- หน้าแรก
- เซียนสายชิล ระบบบันทึกชีวิตพิชิตสวรรค์
- บทที่ 5 อดีตแห่งเทียนหยวน
บทที่ 5 อดีตแห่งเทียนหยวน
บทที่ 5 อดีตแห่งเทียนหยวน
ณ สำนักกระบี่นิลกาฬ ชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมสีเขียววางหยกสื่อสารลง พลางพึมพำกับตัวเอง "สร้างรากฐานในวันเดียวรึ นับว่าเป็นต้นกล้าที่ดี แต่จะเรียกว่าอัจฉริยะดุจเซียนก็ออกจะเกินจริงไปหน่อยนะศิษย์น้อง การจะเป็นเซียนมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก"
สำหรับเขา แม้การสร้างรากฐานในวันเดียวจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้ สำนักกระบี่นิลกาฬปกครองดินแดนนับหมื่นทวีป เขาผ่านตาอัจฉริยะระดับปีศาจมานับไม่ถ้วน
พรสวรรค์ของลู่เหยานั้นจัดว่าอยู่ในระดับแนวหน้า เพียงแต่ต้องได้รับการขัดเกลาอย่างดี
ปัญหาคือจะให้ใครเป็นผู้ขัดเกลา... หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เขาคิดว่าควรหาใครสักคนในสำนักที่มีพลังยุทธ์สูงส่งแต่มีเวลาว่างเหลือเฟือ และสามารถสอนศิษย์ได้โดยไม่เอา 'เต๋า' ของตัวเองไปครอบงำอนาคตของเด็ก
คิดไปคิดมา รอยยิ้มประหลาดก็ผุดขึ้นที่มุมปาก
พริบตาต่อมา ร่างในชุดขาวท่าทางเฉื่อยชาก็ปรากฏกายขึ้น
"ศิษย์น้อง เรียกข้ามาทำไม? ศิษย์พี่กำลังทำความเข้าใจโอกาสในการบรรลุเซียนอยู่นะ ยุ่งจะตาย"
ฉีเหวินมองศิษย์พี่ด้วยสายตาแปลกๆ จะนอนก็บอกว่านอนเถอะ อย่ามาอ้างทำความเข้าใจโอกาสบรรลุเซียนเลย หลอกศิษย์น้องคนอื่นน่ะพอได้ แต่อย่ามาหลอกตัวเองเลยน่า
"ศิษย์พี่ ข้าอยากจะตั้งยอดเขาใหม่ขึ้นมาเพื่อสอนศิษย์ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศโดยเฉพาะ ท่านก็รู้ ข้ามีความคิดนี้มานานแล้ว"
"และตอนนี้ข้าต้องการใครสักคนที่มีพลังยุทธ์แก่กล้าและมีเวลาว่างมหาศาล ที่สำคัญนิสัยต้องสบายๆ ไม่ใช่พวกที่จะบังคับให้ศิษย์เดินตามรอยเท้าตัวเอง"
พูดจบเขาก็ยิ้มกริ่ม "ศิษย์พี่ ท่านพอจะนึกออกไหมว่าคนคนนั้นคือใคร?"
"โอ้โฮ เดายากจังเลย ใครกันนะ? ฮ่าๆๆๆ..."
"..."
"ข้าปฏิเสธได้ไหม...?"
เสียงหัวเราะของหลี่ฉางเซิงค่อยๆ แผ่วลงจนเงียบกริบ ราวกับว่าวันตายของเขากำลังจะมาถึง
ฉีเหวินไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองเขาเงียบๆ
ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายหลี่ฉางเซิงก็ต้องยอมแพ้ พยักหน้ารับชะตากรรมด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
"เข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปหาทำเล ปรับชีพจรธรณี วางค่ายกลรวมวิญญาณ สร้างเรือนพัก ปลูกแปลงสมุนไพร เชื่อมต่อกับค่ายกลใหญ่ของสำนัก..."
เสียงของหลี่ฉางเซิงเบาลงเรื่อยๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรันทด ยุ่งยากชะมัด จะให้นอนเฉยๆ ไม่ได้หรือไง? สุดท้ายก็ต้องไปไหว้วานตาแก่พวกนั้นมาช่วยอยู่ดี
ฉีเหวินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แม้ศิษย์พี่จะเป็นจอมขี้เกียจ แต่ก็ยังแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้
"ตกลงตามนี้ ศิษย์คนแรกของท่านชื่อลู่เหยา จากตระกูลลู่แห่งทวีปหลินหยวน อีกสองปีเขาจะมาถึง ท่านก็เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนหน้านั้นแล้วกัน"
"อ้อ ตระกูลลู่? ตระกูลของศิษย์น้องลู่นั่นเอง ว่าไปแล้วก็ไม่ได้เจอเขานานเลย ครั้งสุดท้ายน่าจะเมื่อหลายสิบปีก่อน"
ฉีเหวินเองก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน แป๊บเดียวก็ผ่านไปแปดสิบปีแล้ว เท่ากับชั่วชีวิตของปุถุชนคนหนึ่ง แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเขาที่อายุขัยแทบจะยืนยาวเท่าฟ้าดิน มันก็แค่ "แป๊บเดียว" จริงๆ
"ใช่ ช่วงนี้ศิษย์น้องลู่ยุ่งมาก เขากำลังหลอมยาคืนชีวาเพื่อช่วยศิษย์น้องหว่านฝ่าด่านเคราะห์สายฟ้า"
"งั้นเหรอ? ศิษย์น้องหว่านก็จะก้าวสู่ขั้นมหายานแล้วสินะ แดนเหนือของเราจะได้ยอดขุนพลเพิ่มมาอีกคน เดี๋ยวนะ! ทำไมเจ้ารู้เรื่องเยอะจัง?"
"ข้าเห็นในกลุ่มแชทน่ะ"
"กลุ่มแชทอะไร?"
"..."
"ใครอยู่ในนั้นบ้าง?"
"ทุกคนในแดนเหนือที่อยู่เหนือขั้นฝ่าด่านเคราะห์... ยกเว้นท่าน... ก็อยู่ในกลุ่มกันหมดแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางเซิงก็ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ นี่เขาโดนแบนเหรอ? หมายความว่าเขาเป็นคนสุดท้ายในแดนเหนือที่รู้เรื่องนี้งั้นสิ!
เขากำลังจะโวยวาย แต่ศิษย์น้องก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน "ใครใช้ให้ท่านขี้เกียจนักล่ะ วันๆ เอาแต่นอนอู้งาน เอาน่า เดี๋ยวข้าดึงเข้ากลุ่มให้"
หลี่ฉางเซิงที่กำลังจะอาละวาดหยุดกึกทันที
อ้อ จะดึงเข้ากลุ่มเหรอ งั้นก็โอเค
เขาหยิบหยกสื่อสารออกมาดู เมื่อเห็นว่าศิษย์น้องดึงเขาเข้า 'กลุ่มยอดฝีมือแดนเหนือ' เรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
เมื่อหลี่ฉางเซิงจากไป ฉีเหวินหันไปมองเหม่อไปยังที่ไกลแสนไกล แววตาแฝงความกังวล
"เฮ้อ แดนเซียนส่งทูตมาอีกแล้ว จริงๆ เลย ข้าก็บอกไปแล้วว่าเรื่องรังมารนอกพิภพเราไม่มีวันยอม จะเจรจาอะไรกันนักกันหนา ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงนะ"
พวกคนจากแดนเซียนก็เป็นเสียอย่างนี้ หยิ่งยโส โอหัง และอกตัญญูเป็นที่หนึ่ง
ตอนที่เชื่อมต่อกับแดนเซียนในตำนานได้ครั้งแรก พวกเขาตื่นเต้นกันมาก จนกระทั่งทูตเซียนเหล่านั้นยื่นข้อเรียกร้องที่ขูดรีดกันสุดๆ
พวกมันต้องการส่วนแบ่ง 'ต้นกำเนิด' ของโลกเทียนหยวน และต้องการผนวกโลกเทียนหยวนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแดนเซียน บังคับให้ทุกคนมอบดวงจิตแท้จริงเพื่อเข้าสู่วัฏสงสารของแดนเซียน
ทันทีที่ข้อเสนอนี้แพร่งพรายออกไป ทั่วทั้งโลกเทียนหยวนก็ลุกเป็นไฟ
ต้องรู้ก่อนว่า สำหรับสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดในโลก ขีดจำกัดของโลกย่อมกำหนดขีดจำกัดของพวกเขา
และโลกเทียนหยวนกว่าจะพัฒนามาถึงจุดนี้ได้ ต้องผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน สังหารมารฟ้าไปเท่าไหร่ หลอมรวมพลังต้นกำเนิดมามากมายแค่ไหน
จู่ๆ จะมาขอส่วนแบ่งไปครึ่งหนึ่ง ความพยายามตลอดหลายยุคหลายสมัยของพวกเขาจะมีความหมายอะไร? แถมการผนวกเข้ากับแดนเซียนยังต้องใช้เวลานานนับกัลปาวสาน
ยิ่งข้อเรียกร้องเรื่องดวงจิตแท้จริงยิ่งเลวร้าย นี่มันคือการขัดขวางวิถีแห่งเต๋าชัดๆ เป็นความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลก
ผู้คนนับล้านโกรธแค้น ตัดสินใจสู้ตายกับแดนเซียน ต่อให้โลกต้องพินาศ ก็จะไม่ยอมให้พวกมันได้เศษเสี้ยวต้นกำเนิดไปแม้แต่นิดเดียว!!
เมื่อกองทัพพันธมิตรห้าดินแดนรวมพลบุกแดนเซียนด้วยใจที่พร้อมสละชีพ พวกเขากลับค้นพบความจริงบางอย่าง
เอาจริงดิ? นี่คือแดนเซียนเหรอ? ทำไมมันอ่อนแอขนาดนี้? ไหนตำราโบราณของบรรพบุรุษบอกว่าเซียนทรงพลังไร้เทียมทาน? วิชาเซียนลึกล้ำพิสดาร?
เซียนประสาอะไรแพ้กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นมหายาน? เกราะเวทบางเฉียบแค่แตะก็แตก? กายเซียนเปราะบางอย่างกับกระดาษ?
สุดท้าย สงครามรุกรานกลับกลายเป็นสงครามป้องกันแดนเซียนแทน ถ้าไม่ใช่เพราะจำนวนเซียนในแดนเซียนมีมากกว่าพวกเขาเป็นสิบเท่า ป่านนี้แดนเซียนคงถูกผนวกเข้ากับโลกเทียนหยวนแล้วถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเขตเขตหนึ่งไปแล้ว
ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ลงนามในสัญญาสงบศึก โดยมีวิถีสวรรค์ของทั้งสองโลกเป็นพยาน
จนกระทั่งสงครามจบลง ทูตที่ส่งไปเจรจาถึงได้รู้ความจริงเกี่ยวกับสภาพภายในของแดนเซียน
แดนเซียนถูกปกครองโดยศาลสวรรค์ ภายใต้อำนาจนั้นมีขุมกำลังนับไม่ถ้วน แต่ละฝ่ายต่างปกครองเขตแดนของตน แก่งแย่งชิงดีและกดขี่ผู้เห็นต่างอยู่ตลอดเวลา
พวกเขาหวงแหนมรดกวิชาของตระกูลยิ่งกว่าชีวิต ยอมให้สาบสูญไปดีกว่าจะยอมสอนคนนอก
ศาลสวรรค์กดขี่ทุกขุมกำลัง ใครที่มีโอกาสบรรลุเซียนต้องเข้าร่วมกับศาลสวรรค์เท่านั้นจึงจะได้รับโอกาสนั้น
ขุมกำลังย่อยๆ ก็แข่งขันกันดุเดือดไม่แพ้กัน วันๆ เอาแต่คิดวางแผนทำลายฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายไหนมีอัจฉริยะโผล่มา ฆ่าทิ้ง! ฝ่ายไหนอ่อนแอลง? ยึดครองและกดหัวมันไว้!
อะไรนะ! มีอัจฉริยะอิสระกล้าโผล่หัวมา? ฆ่าทิ้ง! ไปเจอวาสนาปาฏิหาริย์? ฆ่าทิ้ง!
ทุกคนมัวแต่ยุ่งกับการคิดวิธีทำร้ายคนอื่น จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดค้นวิชาใหม่ๆ หรือปั้นเลือดใหม่ขึ้นมา?
ดังนั้น แดนเซียนจึงยังคงใช้วิชาและกายเซียนแบบโบราณคร่ำครึ พลังต่อสู้จึงสู้โลกเทียนหยวนที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลาไม่ได้
เมื่อทูตเทียนหยวนกลับมารายงานสภาพอันย่ำแย่ของแดนเซียน ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก
แม้แต่แดนประจิมที่ปกครองโดยพรรคมารยังพร้อมใจกันยกนิ้วให้แล้วอุทานว่า "สุดยอด!"
ความเละเทะของแดนเซียนทำให้แดนประจิมรู้สึกละอายใจตัวเอง พวกเขาแค่แสวงหาเต๋าด้วยวิธีที่รุนแรงไปบ้าง แต่แดนเซียนนี่สิสุดโต่งของจริง
"น่ารำคาญ! ทำไมข้าต้องไปคุยกับไอ้ทูตเซียนบ้านั่นด้วย? มีอะไรให้คุยอีก?"
ฉีเหวินหงุดหงิด ทูตเซียนพวกนั้นเหมือนคนบ้า ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายแพ้ แต่กลับโฆษณาชวนเชื่อในแดนตัวเองว่าโลกเทียนหยวนเป็นฝ่ายมาขอสงบศึก
นั่นทำให้ประชากรแดนเซียนเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์เชื่อสนิทใจว่าพวกเขาชนะสงคราม
ทูตทุกคนที่มาโลกเทียนหยวนจึงพกความมั่นใจและความยโสโอหังมาเต็มเปี่ยม
เขายังไม่เข้าใจเลยว่า เซียนที่สู้ผู้ฝึกตนขั้นฝ่าด่านเคราะห์ไม่ได้ เอาความมั่นใจมาจากไหนมาดูถูกพวกเขา
เจอกันทีไร ต้องมีคำพูดเหน็บแนมประมาณว่า "วิถีโบราณเปลี่ยนแปลงมิได้ หากดัดแปลงวิชาตามอำเภอใจ เซียนที่กำเนิดขึ้นย่อมไม่บริสุทธิ์และผิดเพี้ยนไปจากมหาเต๋า"
ได้ยินทีไร อยากจะถอดรองเท้าตบหน้าทูตสักฉาด แต่ติดที่เขาเป็นหน้าเป็นตาของแดนเหนือ จะทำตัวต่ำทรามแบบนั้นไม่ได้
"บ้าเอ๊ย ทำไมข้าต้องมารับตำแหน่งเจ้าสำนักด้วยเนี่ย? อาจารย์ก็รู้อยู่ว่าข้าเป็นคนอารมณ์ร้อนที่สุด แต่ก็ยังยัดเยียดตำแหน่งนี้มาให้"
บ่นกระปอดกระแปดเสร็จ เขาก็รีบปรับอารมณ์กลับมาสงบนิ่ง ถอนหายใจว่าตนเองยังบำเพ็ญตบะไม่พอ
ฉีเหวินลูบคางครุ่นคิด เริ่มวางแผนว่าหลังจากเจรจาเสร็จ จะไปดักตีกบาลไอ้ทูตบ้านั่นในทะเลแห่งความโกลาหลดีไหมนะ