เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 แค่นี้เองเหรอ?

บทที่ 8 แค่นี้เองเหรอ?

บทที่ 8 แค่นี้เองเหรอ?


“แง~~~ พ่อจ๋าแม่จ๋าไม่รักหนูแล้ว!” บนโต๊ะอาหาร หลี่จื่อซินสะอึกสะอื้นไห้ ในปากยังคงเคี้ยวตุ้ยๆ

น้ำตาเม็ดโป้งร่วงเผาะลงในชาม แต่ตะเกียบในมือกลับไม่ยอมหยุดทำงาน

ลู่เหยามองหลี่จื่อซินที่ร้องห่มร้องไห้จนน้ำมูกเริ่มย้อย แล้วหันไปมองพ่อแม่ที่นั่งอมยิ้มอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างจนปัญญา

'เอาแต่ดูอยู่นั่นแหละ ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง? มันน่าขำตรงไหนกัน?'

หันกลับมามองหลี่จื่อซินที่ร้องไห้ไปกินไปอีกที

อืม... ก็ตลกดีเหมือนกันแฮะ

ลู่เหยาแอบหยิบกล้องออกมาซูมเข้าไปใกล้ๆ หน้าหลี่จื่อซิน แล้วกดชัตเตอร์

"ประวัติศาสตร์มืด: เก็บไว้แบล็กเมลทีหลังดีกว่า"

ไม่มีรางวัลใดๆ จากระบบ เพราะมันประเมินว่าไร้ค่า แต่ช่างเถอะ เขาไม่ได้หวังรางวัลอยู่แล้ว

ลู่เหยามองดูรูปถ่าย ใบหน้าจิ้มลิ้มแก้มป่องเพราะยัดอาหารเข้าไปเต็มปาก น้ำตานองหน้า แถมยังมีลูกโป่งน้ำมูกเริ่มก่อตัว

“อุ๊บ~” เขาเผลอหลุดขำออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบกลั้นไว้

ปรายตามองสองผู้เฒ่าที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนข้างๆ เขาถอนหายใจเงียบๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาเช็ดน้ำตากับน้ำมูกให้หลี่จื่อซิน

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ พ่อแม่ไม่ได้ทิ้งเธอหรอก พวกท่านแค่มีธุระ เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วก็กลับมารับ”

“~ฮึก~ จริงเหรอ?”

“จริงสิ แค่ทำตัวเป็นเด็กดีรอเดี๋ยวเดียวพวกท่านก็มาแล้ว”

เห็นทำท่าจะเบะปากร้องอีกรอบ ลู่เหยาจึงงัดไม้ตายออกมาใช้ “แต่ถ้าดื้อ พวกท่านจะไม่รักจริงๆ ด้วยนะ”

“แง... งั้นหนู (เคี้ยวๆ) จะเป็นเด็กดี พวกท่านต้อง (เคี้ยวๆ) กลับมารักหนูนะ”

“แง~~~ เจ้าแกะน้อยน่าสงสารจังเลย”

“แกะน้อยจ๋า ขอโทษนะ แต่เธอกลิ่นหอมน่ากินมากเลยอ้ะ~”

… … …

หนึ่งเดือนต่อมา ณ หอคัมภีร์

ลู่เหยานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ข้างกายมีหลี่จื่อซินนั่งจมกองตำราด้วยสภาพมึนงงตาลาย

หลังจากขออนุญาตผู้ดูแลแล้ว เขาก็พาหลี่จื่อซินเข้ามาด้วย ตั้งใจจะติวเข้มให้นางเสียหน่อย

สี่ขวบนี่แหละวัยกำลังเรียนรู้ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก

หันไปมองหลี่จื่อซินที่กำลังเกาหัวแกรกๆ ลู่เหยาก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุจนางมารร้าย

"องค์ประกอบของปราณมีอะไรบ้าง?"

"หนูไม่รู้..."

"อาการเส้นลมปราณบวมเป่งในการโคจรพลังรอบใหญ่ครั้งแรกเกิดจากอะไร?"

"หนู... หนูจำไม่ได้"

"เพิ่งบอกไปเมื่อกี้ ลืมแล้วเหรอ?"

"แง~~ หนูขอโทษ อย่าดุหนูนะ อย่าดุหนู หนูจำไม่ได้จริงๆ..."

"จะพูดให้ฟังอีกรอบ ให้เวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วจะสอบ"

มองดูสีหน้าสิ้นหวังของแม่หนูน้อย ลู่เหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หึ พักหลังชักจะเหลิง พอรู้ว่าอายุมากกว่าเขาหนึ่งปี ก็เลิกเรียก 'พี่ลู่เหยา' หันมาเรียก 'ลู่เหยา' ห้วนๆ ทั้งวัน

เขาต้อง 'ชดเชย' วัยเด็กที่หายไปให้นางเสียหน่อย!

"ลู่เหยา เมื่อไหร่พ่อกับแม่จะมารับหนูเหรอ?" หลี่จื่อซินกอดหนังสือไว้แน่น สีหน้าหงอยเหงา

ลู่เหยามองท่าทางน่าสงสารนั้นแล้วถอนหายใจ เดินไปลูบหัวนางเบาๆ "อืม เดี๋ยวก็มาแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ ป่ะ เดี๋ยวพาไปเล่นที่สวนภูเขาจำลอง"

"เย้!"

ครึ่งปีต่อมา ณ ศาลาริมน้ำ

ลู่เหยามองหลี่จื่อซินที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรและกำลังตั้งใจตรวจสอบแผ่นหยกอยู่ข้างๆ

เห็นท่าทางจริงจังนั้นแล้วก็อดใจไม่ไหว ยื่นมือไปบีบแก้มยุ้ยๆ นั่นเล่น

"คิดถึงพ่อกับแม่ไหม?"

"หือ? อ้อ! คิดถึงสิ ไม่รู้เมื่อไหร่พวกท่านจะมารับ"

"อืม อีกไม่นานหรอก"

หลี่จื่อซินตอบรับในลำคอ แล้วกลับไปจดจ่ออยู่กับมหาสมุทรแห่งความรู้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว

ลู่เหยาไม่พูดอะไรต่อ คว้าอาหารปลามากำมือหนึ่งแล้วโปรยลงไปในสระ

ฝูงปลาแหวกว่ายเข้ามาแย่งอาหารกันจ้าละหวั่น ลู่เหยายืนมองเพลินๆ

ทันใดนั้น มุมปากเขาก็กระตุก อดไม่ได้ที่จะโพล่งออกมา "แม่ครับ เลิกแย่งเสี่ยวชิงกินได้แล้วมั้ง! ดูสิมันผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้วนั่น!"

ได้ยินเสียงลู่เหยา ปลาคาร์ปตัวใหญ่ที่สุดในบ่อก็เงยหน้าขึ้นมามอง เป่าฟองอากาศใส่ทีหนึ่ง แล้วก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างไม่แยแส

มองดูท่านแม่ที่แกล้งตีมึน เขาถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ยกมือยอมแพ้แต่โดยดี

หนึ่งปีต่อมา ยังคงเป็นที่หอคัมภีร์

"คิดถึงพ่อกับแม่ไหม?" ลู่เหยามองเด็กหญิงที่จมกองหนังสือแล้วอดถามไม่ได้

พักหลังนางพูดถึงพ่อแม่น้อยลงเรื่อยๆ จากที่บ่นหาทุกวัน กลายเป็นเดือนละครั้ง และตอนนี้ก็ไม่พูดถึงมาหลายเดือนแล้ว

"หือ? อื้อ คิดถึงสิ" หลี่จื่อซินเงยหน้าตอบแบบขอไปที แล้วรีบขยับเข้ามาใกล้

"ลู่เหยา วิชากายานี้บอกว่า 'ปราณก่อกำเนิดพลังชีวิต แล้วถูกกลั่นกรองและหล่อเลี้ยงผ่านเส้นชีพจรหลักยี่สิบแปดเส้นและเส้นชีพจรย่อยร้อยแปดเส้น' เส้นชีพจรพวกนี้คือเส้นไหน และอยู่ตรงไหนบ้าง?"

"..."

สองปีต่อมา

"ยังคิดถึงพ่อกับแม่ไหม?"

"หืม...? พ่อกับแม่ไหน?" หลี่จื่อซินมองลู่เหยาอย่างงุนงง ก่อนจะนึกขึ้นได้ "อ๋อ หมายถึงพ่อแม่แท้ๆ ของฉันเหรอ?"

"?"

"เปล่า หรือเธอมีพ่อแม่คนอื่นอีก?"

"นายนี่นะ... ช่างเถอะ วันนี้วันหยุด ออกไปเดินเล่นบ้างเถอะ อย่ามัวแต่เรียนจนเอ๋อล่ะ" ลู่เหยาดันหลังนางออกไป แล้วปิดประตูปัง

หลี่จื่อซินกระทืบเท้าอยู่หน้าประตูด้วยความขัดใจ

"ลู่เหยาบ้า! ตัวเองไล่คนอื่นไม่ให้อ่าน แล้วแอบซุ่มฝึกเองล่ะสิ? ร้ายกาจนักนะ!" เธอบ่นกระปอดกระแปด

หลี่จื่อซินเดินผละออกมา ระหว่างความโกรธกับความหงุดหงิด เธอเลือกที่จะหงุดหงิด

สองปีที่อยู่กับลู่เหยา ได้รับอิทธิพลจากเขาจนเธอกลายเป็นคนเข้มแข็ง ไม่ใช่เด็กขี้แยคนเดิมอีกแล้ว

เดินมาถึงลานหน้าเรือนหลักของตระกูลลู่ มองดูผู้คนเดินขวักไขว่ เธอก็รู้สึกเคว้งคว้างชั่วขณะ

"ดูเหมือนไม่ได้ออกมาเล่นนานมากแล้วจริงๆ บางทีอาจจะถึงเวลาต้องออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง"

จังหวะนั้นเอง เด็กหญิงวัยเจ็ดแปดขวบกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านมา เห็นน้องสาวตัวน้อยน่ารักราวกับตุ๊กตาหยกแกะสลัก ก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาชวน

"เธอเป็นใครน่ะ? น่ารักจัง! ไปเล่นกับพวกเราไหม? เดี๋ยวพาไปฐานลับ!"

เจอคำชวนแบบนี้ หลี่จื่อซินลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ตอบตกลง

เธอรู้สึกว่าไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนวัยเดียวกันนานเกินไป จนเริ่มจะไม่ชิน บางทีเธออาจจะต้องการเพื่อนบ้างจริงๆ

แถมยังสงสัยเรื่อง 'ฐานลับ' ที่ว่าด้วย เลยเดินตามไป

กลุ่มเด็กหญิงพาเธอเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมา จนมาหยุดอยู่ที่เรือนร้างแห่งหนึ่ง

ผลักประตูเข้าไป เธอสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ

"นี่คือฐานลับเหรอ? ความลับอยู่ตรงไหน?" หลี่จื่อซินอดถามไม่ได้ พี่สาวคนโตสุดในกลุ่มจึงเฉลยข้อสงสัย

"ดูนี่สิ ปกติท่านแม่ไม่ให้พวกเราแตะของพวกนี้หรอกนะ!"

หลี่จื่อซินมองตามนิ้วที่ชี้ไป กระพริบตาปริบๆ ถามอย่างไม่แน่ใจ "กองนั้นคือ... แป้งผัดหน้ากับชาดทาปากเหรอ?"

"ใช่ๆ! อยากลองไหม? เธอน่ารักขนาดนี้ ทาแล้วต้องสวยมากแน่ๆ~"

หลี่จื่อซินไม่ตอบ แต่ยิงคำถามกลับไปว่า "วิชาเนตรมีกี่ประเภท?"

"เอ๊ะ ฉัน... ฉันไม่รู้..."

"ชิ ไร้สาระ ไม่รู้จักบำเพ็ญเพียรหาความรู้ มัวแต่มาเล่นแต่งหน้าทาปากกันอยู่ได้ เพิ่งจะอยู่แค่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสี่เองเหรอ? วันๆ ได้ตั้งใจฝึกฝนบ้างไหม? อ่านตำราวิชาละเอียดรึเปล่า?"

"ฉัน... ฉัน... แง~~~"

หลี่จื่อซินหันหลังเดินกลับทันที เธอรู้สึกว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่คิดว่าต้องการเพื่อนเป็นกลุ่มเด็กกะโปโลพวกนี้

การละเล่นปัญญาอ่อนแบบนี้มีแต่จะถ่วงความเจริญ ขืนมัวแต่เอ้อระเหยลอยชาย เมื่อไหร่จะแซงหน้าลู่เหยาได้?

เธอเป็นถึงพี่สาวลู่เหยา จะยอมให้ลู่เหยาเก่งกว่าไปทุกเรื่องได้ยังไง?

นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อนตอนออกไปข้างนอก ลู่เหยายืนขวางหน้าเธอ ตบสุนัขวิญญาณดุร้ายที่กระโจนใส่เธอจนตายคาที่

แล้วยังจัดการพวกองครักษ์ที่ตามมา แถมตบหน้าคุณหนูจอมเอาแต่ใจคนนั้นฉาดใหญ่

พอเรื่องจบลง ลู่เหยาก็หันมาปลอบโยนเธออย่างอ่อนโยน เช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้

ในขณะที่หวาดกลัว ความรู้สึกเจ็บใจอย่างรุนแรงก็ปะทุขึ้นในอก

"ทั้งที่ฉันอายุมากกว่า แต่กลับต้องให้เขาปกป้อง ฉันยังอ่อนแอเป็นยายขี้แยเหมือนเดิม! ไม่เอาแล้ว! ฉันอยากฝึกฝน! ฉันอยากเก่งกว่าเขา!"

"ฉัน... อยากปกป้องเขาบ้าง~..."

เธอรีบจ้ำอ้าวกลับไปที่หอคัมภีร์ ตรงไปยังห้องที่ลู่เหยาอยู่ แล้วเคาะประตูรัวๆ

"ลู่เหยา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ฉันรู้นะว่านายอยู่ข้างใน อย่ามาแอบเงียบ นายห้ามแอบฝึกแซงหน้าฉันนะ! เปิดประตู!"

จบบทที่ บทที่ 8 แค่นี้เองเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว