- หน้าแรก
- ฉันเกษียณจากเกมสยองขวัญ มาเป็นผู้ช่วยตัวประกอบ
- บทที่ 22 ฉันเป็นผู้ช่วยให้ดาราหญิง 4
บทที่ 22 ฉันเป็นผู้ช่วยให้ดาราหญิง 4
บทที่ 22 ฉันเป็นผู้ช่วยให้ดาราหญิง 4
บทที่ 22 ฉันเป็นผู้ช่วยให้ดาราหญิง 4
เดิมทีแผนช่วงบ่าย คือลู่เหยาจะพาจู๋อินไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบๆ และสถานการณ์ในกองถ่าย
ทั้งสองคนเพิ่งออกจากลิฟต์โรงแรม ลู่เหยาก็เจอกับคนคุ้นหน้า
ดาราสาวดาวรุ่ง สวี่เฉียวเฉียว ผู้รับบทศิษย์น้องเล็กของพระเอกในเรื่อง 《เจี้ยนเซี่ย》 และเป็นศัตรูหัวใจกับนางเอกที่ลู่เหยาแสดง
ในละครพวกเธอไม่ถูกกัน ในความจริงก็เช่นกัน เพียงแต่ในละครนางเอกมีวรยุทธ์เหนือกว่านางรอง แต่ในความจริง คือสวี่เฉียวเฉียวคอยพูดจากระทบกระเทียบเปรียบเปรยลู่เหยาอยู่ฝ่ายเดียว
ทันทีที่เธอเห็นจู๋อิน ก็คิดว่าเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่บริษัทของลู่เหยาเพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามา
มีคนที่รูปร่างหน้าตาโดดเด่นขนาดนี้เพิ่มมาอีกคน เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ สีหน้าแสดงความไม่พอใจ: "ลู่เหยา นี่ใคร? ระหว่างการถ่ายทำกองถ่ายต้องรักษาความเป็นส่วนตัวนะ ไม่ใช่จะพาคนนอกที่ไหนไม่รู้เข้ามาได้ตามใจชอบ"
ลู่เหยาเข้ากองได้ไม่นานก็ถูกเพ่งเล็ง ตอนแรกยังพยายามจะฮึดสู้ สานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แต่ต่อมาพบว่าไม่มีประโยชน์ ก็เลิกทำหน้าปั้นยิ้มใส่กันแล้ว
เธอพูดว่า: "พี่จู๋อินเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของฉัน ไม่ใช่คนนอก"
ผู้ช่วย?
คราวนี้สวี่เฉียวเฉียวยิ่งประหลาดใจ สายตาของเธอกวาดมองใบหน้าของจู๋อินอีกครั้ง หลานตี้เซ็นสัญญากับนางฟ้ามาหรือไง? คุณสมบัติแบบนี้ให้มาเป็นผู้ช่วยเนี่ยนะ?
สีหน้ายิ่งดูแคลนหนักกว่าเดิม: "สมกับเป็นเธอจริงๆ นะลู่เหยา เพิ่งเข้ากองก็เปลี่ยนผู้ช่วยไปสองคนแล้ว คนเก่าเพิ่งไป คนใหม่ก็มาทันที สมกับเป็นเจ้าหญิงน้อยที่หลานตี้ประคบประหงมไว้ในอุ้งมือ"
"เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย!" ลู่เหยากัดฟัน อัดอั้นอยู่นานกว่าจะเค้นประโยคนี้ออกมาได้
เธอเถียงคนไม่เก่ง ตอนนี้โกรธจนหน้าดำหน้าแดง ใบหน้าขาวผ่องไร้ที่ติแดงระเรื่อ ยิ่งขับให้ดวงตาตาดอกท้อคู่นั้นดูฉ่ำน้ำ สวยสะคราญจับใจ
ใบหน้านี้ ก็เป็นที่มาของความเกลียดชังที่สวี่เฉียวเฉียวมีต่อเธอมากที่สุด
พวกเธออายุรุ่นราวคราวเดียวกัน สวี่เฉียวเฉียวขายภาพลักษณ์ความสดใสและสวยงามมาตลอด ผลคือลู่เหยาปรากฏตัวขึ้นมา สวยกว่าเธอ การศึกษาสูงกว่าเธอ จุดเริ่มต้นก็ได้รับบทนางเอกหนังกำลังภายในฟอร์มยักษ์ของผู้กำกับใหญ่ ส่วนเธอทำได้แค่เป็นตัวประกอบให้คนอื่น
เรียกได้ว่ากดข่มเธอจนมิด
เดิมทีสวี่เฉียวเฉียวแค่เก็บความอิจฉาไว้ในใจ ไม่กล้าล่วงเกินเด็กปั้นของหลานตี้ แต่ต่อมาในกองถ่าย พบว่าผู้กำกับเข้มงวดกับลู่เหยาเป็นพิเศษ พระเอกอย่างซุนเลี่ยที่เป็นรุ่นพี่เวลาเข้าฉากด้วยก็ไม่ไว้หน้าเลยสักนิด
ส่วนทางฝั่งหลานตี้ อาจจะเป็นเพราะต้องการฝึกเด็กใหม่ เลยไม่ได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง
ความกล้าของเธอจึงค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น
คนจำนวนไม่น้อยในกองถ่ายก็มีความคิดเหมือนกับเธอ
ไม่นาน กองถ่าย 《เจี้ยนเซี่ย》 ทั้งกอง แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคนก็พากันกีดกันลู่เหยาออกไปอยู่วงนอก
สวี่เฉียวเฉียวตอนนี้ไม่กลัวเธอสักนิด พูดตรงๆ ก็คือ ต่อไปถ้าหลานตี้คิดจะเอาเรื่อง จะกล้าล่วงเกินคนทั้งกองถ่ายเชียวเหรอ?
เธอหัวเราะเยาะ: "มันไม่เกี่ยวกับฉันหรอก แต่การแสดงของเธอมันห่วยแตก ถ่วงความเจริญของทั้งกองถ่าย พรุ่งนี้มีฉากของเธอทั้งวัน คงไม่ใช่ว่าจะให้คนทั้งกองมารอเธอหรอกนะ?"
"ไม่รู้เหมือนกันว่าคนบางคนหน้าหนาขนาดนี้ได้ยังไง ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่มีหน้าอยู่ที่นี่ต่อนานแล้ว"
เธอพูดจบ ก็เดินจากไปอย่างยโสโอหัง
จู๋อินหันไปมองเด็กน้อย ก็เห็นว่าเธอหน้าซีดเผือดจริงๆ สีหน้าตื่นเต้นดีใจเมื่อครู่ตอนบอกว่าจะพาเธอออกไปเดินเล่นหายไปจนหมดสิ้น
ลู่เหยาเรียนเร็ว เข้าเรียนก่อนเกณฑ์ และได้ข้ามชั้น ตอนนี้ก็เพิ่งจะอายุครบ 20 ปี
จู๋อินนึกถึงเนื้อเรื่อง อีกนานหลังจากนี้ นางเอกที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำถึงกองถ่าย 《เจี้ยนเซี่ย》 ว่าประสบการณ์ช่วงนั้นเคยเป็นฝันร้ายของเธออยู่หลายปี
ความรุนแรงเย็นชาจากเพื่อนร่วมงาน การตำหนิติเตียนที่โหดร้ายของผู้กำกับ การ "ปลอบโยน" ที่ดูเหมือนอ่อนโยนแต่ไร้ประโยชน์ของผู้จัดการ การกดดันและตั้งคำถามที่มีอยู่ทุกหนแห่ง ล้วนผลักเธอลงสู่หุบเหว
จะไม่ให้แค้นเคืองได้ยังไง?
ลู่เหยาสูบลมหายใจเข้าลึกๆ ฝืนยิ้มออกมา: "พี่จู๋อิน ฉันจะพาไปที่ดีๆ ที่หนึ่ง เป็ดย่างร้านเขาหอมมากเลยค่ะ"
อาหารอร่อยคงจะเป็นสิ่งปลอบใจเพียงอย่างเดียวของเด็กน้อยในตอนนี้
น่าเสียดาย...
จู๋อินนึกถึงเนื้อเรื่อง ลู่เหยาถูกแอนตี้แฟนด่าทอนับไม่ถ้วน ระหว่างการถ่ายทำ 《เจี้ยนเซี่ย》 เธอออกไปซื้อของกินก็ถูกปาปารัสซี่แอบถ่าย เอาไปเขียนเป็นข่าวเสียๆ หายๆ ว่าไม่สนใจงานการ
[พระเจ้า ดาราหญิงคนไหนเขาไม่คุมรูปร่างกันบ้าง หล่อนยังกล้ากินของมันย่องขนาดนี้อีก]
[องค์รัชทายาทก็แบบนี้แหละ คนอื่นเขาตั้งใจพัฒนาฝีมือการแสดงแทบตาย หล่อนมาเพื่อกินดื่มเที่ยวเล่น]
[ไอ้พวกบ้า เฉียวเฉียวของฉันถ่ายฉากบู๊จนกระดูกแทบหัก ตัวมีแต่แผลถลอก ลองเทียบกันดูสิ คนบางคนนี่หน้าด้านจริงๆ]
[พี่เลี่ย (พระเอก) ของพวกเราแสนดีขนาดนั้น ครั้งแรกเลยที่ออกมาโพสต์แขวะเพื่อนร่วมงาน เห็นได้ชัดว่ายัยนั่นทำตัวแย่ขนาดไหน! พวกอภิสิทธิ์ชนไสหัวออกจากวงการบันเทิงไปซะที!]
ออกไปซื้อเป็ดย่างอาจจะโดนถ่ายรูป โดนคนด่า แล้วจู๋อินจะปฏิเสธไหม?
แน่นอนว่าไม่!
ของอร่อยผิดอะไร?
ลู่เหยาผิดอะไร?
จู๋อินจูงมือเธอ: "เอาสิ เราไปด้วยกัน"
แต่ทว่า อารมณ์ความรู้สึกสุดท้ายก็ยังคงได้รับผลกระทบ
ขากลับ ลู่เหยาก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับจู๋อิน: "พรุ่งนี้ฉันมีคิวบู๊เกือบทั้งวัน ฉัน... ฉันกลัวนิดหน่อย..."
เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย
จู๋อินจับมือเธอไว้ พบว่าร่างกายของเธอก็กำลังสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
เธอเกิดปมในใจกับการถ่ายละครไปแล้ว
บาร์บาร่าลอยอยู่ข้างกายเธอ พูดด้วยความสงสาร: "นางเอกน่าสงสารจัง ฉันไม่รู้เลยว่า ต่อมาเธอเอาชนะปมในใจแล้วกลับมาถ่ายละครต่อได้ยังไง"
สายตาของจู๋อินจับจ้องไปที่ลู่เหยา ราวกับมองทะลุตัวเธอ ไปเห็นคนรู้จักคนหนึ่ง
"เพราะไม่มีอะไรสามารถเอาชนะเธอได้"
ตอนเข้าลิฟต์ พวกเธอเจอกับซุนเลี่ย พระเอกของเรื่อง 《เจี้ยนเซี่ย》 เขายังใส่วิกผมอยู่ น่าจะเพิ่งเลิกกอง
ลู่เหยาดูเหมือนจะตกใจ ขยับตัวเข้าไปเบียดจู๋อิน ซุนเลี่ยกวาดสายตามองทั้งสองคนอย่างเย็นชา แล้วยืนอยู่ข้างๆ ตลอดทางทั้งสองฝ่ายไม่มีการพูดคุยใดๆ ต่อกัน
เป็ดย่างที่เดิมทีหอมฉุยเลยดูจืดชืดไปถนัดตา
จู๋อินมองใบหน้าอมทุกข์ของนางเอก ยื่นมือออกไปหยิกแก้มข้างหนึ่ง แล้วดึงเบาๆ
ลู่เหยาเบิกตากว้าง มองเธออย่างงุนงง ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด
จู๋อินถามเธอ: "เธอกังวลว่าพรุ่งนี้จะถ่ายออกมาไม่ดีเหรอ?"
ลู่เหยาพยักหน้าหงึกหงักเหมือนไก่จิกข้าว
จู๋อินเริ่มด่าคนชั่วก่อนเลย: "ผู้จัดการของเธอดีกับเธอมากไม่ใช่เหรอ? เขาไม่ได้จ้างครูมืออาชีพมาติวให้เธอหรือไง? แล้วผู้กำกับล่ะ? ก็ไม่ได้จัดครูสอนคิวบู๊มาฝึกพิเศษให้เธอเหรอ?"
ลู่เหยาลังเลนิดหน่อย พูดว่า: "พี่เจิ้งค่อนข้างยุ่ง อาจจะลืม ส่วนผู้กำกับ..."
เธอนึกถึงใบหน้าเย็นชาใบหน้านั้น: "ผู้กำกับจี้เขาเกลียดเด็กเส้นมาก เขาเห็นฉันแสดงไม่ดีก็ด่าอย่างเดียว สงสัยคงไม่อยากจะยุ่งกับฉันมั้งคะ"
ช่างเป็นเด็กสาวที่น่าสงสาร
อีกนานหลังจากนี้ เธอถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า จิตใจคนเราสามารถชั่วร้ายได้ถึงขนาดไหน
พวกเขาจงใจสร้างสถานการณ์ที่ยากลำบาก ขังเธอไว้ในนั้น แล้วก็กระหน่ำซ้ำเติม ทำลายพรสวรรค์และความมั่นใจของเธอ
ส่วนคนที่ยืนดูอยู่ ก็ไม่มีใครพยายามจะยื่นมือเข้ามาฉุดดึงเธอขึ้นมาสักคน มีแต่จะช่วยซ้ำเติม
ดังนั้นต่อให้ผ่านไปอีกกี่ปี ลู่เหยาก็ยังคงผูกใจเจ็บ ไม่สามารถปล่อยวางได้
เธอวิงวอนขอจู๋อินมาให้กับตัวเองในวัยเยาว์