- หน้าแรก
- กะจะเทเกมให้ตายไวๆ ไหงกลายเป็นเทพซะได้
- บทที่ 16 คฤหาสน์ปีศาจ 16
บทที่ 16 คฤหาสน์ปีศาจ 16
บทที่ 16 คฤหาสน์ปีศาจ 16
บทที่ 16 คฤหาสน์ปีศาจ 16
ลั่วเยว่เจี้ยนเริ่มรู้สึกสงสัยตั้งแต่ตอนที่ชายหนุ่มในชุดสูทและเด็กสาวท่าทางอ่อนแอวิ่งกลับมาแล้ว ไม่ใช่สิ สองคนเมื่อกี้รีบวิ่งออกไปทำไมกัน?
เดิมทีเธอคิดว่าทั้งสองคนได้ยินคำว่า "ห้องครัว" ที่เธอพูด แล้วก็คงรู้สึกหิวจนทนไม่ไหวเหมือนกัน เลยรีบร้อนไปหาของกินที่ห้องครัว เธอจึงรออยู่ในห้องลับอย่างสบายใจเฉิบ รอให้พวกเขาเอาของกินกลับมาให้
ใครจะรู้ว่ารอตั้งสองชั่วโมง สองคนนี้กลับแบกข้าวของพะรุงพะรังกลับมา หางตาเธอเหลือบไปเห็น ไม่มีอันไหนกินได้เลยสักอย่าง!
ลั่วเยว่เจี้ยนที่ถูกปล่อยให้หิวมาสองวันรู้สึกวิงเวียนศีรษะหน้ามืดตาลาย พอเห็นการกระทำของชายหนุ่มในชุดสูทและเด็กสาวอ่อนแอก็ยิ่งรู้สึกจนใจ
ท้องไส้ว่างเปล่าเกินทน ลั่วเยว่เจี้ยนตัดสินใจว่าคงต้องลงมือหาของกินด้วยตัวเอง เธอหิวจนตาลาย รีบสาวเท้าเดินไปที่ประตู แต่ทว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ลั่วเยว่เจี้ยนก็ได้ยินเสียง "เคร้ง" ที่ใต้เท้า เหมือนเตะโดนอะไรเข้าสักอย่าง
ลั่วเยว่เจี้ยนก้มลงดู ที่แท้เธอก็เตะโดนชามใบใหญ่ใบหนึ่ง ในชามนั้นบรรจุเลือดที่ชายหนุ่มในชุดสูทและเด็กสาวอ่อนแออุตส่าห์ลำบากยากเย็นรวบรวมมาได้ครึ่งค่อนวัน!
ลั่วเยว่เจี้ยนเงยหน้าขึ้นอย่างแข็งทื่อ ประสานสายตากับดวงตาสีแดงฉานของชายหนุ่มในชุดสูทพอดิบพอดี
เชี่ยเอ๊ย...เธอไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ!
แม้ลั่วเยว่เจี้ยนจะหวังให้ตัวเองตายอย่างราบรื่นในเกม แต่เธอไม่ได้คิดจะจงใจทำลายกระบวนการเกมของผู้เล่นคนอื่น เพราะถึงแม้เป้าหมายของเธอคือรีบตายรีบไปเกิดใหม่ แต่ต่อให้ผ่านด่านเกมได้ก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับเธอ
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบปล่อยจอยก็ไม่อนุญาตให้ทำด้วย
ครั้งนี้มันอุบัติเหตุล้วนๆ เลยนะ!
ลั่วเยว่เจี้ยนเรียกหาระบบในใจตามสัญชาตญาณ "ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ! นี่มันไม่ระวัง ฉันไม่ได้แกล้งเล่นละคร!"
ระบบ: "โฮสต์ไม่ต้องกังวล จากการตัดสินของระบบ พฤติกรรมของโฮสต์ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎและจะไม่ได้รับบทลงโทษ"
ลั่วเยว่เจี้ยนโล่งอก ในใจอดไม่ได้ที่จะขอบคุณระบบที่ช่างรู้ความและมีเหตุผล จากนั้นพอได้สติถึงเห็นว่าชายหนุ่มในชุดสูทยังจ้องเธอด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง
เหงื่อเย็นไหลท่วมตัวลั่วเยว่เจี้ยน จะบอกว่ารู้สึกผิดไหมก็ไม่เชิง เพราะเดี๋ยวพอเธอตาย ผู้เล่นกลุ่มนี้ก็จะถูกระบบปล่อยจอยดำเนินการให้ฟื้นคืนชีพเพื่อเข้าสู่เกมรอบถัดไป ไม่ได้ตายจริงๆ สักหน่อย เกมรอบนี้ก็ถือซะว่าให้พวกเขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไป
ส่วนเธอก็จะได้ฟื้นคืนชีพกลับสู่โลกความจริงเพราะทำภารกิจรนหาที่ตายของระบบปล่อยจอยสำเร็จ
นี่มันสถานการณ์วิน-วินชัดๆ พวกเขาทุกคนต่างมีอนาคตที่สดใส!
แต่ว่า ผู้เล่นคนอื่นยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะไม่ตาย ดังนั้นตอนนี้ในใจคงจะสิ้นหวังน่าดู ลั่วเยว่เจี้ยนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดปลอบใจแห้งๆ ว่า "ยังมีเวลา..."
ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่ลั่วเยว่เจี้ยนรู้อยู่แก่ใจว่า พวกเขาคงรวบรวมวัตถุดิบได้ไม่ครบแล้ว ในใจได้แต่ขอโทษพวกเขาเงียบๆ ขอโทษด้วยจริงๆ นะ
"...ใช่! เวลา!"
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน เล่นเอาลั่วเยว่เจี้ยนสะดุ้งโหยง เธอหันหน้าไปมอง เห็นเด็กสาวท่าทางอ่อนแอที่เดิมทีกำลังร้องไห้อย่างสิ้นหวัง จู่ๆ ก็ตาลุกวาว จ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาเป็นประกายร้อนแรง
ไม่ใช่สิ นี่เป็นบ้าอะไรอีก?
ลั่วเยว่เจี้ยนงงเป็นไก่ตาแตก ตัวเองทำพวกเขาเกือบตายกันหมดแล้ว แม่หนูคนนี้ทำไมถึงทำท่าทางเหมือนเธอเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแบบนั้นล่ะ?
ชายหนุ่มในชุดสูทก็หันไปมองเด็กสาวอ่อนแอ แม้จะยังสิ้นหวัง แต่พอเห็นท่าทางของเด็กสาว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะจุดประกายความหวังขึ้นมา เขาถามอย่างร้อนรนว่า "เป็นอะไรไป คุณค้นพบอะไรเหรอ!"
เด็กสาวอ่อนแอมองเขาแล้วพยักหน้าอย่างตื่นเต้น "คุณยังจำได้ไหม บันทึกของน้องชายเล่มนั้น?"
ชายหนุ่มในชุดสูทพยักหน้าอย่างงุนงง
เด็กสาวอ่อนแอ: "คุณจำกับดักในบันทึกเล่มนั้นได้ไหม?"
ชายหนุ่มในชุดสูทขมวดคิ้ว "คุณหมายถึงเรื่องเวลาในบันทึกที่สับสน กลางวันเป็นของปลอม กลางคืนถึงจะเป็น..."
พูดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มในชุดสูทก็เหมือนบรรลุแจ้ง อุทานด้วยความตกตะลึง "หนังสือค่ายกลลึกลับเล่มนั้นบันทึกค่ายกลที่เป็นของปลอมงั้นเหรอ?!"
เด็กสาวอ่อนแอพยักหน้าด้วยรอยยิ้มเต็มแก้ม "ถูกต้องค่ะ พูดให้ถูกคือ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ค่ายกลในหนังสือตอนกลางวันจะเป็นของปลอม ตอนกลางคืนถึงจะเป็นของจริง!"
ชายหนุ่มในชุดสูทไม่อยากจะเชื่อ "คุณแน่ใจเหรอ?"
"ไม่แน่ใจค่ะ" เด็กสาวอ่อนแอส่ายหน้า เธอมองไปที่สาวผมขาว น้ำเสียงหนักแน่น
"แต่หนูเชื่อว่าที่พี่สาวทำแบบนี้ต้องมีเหตุผลแน่นอน!"
"หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ..." ชายหนุ่มในชุดสูทยังคงไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาทำได้เพียงนั่งลงกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยากเพื่อรอคอยเวลาค่ำคืนมาเยือน
เวลาผ่านไปทีละวินาที ปีศาจที่ล่องลอยอยู่นอกห้องลับเริ่มกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งเสียงร้องโหยหวนเป็นพักๆ ฟังแล้วชวนให้ใจสั่นขวัญแขวน
ในที่สุด เที่ยงคืนก็ผ่านพ้นไป ชายหนุ่มในชุดสูทและเด็กสาวอ่อนแอร รีบลุกขึ้นไปหยิบหนังสือค่ายกลมาดูทันที
เห็นเพียงหน้าที่บันทึกวงเวทย์หกแฉกวิญญาณคู่ขจัดมารนั้นส่วนอื่นๆ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากตอนกลางวัน มีเพียงชื่อของค่ายกลเท่านั้นที่เปลี่ยนไป
วงเวทย์หกแฉกวิญญาณคู่เชิญมาร!
หนังสือค่ายกลตอนกลางวันเป็นของปลอมจริงๆ ด้วย!
เห็นได้ชัดเลยว่า ถ้าชายหนุ่มในชุดสูทและเด็กสาวอ่อนแอทำตามหนังสือตอนกลางวันจริงๆ สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญก็คือปีศาจที่พวกเขาอัญเชิญออกมาเอง และต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
พอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนกลางวันขาดแค่อีกนิดเดียวก็จะเทเลือดลงไป แล้วค่ายกลเชิญมารก็จะทำงาน หน้าผากของชายหนุ่มในชุดสูทและเด็กสาวอ่อนแอก็ผุดเหงื่อเย็นออกมา
นั่นมันเหมือนไปเดินเล่นอยู่ปากประตูนรกมาชัดๆ...
สายตาของพวกเขามองไปที่ลั่วเยว่เจี้ยนอย่างอดไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ พวกเขาสองคนต้องตายไปนานแล้วแน่ๆ
นี่มันเทพเจ้าผู้รอบรู้ระดับไหนกันเนี่ย! ในตอนที่พวกเขาทั้งสองคนถูกชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อมทำให้หน้ามืดตามัว เธอกลับยังตระหนักถึงความผิดปกติของหนังสือค่ายกล และหาจุดที่เป็นกับดักของหนังสือเจอได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
ห้องไลฟ์สดในขณะนี้:
[เชี่ยๆๆ! เก่งเกินไปแล้ว!]
[จริงด้วย ถ้าเป็นฉัน ป่านนี้คงอัญเชิญปีศาจออกมาตายห่าไปแล้ว!]
[เกมนี้มันหมาจริงๆ นะ แอบซ่อนลูกไม้ไว้แบบนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงตายเรียบ!]
[ใครจะไปคิดว่าหนังสือค่ายกลตอนกลางวันเป็นของปลอม กลางคืนถึงจะเป็นของจริงล่ะ?]
[คนสวยผมขาวไปค้นพบความผิดปกติของหนังสือค่ายกลตั้งแต่ตอนไหนกันนะ? เธอไปเอะใจว่าหนังสือมีปัญหาจากตรงไหนกันแน่...]
[คนสวยผมขาวนี่ตัวตึงของจริง! ฉันกดติดตามแล้ว รอดูฟอร์มเธอในเกมหน้าไม่ไหวแล้วเนี่ย!]
[กดติดตามรัวๆ อย่าให้หลงทางนะพี่น้อง!]
......
ค่ายกลขจัดมารที่แท้จริงอยู่หน้าถัดไปจากค่ายกลเชิญมาร สิ่งที่ต่างออกไปมีเพียงขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องเทเลือด 6,000 มิลลิลิตรเหมือนกัน
ค่ายกลขจัดมารที่แท้จริงต้องการวัตถุดิบคือเส้นผมที่มีรากผมของหญิงพรหมจรรย์ห้าเส้น
เด็กสาวท่าทางอ่อนแอไม่ลังเลเลยที่จะดึงผมตัวเองห้าเส้น แล้วโยนเข้าไปในวังวน
วินาทีถัดมา ปีศาจข้างนอกที่ส่งเสียงร้องโหยหวนมาตลอดก็ถูกแรงดูดมหาศาลดูดเข้าไปในวังวนสีม่วงดำ เพียงแค่สิบกว่าวินาที ปีศาจที่เคยยึดครองทั่วทั้งคฤหาสน์ก็หายวับไปจนหมดสิ้น
ทันใดนั้น ที่หน้าประตูห้องลับ ลำแสงสีขาวก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทั้งสามคนในที่นั้นต่างรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่า ขอเพียงก้าวเข้าไปในลำแสงก็สามารถผ่านด่านเกมได้แล้ว
เด็กสาวท่าทางอ่อนแอเดินไปที่ลำแสงเป็นคนแรก เธอมองลั่วเยว่เจี้ยนด้วยสายตาซาบซึ้งและเทิดทูน น้ำเสียงอ่อนโยน
"ขอบคุณพี่มากจริงๆ นะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ หนูไม่มีทางผ่านด่านเกมนี้ได้แน่ ถ้าหลังจากนี้ยังมีโอกาสได้เจอพี่อีก...หวังว่าตอนนั้นหนูจะไม่ต้องพึ่งพาพลังของพี่เพียงอย่างเดียวแบบวันนี้อีก"
พูดจบ เด็กสาวอ่อนแอก็จ้องมองสาวผมขาวเขม็ง ราวกับต้องการจะสลักคนคนนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็ก้าวเข้าไปในลำแสง แล้วหายวับไป
ชายหนุ่มในชุดสูทก็เดินไปที่หน้าลำแสง เขามองลั่วเยว่เจี้ยนด้วยความยำเกรง
"ขอบคุณมากครับที่พาพวกเราผ่านด่าน ผมได้เรียนรู้อะไรจากคุณเยอะมาก ขอบคุณจริงๆ ครับ! หวังว่า...หวังว่าจะได้เจอคุณอีกนะครับ"
พูดจบ ชายหนุ่มในชุดสูทก็ก้าวเข้าไปในลำแสงอย่างไม่ลังเล แล้วหายตัวไปเช่นกัน
ลั่วเยว่เจี้ยนงงเป็นไก่ตาแตก แต่เธอก็ชินกับพฤติกรรมผีเข้าผีออกของชายหนุ่มในชุดสูทและเด็กสาวท่าทางอ่อนแอมาตั้งนานแล้ว จึงทำได้เพียงเดินเข้าสู่ลำแสงไปพร้อมกับเครื่องหมายคำถามเต็มหัว