- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 14 บทสนทนาข้ามมิติ
บทที่ 14 บทสนทนาข้ามมิติ
บทที่ 14 บทสนทนาข้ามมิติ
บทที่ 14 บทสนทนาข้ามมิติ
การกลับบ้านครั้งนี้ แม้หลีเวินซูจะไม่ได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดเหมือนการทะเลาะกันครั้งก่อนๆ แต่ซือหว่านก็ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไร้หนทางอย่างลึกซึ้ง
ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เสียอีก
เมื่อเทียบกับการที่หลีเวินซูแสดงอารมณ์ทุกอย่างออกมาต่อหน้าเธอเหมือนเมื่อก่อน ตัวเธอในตอนนี้ดูเหมือนจะเก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดไว้
ซือหว่านเดาใจลูกไม่ออก ภายใต้ความเงียบสงบ เธอยิ่งทำตัวไม่ถูก
ซือหว่านไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ในความเข้าใจของเธอ ความมืดมนของผู้ใหญ่ไม่ควรเปิดเผยให้เด็กเห็น และไม่ควรดึงเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เธอทำได้เพียงกล้ำกลืนความขมขื่นลงท้อง แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร
ไม่รู้ว่าการตัดสินใจแบบไหนถึงจะถูกต้อง
ถ้าเธอไม่หย่า เธอก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำเป็นมองไม่เห็นและอดทนอดกลั้น
จะไปถามใคร ผลลัพธ์ก็คงเหมือนกัน
ซือหว่านรู้ดีด้วยซ้ำว่าคนเหล่านั้นจะปลอบใจเธออย่างไร คงหนีไม่พ้นคำพูดที่ว่าผู้ชายที่ไหนไม่เจ้าชู้ สุดท้ายเขาก็กลับมา
สิ่งที่เธอต้องทำคือรอให้หลีฮุยกลับใจ
แต่...ต้องรอจริงๆ เหรอ
ระหว่างทางกลับบ้าน ซือหว่านมองแผ่นหลังของลูกสาวที่เดินอยู่ข้างหน้า แววตาของเธอฉายแววสับสน
"สำหรับหนู ขอแค่มีแม่ บ้านของหนูและชีวิตของหนูก็สมบูรณ์แบบแล้ว"
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ในชั่วขณะนั้น เธอเหมือนเห็นแววตาอ้อนวอนและสิ้นหวังจากดวงตาของลูกสาว ราวกับว่าถ้าเธอปฏิเสธ ลูกจะจมดิ่งลงสู่อารมณ์บางอย่างที่ไม่อาจถอนตัวได้...
—
หลีเวินซูมาถึงพื้นที่ระบบ ก็ตรงเข้าไปในกระท่อมมุงจากเพื่อพิมพ์งานทันที
ระบบแอบซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งอย่างหวาดหวั่น
มันรู้ว่าโฮสต์ทะเลาะกับแม่มาอีกแล้ว
มันสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่พวกเขาทะเลาะกัน ทุกครั้งที่หลีเวินซูหงุดหงิดจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เวลาในการพิมพ์งานของเธอก็จะยืดเยื้อออกไปไม่มากก็น้อย
หลีเวินซูกำลังคิดหาวิธีคุยกับซือหว่านอย่างใจเย็น ดูเหมือนว่าความคิดของพวกเธอจะจูนกันไม่ติด
ชาติที่แล้วเธอก็พอได้สัมผัสพูดคุยกับคนวัยนี้มาบ้าง แต่พอต้องเผชิญหน้ากับซือหว่าน เธอกลับทำตัวไม่ถูกเสมอ
บางครั้งเธอก็อยากจะพูดให้แรงกว่านี้ แรงจนสามารถปลุกแม่ให้ตื่นจากภวังค์ได้ หรือไม่ก็ระเบิดอารมณ์ด่าทอกันไปเลย
แต่เธอกลัวว่าจะทำร้ายจิตใจของซือหว่าน
กลัวจะซ้ำรอยเดิมเหมือนชาติที่แล้ว
หลีเวินซูถอนหายใจ คัดลอกเนื้อหาทีละตอนลงในเว็บไซต์ด้วยตัวเอง
มีคนโดเนทเงินก้อนโตมา เธอคำนวณส่วนแบ่งที่จะได้รับจากยอดโดเนทนั้นแล้วก็ต้องตกใจ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้สักพัน ไม่ใช่คนขัดสนเรื่องเงินจริงๆ สินะ
เธอจึงเพิ่มตอนพิเศษให้เขาห้าตอน
แล้วก็เพิ่มตอนฉลองติดเหรียญอีกห้าตอน
และเพราะยอดเก็บเข้าชั้นถึงหนึ่งพัน จึงเพิ่มให้อีกสองตอน
อัปเดตรวดเดียวแบบนี้ก็หลายหมื่นตัวอักษร ต้นฉบับที่สต็อกไว้หมดเกลี้ยง
ตอนที่หลีเวินซูคัดลอกตอนสุดท้ายลงไป เธอเขียนคำขอบคุณสำหรับยอดโดเนทและอื่นๆ ในช่องคุยกับนักเขียน
พอเขียนเสร็จ
เธอก็นึกขึ้นได้ว่า ซือหว่านจะอ่านนิยายของเธอทุกคืน
นี่แทบจะเป็นกิจวัตรประจำคืนของแม่ไปแล้ว
เพราะหลีเวินซูมักจะลงตอนพิเศษช่วงกลางคืน
หลังจากเรียบเรียงความคิดในหัว หลีเวินซูเขียนข้อความจริงเท็จผสมปนเปต่อท้ายคำขอบคุณ
[...ความจริงแล้วความสัมพันธ์ของพ่อแม่พังทลายมานานแล้ว ฉันมักจะนับวันรอ คิดว่าเมื่อไหร่ ช่วงเวลาไหนที่พวกเขาจะทนกันไม่ไหวจนต้องเลือกที่จะหย่ากัน ฉันเฝ้ารอวันนี้มาตลอด เทียบกับการเห็นพวกเขาทรมานกันเองทุกวัน ฉันอยากให้พวกเขาแยกทางกัน ปลดปล่อยกันและกันมากกว่า]
หลีเวินซูเขียนความรู้สึก ความคาดหวัง และเรื่องจริงผสมเรื่องแต่งลงไป ภาษาเรียบง่าย แต่เพียงไม่กี่ประโยคก็บรรยายถึงสภาพครอบครัวที่แตกแยก และแสดงจุดยืนกับอารมณ์ของเธอออกมาได้อย่างชัดเจน
เหมือนเป็นการระบายความเศร้ายามดึก
เธอหวังว่าซือหว่านจะเห็น
บางทีถ้าเธอพูดในฐานะลูกสาว แม่คงมองว่าเป็นคำพูดเล่นๆ ของเด็ก
แล้วถ้าพูดในฐานะนักเขียนที่แม่ชอบล่ะ
ซือหว่านมักจะพูดให้เธอฟังบ่อยๆ ว่านักเขียนคนนี้ต้องเป็นคนมีการศึกษาสูงแน่ๆ
ตัวเธอเองแม้จะไม่ชอบเรียน แต่ก็มีความเคารพยกย่องผู้มีความรู้โดยธรรมชาติ
—
ซือหว่านกลับห้องไปนานแล้ว แต่ยังไม่นอนจริงๆ
ในใจคิดเรื่องลูกสาว มือว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เธอเลยหยิบมือถือขึ้นมา อยากดูว่านิยายอัปเดตหรือยัง
พอเลื่อนไปเจอตอนล่าสุด อารมณ์ที่ขุ่นมัวของเธอก็ดีขึ้นเล็กน้อย
การได้จมดิ่งไปในโลกนิยายชั่วคราว แม้ความอัดอั้นในใจยังไม่จางหาย แต่การอ่านนิยายดูเหมือนจะเป็นความบันเทิงเดียวที่ช่วยให้เธอผ่อนคลาย และหลบหนีจากความจริงได้ชั่วขณะ
แต่พออ่านจบตอนสุดท้าย ซือหว่านก็รู้สึกเหมือนถูกกระชากกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง
ห้องนอนที่เย็นเฉียบไร้ความอบอุ่น
สามีที่มีใจอื่นอยู่ข้างนอก
ลูกสาวที่ไม่รู้จะสื่อสารกันอย่างไร
ทุกอย่างทำให้เธอหายใจไม่ออก เธอมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะระบาย แต่กลับไม่มีใครให้ระบายด้วย
หลังแต่งงาน เธอแทบไม่มีสังคมส่วนตัว อยู่แต่ในบ้าน
บ้านเดิมก็แทบไม่ได้กลับ นอกจากแม่แล้ว คนอื่นในบ้านก็ไม่ต้องการให้ลูกสาวที่แต่งงานไปแล้วกลับไปอีก
น้องสาวที่สนิทกันตอนเด็กๆ ก็แต่งงานไปแล้ว
เธอก็ไม่อยากรบกวนน้องด้วยเรื่องนี้ ถ้าน้องรู้เรื่องหลีฮุยมีชู้ ด้วยนิสัยของน้อง คงบุกมาอาละวาดแก้แค้นแทนเธอแน่
ถึงตอนนั้นสถานการณ์คงดูไม่จืด
เธอกลัวผลลัพธ์ที่ตามมาจะเกินกว่าที่เธอจะรับไหว
น้ำตาคลอเบ้าตาซือหว่าน เธอค่อยๆ เช็ดมันออก แล้วเลื่อนหน้าจอลง
พอเห็นข้อความยาวเหยียดด้านล่าง เธอก็ชะงักไป
และเริ่มอ่านโดยไม่รู้ตัว
[ฉันหวังให้แม่หย่า แต่แม่กลับบอกฉันว่า แม่หวังให้ฉันมีครอบครัวที่สมบูรณ์ แม่ไม่เคยถามฉันเลยว่าฉันต้องการครอบครัวที่บิดเบี้ยวแบบนี้ไหม ใครๆ ก็บอกว่าเด็กที่ขาดพ่อหรือแม่ไปจะส่งผลเสียต่อการเติบโต แต่ฉันมักจะรู้สึกว่า พ่อของฉันก็เป็นแค่พ่อในนาม...ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยื้อไว้แบบนี้ มันจำเป็นไหม]
ซือหว่านอ่านจบก็นิ่งอึ้ง
บังเอิญเกินไปแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะในช่องคอมเมนต์ต่างคาดเดากันว่าดูจากฝีมือการเขียนที่เชี่ยวชาญ นักเขียนน่าจะอายุอย่างน้อยยี่สิบปลายๆ หรือสามสิบ เธอคงสงสัยว่าลูกสาวเธอเป็นคนเขียนเอง
เพราะสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เธอจึงอ่านรอบที่สองอย่างตั้งใจกว่าเดิม
เธอไม่รู้จะคุยกับลูกสาวยังไง เธอกลัวว่าความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะดีขึ้น จะกลับไปแย่อีกเพราะเธอพูดไม่คิด
ซือหว่านมักจะระมัดระวังตัวเวลาอยู่กับหลีเวินซู คำพูดบางคำคิดแล้วคิดอีก ก็ยังไม่กล้าพูดออกไป
ส่วนนักเขียนคนนี้มีสถานการณ์คล้ายกับที่เธอกำลังเผชิญ แต่เธอยืนอยู่ในจุดเดียวกับลูกสาวเธอ
คนเราบางครั้งก็เป็นแบบนี้ เรื่องที่พูดกับคนสนิทไม่ได้ กลับพูดกับคนแปลกหน้าได้หมดเปลือก
หรืออาจเป็นเพราะซือหว่านอยากได้คำตอบมากเกินไป อยากหาคนระบายมากเกินไป
ยังไงเสี่ยวซูก็บอกแล้วนี่ ว่าในโลกออนไลน์ ไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นใคร
เธอกดเปิดช่องคอมเมนต์ บรรจงเขียนเรื่องราวและความรู้สึกของตัวเองลงไปบนหน้าจอทีละขีดทีละเส้น
เธอไม่มีความรู้ ใช้แป้นพิมพ์ไม่เป็น ทำได้แค่ใช้โหมดเขียนด้วยลายมือ พลางคิดหาถ้อยคำอย่างหนัก พลางใช้นิ้วจิ้มหน้าจอ
เขียนอยู่นาน ซือหว่านถึงถอนหายใจยาว แล้วอ่านทวนข้อความนั้นตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้ง
พอแน่ใจว่าไม่มีปัญหา ก็กลั้นใจกดส่ง