- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 20 ฉันมีจังหวะของฉัน
บทที่ 20 ฉันมีจังหวะของฉัน
บทที่ 20 ฉันมีจังหวะของฉัน
บทที่ 20 ฉันมีจังหวะของฉัน
หลีเวินซูตอนนั้นดูคลิปแล้วขำไปตั้งครึ่งค่อนวัน
ต่อมาทั้งคู่ก็แอดวีแชตกัน หลีเวินซูยังเคยส่งหนังสือพร้อมลายเซ็นไปให้ ถังหมิงซีก็ถือว่าชีวิตติ่งคอมพลีตแล้ว
ที่หลีเวินซูจำไม่ได้ทันที เพราะเขาแต่งตัวประหลาดไปหน่อย เทียบกับในอนาคตก็ดูเด็กกว่ามาก
ถังหมิงซียังคงส่ายหัวดิก ส่ายไปส่ายมาจนต้องเกาะโต๊ะ เวียนหัวจนอาเจียนลมออกมา
หลีเวินซู: "..."
ถังหมิงซีตั้งสติได้ "ถ้าผมทำ พ่อแม่ต้องฆ่าผมแน่ ส่งผมเข้าคุกด้วย"
"แล้วทำไมปู่คุณไม่เข้าคุก"
"ปู่ผมแค่ทำเป็นงานอดิเรก ไม่รับเงิน หลอกคนด้วยใจรักล้วนๆ"
"งั้นคุณก็อย่ารับเงินสิ"
ถังหมิงซีส่งเสียงฮึในลำคอ ดวงตาสวยตวาดมองเธอ "เห็นผมโง่เหรอ ทำงานให้คุณฟรีๆ ผมกับคุณก็ไม่ได้สนิทกันสักหน่อย"
"5000 ฉันให้บทพูด คุณแสดงตามบท"
ดวงตาถังหมิงซีเป็นประกาย ถ้าได้เงินก้อนนี้ ก็เอาไปโดเนทให้นักเขียนได้ เผื่อท่านเทพจะเปลี่ยนใจ
"แต่...มันเสี่ยงนะ..."
"หนึ่งหมื่น เสี่ยงบ้าอะไร คุณแค่รับจ้างแสดงละคร"
หลีเวินซูไม่เสียดายเงินสักนิด ยังไงก็ไม่ใช่เงินเธอ
"ผมรับ!"
ถังหมิงซียอมจำนนต่ออำนาจเงินตรา เดินตามรอยเท้าปู่
รอผมก่อนนะท่านเทพ ผมหาเงินไปโดเนทให้ ท่านอย่าเพิ่งทิ้งนิยายนะ!
—
หลีเวินซูกับถังหมิงซีแอดคิวคิวกัน
รอเธอกลับไปเขียนแผนงาน แล้วทั้งสองค่อยนัดคุยกันอีกที
เธอจ่ายมัดจำให้เขาสองพัน
หลีเวินซูไม่กลัวคนหนี เพราะคนอย่างถังหมิงซี ความเจ้าเล่ห์แปรผกผันกับหน้าตา
หน้าตาดีแค่ไหน ความเจ้าเล่ห์ก็น้อยแค่นั้น
ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ เหมือนลูกเศรษฐีปัญญาอ่อนไม่มีผิด
จ่ายเงินไปกลับจะเป็นการผูกมัดเขาไว้ ถ้าไม่จ่ายเขากลับไปคิดทบทวนอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้
เธอซื้อผลไม้กลับบ้าน
ตอนเย็น สองแม่ลูกกินข้าวไปคุยกันไป
"การบ้านปิดเทอมทำเสร็จหรือยัง อีกสามวันจะเปิดเทอมแล้ว ถึงจะย้ายห้อง แต่การบ้านที่ครูสั่งก็ต้องทำนะ"
หลีเวินซูชะงัก เธอลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย
นึกถึงเมื่อก่อน เธอชอบดองการบ้านไว้ทำวันสุดท้าย
ตอบอู้อี้ว่า "เหลืออีกนิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวกลับห้องไปทำ"
แย่แล้ว มัวแต่คิดถึงข้อดีของการเกิดใหม่ ลืมไปสนิทว่าการกลับไปเรียน หมายถึงเธอต้องกลับไปเรียนความรู้ม.ปลายใหม่
อย่าว่าแต่เธอเรียนม.ปลายไม่จบเลย เอาแค่เธอออกมาทำงานตั้งหลายปีแล้ว
ลืมไปหมดแล้วมั้ง
พลิกดูปึกข้อสอบ หลีเวินซูสูดหายใจลึก นั่งลงหน้าโต๊ะเขียนหนังสือเริ่มทำ
ความรู้บางอย่างเธอก็ยังพอเข้าใจ เพราะชาติที่แล้วเธอเขียนนิยายหลายแนว อ่านหนังสือมาเยอะมาก
ความรู้ม.ปลาย ไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจทั้งหมด ทำไปก็ดูทุลักทุเล
ลองตรวจคำตอบดู พบว่าคะแนนไม่ต่างจากช่วงเวลานี้ของเธอเท่าไหร่
อยู่ในห้องคิงถือว่าห่วยแตก แต่อยู่ห้องธรรมดาถือว่าดี
หลีเวินซูนั่งพลิกหนังสืออยู่หน้าโต๊ะประมาณสองชั่วโมง
ตอนนั้นเธอเลือกเรียนสายวิทย์
เดิมทีตั้งใจจะเรียนสายศิลป์ จำได้ลางๆ ว่าตอนม.4 ครูประจำชั้นห้องคิง เป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่ดูถูกผู้หญิงมาก
โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมือง A เป็นโรงเรียนดัง ม.4 เทอมสองก็เริ่มแยกสายวิทย์-ศิลป์แล้ว
ตอนนั้นครูประจำชั้นยังพูดหน้าห้องเรียนเลยว่า ผู้หญิงก็ไปเรียนสายศิลป์เถอะ เรียนสายวิทย์ไม่ไหวหรอก
ทั้งที่ในห้องคิงที่เธออยู่ คะแนนผู้หญิงกับผู้ชายก็ไม่ได้ต่างกันมาก
ตอนนั้นหลีเวินซูเป็นเด็กดื้อ ชอบต่อต้าน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ฉันจะทำให้ดู
เธอเลยเลือกสายวิทย์
ผลคือต่อมาเพราะติดนิยาย อันดับร่วง เลยโดนเตะออกจากห้องคิง
หลีเวินซูไม่ได้ยึดติดกับสายศิลป์ สำหรับเธอ เรียนอะไรก็เหมือนกัน
สำคัญที่ประสบการณ์
—
เปิดคิวคิว พบว่ามีคนส่งข้อความมารัวๆ
[หลิวซิง: ท่านเทพ วันนี้ยังอัปเดตไหมครับ?]
[หลิวซิง: ท่านเทพ ฟังผมนะ อย่าใจร้อน นิยายเรื่องนี้ของคุณอนาคตไกลมาก ผมไม่ได้โม้ ผมอ่านนิยายมาเยอะ นิยายเรื่องนี้อนาคตสดใสมาก คุณอย่าชั่ววูบทิ้งหรือออกทะเลเด็ดขาด มันจะทำให้คุณเสียโอกาสแจ้งเกิดในชั่วข้ามคืน!!!]
[หลิวซิง: ท่านเทพ ชีวิตจริงมีเรื่องกลุ้มใจอะไร เล่าให้ผมฟังได้นะ ผมยอมเป็นถังขยะระบายอารมณ์ให้คุณฟรีๆ หรือคุณจะเห็นผมเป็นคนที่คุณเกลียดมากในชีวิตจริงก็ได้ ด่าผมยังไงก็ได้ แต่อย่าเทนิยายนะ]
[หลิวซิง: ท่านเทพ หรือคุณรู้สึกว่าสวัสดิการเว็บเรายังไม่ดีพอ ผมเพิ่งไปคุยกับบอสมา ขอแค่คุณยอมเขียนต่อ จะเอายังไงก็ได้ บอสผมบอกว่ายอมสละตำแหน่งให้คุณเป็นบอสเลย]
[หลิวซิง: ท่านเทพ ผมกราบล่ะ เขียนต่อเถอะ หรือบอกคำตอบที่แน่นอนมาสักคำ เป็นแบบนี้ผมกลัว]
[หลิวซิง: ท่านเทพ ผมบอกตามตรงนะ ถ้าคุณเทหรือออกทะเล ผมจะฆ่าตัวตาย ผมจะร้องไห้โวยวายผูกคอตาย...]
[...]
อีกฝั่ง คือคิวคิวของบอสเว็บไซต์ที่หลีเวินซูแอดไว้ ก็ส่งข้อความมารัวๆ ไม่หยุด
น่ากลัวยิ่งกว่าหลิวซิงอีก ส่งนาทีละข้อความ
ตอนแรกหลีเวินซูไม่เข้าใจ เธอเขียนนิยาย มีช่องทางติดต่อบ.ก.ก็น่าจะพอแล้ว ทำไมต้องแอดบอสด้วย
แอดแล้วก็ไม่เคยคุยกัน
วันนี้ส่งมาซะเยอะเชียว
หลีเวินซูตอบกลับทั้งสองฝั่งเหมือนกันว่า: ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันมีจังหวะของฉัน
หลิวซิงเห็นคำตอบแทบจะเอาหัวโขกกำแพง
นี่มันหมายความว่าไง หมายความว่าไม่ต้องออกทะเล หรือจะออกทะเลต่อไป
ทำไม! ทำไม! ทำไม!
ผมเป็นบ.ก.ไม่ใช่เหรอ?! ทำไมต้องเล่นตัวกับผมด้วย!
—
เธอเข้าพื้นที่ระบบช้ากว่าปกติเล็กน้อย
ระบบร้องไห้กระซิกบอกว่านึกว่าโฮสต์ลืมไปแล้วว่าวันนี้ยังไม่ได้อัปเดต มันไปส่องคอมเมนต์นิยายมาแล้ว
รู้สึกว่าถ้าวันนี้โฮสต์ไม่อัปเดต แรงแค้นของนักอ่านพวกนั้นคงพุ่งทะลุจักรวาล
หลีเวินซูตบหัวมันเบาๆ หยิบกระดาษที่เขียนตัวหนังสือเต็มพรืดมา
ทบทวนเนื้อเรื่องเมื่อวาน
เธอไม่ต้องดูก็รู้ว่านักอ่านจะทะเลาะกันในคอมเมนต์ขนาดไหน
ถ้าเป็นนักอ่านเก่าแก่ที่ตามเธอมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว คงใจจดใจจ่อรออ่านอย่างใจเย็นไปแล้ว
เพราะรู้สันดานการเขียนนิยายแนวสยองขวัญระทึกขวัญของเธอดี
จุดหักมุมที่คุณคาดไม่ถึงแน่นอน
และเชื่อใจในความรับผิดชอบของเธอ ไม่มีทางทิ้งหรือออกทะเลเด็ดขาด
ขอแค่เชื่อมั่นข้อนี้ นักอ่านก็แค่คันไม้คันมือ แต่ยังไงก็ไม่มีทางมาร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนในคอมเมนต์ขออย่าเทอย่าออกทะเลแน่
สรุปคือ วางใจได้
แต่นักอ่านเก่าแก่สมัยยังเป็นนักอ่านหน้าใหม่ ก็เคยโดนสันดานการเขียนของหลีเวินซูหลอกอยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน
ตอนนั้นหลีเวินซูเพิ่งจะดังจากหนังสือเล่มหนึ่ง เล่มที่สองเขียนแนวระทึกขวัญที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก
แถมยังเป็นแนวรวมตัวละคร ตัวละครหญิงตัวหนึ่งที่น่ารักมาก เปิดตัวด้วยความตลกขบขันจนเป็นที่รักของนักอ่าน กลายเป็นตัวสร้างสีสันในใจนักอ่านนับไม่ถ้วน
แต่ตัวละครตลกตัวนี้ กลับมีจุดจบที่น่าเวทนาที่สุด
เพราะฉากหลังยังมีความแฟนตาซีนิดๆ
ตอนนั้นนักอ่านยังคิดว่าพวกตัวเอกไม่มีทางตายแน่ๆ ก็รอจุดหักมุมอย่างมีความหวัง
ผลคือรออัปเดตวันแล้ววันเล่า ตัวละครนี้ก็ไม่ฟื้น
นักอ่านกลับไปอ่านตอนเก่าๆ พยายามอนุมานตามเนื้อเรื่อง ดูว่าจะหาเวลาที่ตัวละครจะฟื้นคืนชีพได้ไหม
ผลคือยิ่งอ่านยิ่งตกใจ พบว่าตัวละครนี้ตายสนิทจริงๆ รายละเอียดบางอย่างบอกว่าไม่มีแม้แต่ชาติหน้า