- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 15 นิยายมันก็พล็อตเดียวกันหมดไม่ใช่เหรอ
บทที่ 15 นิยายมันก็พล็อตเดียวกันหมดไม่ใช่เหรอ
บทที่ 15 นิยายมันก็พล็อตเดียวกันหมดไม่ใช่เหรอ
บทที่ 15 นิยายมันก็พล็อตเดียวกันหมดไม่ใช่เหรอ
หลีเวินซูรีเฟรชช่องคอมเมนต์ในมือถืออยู่ตลอด
พอเห็นไอดีที่คุ้นเคย ร่างกายของเธอก็เหมือนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
มุมปากของหลีเวินซูยกขึ้นเล็กน้อย เป็นไปตามที่คาดไว้ เธอช่างคาดการณ์แม่นยำจริงๆ
เธอสงบสติอารมณ์ แล้วตั้งใจอ่านข้อความยาวเหยียดนั้นอย่างละเอียด
[สวัสดีค่ะ สถานการณ์บ้านฉันก็คล้ายๆ กับคุณ เพียงแต่ฉันเป็นแม่ วันนี้ฉันกับลูกสาวบังเอิญไปเจอสามีมีชู้พร้อมกัน...ลูกพูดเหมือนคุณเลย คืออยากให้ฉันหย่า แต่ฉันไม่อยากหย่า ฉันกลัวว่าวันหน้าลูกจะเสียใจ ตอนนี้แกยังเด็ก อาจจะพูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ]
[เหมือนตอนแกหกขวบ ตอนนั้นฉันยังสาว อารมณ์ร้อนกว่าตอนนี้มาก ทะเลาะกับสามีหลายครั้ง ฉันเคยคิดจะหย่า แต่ลูกสาวกอดฉันร้องไห้ บอกว่าไม่อยากให้หย่า ไม่อยากเสียพ่อแม่ไป ฉันเลยใจอ่อน หลังจากนั้นก็ไม่เคยพูดเรื่องหย่าอีก ตอนนี้อายุมากแล้ว ยิ่งไม่กล้าคิด]
[ถ้าหย่าแล้ว ฉันตัวคนเดียวคงให้ชีวิตที่ดีกว่านี้กับลูกไม่ได้ แถมยังกลัวลูกโดนคนอื่นนินทา ฉันกังวลหลายเรื่อง เลยไม่กล้าเสี่ยง]
[ขอโทษนะคะ อาจจะรบกวนคุณไปหน่อย แต่ฉันไม่รู้จะคุยกับใคร ในหัวมีความคิดตีกันยุ่งไปหมด แต่ฉันหาต้นตอที่จะแก้ปัญหาไม่เจอ...]
หลีเวินซูไม่รู้ว่าตัวเองอ่านข้อความยาวเหยียดนี้จบด้วยอารมณ์แบบไหน
ชาติที่แล้ว เธอไม่เคยคุยกับแม่ด้วยความใจเย็นเลย
มักจะพูดกันไม่กี่คำก็เริ่มทะเลาะ
ช่วงวัยรุ่น เธอมักจะรู้สึกหงุดหงิดง่าย แค่ซือหว่านพูดไม่กี่คำ เธอก็รำคาญ อยากชวนทะเลาะ อยากระบาย
เธอรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเธอ ไม่มีใครสนใจความรู้สึกเธอ
เธอรับรู้ถึงความผิดปกติของครอบครัว รับรู้ถึงสภาพจิตใจของตัวเอง แต่หาคนช่วยแก้ปัญหาหรือรับฟังไม่ได้ ทุกอย่างอัดอั้นอยู่ในใจ
จะระเบิดออกมาก็ต่อหน้าคนที่รักที่สุดเท่านั้น
แต่ตอนนั้นซือหว่านเองก็คงไม่ต่างกัน
อาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะเธอไม่มีใครให้ระบายอารมณ์ได้เหมือนหลีเวินซู
อารมณ์ที่สะสมมานาน ย่อมมีสักวันที่ปะทุเหมือนภูเขาไฟ จนยากจะควบคุม
ดังนั้นการที่แม่กระโดดตึกในตอนนั้น ก็คงมีปัญหาทางอารมณ์ที่สะสมมานานปีด้วยใช่ไหม
ถ้าให้แม่ได้คิดทบทวนอีกสักนิด จะเป็นไปได้ไหมที่แม่จะไม่วู่วาม
หรือตอนที่ร่างกำลังร่วงหล่น จะมีสักเสี้ยววินาทีไหมที่แม่เสียใจ...
—
หลีเวินซูกดปุ่มตอบกลับ ผ่านไปเนิ่นนานถึงเริ่มพิมพ์
[...จริงๆ แล้วเรื่องนี้แก้ง่ายมาก ลองคุยกับลูกสาวคุณดูสิคะ ในเมื่อการตัดสินใจทุกอย่างของคุณทำเพื่อลูก ทำไมไม่ลองฟังคำตอบของเธอดูล่ะ ถ้าคุณกลัวว่าเธอแค่อารมณ์ชั่ววูบ คุณก็ถามให้ละเอียดขึ้น ฟังเธอให้มากขึ้น คุณก็จะตัดสินใจได้เอง]
[ฉันไม่รู้ว่าลูกสาวคุณอายุเท่าไหร่ แต่จากที่คุณเล่า อย่างน้อยก็น่าจะโตกว่าหกขวบมาก ในเมื่อคุณยังฟังคำพูดไร้เดียงสาของเด็กหกขวบ ทำไมถึงไม่ยอมฟังคำพูดที่โตขึ้นและมีเหตุผลขึ้นของเธอในตอนนี้ล่ะคะ]
[บางทีคุณควรลองทบทวนดูดีๆ ว่าคุณกำลังหาข้ออ้างให้กับความไม่กล้าหาญของตัวเอง หรือกำลังคิดเพื่ออนาคตของลูกสาวจริงๆ]
ซือหว่านอ่านตัวอักษรสุดท้ายจบ ก็ตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว
คำตอบของนักเขียนเหมือนไม้หน้าสามฟาดเข้าแสกหน้า
ทำให้เธอเจอต้นตอปัญหาท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ทุกอย่างดูเหมือนจะกระจ่างชัดขึ้นมา
นั่นสิ เธอทำเพื่ออนาคตของลูกสาวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงไม่ยอมฟังลูก
เมื่อเทียบกับคำพูดตอนหกขวบ ตอนนี้สิบหกปี คำพูดของลูกน่าเชื่อถือกว่าไม่ใช่เหรอ
แต่เธอกลับฝังใจกับคำพูดตอนหกขวบ แล้วมองว่าคำพูดตอนสิบหกปีเป็นแค่คำพูดด้วยอารมณ์ของเด็ก เชื่อถือไม่ได้
ตกลงว่าเธอทำเพื่อลูก หรือเพื่อตัวเองกันแน่
เพื่อหาข้ออ้างให้กับความอ่อนแอของตัวเอง
เธอไม่กล้าหย่า เลยใช้ลูกสาววัยหกขวบเป็นข้ออ้างลงจากหลังเสือ แล้วทำทีว่าเป็นเพราะหวังดีต่อลูกทั้งหมด
แต่หลีเวินซูรู้แล้วว่าพ่อมีชู้ ซือหว่านเองก็เคยเป็นเด็ก เธอนึกถึงคำพูดของนักเขียน แล้วลองเอาตัวเองไปแทนที่หลีเวินซู
ถ้าเธอรู้ว่าพ่อมีชู้
เธอจะไม่ให้อภัยเขา
ต่อให้ความคิดที่ว่า "ผู้ชายยังไงก็ต้องมีบ้านเล็กบ้านน้อย" จะฝังหัว แต่เธอก็ยังรับไม่ได้ เพราะในใจเธอ บทบาทของพ่อกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องย่อมแตกต่างกัน
ขนาดเธอยังคิดแบบนี้ แล้วลูกสาวล่ะ
เหมือนที่นักเขียนบอก ครอบครัวที่บิดเบี้ยวแบบนี้ จำเป็นต้องรักษามันไว้เหรอ
มือที่จับโทรศัพท์ของซือหว่านสั่นเทา เธอเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เธอใช้ชีวิตตามกรอบระเบียบ ไม่เคยทำเรื่องนอกลู่นอกทาง
แม้ตอนนี้ความคิดคนจะเปิดกว้างขึ้น แต่ "การหย่าร้าง" ในความคิดของเธอและคนรอบข้าง ก็ยังเป็นเรื่องไม่ดีอยู่ดี
เรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องที่ในจินตนาการของเธอในอดีต เธอจะไม่ก้าวย่างเข้าไปแตะต้องอย่างเด็ดขาด มันหมายถึงเธอต้องออกจากเซฟโซนไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจอันจำกัดของเธอ
เธอกลัวจริงๆ
แต่ซือหว่านไม่อยากให้ลูกเสียใจ ไม่อยากให้ลูกมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีแม้แต่นิดเดียว
คืนนี้ทั้งคืน เธอนอนไม่ค่อยหลับ มัวแต่คิดทบทวนเรื่องนี้
—
โจวหุยอี้ไม่ได้อ่านนิยายหลายชั่วโมงก็คันไม้คันมือไปหมด นัดเพื่อนไปเล่นบาสก็ใจลอย
ทำเอาพวกเพื่อนๆ นึกว่าเขามีความรัก
เขาอธิบายยังไงว่าเป็นเพราะนิยายก็ไม่มีใครเชื่อ
โจวหุยอี้ตั้งใจจะแนะนำนิยายให้เพื่อนอ่าน จะได้มีคนคุยเรื่องพล็อตในชีวิตจริงบ้าง
แต่ทว่า พอเพื่อนๆ ได้ยินว่าเป็นนิยายก็ส่ายหน้า
"ไม่รู้ทำไมนายถึงติดนิยายพวกนี้ ดูไปดูมาก็พล็อตเดียวกันหมดไม่ใช่เหรอ อ่านไม่กี่เล่มก็เดาต้นเดาจบได้แล้ว น่าเบื่อ"
"วรรณกรรมคลาสสิกฉันยังอ่านไม่จบ จะให้อ่านนิยายเนี่ยนะ?"
"ฉันว่างมากมั้ง จะเปิดเทอมอยู่แล้ว ฉันต้องรีบกอบโกยเวลาเที่ยวสิ จะให้มานั่งสงบจิตสงบใจอ่านหนังสือ? ฝันไปเถอะ"
"ห่วงหน้าพะวงหลังเพราะนิยายเรื่องเดียว หลอกผีเถอะ ฉันว่านายมีคนที่ชอบแล้วแน่ๆ อ๋อ เขินไม่กล้าบอก จีบไม่ติดล่ะสิ"
คำพูดพวกนั้นทำเอาโจวหุยอี้แทบกระอักเลือด ขี้เกียจจะสนใจพวกมัน ยังไงซะนิยายเรื่องนี้ใครไม่อ่านถือว่าพลาดไปตลอดชีวิต
พอกลับถึงบ้านก็เปิดคอมพิวเตอร์รีเฟรชหน้าเว็บ
เห็นตอนใหม่ที่อัปเดตเข้ามา ทำเอาเขาตกใจ
โจวหุยอี้สาบานได้ เขาไม่เคยนับถือนักเขียนคนไหนเท่านี้มาก่อน
พวกนักเขียนดังๆ ในเว็บใหญ่ อย่างมากเขาก็แค่ชอบ
และความจริงสิ่งที่เพื่อนเขาพูดก็มีเหตุผล เขาเริ่มเขียนนิยายก็เพราะนิยายพวกนั้นพล็อตซ้ำซากเกินไป นอกจากตอนต้นที่ดูดี
ที่เหลืออ่านแป๊บเดียวก็เบื่อแล้ว
เขาเลยต้องลงมือเขียนเอง
แต่พอเริ่มเขียนถึงรู้ว่าการเขียนนิยายมันยากขนาดไหน สิ่งที่คิดกับที่เขียนออกมาคนละเรื่องเลย เขียนออกมามักจะไม่ได้ดั่งใจ
แถมบางทีวันหนึ่งเขาพิมพ์ได้สามพันคำก็รู้สึกว่าถึงขีดจำกัดแล้ว
เขียนเสร็จทีมักจะปวดเมื่อยไปทั้งตัว สมองโล่งไปหมด
แต่นักเขียนคนนี้ อัปเดตรวดเดียวอย่างน้อยก็ห้าหมื่นคำ!
มิน่าถึงทำยอดได้สูงขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ หลังเปิดเรื่อง
พรสวรรค์ก็เรื่องหนึ่ง ความพยายามก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งสินะ!