- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 10 : ในที่สุดก็มาถึง
ตอนที่ 10 : ในที่สุดก็มาถึง
ตอนที่ 10 : ในที่สุดก็มาถึง
ตอนที่ 10 : ในที่สุดก็มาถึง
วันที่ 29 กันยายน
วันนี้ฉินจิ้นได้ประกาศข่าว
เขาสั่งให้จงอวี่ไปแจ้งข่าวให้พนักงานทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องประชุมใหญ่ของอาคารสำนักงาน
เพราะเขามีเรื่องจะประกาศ
ไม่นานนัก
นอกจากยามเฝ้าประตูแล้ว พนักงานในโรงงานก็ทยอยมากันจนครบทุกคน
ฉินจิ้นก็เดินเข้ามาในห้องประชุมเป็นคนสุดท้ายและตรงไปยังที่นั่งประธาน
เขากวาดตามองพนักงานทุกคนที่อยู่ในห้องนี้และจดจำใบหน้าของพวกเขาไว้ในใจ
คนเหล่านี้ในอนาคตพวกเขาอาจจะเป็นเพื่อนร่วมรบ เพื่อนพ้องและลูกน้องของเขา
ทุกคนก็ค่อยๆ มองมาที่เขาเช่นกัน
บางคนก็เคยได้พูดคุยกับเขาแล้วและบางคนก็เคยแม้กระทั่งช่วยเขาขนย้ายเสบียงต่างๆ กับเขาในช่วงก่อนหน้านี้
บางคนเนื่องจากเป็นพนักงานในฝ่ายธุรการหรือตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวข้อง พวกเขาจึงเพิ่งจะเคยเห็นหน้าเจ้านายของตัวเองเป็นครั้งแรก
แต่พวกเขาต่างก็สงสัยว่าเจ้านายที่แปลกประหลาดคนนี้เรียกทุกคนมารวมตัวกันในครั้งนี้เพราะเรื่องอะไรกันแน่
ฉินจิ้นไม่ได้ให้พนักงานของเขารอนานเกินไป เขาตรงไปนั่งที่ตำแหน่งประธานแล้วพูดว่า
“ขอบคุณทุกคนมากที่เลือกบริษัทลวี่หยวน! และผมก็โชคดีมากที่ในอนาคตทุกคนจะได้มาทำงานร่วมกัน วันนี้ที่ผมเรียกทุกคนมา นอกจากจะให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกันแล้ว ผมก็ยังมีเรื่องที่จะประกาศ....บริษัทของเราจะเริ่มหยุดยาวในช่วงโกลเด้นวีคล่วงหน้าตั้งแต่บ่ายวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป!”
“และผมขอประกาศว่า หลังจากที่พวกเรากลับมาจากวันหยุดโกลเด้นวีคแล้ว บริษัทของเราจะจัดงานฉลองเปิดกิจการครั้งใหญ่ ส่วนเวลาจะกำหนดไว้ในคืนของวันที่ 10 ตุลาคม หวังว่าตอนนั้นทุกคนจะสามารถพาญาติพี่น้องของตัวเองมาแสดงความยินดีกับพวกเราด้วยได้!”
“ทั้งนี้บริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเดินทางไปกลับ ค่าที่พักและค่าอาหารให้ครอบครัวและเพื่อนของพนักงานทุกคน!”
“ว้าว—————”
พนักงานต่างก็ฮือฮากันขึ้นมา ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง พร้อมกับมองหน้ากันไปมาและสงสัยว่าตัวเองฟังผิดไปหรือไม่
นี่มันเจ้านายแบบไหนกัน บริษัทแบบไหนกัน?
สวัสดิการดีขนาดนี้เลยเหรอ?
ฉินจิ้นคาดการณ์ไว้แล้ว
เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไปแล้วกดลงเบาๆ
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มสงบลงอย่างรวดเร็วแล้ว เขาก็พูดต่อไปว่า
“ผมยังพูดไม่จบ นอกจากบริษัทจะรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหารและค่าเดินทางของญาติของพนักงานให้ทั้งหมดแล้ว ในคืนวันฉลองเปิดกิจการบริษัทก็ยังมีกิจกรรมจับรางวัลต่างๆ อีกด้วย โดยมีรางวัลมูลค่ารวมหลายหมื่นหยวน พนักงานทั่วไปสามารถพาครอบครัวมาได้ 1 คน ส่วนผู้จัดการสามารถพาครอบครัวมาได้ 2 คน แน่นอนว่าครอบครัวของพนักงานก็สามารถเข้าร่วมการจับรางวัลได้เช่นกัน ผมยินดีต้อนรับทุกคนมาเข้าร่วมงาน! ขอบคุณทุกคนมาก ผมหวังว่าในอนาคตทุกคนจะสามารถสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ให้บริษัทได้!”
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจทุกคนที่ยังคงตื่นเต้นอยู่และเดินออกจากห้องประชุมไปทันที
ทิ้งให้พนักงานทุกคนยังคงพูดคุยกันอย่างมีความสุขต่อไป
พนักงาน A ก็พูดว่า “นี่มันบริษัทบ้าอะไรกันเนี่ย!? ตอนที่ฉันเข้ามาตอนแรก ฉันยังนึกว่าฉันมาผิดที่อยู่เลย แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกรางวัลแล้ว ฉันขอโพสต์ลงโซเชียลก่อนนะ!”
พนักงาน B พูดว่า “บ้าเอ๊ย ฉันไม่มีแฟน ไม่มีพี่น้อง คงต้องให้พ่อกับแม่ที่ทำนาอยู่ที่บ้านมาแล้วล่ะ”
พนักงาน C ก็พูดว่า “ตอนนี้ฉันขอประกาศเลยว่า เจ้านายของฉันเป็นคนดีแน่นอนและในอนาคตเขาจะต้องเป็นเถ้าแก่ที่ยิ่งใหญ่แน่ๆ!”
พนักงานต่างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
พวกเขาพากันแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีในอนาคต
ฉินจิ้นกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเอง เขาเรียกจงอวี่เข้ามาแล้วพูดกับอีกฝ่ายว่า
“อาอวี่ วันหยุดครั้งนี้นายก็กลับไปอยู่บ้านกับครอบครัวด้วยล่ะ หยุดเสร็จแล้วค่อยกลับมาทำงาน ตอนฉลองเปิดกิจการอย่าลืมพาครอบครัวของนายมาให้หมดนะ ฉันอนุญาตให้นายพาครอบครัวมาทั้งหมดได้ ส่วนพวกจางปั๋วเหวินกับคนอื่นๆ ฉันอนุญาตให้พามาได้ 3 คน รวมถึงหลิวเหวินฮ่าวด้วย เดี๋ยวนายช่วยลงไปบอกกับพวกเขาหน่อย แล้วก็พยายามให้พวกเขาพาครอบครัวมาฉลองด้วยล่ะ บอกว่าเป็นคำสั่งของฉันไปเลยก็ได้!”
“ฉันเองก็ไม่ได้กินข้าวกับพ่อแม่ของนายมานานแล้วเหมือนกัน ครั้งล่าสุดก็คงตอนที่ไปบ้านนายตอนมัธยมปลายล่ะมั้ง ครั้งนี้นายก็อย่าลืมพาพ่อแม่กับน้องชายของนายมาด้วย! อย่าลืมเด็ดขาดล่ะ!”
จงอวี่แม้จะประหลาดใจเล็กน้อยกับการจัดการและขนาดของงานในครั้งนี้
แต่หลังจากที่ปรับตัวกันมาสองสามเดือน เขาก็รู้แล้วว่าตอนนี้เขาไม่ควรที่จะไปขัดขืนหรือคาดเดาความคิดของเจ้านายของตัวเอง
แม้ว่าคนๆ นี้ในอดีตจะเป็นเพื่อนสนิทของเขาก็ตาม
เขาปรับตัวให้เข้ากับบทบาทหน้าที่ของตัวเองได้อย่างรวดเร็วและตอบอย่างเชื่อฟังว่า “รับทราบครับ ประธานฉิน”
เมื่อมองดูอาอวี่ที่เดินออกจากห้องทำงานไป ฉินจิ้นก็หลับตาลงอย่างเงียบๆ
ในหัวของเขากำลังคิดอะไรมากมาย
เพื่อนสนิทในอดีตไม่ใช่คนที่เขาจะมาคุยเล่นกันได้อย่างบริสุทธิ์ใจอีกต่อไปแล้ว
แม้ว่าตัวเองจะได้อะไรมามากมาย แต่เขาก็สูญเสียอะไรบางอย่างไปเช่นกัน
แต่เขาจะไม่เสียใจ
เพราะทุกอย่างก็ล้วนทำเพื่อให้เขามีชีวิตรอดเท่านั้น
การจัดการของเขาในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะผูกมัดคนกลุ่มนี้ไว้กับรถศึกของตัวเองให้ได้มากที่สุด!
เพราะหากวันสิ้นโลกมาถึงและพวกเขาไม่มีอะไรที่ต้องห่วง มันก็ยากที่จะเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับฐานได้
เพราะเขาในอดีตก็เป็นคนแบบนั้นเช่นกัน
มีเพียงการใช้ความผูกพันเท่านั้นถึงจะสามารถผูกคนเอาไว้ได้และนั่นก็จะทำให้พวกเขายอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้!
และในอนาคตพวกเขาก็จะคอยปกป้องสถานที่แห่งนี้โดยไม่รู้ตัว
จำนวนสมาชิกในครอบครัวหลังจากที่เขาคำนวณแล้ว เขาคาดว่าน่าจะมีคนที่มาแค่ประมาณ 40 กว่าคนเท่านั้น
บางคนอาจจะมาไม่ได้เพราะเหตุผลต่างๆ ซึ่งเขาก็ขี้เกียจจะสนใจแล้ว ตราบใดที่ทิศทางหลักของเขาไม่มีปัญหาเขาก็ไม่อยากจะทำอะไรมาก
ส่วนทางฝั่งของญาติและเพื่อนของเขาเอง เนื่องจากพ่อแม่ของเขามีพี่น้องไม่มากนัก ญาติของเขาจึงมีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น
ดังนั้นคนที่คาดว่าจะมาก็จะมีครอบครัวของลุงของเขา ครอบครัวของน้าเล็กและครอบครัวของน้าใหญ่
ไม่ว่ายังไงเขาก็จะต้องพาญาติเหล่านี้เข้ามาให้ได้
ส่วนญาติคนอื่นๆ ฉินจิ้นก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะพวกเขาแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว
เมื่อลองคำนวณตามนี้
สุดท้ายจำนวนประชากรในฐานก็คาดว่าน่าจะสูงถึง 80 ถึง 90 คน!
เขาลองคิดอย่างเงียบๆ ว่ามีแผนการอะไรที่เขายังพลาดไปอีกบ้าง
และทันใดนั้นฉินจิ้นก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วโทรออกไปด้วยความคาดหวัง
และเมื่อปลายสายรับแล้วเขาก็ถามทันทีว่า “คุณจาง หลี่ไฉที่ผมให้คุณช่วยตามหามีข่าวคราวบ้างไหม?”
คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ดูเหมือนจะค่อนข้างจะคุ้นเคยกับฉินจิ้น เมื่อเผชิญกับคำถามของเขา อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาทันทีว่า
“ประธานฉินครับ คนๆ นี้ผมพยายามหามา 2 เดือนกว่าแล้ว แถมผมยังลองใช้เส้นสายในวงการของผมแล้วด้วย แต่ผมก็หาไม่เจอจริงๆ! ข้อมูลที่คุณให้มามันน้อยเกินไป คุณอย่าลืมนะครับว่าเมืองเซินเจิ้นเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรหลายสิบล้านคน การจะหาคนๆ หนึ่งในพื้นที่ที่ใหญ่โตขนาดนี้ มันแทบจะเหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทร! ดังนั้นผมยังต้องใช้เวลาอีกนะครับ!”
ฉินจิ้นฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะผิดหวังอีกครั้ง
หลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่เจอ
“ช่วยตามหาต่อไปด้วยครับแล้วก็พยายามเร่งความเร็วให้หน่อย ผมจะโอนเงินเข้าบัญชีของคุณเพิ่มอีกแสนหนึ่ง ถ้าหาเจอภายในหนึ่งสัปดาห์นี้ ผมจะให้คุณอีกห้าแสน!”
พูดจบเขาก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะรอให้ฝั่งตรงข้ามพูดอะไร เขาถอนหายใจแล้ววางสายไปทันที
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้พลางครุ่นคิดมากมาย
คนที่เขาเพิ่งจะโทรหาเมื่อครู่เป็นนักสืบเอกชนที่มีชื่อเสียงมากในเมืองเซินเจิ้น
สองสามเดือนมานี้เขาได้ไปที่บริษัทของอีกฝ่ายด้วยตัวเองเพื่อมอบหมายงานนี้ให้และให้พวกเขาช่วยตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงที่เคยดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยกันกับเขาในชาติที่แล้ว
แต่เขากลับไม่คาดคิดเลยว่าหลายเดือนมานี้เขาก็จะยังหาข่าวคราวของเธอไม่ได้เลย
นี่ทำให้เขารู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
ชาติก่อนเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้หญิงคนนั้น แม้ว่าจะพอรู้ข้อมูลบางอย่างของอีกฝ่าย แต่เขาก็ไม่เคยถามเธอเลยว่าก่อนวันสิ้นโลกนั้นเธออาศัยอยู่ที่ไหนหรือทำงานอะไร?
ยังไงซะตอนนั้นมันก็วันสิ้นโลกแล้ว ใครจะไปสนใจเรื่องในอดีตอีกล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้นใครจะไปรู้ว่าเขาจะได้กลับมาเกิดใหม่
บางทีนี่ก็อาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้
แต่อย่างน้อยในคืนแห่งการกลายพันธุ์อีกฝ่ายก็น่าจะยังรอดชีวิตอยู่ ในอนาคตบางทีพวกเขาก็อาจจะได้มีโอกาสกลับมาเจอกันในสถานที่ที่พวกเขาเคยเจอกันก็ได้
เขาเก็บอารมณ์ทั้งหมด
เพราะตอนนี้เขาเองก็ต้องกลับบ้านแล้ว
กลับไปยังบ้านที่เขาเคยเติบโตขึ้นมาตั้งแต่เด็ก
ลิ้มรสชาติของช่วงเวลาแห่งความสงบสุขเป็นครั้งสุดท้าย
...
โกลเด้นวีค
นี่คือวันหยุดที่สำคัญของประเทศจีน
คนส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศจะเลือกกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว
มันเป็นวันหยุดที่มีความสำคัญรองลงมาจากเทศกาลตรุษจีนเลยทีเดียว
ฉินจิ้นกลับมาที่บ้านในเมืองเซินเจิ้นอีกครั้งและอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านเป็นเวลาสามวัน
เขาไม่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอกหรือหาของอร่อยกินอย่างบ้าคลั่ง
แต่เขาใช้เวลาอยู่ที่บ้านเฉยๆ เท่านั้น
กินอาหารที่แม่ทำ
บางครั้งเขาก็ลงมือทำอาหารเองหนึ่งมื้อและเพลิดเพลินไปกับความสงบนั้น
สามวันต่อมา
เขาก็กำชับกับพ่อแม่ว่าในวันที่ 8 พวกเขาจะต้องมาช่วยเขาเตรียมงานฉลองเปิดบริษัทที่โรงงาน
ในฐานะพ่อแม่ การเข้าร่วมงานนี้เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้
และเขายังบอกให้พวกเขาล็อกประตูหน้าต่างที่บ้านให้ดี ก่อนที่เขาจะขับรถกลับมาที่ฐาน
ในช่วงเวลาแห่งความสงบสุขสุดท้ายนี้ เขารู้สึกอิจฉาตัวเอกในนิยายที่ยังสามารถกินดื่มได้อย่างเต็มที่
แต่ตอนนี้เขาไม่มีความคิดที่จะกินอาหารเลิศหรูอะไรแล้ว
เพราะในใจเขามีเพียงความรู้สึกกดดันและหนักอึ้งเท่านั้น
และยังมีความรู้สึกไร้พลังเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคลื่นยักษ์ที่กำลังถาโถมเข้ามา
เขาอยู่ที่โรงงานเพียงคนเดียวและตรวจสอบเสบียงในโกดังแต่ละแห่งของฐานอย่างเงียบๆ
เขาต้องการแน่ใจว่าเสบียงแต่ละชนิดถูกจัดเก็บเข้าที่แล้วหรือยัง
และยังมีอะไรตกหล่นไปอีกหรือไม่
ระบบต่างๆ ทำงานปกติหรือไม่
อะไหล่สำรองเตรียมไว้ครบแล้วหรือยัง
เขาค่อยๆ ทิ้งรอยเท้าของเขาเอาไว้ในแต่ละห้อง
หลังจากเดินผ่านห้องต่างๆ เขาก็มาถึงที่โกดังและพื้นที่เพาะปลูกในโรงเรือน
เขาตรวจสอบแต่ละพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการ
และหากมีตรงไหนที่เขาอยากจะแก้เขาก็จะจดบันทึกไว้ในสมุดอย่างเงียบๆ และให้คนมาแก้ไขในทันที
แม้แต่ดินที่ใช้ปลูกพืชเขาก็ไม่ปล่อยผ่าน เขาจะต้องใช้ดินดำที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น
สุดท้าย
เขาก็ตรวจสอบกำแพงรอบๆ อย่างเงียบๆ
ในอนาคตกำแพงนี้จะเป็นสิ่งที่ปกป้องชีวิตของเขา ดังนั้นมันจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดโดยเด็ดขาด!
เขาดูไปทีละนิ้ว สัมผัสมันไปทีละนิ้ว จนกระทั่งเดินจนครบรอบ
เขาเดินมาถึงที่ป้อมยามตรงประตูใหญ่
และเมื่อก้าวเข้าไปในป้อมยาม ข้างในนั้นก็มีลุงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังนั่งทำงานอยู่
เมื่อเห็นเจ้านายเดินเข้ามา เขาก็รีบวางโทรศัพท์มือถือลงและยืนขึ้นทำความเคารพก่อนจะทักทายว่า “สวัสดีครับเจ้านาย!”
ฉินจิ้นโบกมือไปมาและเข้าไปหาเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งอย่างไม่เกรงใจ
เขาพูดคุยกับยามตรงหน้าอย่างสบายๆ ว่า “ผมจำคุณได้ ชื่อจางตงใช่ไหม? ตั้งใจทำงานต่อไปนะ”
ยามที่ชื่อจางตงคนนี้ก็รู้สึกดีใจจนเกินคาด เขาไม่คาดคิดว่าเจ้านายของเขาจะจำชื่อของยามตัวเล็กๆ อย่างเขาได้และในใจก็รู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย
ทั้งสองคนก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันสักพัก
จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงช่วงเย็น
ฉินจิ้นก็หันหลังเดินจากไปและกลับไปยังบ้านของตัวเองในโรงงาน
โดยไม่รู้ตัว ในตอนนี้เขาได้กลายเป็นเจ้าของบริษัทขนาดกลางไปแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยจินตนาการมาก่อน
ถ้าสามารถเป็นแบบนี้ต่อไปได้
มันก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ได้
แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเขาไม่สามารถหยุดมันได้
หลังจากยืนยันแล้วว่าฐานได้ถูกสร้างขึ้นตามความคิดและความต้องการของเขาอย่างดีที่สุดแล้ว
ต่อไปก็คือการรอคอย
.....
วันที่ 8 ตุลาคม
วันหยุดได้หมดลง
พนักงานทั่วทั้งประเทศต่างก็ต้องลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับมายังตำแหน่งของตัวเอง
คนของบริษัทลวี่หยวนเองก็กลับมายังตำแหน่งของตัวเองแล้ว บางคนที่บ้านอยู่ไกลก็ได้พาญาติมาร่วมงานเปิดกิจการด้วย
เพราะยังไงมันก็เหลือเวลาอีกแค่สองสามวัน ดังนั้นบางคนจึงมากันตั้งแต่เนิ่นๆ
พนักงานเกือบทุกคนพาครอบครัวมาด้วย ยกเว้นบางคนที่ไม่สะดวกจริงๆ
ฉินจิ้นก็ได้ดูสถิติจากฝ่ายบุคคลและจดจำไว้ในใจอย่างเงียบๆ
นี่ถือว่าใกล้เคียงกับที่เขาคาดการณ์ไว้
ต่อไปก็คือการเตรียมงานเฉลิมฉลอง
เขายังต้องสั่งอาหาร จัดสถานที่และบทสุนทรพจน์ในงาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบางสิ่งที่เขาต้องเตรียมเพิ่มอีกก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึง