- หน้าแรก
- ฉันเกษียณจากเกมสยองขวัญ มาเป็นผู้ช่วยตัวประกอบ
- บทที่ 9 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 9
บทที่ 9 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 9
บทที่ 9 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 9
บทที่ 9 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 9
นายน้อยใหญ่เสิ่นผู้คล่องแคล่วว่องไวนั่งอยู่ในห้องหนังสือ จ้องมองตัวการด้วยสายตาเย็นเยียบ
จู๋อินผายมือ ทำหน้าไร้เดียงสาสุดๆ "โทษฉันไม่ได้นะคะ คุณพูดเองว่าไม่ให้ฉันแตะตัวคุณ"
ไม่ให้แตะตัว ก็เลยเสกลมพายุพัดฉันเข้ามาเลยงั้นเหรอ? สายตาของเสิ่นตงจวินเขียนคำว่า "ประณาม" ไว้อย่างชัดเจน
จู๋อินทำเป็นมองไม่เห็น
เธอนั่งลง คุยเรื่องจริงจังกับเขา
"นายน้อยคะ คุณไม่ได้ส่งคนไปสะกดรอยตามนายน้อยหญิงเหรอคะ?"
เสิ่นตงจวินหน้าตึงทันที กวาดตามองหน้าจู๋อิน "ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรรู้"
"งั้นก็แสดงว่าไม่มี" จู๋อินเข้าใจทันที แต่ก็ยังสงสัย
"ขนาดฉันออกจากบ้านคุณยังจ้างนักสืบตาม ทำไมทีเมียตัวเองออกไปเจอกับรักแรก คุณถึงทนได้ล่ะ?"
การที่เธอพูดเรื่องที่เขาจ้างคนตามเธอออกมาตรงๆ ทำให้เสิ่นตงจวินรู้สึกร้อนตัวนิดๆ
แต่อารมณ์เล็กน้อยนี้ก็ถูกความโกรธที่ใหญ่กว่ากลบไปอย่างรวดเร็ว
"...ขอน้ำนั่นแก้วหนึ่ง" เขาข่มอารมณ์โกรธ แล้วเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอเอง
จู๋อินมองเขาอย่างแปลกใจ ยาเวทมนตร์สูตรพิเศษปรากฏขึ้นบนโต๊ะ "คราวนี้ไม่กลัวฉันวางยาพิษแล้วเหรอ?"
เสิ่นตงจวินยิ้มเย็น "ตายๆ ไปซะได้ก็ดี!" พูดจบก็ดื่มรวดเดียวหมด
ดูท่าทางจะโกรธจนสติหลุดจริงๆ นั่นแหละ
ผ่านไปครึ่งนาที สีหน้าของเขาดูสงบลงมาก
จู๋อินถามอีก "ทำไมคุณต้องพูดจายั่วโมโหนายน้อยหญิงด้วย? พูดดีๆ ไม่ได้เหรอคะ?"
เสิ่นตงจวินถลึงตาใส่ "หล่อนจะออกไปเจอผู้ชายอื่น! จะให้ฉันปั้นหน้ายิ้มหรือไง!"
จู๋อิน: "อืม แล้วใครบอกคุณว่าเธอจะไปเจอผู้ชายอื่น?"
"หล่อนยอมรับเอง!"
จู๋อินพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
"งั้นฉันจะบอกคุณให้นะ เมื่อเช้าฉันบังเอิญได้ยินนายน้อยหญิงคุยโทรศัพท์ คนที่ชื่อ 'เสี่ยวเสี่ยว' นัดเธอออกไปกินข้าวเดินห้างต่างหาก"
เสิ่นตงจวินชะงัก
จู๋อินมองเขาเงียบๆ
ผ่านไปพักใหญ่ เสิ่นตงจวินสีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถามเสียงเบา "ไม่ได้หลอกฉันนะ?"
จู๋อิน: "...งั้นคุณมองฉันนะ"
เสิ่นตงจวินขมวดคิ้ว เบนสายตามาที่หน้าเธอ
จู๋อินกลอกตาช้าๆ แล้วทำหน้าเบื่อโลกใส่เขาเต็มๆ หนึ่งที
เสิ่นตงจวิน: "..."
เขาไม่มีอารมณ์จะโกรธ ได้แต่พึมพำว่า "แล้วทำไม... หล่อนถึงไม่บอกฉันดีๆ ล่ะ?"
บาร์บาร่าทนดูไม่ไหวแล้ว "พระเอกคนนี้ ดูท่าทางจะไม่ค่อยฉลาดจริงๆ นะเนี่ย"
จู๋อินไม่ตอบคำถามปัญญาอ่อนแบบนี้ แต่ถามกลับว่า "คุณจะไปขอโทษนายน้อยหญิงไหม?"
เธอมองเสิ่นตงจวินที่มีสีหน้าสับสน สุดท้ายเขาก็สะบัดหน้าหนีอย่างเย็นชา เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่ดื้อรั้น
จู๋อินรำพึงจากใจจริง "คนอย่างคุณนี่นะ มีเมียกับเขาด้วย?"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
จู๋อินสวมหมวกแก๊ปสีดำ หน้ากากอนามัยสีดำ มองผู้ชายข้างๆ ที่แต่งตัวเหมือนกันด้วยความเอือมระอา
"นายน้อยคะ ไม่คิดว่าเราแต่งตัวแบบนี้ มันยิ่งเป็นจุดสนใจเหรอคะ?"
ทั้งสองคนรูปร่างหน้าตาโดดเด่นอยู่แล้ว มาปิดบังอำพรางตัวกลางถนนที่ทุกคนเปิดเผยใบหน้ากันแบบนี้ ยิ่งดึงดูดสายตาคนเข้าไปใหญ่
มีคนเดินผ่านไปมาเริ่มแอบมองพวกเขาแล้ว เดาว่าเป็นดารามาเดินเล่นหรือเปล่า
"หุบปาก!" เสิ่นตงจวินดุเสียงเบา พร้อมกับดึงปีกหมวกตัวเองลงต่ำ
เขาก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าแต่งตัวแบบนี้มันดูไม่เข้าท่า แต่ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของประธานจอมเผด็จการทำให้เขาไม่อยากยอมรับ
จู๋อินมองคนรอบข้างที่แอบมองมา แล้วถอนหายใจ
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกจากตัวเธอเป็นศูนย์กลาง ผู้คนที่กำลังมองดูด้วยความสงสัย จู่ๆ ก็รู้สึกมึนงงไปวูบหนึ่ง พอได้สติ ก็เกาหัวงงๆ มองซ้ายมองขวา แล้วแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง
ทั้งสองคนมาถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่น
"นายน้อย ดูสิคะ" จู๋อินชี้ไปไม่ไกล "ไม่มีรักแรกอะไรนั่นสักหน่อย นายน้อยหญิงมาเดทกับเพื่อนสาวต่างหาก"
เสิ่นตงจวินมองดูภรรยาที่กำลังนั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนสนิทเงียบๆ
จู๋อินถาม "จะเข้าไปทักทายหน่อยไหมคะ?"
"ไม่ไป"
จู๋อินคิดครู่หนึ่ง "งั้นตอนนี้จะทำอะไรต่อ?"
เสิ่นตงจวินไม่พูดอะไร จ้องมองภรรยาต่อไปเงียบๆ
จู๋อิน: "..." ถ้าไม่ใช่เพราะเธอใช้วิธีอำพรางตัวพิเศษ ด้วยการแต่งกายของพระเอก กับท่าทางจ้องมองหญิงสาวตาเป็นมันแบบนี้ คงโดนรปภ. ลากตัวออกไปนานแล้ว
"งั้นเชิญคุณดูไปคนเดียวเถอะค่ะ" จู๋อินประกาศอย่างตรงไปตรงมา
"ฉันจะไปหาที่นั่ง แล้วก็กินชานมไข่มุก"
กินสองแก้วเลย! ฮิฮิ
"คุณผู้หญิงครับ มาคนเดียวเหรอครับ?"
จู๋อินคาบหลอดเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย
ผู้ชายคนหนึ่ง ไม่รู้จัก
เมื่อได้เห็นหน้าใกล้ๆ ความตกตะลึงในแววตาของผู้ชายคนนั้นยิ่งชัดเจน "ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ?"
จู๋อินส่ายหน้า ชี้ไปรอบๆ "ที่ว่างเยอะแยะ เชิญเลือกนั่งได้ตามสบายเลยค่ะ"
ผู้ชายคนนั้นไม่รู้สึกเขินอาย หยิบนามบัตรออกมา "คุณสนใจเข้าวงการบันเทิงไหมครับ?"
จู๋อินกระพริบตามองเขา
ผู้ชายคนนั้นยิ้มอย่างสุภาพ ยื่นนามบัตรให้ "ขอแนะนำตัวหน่อยนะครับ ผมชื่อฉีหมิง เป็นแมวมอง"
บาร์บาร่าเกาะอยู่บนไหล่ของเธอ เจ้าก้อนกลมสีชมพูใช้มือเล็กจิ๋วสองข้างประคองแก้วชานมไข่มุกดื่มอึกๆ
ได้ยินดังนั้นมันก็ตื่นเต้นมาก "ฉันบอกแล้วไง ด้วยคุณสมบัติของโฮสต์! มาอยู่แผนกตัวประกอบของเรานี่เสียของจริงๆ! เห็นไหม เป็นบัตเลอร์ยังมีแมวมองมาทาบทามเลย!"
ฉีหมิงดูตื่นเต้นมาก เขาพูดตรงๆ ว่าด้วยความงามระดับจู๋อิน แค่ปั้นนิดหน่อย รับรองดังระเบิด
จู๋อินส่ายหน้า "ฉันมีงานทำแล้วค่ะ ไม่เป็นดารา"
ผู้ชายคนนั้นไม่เข้าใจ "งานอะไรจะดีไปกว่าการเป็นดาราครับ? ถ้าคุณกังวลเรื่องงานเก่า ผมช่วยจัดการให้ได้ ให้คุณไม่มีห่วงกังวลใดๆ"
เขามองจู๋อินอย่างมีความหวังจริงๆ หญิงสาวตรงหน้าดูอายุน้อย แต่เครื่องหน้าสวยสง่าไร้ที่ติ ที่ดึงดูดสายตาที่สุดไม่ใช่แค่หน้าตา แต่แม้ว่าตอนนี้เธอกำลังยิ้ม แต่รอบตัวกลับมีบรรยากาศเหินห่างบางเบา ราวกับถูกกั้นออกจากโลกใบนี้
แฟนคลับมักจะยกย่องไอดอลไว้บนหิ้งบูชา คนคนนี้ไม่ใช่ว่าเกิดมาเพื่อเป็นดาราหรอกหรือ?
น่าเสียดาย ที่ว่าที่ซุปตาร์สาวปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างเย็นชา และรีบขอตัวลาไปอย่างรวดเร็ว
เหตุผลนั้นง่ายมาก
ไอ้รักแรกคนนั้นมันโผล่มาจริงๆ!
บ้าบอที่สุด!
ตอนที่จู๋อินถือชานมอีกครึ่งแก้วที่เหลือไปถึงที่เกิดเหตุ มุมร้านกาแฟที่เคยเงียบสงบและมีแค่สองคน ตอนนี้มีคนเพิ่มมาเป็นสี่คน
นางเอกที่เม้มปากแน่นด้วยท่าทีเย็นชา เพื่อนสนิทนางเอกที่ทำหน้าเลิ่กลั่ก
รักแรกที่ดูสุภาพอ่อนโยน และพระเอกที่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเหมือนไก่ชน
"เธอมาเจอไอ้หมอนี่จริงๆ ด้วย!" จู๋อินมาถึงก็ได้ยินประโยคนี้พอดี
ยังดีที่ท่านประธานจอมเผด็จการยังรู้ว่านี่คือที่สาธารณะ ถึงจะโกรธมาก แต่ก็ยังข่มเสียงให้เบาลง ฟังดูเหมือนกัดฟันพูด
"แบบนี้ก็เจอกันได้เหรอ?" จู๋อินงงมาก "เมืองนี้ตั้งกว้างใหญ่นะ!"
เธอรู้ดีอยู่แล้วว่า นางเอกนัดกับเพื่อน ไม่เกี่ยวกับรักแรกเลยสักนิด
บาร์บาร่าตื่นเต้น "นี่แหละคือโชคชะตาที่พัวพันซับซ้อน คาดเดาไม่ได้!"
เพื่อทำภารกิจให้ดียิ่งขึ้น บาร์บาร่าถึงกับอดหลับอดนอนอ่านนิยายรักแนวประธานจอมเผด็จการมาตั้งหลายเรื่อง
จู๋อินคิดในใจ โชคชะตานี่มันเวรซ้ำกรรมซัดชัดๆ
เธอเดินเข้าไป ทักทายยิ้มแย้ม "ครึกครื้นจังเลย สวัสดีทุกคนค่ะ"
สี่สายตาหันขวับมาจ้องเธอเป็นตาเดียว
บรรดาจีนมุงที่แอบกินเผือกอยู่รอบๆ ก็ส่งสายตาตื่นเต้นมาที่เธอ: มาอีกคนแล้ว!
พอเห็นเธอ หานชิงจือก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้จะรู้จักกันไม่นาน แต่เธอรู้สึกว่าการได้อยู่ข้างๆ จู๋อินทำให้รู้สึกอุ่นใจเป็นพิเศษ
เสิ่นตงจวินมองเธอ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เม้มปากแน่น
จู๋อินเสนอ "เราเปลี่ยนที่คุยกันดีไหมคะ?"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในห้องส่วนตัวที่มิดชิดแห่งหนึ่ง
หานชิงจือนั่งอยู่กับเพื่อน ผู้ชายสองคนยืนคนละฝั่ง แบ่งแยกชัดเจน
จู๋อินลากเก้าอี้มานั่งคนเดียวฝั่งตรงข้าม เท้าคาง ทำหน้าเตรียมรับชมความบันเทิง
ความโกรธเกรี้ยวของเสิ่นตงจวินถูกสีหน้าของเธอทำลายไปครึ่งหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลิงในคณะละครสัตว์ที่กำลังแสดงให้เธอดู
เขาถลึงตาใส่รักแรกอย่างเคียดแค้น แล้วสะบัดหน้าหนี ไม่ยอมพูด
เพื่อนสนิทพอจะรู้เรื่องราวความขัดแย้งของสามคนนี้บ้าง ยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ พูดเสียงเบา "วันนี้ฉันหยุด ก็เลยชวนชิงจือออกมาเดินเล่น เราไม่ได้นัดคนอื่นนะคะ!"
รักแรกก็พูดอย่างจริงใจ "ผมแค่บังเอิญมาทำธุระแถวนี้ พอดีเจอชิงจือกับเสี่ยวเสี่ยว เลยเข้ามาทักทาย ประธานเสิ่นอย่าเข้าใจผิดนะครับ"
เสิ่นตงจวิน: "เหรอ? เมือง A กว้างขนาดนี้ พวกคุณนี่มีวาสนาต่อกันจริงนะ"
หานชิงจือก็ตอบกลับอย่างเย็นชา "ต่อให้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราเพื่อนเก่าเจอกันกินกาแฟด้วยกัน มันจะมีปัญหาอะไร?"
เสิ่นตงจวินได้ยินปุ๊บ ก็สวนทันควัน "ฉันว่าแล้วเชียว พวกเธอ... อุ๊บ แค่กๆ!"
จู่ๆ เขาก็ตัวงอ ไอออกมาอย่างรุนแรง
จู๋อินรินน้ำให้เขาแก้วหนึ่ง แล้วจับกรอกปากทันที "นายน้อยคะ ไม่สบายเจ็บคอ ก็พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะค่ะ!"
เสิ่นตงจวิน: !
หานชิงจือชะงัก สุดท้ายความห่วงใยก็ชนะความโกรธ "เขาเป็นอะไร?"
จู๋อินทำหน้าตาย "ไม่เป็นไรค่ะ นายน้อยเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ เลยเป็นหวัด"
เสิ่นตงจวิน: อื้อ อื้อ อื้อ!