในวันนั้น

หวังหมิงหลงใช้มือขวาของเขาวางอย่างแผ่วเบาบนแผ่นหลังอันอ่อนนุ่มของหลี่เยียน สัมผัสร่างกายที่อ่อนนุ่มและอบอุ่นของเธอ ก่อนที่สายตาของเขาจะเริ่มมองต่ำลงไปเรื่อยๆ

จนเห็นบั้นท้ายกลมกลึงและหน้าอกใหญ่โตของเธอที่กำลังสั่นกระเพื่อมตามการสะอื้น เมื่อเห็นแบบนั้นร่างกายของเขาก็ยิ่งร้อนวูบวาบขึ้นมา

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยมีแฟน ก่อนเกิดวันสิ้นโลกหนึ่งวันเขายังมีแฟนสาวอยู่ด้วยซ้ำ

แต่เมื่อคิดถึงผู้หญิงคนนั้นที่สูงแค่ 1.45 เมตร แถมหนักเกินร้อยกิโล รูปร่างที่อ้วนกลมในวัยสามสิบต้นๆ

ก็ทำเอาเขาหมดอารมณ์ทันที

ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวของเธอร่ำรวย แถมพ่อของเธอยังเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีเงินและยังดูแลเขาเป็นอย่างดี

โรงงานลวี่หยวนเองก็ถูกสร้างโดยทีมรับเหมาก่อสร้างของพ่อตาในอนาคตของเขา

และยังช่วยใช้เส้นสายทำให้เขาได้เข้ามาทำงานในโรงงานลวี่หยวนอีกด้วย

ถึงแม้ว่าทางฝั่งของเธอจะช่วยเขาไปมากมายขนาดนั้น แต่ความคิดในการอยากเลิกกับเธอก็ไม่เคยหายไปเลย

แต่สังคมนี้ก็ให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไป เพราะถ้าไม่มีเงินก็ยากที่จะขยับตัวได้

เขาเองนอกจากพูดเก่งแล้วก็ไม่มีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ

และเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและพรรคพวกในบ้านเกิด เขาจึงไม่กล้าเลิกกับแฟนสาวของตัวเองเพราะคนในบ้านเกิดของเขานั้นให้ความสำคัญกับเงินมากกว่าสิ่งอื่นๆ

พวกนั้นหัวเราะเยาะคนจนแต่ไม่เยาะเย้ยคนขายตัว

แค่ขับรถหรูกลับไปก็กลายเป็น “ผู้อำนวยการหวัง” ได้แล้ว แต่ถ้าไม่มีอะไรเขาก็จะยังเป็น “ไอ้หวัง” คนเดิม

พ่อแฟนของเขาก็รับปากไว้แล้วว่า ถ้าเขาแต่งงานกับเธอในปีหน้า อีกฝ่ายจะให้รถ Audi A6 คันใหม่เป็นสินสอด

งานแต่งก็จะจัดให้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ สินสอดก็ไม่ต้องจ่าย ขอแค่ในอนาคตมีหลานให้เขาหลายๆ คนและให้ลูกของเขาบางคนใช้แซ่ของแฟนสาวก็พอแล้ว

มันเป็นเงื่อนไขที่ง่ายมากๆ

และเขาก็ยอมรับมัน

เพื่ออนาคตของตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อสังคม

เขาจำเป็นต้องทำแบบนี้

แต่แล้ววันสิ้นโลกก็มาถึง

มันทำลายอนาคตที่เขาวาดไว้ทั้งหมด ทำให้ทุกอย่างที่เขาเคยพยายามทำมาเป็นเหมือนกับเรื่องตลก

แฟนเก่า ว่าที่พ่อตา ครอบครัว เขาติดต่อใครไม่ได้อีกเลย ราวกับว่าทั้งโลกใบนี้เหลือเพียงตัวเขาอยู่คนเดียว

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้รู้สึกว่างเปล่าและเสียใจ เขาก็ถูกโยนเข้าสู่การก่อสร้างฐานอย่างบ้าคลั่ง เหน็ดเหนื่อยราวกับสุนัขตัวหนึ่ง

เขาเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "เมื่อพระเจ้าปิดประตูใส่ใคร ก็จะเปิดหน้าต่างไว้ให้"

เขารู้สึกว่าคำพูดนี้อาจจะฟังดูเป็นเรื่องจริง

ในวันนี้ ตอนที่เขาคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงานในตอนเช้า เขากลับได้รับความสนใจจากสาวงามที่ชื่อว่าหลี่เยียน ทำให้เขาแอบยินดีอยู่ในใจ

ความจริงแล้ว เขาแอบหมายตาหลี่เยียนตั้งแต่คืนที่เกิดการกลายพันธุ์แล้ว

ในตอนนั้น เขานั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ของหลี่เยียนและเสี่ยวโจว เขาได้แต่แอบอิจฉาเสี่ยวโจวที่มีแฟนสาวที่สวยขนาดนี้

ในใจของเขา เขาถึงขั้นเคยนึกภาพฉากลามกระหว่างเสี่ยวโจวกับหลี่เยียนอยู่หลายครั้ง

เขายอมรับเลยว่าตัวเองอิจฉามาก

แถมยังเคยจินตนาการว่าหากตัวเองได้ไปแทนที่เสี่ยวโจวและกลายเป็นแฟนของหลี่เยียน เขาจะมีความสุขขนาดไหน

แต่แล้วก็เกิดสิ่งที่พลิกผันทุกอย่างไป

ในคืนนั้น เสี่ยวโจวได้กลายพันธุ์กลายเป็นซอมบี้ที่ทุกคนหวาดกลัว ตอนนั้นในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่มันกลับปนความยินดีเอาไว้อย่างลึกๆ

เขารู้สึกว่าในเมื่อเขาไม่ได้ เขาก็ไม่อยากให้คนอื่นได้เหมือนกัน

เมื่อเห็นเสี่ยวโจวถูกประธานฉินมัดติดกับเสา แววตาของเขาในตอนนั้นไม่ได้มีแค่ความกลัวเหมือนคนอื่น แต่กลับมีความสะใจที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันได้สังเกต

เพราะเขามองว่าหลี่เยียนได้กลับมาโสดอีกครั้งแล้ว

แม้จะยังไม่ได้ครอบครอง แต่ก็รู้สึกดีที่สาวงามคนนี้ไม่ได้เป็นของใครอีกแล้ว

ความดีใจนั้นยังช่วยกลบความเศร้าเรื่องครอบครัวของเขาที่หายไปได้มาก

จากนั้นในเช้าวันนี้ เขาเองก็ไม่คาดคิดเลยว่าการสนทนาของเขาจะดึงดูดหลี่เยียนมาหาเขาได้ เขาเลยอาศัยโอกาสนั้นพูดจาประจบเธอ ด่าฐานให้เธอฟัง เพื่อเรียกคะแนนความชอบจากเธอ

ยิ่งเพื่อนร่วมงานพากันเห็นด้วยกับเขา เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนได้ล่องลอยอยู่ในอากาศ

ความปรารถนาในกายเขาก็เริ่มแผ่ซ่านอย่างควบคุมไม่ได้

เขาอยากได้หลี่เยียน!

เขาอยากได้มากกว่านี้ เขาอยากมีอำนาจในฐาน!

เขาสามารถนำกลุ่มเพื่อนๆ ก่อตั้งเป็นอีกหนึ่งขุมอำนาจในฐานได้ ในตอนนี้พวกเขามีแค่สองทางเลือกนั่นคือเชื่อฟังประธานฉินหรือไม่ก็ประท้วง!

ใช่แล้ว ต้องประท้วง!

ฐานลวี่หยวนจะต้องรับมือกับการประท้วงครั้งใหญ่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าหากทุกคนพากันหยุดงานแต่ยังขอกินข้าวทุกวัน

เขารู้สึกว่าขอแค่เขามีหลี่เยียนและเพื่อนร่วมงานหนุนหลัง เขาก็จะเป็นคนที่มีพลังได้

เขามีคุณสมบัติมากพอที่จะเจรจากับประธานฉิน!

เขาคนแซ่หวัง อาจสร้างอาณาจักรในยุควันสิ้นโลกขึ้นมาก็ได้!?

แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น หลี่เยียนกับเขาก็เริ่มพูดคุยกันได้อย่างเข้าขา (จากฝีมือการออดอ้อนและการประจบของหลี่เยียน) ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็แทบจะถือว่าแนบแน่นแล้ว!

เธอจะต้องถูกมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นผู้นำของเขาดึงดูดแน่ๆ!

ลูกผู้ชายต้องเป็นแบบนี้สิ!

อะไรคือชีวิต!?

นี่แหละคือชีวิต!

ชีวิตแบบราชาที่เป็นของหวังหมิงหลงคนนี้!

ตราบใดที่เขาเสนอข้อเรียกร้องจากฐานในวันนี้ เขาก็มั่นใจมากกว่า 80% ว่ามันจะสำเร็จ (ตามที่เขาคิดไปเองฝ่ายเดียว)

แล้วคืนนี้ แฟนใหม่ของเขาหลี่เยียนก็จะย้ายมาอยู่ห้องเดียวกับเขา ให้เขาได้ลิ้มรสเรือนร่างอันงดงามที่เขาไม่เคยกล้าคิดฝันมาก่อน

มือของเขายังคงตบอย่างแผ่วเบาลงบนหลังของหลี่เยียนเพื่อปลอบโยนเธอ ก่อนจะลูบเบาๆ ไปตามแผ่นหลังของเธอ ลากผ่านช่วงเอวอันบอบบางที่สามารถโอบได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเขาเกือบจะสัมผัสโดนบั้นท้ายของหลี่เยียนเข้าแล้ว

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอื้อมไปจับมันจริงๆ

เหมือนกับว่าเขากำลังกลัวว่าหากเขาได้รับการกระตุ้นไปมากกว่านี้ เขาอาจจะควบคุมตัวเองไม่อยู่หวังหมิงหลงจึงตัดสินใจหยุดไว้ก่อน

ถ้ารีบร้อนเกินไปจนดูหยาบคาย เขาอาจจะทำให้เสียเรื่องใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ได้

การเก็บผลแห่งชัยชนะไว้ลิ้มรสตอนกลางคืนมันไม่ดีกว่าหรือ?

เขาลุกขึ้นยืนทันที แววตาของเขาเปลี่ยนจากเจ้าชู้เป็นเคร่งขรึม แล้วค่อยๆ เดินไปกลางโรงอาหาร!

แล้วแผนการลุกฮือต่อต้านของเขาก็เริ่มต้นขึ้น!

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตะโกนใส่ผู้คนส่วนใหญ่ที่กำลังหันมามองเขาด้วยความสงสัย

“กษัตริย์ ขุนนาง แม่ทัพ คนพวกนั้นเกิดมาก็สูงส่งกันแล้วหรือไง?!”

“พวกเรากำลังถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม! พวกเรากำลังถูกเอารัดเอาเปรียบ! คุณค่าของพวกเรากำลังถูกเหยียบย่ำ!”

เขาชี้ไปที่หวังหยางและเหล่าผู้จัดการอีกหลายคน รวมทั้งญาติของฉินจิ้นบางส่วน แล้วพูดต่อด้วยสายตาแน่วแน่

“ทำไมคนพวกนั้นถึงไม่ต้องทำงานหนักแบบเรา!? ทำไมพวกเขาถึงมีสิทธิ์มาสั่งเรา แต่เราไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเขาบ้าง!? ทำไมฐานถึงให้คนที่ทำงานหนักที่สุดอย่างเรากินอาหารแบบนี้!?”

“ทำไมล่ะ!?”

เขายิงคำถามตรงเข้าเป้าด้วยคำถามที่น่าสะเทือนใจถึงสามข้อ

“แค่เพราะพวกเขาเป็นญาติของประธานฉินงั้นเหรอ?”

“แบบนี้เรียกว่ายุติธรรมหรือไง!?”

“นี่มันไม่ยุติธรรม!!”

“สิ่งที่พวกเราต้องการคือความยุติธรรมชัดๆ!!”

เขายังได้ปีนขึ้นไปยืนบนโต๊ะอาหารข้างๆ แล้วยกแขนขึ้นสูงแล้วตะโกน!

ในเวลานี้เอง กลุ่มเพื่อนของเขาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วก็รีบตะโกนสนับสนุนเพื่อสร้างกระแส “ใช่แล้ว! มันไม่ยุติธรรม! สิ่งที่เราต้องการคือความยุติธรรม!!”

“ฐานลวี่หยวน ต้องให้ความยุติธรรมกับพวกเรา!!”

ในเวลานี้เอง หวังหมิงหลงก็รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยกระดับขึ้นมาแล้ว

เขารู้สึกราวกับว่าตัวเขากำลังเปล่งแสงออกมา

ราวกับว่าแสงที่ช่างแสบตานั้นกำลังแทงทะลุความชั่วร้ายในจิตวิญญาณของผู้จัดการทั้งหลายรวมถึงญาติของฉินจิ้น

พวกมันควรคุกเข่าลงและยอมรับผิดต่อเขา

และบางทีเขาอาจจะให้อภัยคนพวกนั้นก็ได้

ขอแค่พวกนั้นเชื่อฟังเขา ทำงานให้เขาและเลียเท้าเขาให้เก่ง เขาก็จะพิจารณาแบ่งปันผลประโยชน์ให้!

แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ

เสียงปรบมือดังขึ้นเป็นระลอกจากหลี่เยียนและคนกลุ่มเล็กๆ ของหวังหมิงหลง

เมื่อเห็นหลี่เยียนที่กำลังมองเขาด้วยใบหน้าแดงระเรื่ออย่างให้กำลังใจ เขาก็ยิ่งพอใจและรู้สึกว่าตัวเขามีกลิ่นอายนำโชคแบบพระเอกในนิยาย

เขาคิดในใจว่าในอนาคตเมื่อเขาได้เป็นผู้บริหารระดับสูงในฐาน เขาจะต้องตอบแทนเธอให้ดีเพราะเธอเป็นคนที่ปลุกกลิ่นอายผู้นำในตัวเขาให้ตื่นขึ้น

ทุกคนในโรงอาหารต่างมองหวังหมิงหลงที่ยืนอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยสายตาเหม่อลอย

นี่มันอะไรกันวะ!?

เป็นถังจินหมิงหัวหน้าเก่าของหวังหมิงหลงที่เป็นคนแรกที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วและวิ่งไปที่ด้านข้างของหวังหมิงหลงแล้วตะโกนใส่อีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“หวังหมิงหลง ลงมานี่เดี๋ยวนี้! วันนี้หัวของแกไปกระแทกกับอิฐมาหรือยังไง? ลงมาเดี๋ยวนี้! แกทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร!?”

หวังหมิงหลงไม่แม้แต่จะมองอีกฝ่าย เขาพูดโดยใช้รูจมูกชี้ขึ้นฟ้าราวกับกำลังพูดกับตัวเอง

“แกไม่มีคุณสมบัติพอที่จะคุยเรื่องนี้กับฉัน ถ้าอยากคุยก็ให้คนที่รับผิดชอบฐานมาคุยกับฉันเอง” จากนั้นเขาก็ยังคงรักษาท่าทางนั้นเอาไว้

ถังจินหมิงถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ประธานฉินเพิ่งจะออกไปแท้ๆ แต่ตอนนี้ลูกน้องของเขากลับสร้างเรื่องขึ้นมา แล้วแบบนี้เขาจะอธิบายกับประธานฉินตอนกลับมาได้ยังไง!?

หลังจากนั้นไม่นานก็เป็นพ่อของฉินจิ้นที่ตอบสนอง เขาเดินออกมาเองเพราะรู้ว่าหลังจากที่ลูกชายของเขาออกไปแล้ว คนที่พอจะพูดได้อย่างมีน้ำหนักในฐานนี้ก็มีแต่เขา

ตอนนี้เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว แต่ก่อนจะเดินออกไปเขาก็ได้ขยิบตาให้พ่อของจงอวี่และทีมรักษาความปลอดภัยคนอื่นๆ

ไม่นาน พ่อฉินก็มายืนอยู่ข้างหน้าห่างจากหวังหมิงหลงออกมาประมาณ 3 เมตรก่อนจะมองดูชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์คนนี้แล้วพูดขึ้นมาอย่างช้าๆ

“น้องชาย นายอยากได้ความยุติธรรมแบบไหนก็บอกมาได้เลย วันนี้ลูกชายของฉันไม่อยู่ แต่ฉันที่เป็นพ่อของเขาจะพิจารณาให้แทน”

หวังหมิงหลงก้มลงมองพ่อฉินเล็กน้อย ก่อนจะคิดอยู่ครู่หนึ่ง

เขาจำได้ว่าคนๆ นี้คือพ่อของประธานฉิน ดังนั้นน้ำหนักของคำพูดของอีกฝ่ายจึงถือว่ามากที่สุดในฐานในตอนนี้แล้วและตอนนี้ชายชราคนนี้ก็คงจะเป็นคนเดียวที่พอจะพูดด้วยได้

เขาพูดอย่างช้าๆ ด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “พวกเราต้องการความยุติธรรม พวกเราทุกคนควรจะมีห้องพักส่วนตัว อาหารที่ดีกว่านี้และเงื่อนไขในการทำงานที่ดีกว่านี้”

“และต้องรวมถึงการได้รับอาวุธด้วย”

อึ้ง!

หลายคนในโรงอาหารอดไม่ได้ที่จะอุทานขึ้นมาเมื่อได้ยินเงื่อนไขของหวังหมิงหลง

ทุกคนกำลังคิดในใจว่า ไอ้คนๆ นี้มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า!?

พ่อฉินเองก็งงไปชั่วขณะ ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าความคิดของคนๆ นี้จะยิ่งใหญ่ขนาดนี้

หลังจากผ่านไปหลายวินาที เขาก็รู้สึกโกรธจนขำ

เขากลั้นความโกรธเอาไว้ในใจแล้วถามว่า “โอ้ ความคิดของนายก็ไม่เลวนะ งั้นน้องชายนายลองบอกมาหน่อยสิว่า มีคนทั้งหมดกี่คนที่สนับสนุนความต้องการแบบนี้? ต้องการอาหารกับอาวุธกันคนละเท่าไหร่? บอกจำนวนคนฉันมาได้เลย เดี๋ยวฉันจะไปจัดการให้”

หวังหมิงหลงก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน เขาไม่คิดว่าพ่อของประธานฉินจะเข้าใจอะไรได้ง่ายขนาดนี้?

หรือว่าเมื่อกี้อีกฝ่ายโดนกลิ่นอายความเป็นผู้นำของฉันกลบไปจนกลัวแล้ว?

น่าจะต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!

เขายกมือแล้วชี้ไปที่กลุ่มคนของเขา แล้วพูดออกมาอย่างเสียงดังว่า

“พวกเราในตอนนี้มีทั้งหมด 13 คน! แต่ทุกคนในนี้สามารถมาเข้าร่วมกับพวกเราได้! แน่นอนว่า ยิ่งมากันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ใครที่รู้สึกว่าตัวเองได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมก็มาเข้าร่วมกับพวกเราได้เลย ฉันคนนี้จะสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าให้กับทุกคนเอง!”

เหตุผลหลักที่เขาเลือกก่อเรื่องตอนเที่ยงในโรงอาหารวันนี้ก็เพื่อให้คนมารวมตัวกันและเขาจะได้ดึงดูดคนที่มีความคิดเหมือนกันเข้ามาในกลุ่มเล็กๆ ของเขาได้มากขึ้น

ยิ่งมีคนมาก อำนาจในอนาคตก็จะยิ่งมากตาม ก้อนเค้กที่เขาจะได้แบ่งก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น

แม้ว่าเขาจะคิดแบบนั้น

แต่น่าเสียดาย

เพราะถ้าหักทั้ง 20 คนที่ฉินจิ้นพาออกไปข้างนอก ในโรงอาหารก็จะเหลือคนอยู่เพียง 60 คนเท่านั้น

นอกจากพวกเขาประมาณสิบกว่าคนที่นั่งอยู่ตรงมุมโรงอาหาร ก็ไม่มีใครคนไหนที่สนใจเข้าร่วมกับพวกเขาเลย แถมทุกต่างพากันมองหวังหมิงหลงด้วยสายตาเหมือนกำลังมองคนบ้า

หวังหมิงหลงเริ่มรู้สึกไม่พอใจ คนพวกนี้ช่างไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งดีๆ เลย เขาคิดว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่เขาจะทำให้คนพวกนี้ได้เจอดีแน่!

พ่อฉินเมื่อมองดูแล้วเห็นว่าจำนวนคนที่ก่อเรื่องมีแค่กลุ่มคนที่นั่งอยู่กับหวังหมิงหลง

เขาก็ไม่เสแสร้งอีกต่อไปและโบกมือเรียกทีมรักษาความปลอดภัยที่เตรียมตัวไว้แล้วให้เข้ามา แล้วตะโกนเสียงดังว่า

“ล้อมพวกมันไว้ให้หมด!!”

จบบทที่ ตอนที่ 21: ไอ้คนๆ นี้มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า!?

คัดลอกลิงก์แล้ว