เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 7

บทที่ 7 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 7

บทที่ 7 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 7


บทที่ 7 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 7

หลังจากนั้นเหวินชิวเย่ก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกจริงๆ แถมยังเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย

เสิ่นซิ่นรู้สึกพอใจในใจ จุดที่เขาชอบเหวินชิวเย่ที่สุด คือการที่เธอรู้จักกาลเทศะ จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยรอบคอบ ปรนนิบัติเขาได้อย่างสบายใจยิ่งนัก

หาเมียเก็บทั้งที ถ้าไม่หาคนอ่อนหวานเอาใจเก่ง แล้วจะหาไปเพื่ออะไร?

เขาไม่ทันสังเกตเห็นแววตาไม่ยินยอมพร้อมใจของผู้หญิงที่อยู่ข้างหลัง

.

จู๋อินจูงลูกโป่งพวงใหญ่กับสายไหมห่อใหญ่กลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น

ตั้งแต่หานชิงจือไปจนถึงคนสวนลุงเติ้ง เธอไม่ลืมใครเลยสักคน ทุกคนได้รับของฝากคนละหนึ่งชุด แถมเธอยังย้ำเป็นพิเศษว่า นี่คือรางวัลจากชัยชนะที่เธอคว้ามาได้ในวันนี้

แม้แต่ลี่ลี่ เธอก็เลือกลูกโป่งใบเล็กน่ารักที่สุดผูกไว้ที่ปลายหางให้

ลี่ลี่หันกลับไปพยายามจะงับหางตัวเองอย่างงุนงงไม่หยุด

สุดท้าย จู๋อินจูงลูกโป่งใบสุดท้ายไปเคาะประตูห้องหนังสือ

เสิ่นตงจวินผู้รู้ดีว่าวันนี้เธอไปทำวีรกรรมอะไรมาบ้าง: "..."

จู๋อินเที่ยวเล่นมาทั้งวัน อารมณ์ดีสุดๆ แก้มสองข้างแดงระเรื่อ ราวกับดอกเหมยแดงที่ผลิบานบนยอดเขาหิมะในฤดูใบไม้ผลิ

"นายน้อย ของขวัญของคุณค่ะ" เธอยื่นลูกโป่งส่งให้ ส่วนสายไหมเธอกินระหว่างทางไปแล้ว พระเอกก็เลยอด

เสิ่นตงจวินยกยิ้มที่มุมปากอย่างร้ายกาจ "ฉันเลิกเล่นของปัญญาอ่อนพวกนี้ตั้งแต่สามขวบแล้ว"

จู๋อินได้ยินแล้วอึ้งไป เอียงคอพิจารณาลูกโป่งไดโนเสาร์หน้าตาตลกในมือ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนยันอย่างมั่นใจ "ต่อให้ฉันอายุสามร้อยปี ฉันก็ยังชอบมันอยู่ดีค่ะ!"

เสิ่นตงจวินไม่รับ เธอก็ไม่ถือสา เทียบกับการรอดูฏิกิริยาของเสิ่นตงจวิน เธอมีความสุขกับขั้นตอน "การมอบของขวัญ" มากกว่า

เธอผูกลูกโป่งไว้กับผ้าม่านเองเสร็จสรรพ จู๋อินพินิจดูด้วยความพอใจครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาบอกเสิ่นตงจวิน "วันนี้เสิ่นซิ่นมาหาฉัน"

เสิ่นตงจวินสีหน้าเรียบเฉย "งั้นเหรอ?"

จู๋อินรู้ว่าเขาส่งคนสะกดรอยตามเธอกับเสิ่นซิ่น แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการแสดงจุดยืนของเธออีกครั้ง "เขาอยากทำลายความสัมพันธ์ของคุณกับนายน้อยหญิง"

ใครก็ตามที่ขัดขวางการทำภารกิจของเธอล้วนน่ารังเกียจทั้งนั้น "พ่อของคุณนี่ว่างเกินไปจริงๆ ถึงได้มีเวลามาป่วนพวกคุณทุกวี่ทุกวัน"

คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย ในเนื้อเรื่อง ความขัดแย้งระหว่างพระเอกนางเอก อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็มาจากเรื่องวุ่นวายที่เสิ่นซิ่นกับพวกเมียน้อยและลูกนอกสมรสก่อขึ้น

ส่วนอีกครึ่งที่เหลือ ก็โทษที่ทั้งสองคนนี้ปากหนักเองนั่นแหละ

รายงานจบ จู๋อินเตรียมจะกลับออกไป

เสิ่นตงจวินเรียกเธอไว้กะทันหัน "เดี๋ยวก่อน"

เขานั่งอยู่ในห้องหนังสือทั้งวัน นอกจากจัดการงานที่คั่งค้างแล้ว เขาก็คิดเรื่องของจู๋อินมาตลอด

เขามีข้อสันนิษฐานลางๆ บางอย่าง

จู๋อินหันกลับมามองเขาด้วยความสงสัย

เสิ่นตงจวินเอ่ยช้าๆ "บัตเลอร์จู๋อิน ฉันหิวน้ำ ไปเอาน้ำมาให้ฉันแก้วหนึ่ง"

จู๋อิน: "? ไม่มีปัญหาค่ะ"

"เอาน้ำต้มสุกที่เพิ่งต้ม รอให้เย็นลงเหลือห้าสิบองศา สูงกว่าหรือต่ำกว่านี้ไม่ได้"

สบตากับจู๋อิน เขาเอ่ยเสียงเย็น "บัตเลอร์ที่มีคุณภาพ คงไม่ตกม้าตายกับเรื่องแค่นี้หรอกนะ?"

จู๋อิน: "แน่นอนค่ะ นายน้อยรอสักครู่นะคะ"

เธอหันหลังเดินออกไป ไม่นานนัก ก็ถือการต้มน้ำที่มีไอร้อนพวยพุ่งเข้ามา

เสิ่นตงจวินขมวดคิ้ว "ฉันต้องการน้ำอุณหภูมิห้าสิบองศา"

"นายน้อยอย่าใจร้อนสิคะ" จู๋อินเทน้ำออกมาหนึ่งแก้ว ถือแก้วน้ำไว้ แล้วปล่อยมือกลางอากาศ

หัวคิ้วเสิ่นตงจวินกระตุก แต่แก้วน้ำใบนั้นกลับไม่ตกลงมา กลับถูกพลังลึกลับบางอย่างตรึงไว้กลางอากาศ

จู๋อินดีดนิ้ว อุณหภูมิในห้องหนังสือลดฮวบลงทันที

สิ่งมีชีวิตรูปร่างมนุษย์ที่มีเปลวไฟสีฟ้าเย็นยะเยือกเผาไหม้ทั่วร่าง ปรากฏขึ้นในสายตาตื่นตะลึงของเสิ่นตงจวิน

มันมีขนาดเท่าฝ่ามือมนุษย์ ไม่มีเครื่องหน้า ร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นจากเปลวไฟสีประหลาด

เสิ่นตงจวินมองดูสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างชัดเจน แตะเบาๆ ที่แก้วน้ำในความว่างเปล่า น้ำเดือดที่กำลังพวยพุ่งไอระเหยร้อนแรงพลันสงบนิ่งลงทันที

เจ้านั่นโอบอุ้มแก้วน้ำที่ใหญ่กว่าตัวมันเอง ค่อยๆ ลอยมาตรงหน้าเสิ่นตงจวิน แล้ววางลง

จู๋อินมองเขาพร้อมรอยยิ้ม "นายน้อย น้ำร้อนห้าสิบองศาที่คุณต้องการ พอดีเป๊ะ ถ้าไม่วางใจ คุณใช้ปรอทวัดดูก็ได้ค่ะ"

เสิ่นตงจวินไม่พูดอะไร เขาจ้องมองมนุษย์ไฟตัวจิ๋วที่ลอยอยู่ตรงหน้าเขม็ง ทันใดนั้นก็ยื่นมือออกไปคว้าจับ

ในจังหวะที่มือจะสัมผัสกลุ่มก้อนเปลวไฟนั้น มนุษย์ไฟตัวน้อยก็สั่นไหวเบาๆ ร่างกายทั้งร่างสลายหายไปทันที เสิ่นตงจวินคว้าได้เพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ

"เจ้านี่แตะซี้ซั้วไม่ได้นะคะ" จู๋อินยิ้ม

"หลานหลานอุณหภูมิต่ำมาก คนธรรมดาไปแตะสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าเขาคุมพลังไม่ดี เนื้อหนังจะถูกแช่แข็งเสียหายได้เลยนะคะ"

"เวทมนตร์เหรอ?" เสิ่นตงจวินพึมพำ

อาจเป็นเพราะคราวนี้เตรียมใจมาบ้างแล้ว พอเห็นมนุษย์ไฟตัวจิ๋ว เขาจึงไม่ตื่นตระหนกเหมือนครั้งแรก แต่กลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกที่ไม่อาจหยั่งรู้

จู๋อินลังเลอยู่หนึ่งวินาที "...ก็ถือว่าใช่ค่ะ"

เสิ่นตงจวินถามอีก "นอกเหนือจากโลกที่คนธรรมดาเรารับรู้ ยังมีโลกอื่นที่ลึกลับกว่านี้อยู่อีกเหรอ?"

พูดอีกอย่างคือ สิ่งที่เขาอยากรู้มากกว่าคือ "คนแบบเธอ มีเยอะไหม?"

จู๋อินบอกเขา "ในโลกใบนี้ มีแค่ฉันคนเดียวค่ะ"

"ไม่ได้หลอกฉันนะ?"

"ไม่หลอกค่ะ"

เสิ่นตงจวินค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก เอ่ยเสียงขรึม "ตอนนี้ฉันเชื่อแล้ว ว่าเธอไม่มีเจตนาร้ายต่อฉันจริงๆ"

คนคนนี้ถ้าจะเอาชีวิตเขา ก็คงง่ายเหมือนบี้มดตัวหนึ่ง

จู๋อินพยักหน้าแรงๆ เธอแสดงออกชัดเจนขนาดนี้แล้ว ถ้ายังไม่เชื่ออีก เธอคงต้องสงสัยว่าพระเอกสมองมีปัญหาแล้วล่ะ

เสิ่นตงจวินถามต่อ "ออกจากตระกูลเสิ่นไม่ได้จริงๆ เหรอ?"

การที่อีกฝ่ายไม่ทำร้ายเขาก็เรื่องหนึ่ง แต่การมีอาวุธทำลายล้างแบบนี้มาอยู่ข้างกาย ใครจะไปสบายใจได้ลง?

จู๋อินลังเลอยู่หนึ่งวินาที ถามกลับ "คุณอยากฟังความจริงไหมคะ?"

ประโยคคำถามที่คุ้นเคยทำเอาเสิ่นตงจวินใจกระตุก

เขาเอ่ยปาก "ว่ามา"

"ความจริงก็คือ" จู๋อินน้ำเสียงจริงใจสุดๆ

"ถ้าฉันคิดจะทำอะไรจริงๆ ต่อให้ย้ายไปอยู่อีกซีกโลก ก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกค่ะ"

"..."

สบตากัน

เสิ่นตงจวินยอมสงบลงในที่สุด

เขาไม่พูดเรื่องไล่จู๋อินออกอีกเลย และไม่จงใจกลั่นแกล้งเธอด้วย

เขาภาวนาให้วันไหนตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าจู๋อินจากไปแล้ว ทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน คนคนนี้ไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง

การรับมือกับงานบัตเลอร์ไม่ใช่เรื่องยาก จู๋อินทำหน้าที่ได้อย่างมีความสุข บรรดาคนรับใช้ในตระกูลเสิ่นก็ชอบเธอ

ตระกูลเสิ่นผ่านช่วงเวลาอันสงบสุขมายาวนาน

คำว่ายาวนานนี้ หมายถึงยี่สิบวัน

จากนั้น เสิ่นตงจวินและหานชิงจือก็ระเบิดการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่

ตอนที่จู๋อินถูกเสียงทะเลาะปลุกให้ตื่น ฟ้าข้างนอกยังไม่สว่าง

เธอมองเวลา ตีสี่?

เธอสวมเสื้อผ้า ลุกเดินออกจากห้อง ทางเดินเปิดไฟสว่างจ้า คนรับใช้คนอื่นถูกปลุกด้วยเสียงนี้กันหมดแล้ว

เทียบกับจู๋อินที่เต็มไปด้วยความสงสัย คนอื่นกลับมีสีหน้าเคยชิน:

"นายน้อยกับนายน้อยหญิงทะเลาะกันอีกแล้ว"

"ไม่ได้ตื่นเพราะเสียงนายน้อยปาข้าวของมานานแล้ว แอบรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ แฮะ"

พ่อครัวอาหารฝรั่งเสี่ยวติงถึงกับยัดห่อคุกกี้ใส่มือจู๋อินระหว่างทาง บอกเธอว่า "บัตเลอร์ทานอะไรรองท้องก่อนเถอะครับ นายน้อยพวกเขาทะเลาะกันนานแน่"

มาถึงวิลล่าหลัก ชั้นสองอยู่ในสภาพโกลาหล

เสี่ยวติงถอยร่นไปนั่งยองๆ อยู่ตรงบันไดอย่างรู้รู้ทาง ยิ้มแหย "ผมไม่เข้าไปดีกว่าครับ"

จู๋อิน: ?

เสี่ยวติงกระซิบ "ดึกดื่นป่านนี้ นายน้อยกับนายน้อยหญิงอาจจะยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย"

ขืนเขาไปเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น นายน้อยคงอาละวาดอีกแน่

เสิ่นตงจวินยังสวมชุดคลุมอาบน้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง สีหน้าเกรี้ยวกราด

เห็นคนกลุ่มใหญ่แห่กันเข้ามา เขาตวาดลั่น "พวกแกมาทำบ้าอะไรกัน? ไสหัวไป!"

หานชิงจือสวมชุดนอนสีขาว ยืนนิ่งเงียบด้วยท่าทีเย็นชาอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ ผิวพรรณขาวผ่องกระจ่างใส ที่คอเสื้อเผยให้เห็นรอยแดงจางๆ เห็นได้ชัดว่าคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้ อาจเพิ่งจะหวานชื่นกันเมื่อไม่นานมานี้ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก

หานชิงจือเอ่ยเสียงเย็น "ทำไมต้องไป? คุณบ้าอาละวาดตอนกลางคืน ยังกลัวขายหน้าไม่ให้คนดูอีกเหรอ?"

จบบทที่ บทที่ 7 ฉันเป็นบัตเลอร์ให้ประธานจอมเผด็จการ 7

คัดลอกลิงก์แล้ว