เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 : หาเงิน

ตอนที่ 2 : หาเงิน

ตอนที่ 2 : หาเงิน


ตอนที่ 2 : หาเงิน

ฉินจิ้นในปีนี้มีอายุ 27 ปี

สูง 177 เซนติเมตร

หน้าตาปานกลาง

แต่เมื่อรวมกับส่วนสูงและรูปร่างแล้ว เขาก็พอจะนับได้ว่าดูดีกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย

เขาเรียบจบปริญญาตรีตอนอายุ 25 ปี ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาได้ทำงานมาแล้วถึงสองปีและมีประสบการณ์ในที่ทำงานถึงสองปี

ในช่วงเวลานี้เขาก็เพิ่งจะลาออกมาและเตรียมที่จะเปลี่ยนไปทำงานที่เงินเดือนสูงกว่าเดิม

ที่เขาเรียนจบตอนอายุเท่านี้ก็เพราะหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จเขาก็ไปเป็นทหารอยู่ 2 ปี จนกระทั่งหลังจากปลดประจำการแล้วเขาถึงได้กลับมาเรียนมหาวิทยาลัยต่อ

ดังนั้นการที่เขาสามารถเก็บเงินได้เกือบหนึ่งแสนในเวลาแค่ 2 ปี ก็ถือว่าดีมากแล้วในหมู่คนวัยเดียวกัน

แต่ก็เป็นแค่การเปรียบเทียบในหมู่คนธรรมดาเท่านั้น

เพราะถ้าเทียบกับพวกลูกคนรวยจริงๆ เขาก็คงจะเทียบไม่ได้เลย

แต่ฉินจิ้นก็พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี

เดิมทีเขาคิดว่าชีวิตของเขาก็น่าจะราบรื่นเช่นนี้ต่อไปและในอนาคตเขาก็จะได้เจอคนที่ชอบแล้วแต่งงานมีลูก

ค่อยๆ ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนคนส่วนใหญ่ทั่วไป

พื้นฐานครอบครัวของฉินจิ้นก็ถือว่าไม่เลว พ่อแม่ของเขาเคยเปิดโรงงานเล็กๆ ตอนที่เขายังเด็ก

แม้ว่าภายหลังจะถูกผลกระทบจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซจนต้องปิดกิจการไป แต่พวกเขาก็ยังถือว่าพอมีฐานะอยู่บ้าง

ในเมืองชั้นนำของประเทศอย่างเซินเจิ้นพวกเขามีบ้านอยู่ถึง 2 หลัง ซึ่งถือว่าดีกว่าคนส่วนใหญ่

ดังนั้นด้วยเงื่อนไขพื้นฐานเหล่านี้ การจะหาภรรยาสักคนจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย

เพราะอย่างน้อยเขาก็จะไม่มีแรงกดดันเรื่องสินเชื่อบ้าน

หลังจากเรียนจบเขาก็ออกมาทำงานข้างนอกด้วยตัวเองและไม่ต้องถูกพ่อแม่ควบคุมอีกต่อไป

เขาตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตโสดแบบนี้อีกต่อไปสักสองสามปี หลังจากนั้นเมื่อเขาเจอผู้หญิงที่เหมาะสมเขาก็จะค่อยเข้าสู่ประตูวิวาห์

แต่เขากลับไม่คาดคิดเลยว่า สวรรค์จะไม่เป็นใจให้เขาเลย

เพราะอยู่ ๆ วันสิ้นโลกก็มาถึง

ญาติพี่น้องของเขาก็ค่อยๆ จากไปทีละคน เพื่อนฝูงก็ค่อยๆ หายไปทีละคน

จนสุดท้ายก็เหลือเพียงตัวเขาเองที่ต้องเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก

แต่ก็ยังโชคดีที่

ตัวตนที่ยิ่งใหญ่จากที่ไหนสักแห่งได้ให้โอกาสเขาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ดังนั้นเขาจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ เพื่อชดเชยความเสียใจและสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในอุดมคติของเขาขึ้นมา!

กลับมาที่เรื่องของการหาเงิน

สำหรับผู้ที่กลับมาเกิดใหม่ทุกคนย่อมมีวิธีการนับไม่ถ้วน

และมันก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะเลือกวิธีไหน

แต่วิธีการที่ฉินจิ้นสามารถเลือกได้ในตอนนี้กลับมีไม่มากนัก

เพราะเขามีเวลาเพียงครึ่งปี ดังนั้นเขาจึงเหมาะสำหรับวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุดและได้เงินมากที่สุดเท่านั้น

เขาไม่สามารถทำเหมือนกับคนที่กลับมาเกิดใหม่คนอื่นๆ ได้ ที่มานั่งก่อตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาใหม่แล้วไปเป็นเพื่อนกับบรรดาคนที่จะยิ่งใหญ่ในอนาคต เป็นต้น

การซื้อลอตเตอรี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะล้มเหลว

เพราะมันเป็นที่รู้กันดีว่า

วงการลอตเตอรี่นั้นต้องดูสีหน้าของผู้ที่มีอำนาจบริหารมัน

อยากจะออกเลขอะไรก็ออกเลขนั้น

ดังนั้นต่อให้เขาจะจำเลขของแต่ละงวดได้และไปซื้อมาเยอะๆ ถ้าผู้มีอำนาจคนนั้นตรวจพบว่ามีคนที่ถูกหลายงวดและยังถูกเป็นเงินจำนวนมาก

งั้นเขาก็คงไม่พ้นตกเป็นเป้าหมายแน่

ดังนั้นวิธีการนี้หลีกเลี่ยงได้ย่อมดีกว่า

และฉินจิ้นก็ไม่เคยจะจำตัวเลขของงวดไหนได้เลย

ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์อะไร

แต่ในฐานะผู้ที่กลับมาเกิดใหม่ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการที่เขารู้ถึงเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นและวันที่ของมันโดยประมาณ

ตัวอย่างเช่น ฉินจิ้นรู้ว่าปลายเดือนเมษายนของปีนี้จะมีสองประเทศในตะวันออกกลางทำสงครามกัน!

ในฐานะพนักงานออฟฟิศ เขาจึงมีความจำที่ดี

นอกจากการอู้งานแล้ว เขายังจำได้อย่างชัดเจนว่าข่าวนี้จะออกมาในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน ซึ่งจะทำให้หลายคนตกใจ

ในวันนั้นตลาดหุ้นได้ดิ่งลงอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องรับเคราะห์ไปตามๆ กัน จนตลาดหุ้นต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้

แน่นอนว่าฉินจิ้นไม่ได้ตั้งใจที่จะลงทุนหุ้นในตอนนี้ เพราะระยะเวลามันยาวเกินไป

แม้ว่าเขาจะพอจำได้ว่าในช่วงเวลานั้นจะมีหุ้นบางตัวที่ราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ในตอนนี้เขามีตัวเลือกที่ดีกว่า

นั่นคือตลาดซื้อขายแบบฟิวเจอร์

หรือก็คือสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า

ราคาของน้ำมันดิบนั้นแกว่งตัวอยู่ที่ 35 ถึง 45 ดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเวลานาน

แต่เมื่อสงครามเกิดขึ้นและตลาดน้ำมันก็ถูกประเทศมหาอำนาจตะวันตกเข้าแทรกแซง ในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนราคาน้ำมันก็เลยพุ่งขึ้นไปถึง 70 ถึง 80 ดอลลาร์!

แม้จะดูเหมือนขึ้นไม่มากและยังไม่ถึงเท่าตัวเลยด้วยซ้ำ

แต่ต้องรู้ก่อนว่าตลาดซื้อขายล่วงหน้านั้นมีเลเวอเรจสูง!

ในตอนนั้นแม้แต่ฉินจิ้นก็ยังเคยถอนหายใจอย่างเสียดาย เพราะถ้าเขาเอาเงินทั้งหมดที่มีในตอนนั้นไปลงทุน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน่าตกตะลึงเลยทีเดียว

และตอนนี้โอกาสนั้นก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว

แต่สิ่งที่เขายังขาดก็คือเงินทุน

ยิ่งมีเงินทุนมากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งได้กำไรจากสถานการณ์นี้มากขึ้นเท่านั้น!

เขาจึงเริ่มดาวน์โหลดแอปเงินกู้ต่างๆ ที่เขาจำได้ในทันที

แล้วก็พยายามค้นหาในอินเทอร์เน็ตด้วยว่ามีแอปไหนที่เขาตกหล่นไปอีกบ้าง จนกระทั่งเขาติดตั้งแอปพวกนี้ไปเกือบ 30 แอปในโทรศัพท์เขาถึงได้หยุด

ต้องขอบคุณยุคที่รุ่งเรืองนี้และเศรษฐกิจของประเทศที่ถือว่าแข็งแกร่ง

และประเทศสหรัฐที่พิมพ์เงินใหม่ออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เงินเหล่านี้หลั่งไหลออกไปทั่วทุกหนแห่งเพื่อหาที่ลง

ฉินจิ้นเองก็ไม่สนใจว่าอัตราดอกเบี้ยของแต่ละแอปจะปกติหรือไม่ ขอแค่ไม่ใช่บริษัทหลอกลวงและระยะเวลาอนุมัติไม่เกิน 3 วัน เขาก็ยื่นขอไปหมด

เพราะสงครามนั้นจะเริ่มต้นช่วงปลายเดือนเมษายนและตอนนี้ก็อยู่ในช่วงกลางเดือนเมษายนแล้ว ดังนั้นเขาจึงเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนในการระดมทุน ดังนั้นเขาจึงต้องเร่งมือแล้ว

เขายุ่งจนถึงช่วงประมาณบ่ายสามโมง

เขาจึงได้จัดการกับแอปเงินกู้ทั้งหมดเสร็จ

นอกจากสิบแอปที่จะอนุมัติในอีกสามวันข้างหน้าแล้ว แอปอื่นๆ เกือบยี่สิบแอปก็โอนเงินเข้าบัญชีของเขาแล้วในวันนี้

ทำให้ยอดเงินในบัญชีของเขาพุ่งสูงขึ้นเป็น 1,300,000 หยวน!

นอกจากนี้ก็ยังมีธนาคารอีกสองสามแห่งและบริษัทสินเชื่ออีกสองแห่งที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา

แต่ด้วยวุฒิการศึกษาปริญญาตรีของฉินจิ้นและรายการเดินบัญชีที่ปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การกู้เงินจากแต่ละแห่งอีก 100,000 ถึง 300,000 หยวนจึงไม่ใช่ปัญหา

และถ้าเขามีบ้านหรือรถยนต์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เขาก็จะยิ่งได้สูงกว่านี้อีก

แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีบ้านอยู่สองหลัง แต่การที่จะไปบอกพ่อแม่ตรงๆ ว่าจะขายบ้านเพื่อไปลงทุนนั้น มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

แม้ว่าฉินจิ้นจะเป็นเด็กที่ฉลาดและเชื่อฟังมาตั้งแต่เด็ก

แต่พ่อแม่ของเขาก็ไม่ได้เปิดกว้างถึงขนาดนั้น

แต่ฉินจิ้นก็ตั้งใจว่าจะลองดูให้ถึงที่สุด

เขาไม่คิดมากอีกต่อไปและโทรหาพ่อของเขาทันที

..........

เขาบอกกับพ่อของเขาไปตรงๆ ว่าเขาตั้งใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจและตั้งใจที่จะสร้างโรงงานที่มีทั้งการปลูกพืชผลทางการเกษตร การเลี้ยงสัตว์และการแปรรูปไว้ด้วยกัน

หลังจากที่พ่อของเขาถามรายละเอียดต่างๆ แล้ว เขาก็บอกให้ฉินจิ้นกลับมาบ้านในวันพรุ่งนี้

ในวันรุ่งขึ้น

ฉินจิ้นก็กลับไปบ้าน

เขาอธิบายแผนการบางอย่างของตัวเองอย่างละเอียด

ซึ่งนี่ก็ไม่ถือว่าเป็นการโกหกพ่อแม่

เพราะโรงงานแห่งนี้เขาตั้งใจที่จะสร้างให้เป็นที่พักพิงหลังจากที่วันสิ้นโลกมาถึงอยู่แล้ว

การพูดคุยก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

พ่อของเขา (ฉินกั๋วเซิ่ง) ถามคำถามบางอย่างและให้คำแนะนำบางอย่าง ก่อนจะมอบโฉนดที่ดินของบ้านหลังหนึ่งให้กับฉินจิ้น

แล้วจึงพูดว่า “อาจิ้น ลูกก็ไม่เด็กแล้ว การมีความคิดที่จะทำอะไรก็เป็นเรื่องดีและพ่อก็จะไม่ขวางลูกหรอก แต่พ่อมีคำขออยู่ข้อหนึ่ง ตอนที่ลูกเริ่มเปิดโรงงานพ่อจะต้องเข้าไปช่วยลูกบริหารด้วย เพราะยังไงซะพ่อของลูกก็เคยเปิดโรงงานมาก่อน พ่อน่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง”

ฉินจิ้นจึงยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินแบบนั้น

เพราะเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง การที่ญาติพี่น้องอยู่ด้วยกันเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แถมนั่นจะยังช่วยเขาประหยัดเวลาในการหาข้ออ้างเพื่อให้ทุกคนมารวมตัวกันในภายหลังอีกด้วย

แม่ (จางลี่) ของเขาก็พูดด้วยว่า “แม่กับพ่อจะคอยดูอยู่ตรงนี้ ถ้าลูกมีปัญหาอะไรก็ต้องมาปรึกษาพวกเรานะ ลงมือทำไปเลย ถ้าขาดทุนก็แค่กลับมาทำงานประจำต่อ อย่างน้อยพวกเราก็ยังมีบ้านอีกหลัง ดังนั้นลูกก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหาเมียไม่ได้”

ฉินจิ้นพูดไม่ออก

ในตอนนี้เขาก็ได้โฉนดที่ดินของบ้านอีกหลังหนึ่งมาง่ายกว่าที่คิด (บ้านหลังนี้เป็นชื่อของฉินจิ้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว)

ในวันนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังธนาคารใกล้ๆ ทันที

ตอนนี้ถ้าเขาจะประกาศขายเลยก็คงจะช้าเกินไป

เพราะกว่าจะมีคนสนใจ กว่านายหน้าจะพาคนมาดูบ้าน กว่าจะทำเรื่องต่างๆ เสร็จ ดอกไม้ก็คงจะเหี่ยวจนเน่าไปแล้ว

มีเพียงการนำโฉนดที่ดินไปจำนองโดยตรงเท่านั้น

เขาถึงจะได้เงินเร็วที่สุด

บ้านของฉินจิ้นหลังนี้ตั้งอยู่ในทำเลปานกลางของเมืองเซินเจิ้น

ราคาบ้านจึงอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน ราคาก็ประมาณหกถึงเจ็ดหมื่นต่อตารางเมตร

ดังนั้นบ้านขนาด 100 ตารางเมตร ราคาตลาดจึงอยู่ที่ประมาณ 6 ถึง 7 ล้านหยวน

และธนาคารก็สามารถให้สินเชื่อในวงเงินสูงสุดที่ 80% ของทรัพย์สิน

นั่นหมายความว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนบ้านเป็นเงิน 5,600,000 หยวนได้ในเวลา 2 วัน

.....

เมื่อกลับมาถึงที่พัก

ฉินจิ้นก็มานอนอยู่บนเตียง

เขาหลับตาคิดถึงสิ่งที่อาจจะตกหล่นไปและรายละเอียดของการลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า

ด้วยนิสัยของเขา

เขาต้องแน่ใจว่าการลงมือในครั้งนี้เขาจะต้องหาเงินทุนมาให้ได้จำนวนหนึ่ง

ไม่อย่างนั้นมันจะยิ่งทำได้ยากในภายหลัง มีเพียงการก้าวไปก่อนหนึ่งก้าวเท่านั้นเขาถึงจะสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้

เวลาก็ผ่านไปอีก 2 วัน

ตอนนี้ทุกอย่างก็ยังคงสงบเรียบร้อย

และไม่มีอะไรที่พิเศษเกิดขึ้น

นอกจากข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีเป็นครั้งคราวแล้ว ฉินจิ้นก็ยังคงปรับปรุงรายการสิ่งของที่ต้องเตรียม รวมถึงแผนผังโรงงาน (ฐาน) และแผนการพัฒนาอื่นๆ ในอนาคต

ในตอนนี้โครงร่างที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาแล้ว

และกำลังรอให้เขาทำมันให้เป็นจริงไปทีละขั้นตอน

“ติ๊ง~”

ฉินจิ้นเปิดโทรศัพท์มือถือ

เมื่อมองดูข้อความแจ้งเตือนเงินเข้า 5,600,000.00 หยวน

เขาก็รู้แล้วว่าผลของการดำเนินการในช่วงสองวันที่ผ่านมาได้มาถึงมือของเขาแล้ว!

เงินฝากเดิมของเขาที่เดิมทีมีเกือบ 90,000 + เงินกู้จากแอปขนาดเล็ก 1,670,000 (แอปที่เหลืออนุมัติแล้ว) + สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารหลายแห่ง 1,700,000 + สินเชื่อจากบริษัทสินเชื่ออีกสองแห่ง 500,000 + การจำนองอสังหาริมทรัพย์ 5,600,000

ทำให้ยอดรวมทั้งหมดตอนนี้สูงถึง 9,560,000 หยวน!!!

อีกนิดเดียวเขาก็จะกลายเป็นเศรษฐีสิบล้านแล้ว!

ตัวเลขนี้เป็นเงินจำนวนสูงสุดที่เขาสามารถรวบรวมได้แล้ว เพราะถ้าจะรวบรวมมากกว่านี้เขาก็คงต้องหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้สีเทาแล้ว

ส่วนการไปขอยืมเงินจากญาติพี่น้อง เขาเองก็ทำไม่ลงและยังรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป

และจะไม่เอื้อต่อการดำเนินการบางอย่างในภายหลัง

ตอนนี้ก็มาถึงวันที่ 20 เมษายนแล้ว

ถ้าประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลง เขาจะมีเวลาอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เหตุการณ์สำคัญนั้นจะเกิดขึ้น

ช่วงเวลานี้เขาจึงไปเปิดบัญชีซื้อขายล่วงหน้าและศึกษาช่องทางในการลงทุนเงินจำนวนมาก รวมถึงวางแผนการกำหนดอัตรเลเวอเรจและอัตราหลักประกัน เป็นต้น

ยังมีเรื่องอีกไม่น้อยที่เขาต้องจัดการ

หลังจากนั้น

ฉินจิ้นที่ได้เงินมาแล้วก็ตรงไปยังแพลตฟอร์มเปิดบัญชีหลักทรัพย์ทันที เขาไปหาผู้จัดการมืออาชีพและกำหนดเลเวอเรจสูงสุดที่ 20 เท่า (หลักประกันและอัตราเลเวอเรจของการเทรดฟิวเจอร์นั้นจะแตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้วจะมีเลเวอเรจที่ 6 ถึง 12 เท่า ส่วนพันธบัตรรัฐบาลอาจมากได้ถึง 50 เท่า แต่สำหรับสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้านั้นสามารถให้ได้ถึง 20 เท่า โดยมีอัตราหลักประกันที่ 5%)

หลังจากเปิดบัญชีเสร็จ เขาก็ฝากเงินเข้าไป 9,500,000 หยวนทันที

จากนั้นแพลตฟอร์มก็จะแปลงเงินหยวนของจีนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐโดยอัตโนมัติตามอัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์

จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ทยอยใช้เงิน 9,000,000 หยวนในการลงทุน

ราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ยังแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 38 ถึง 40 ดอลลาร์และไม่มีความผันผวนที่พิเศษอะไร

เขายังเหลือเงินไว้อีก 500,000 เพื่อเก็บไว้เป็นเงินทุนสำรอง

เพราะเลเวอเรจสูงสุด 20 เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถใช้ได้อย่างพร่ำเพรื่อ เพราะความเสี่ยงของมันสูงเกินไป หากราคาลดลงเพียงแค่ 5% เขาก็จะถูกล้างพอร์ตทันที

ดังนั้นฉินจิ้นจึงตั้งใจว่าจะใช้เลเวอเรจแค่ 5 เท่าไปก่อนจนกว่าสงครามจะเริ่มต้นขึ้น

เงิน 9,000,000 หยวนเมื่อเทียบกับตลาดโลกก็เหมือนกับหยดน้ำ

มันแทบจะไม่ทำให้เกิดระลอกคลื่นด้วยซ้ำ

ราคาเฉลี่ยที่ฉินจิ้นถืออยู่คือประมาณ 39 ดอลลาร์และในตอนนี้ราคาน้ำมันดิบก็อยู่ที่ 39.6 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าตอนนี้เขาได้กำไรเล็กน้อยแล้ว

และตราบใดที่ราคาไม่ลงไปต่ำกว่า 31 ดอลลาร์ เขาก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร

ห้าวันต่อจากนี้ก็ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นอกจากการปรับปรุงแผนการในอนาคตแล้ว ฉินจิ้นก็มักจะออกไปตระเวนกินอาหารอร่อยๆ ตามที่ต่างๆ

และเขาก็ยังคอยรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์บนอินเทอร์เน็ตไว้ รวมถึงเริ่มทำการเลือกทำเลที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างฐานของเขาในอนาคต (จะต้องไม่ใกล้กับย่านใจกลางเมืองมากเกินไปเพราะแรงกดดันจากซอมบี้จะสูง แต่ก็ต้องไม่ห่างไกลเกินไปเพราะการหาเสบียงจะไม่สะดวกและหากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติก็จะอันตรายกว่าด้วย)

ในใจของเขาจึงมีเป้าหมายคร่าวๆ แล้ว

และเขายังได้เข้าร่วมกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก

พวกเขามักจะพูดคุยกันว่าถ้าวันสิ้นโลกมาถึง พวกเขาจะรับมืออย่างไรหรือจะใช้ชีวิตให้ดีกว่าคนอื่นได้อย่างไร

นี่ทำให้ฉินจิ้นที่ได้เห็นถึงกับต้องร้องออกมาว่าพวกเขาเป็นมืออาชีพจริงๆ

และด้วยข้อมูลจากกลุ่มนี้ฉินจิ้นก็ได้นำมันมาปรับปรุงแผนการของเขา

บรรดาผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มก็รู้สึกว่าคำถามบางอย่างของ “เฉียนจิ้น” สมาชิกใหม่ที่เพิ่งจะเข้าร่วมกลุ่มคนนี้ มักจะถามได้ตรงประเด็นมาก

ราวกับว่าคนๆ นี้เคยไปอยู่ในวันสิ้นโลกมาแล้วจริงๆ

คำถามที่ถามก็มักจะใกล้เคียงกับหัวข้อของกลุ่ม ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมักจะพูดคุยกันอย่างออกรสอยู่เสมอ

วันที่ 26 เมษายน

ฉินจิ้นจ้องมองหน้าข่าวต่างๆ ตลอดทั้งวัน

ในตอนนี้ราคาน้ำมันดิบขึ้นมาถึง 41 ดอลลาร์แล้ว ซึ่งสูงกว่าต้นทุนที่เขาถืออยู่ถึง 2 ดอลลาร์

และยังคงค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมั่นคง

ใกล้ถึงเวลาแล้ว

เขาเพิ่มอัตราเลเวอเรจเป็น 10 เท่าทันที

เขายังไม่ได้เปิดมันให้ถึง 20 เท่า

เพราะในชาติที่แล้วเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้

บวกกับเวลาที่ผ่านไปหลายปีแล้ว เขาจึงจำได้เพียงตัวเลขคร่าวๆ เท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่แน่ใจว่าในช่วงเวลาสำคัญนั้นมันจะเกิดความผันผวนที่รุนแรงหรือไม่

เพราะถ้าก่อนที่มันจะขึ้น มันเกิดดิ่งลงขึ้นมาเขาก็คงจะลำบากทันที

ดังนั้นการทำกำไรได้โดยไม่ขาดทุนนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

เวลาผ่านมาถึงช่วงเย็น

แน่นอนว่า

ข่าวสงครามนั้นยังไม่ปรากฏ แต่ราคาน้ำมันดิบก็พุ่งสูงขึ้นไปถึง 45 ดอลลาร์แล้ว!

หลังจากนั้น ข่าวที่น่าตกใจก็เริ่มปรากฏขึ้นในหน้าสื่อต่างๆ

สองประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเริ่มรบกันแล้ว!

หินก้อนเดียวก็ก่อให้เกิดคลื่นนับพัน!

พนักงานออฟฟิศที่ยังไม่เลิกงานต่างก็วิ่งไปบอกต่อๆ กัน

กลุ่มแชทต่างๆ ก็พูดคุยเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าตัวเองจะรับเงินเดือนเพียงแค่สามพันกว่า

แต่เรื่องการลงทุนและภูมิศาสตร์ ก็ยังเป็นทักษะที่จำเป็นของพนักงานออฟฟิศในยุคนี้

นักลงทุนที่เพิ่งจะได้พักหายใจหลังจากที่ตลาดหุ้นปิดไปได้ไม่นานและคิดว่าวันนี้คงจะไม่มีอะไรแล้วก็ต้องมาเจอระเบิดอีกลูก

คืนนี้พวกเขาคงจะไม่ต้องนอนกันแล้ว และคงได้แต่ภาวนาว่าตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้จะไม่ดิ่งมากจนเกินไป

.....

เมื่อถึงตอนกลางคืน

ราคาน้ำมันดิบก็พุ่งสูงขึ้นไปถึง 58 หยวน ซึ่งใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในตอนนี้ฉินจิ้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

แม้ว่าตัวเลขในบัญชีจะทำให้เขาตื่นเต้นอย่างมาก แต่เขาก็ยังอดทนไม่ขายออกไปทันที

เพราะเขารู้ว่านี่ไม่ใช่ราคาสูงสุด

สองวันต่อมา

ราคาน้ำมันดิบก็มีการปรับตัวลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว แต่ในระยะยาวก็ยังคงมองว่าจะปรับตัวสูงขึ้น

และในไม่ช้ามันก็ทะลุ 65 และค่อยๆ ก้าวไปสู่ 70 ดอลลาร์!

จนในที่สุดในวันที่ 29 เมษายน

ราคาก็ได้ยืนอยู่ที่จุดสูงสุดที่ 70 ดอลลาร์แล้ว!

ฉินจิ้นที่จ้องมองตลาดมาหลายวันก็เริ่มทยอยขายออก

เขาค่อยๆ ขายออกไปเรื่อยๆ

ในราคา 70 71 และ 72 จนกระทั่งเขาปล่อยสัญญาในมือออกไปทั้งหมด

หลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้ว

ตัวเลขสุดท้ายในบัญชีของเขาก็ขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดในระดับที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน : 89,230,000 หยวน!!!

ได้เงินทุนเริ่มต้นมาแล้ว!!!

จบบทที่ ตอนที่ 2 : หาเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว