- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นยอดคน
- บทที่ 219 ขาใหญ่ประจำถิ่น (2)
บทที่ 219 ขาใหญ่ประจำถิ่น (2)
บทที่ 219 ขาใหญ่ประจำถิ่น (2)
บทที่ 219 ขาใหญ่ประจำถิ่น (2)
วันรุ่งขึ้นตอนที่สุ่ยเหมี่ยวตื่นมาได้ยินข่าวนี้ เธอก็ถึงกับมึนตึ้บ หรือว่าพ่อแม่ของฉันจะเป็นมหาเศรษฐีที่ปิดบังฐานะ ชีวิตลูกมือในครัวก่อนหน้านี้มีไว้เพื่อฝึกฝนฉันงั้นเหรอ?!
แต่พอเห็นพ่อแม่กับเจ้าของบ้านยืนกรานเถียงกันเรื่องเงิน 150 หยวน เธอก็รู้ว่าเงินที่ซื้อบ้านหลังนี้สำหรับพวกเขาแล้วเป็นเงินก้อนใหญ่มาก
การบอกผ่านราคา การต่อรองราคากันตรงนั้น เป็นเรื่องปกติ แต่เจ้าของบ้านปากพล่อยเอาเรื่องส่วนสูงของพ่อแม่เธอมาพูด นี่มันทนไม่ได้แล้ว!!
เธอกับสุ่ยเหมิ่งยืนอยู่ข้างหลังพ่อแม่ด้วยความรู้ใจกัน เจ้าของบ้านก้มลงมองพ่อแม่เธอกี่องศา พวกเขาก็ก้มลงมองเขาเท่านั้น แรงกดดันเต็มเปี่ยม
เจ้าของบ้านกลืนน้ำลายเอือก พูดอย่างฉลาดว่า "ช่างเถอะๆ 150 ไม่เอาแล้ว เรารีบโอนกันให้จบๆ ดีกว่า..."
นี่ไม่เหมือนยุคหลังที่หลายเรื่องจัดการได้ผ่านมือถือ เรื่องใหญ่การซื้อขายบ้านต้องวิ่งเต้นหลายหน่วยงาน ขั้นตอนก็เยอะ ยิ่งเจ้าของบ้านเปลี่ยนเป็นสุ่ยเหมี่ยว ความยากในการดำเนินการก็ยิ่งมาก สุ่ยจินเซิงต้องติดหนี้บุญคุณคนไปไม่น้อย
แต่ยังดีที่หนึ่งเดือนต่อมาก็ได้บ้านมา รวมทั้งใบอนุญาตประกอบธุรกิจร้านอาหารก็ครบถ้วน คนทั้งครอบครัวช่วยกันจัดบ้านอย่างกระตือรือร้น เตรียมร้านให้สุ่ยเหมี่ยว
หน้าร้านไม่ใหญ่ เป็นอาคารพาณิชย์สองคูหา สามสิบเอ็ดตารางเมตร ข้างในว่างเปล่า มีแค่ผนังสี่ด้าน
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อต่อรถเข็นขายอาหารให้ลูก เวลาขายก็เข็นรถไปไว้หน้าประตู พอเก็บร้านค่อยลากกลับเข้ามาข้างใน ประหยัดพื้นที่ได้เยอะ ในร้านยังวางโต๊ะเพิ่มได้อีกหลายตัวนะ"
สุ่ยเหมี่ยวมองดูหน้าประตู ยังห่างจากถนนอีกสองสามเมตร ไม่กระทบคนเดินเท้าและรถรา เอารถเข็นมาตั้งพิงประตูร้านก็ไม่มีปัญหาใหญ่
ช่วงเวลานี้เทศกิจในเมืองหลวงยังเป็นแค่หน่วยงานนำร่อง ที่อื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม้แต่เงาก็ยังไม่มี ไม่มีการจัดการเรื่องการตั้งร้านกีดขวางทางเท้า
"ขายอะไรดีนะ เอาที่ไม่ซับซ้อน" หวังฮวาเคยไปดูร้านอาหารเช้ามาหลายร้าน มีทั้งซาลาเปาหมั่นโถว น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ ต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่ดึกดื่น เหนื่อยเกินไป เธอทำใจให้ลูกสาวลำบากไม่ได้หรอก
"ตอนเช้าขายเกี๊ยวลูกเล็กกับเกี๊ยวลูกใหญ่ กลางวันกับเย็นก็ขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ" ตอนนี้สุ่ยเหมี่ยวรู้ขีดจำกัดความจำของสมองตัวเองดี ถ้าขายหลายอย่าง เธออาจจะความจำสับสนจริงๆ ก็ได้
สู้เอาแบบง่ายๆ แบบนี้ดีกว่า ข้างๆ ก็มีโรงเรียนประถมมัธยม ห่างไปห้าร้อยเมตรยังมีวิทยาลัยการเกษตรอีก ละแวกนี้ทำธุรกิจกับนักเรียนทั้งนั้น ขอแค่ไม่แย่จนเกินไป ก็คงไม่เลวร้ายหรอก!
ช่วงแรกๆ สองสามีภรรยาสุ่ยจินเซิงพาสุ่ยเหมี่ยวไปร้านขายข้าวสารอาหารแห้งเพื่อซื้อแป้ง ไปตลาดสดเพื่อซื้อเนื้อ ทำแบบนี้อยู่สองสามครั้ง ทั้งสองก็ปล่อยมือ ให้เงินสุ่ยเหมี่ยวไปปึกหนึ่ง แล้วให้เธอขี่จักรยานไปเอง ส่วนพวกเขาก็เรียกรถสามล้อถีบ ตามดูอยู่ห่างๆ
พอเห็นว่าเธอยังจำทางไปร้านทั้งสองร้านได้ หวังฮวาก็กุมมือสามีไว้แน่น นี่คือความตื่นเต้นดีใจ
พอเห็นเธอซื้อของที่ต้องซื้อได้ราบรื่น ถึงขนาดรู้จักซื้อตะกร้ามาติดที่เบาะหลังเพื่อใส่ของ หวังฮวาก็ร้องไห้โฮออกมา
"เมื่อก่อนฉันนั่งซ้อนท้าย ช่วยลูกถือของได้ ตอนนี้ไม่มีใครช่วยลูกถือของแล้ว ลูกยังคิดได้ว่าต้องซื้อตะกร้า ลูกสาวฉัน... ลูกสาวฉันฉลาดจะตาย ลูกไม่โง่เลยสักนิด! ใช่ไหม ตาแก่?"
สุ่ยจินเซิงเองก็ตื่นเต้นสุดขีด "ใช่ๆๆ! คุณดูสิว่าลูกทำเองได้เข้าท่าแค่ไหน ผมบอกตั้งนานแล้ว เสี่ยวเหมี่ยวไม่ได้เป็นคนโง่สักหน่อย!"
ทั้งสองคนพูดเรื่องสุ่ยเหมี่ยวไปร้องไห้ไปตลอดทางจนถึงบ้าน พอถึงบ้านพบว่าสุ่ยเหมี่ยวคำนวณเงินไม่ผิดเลยแม้แต่หยวนเดียว ก็ยิ่งวางใจ
โต๊ะเก้าอี้ในร้านเล็กๆ จัดวางเรียบร้อยแล้ว ถึงจะเป็นของมือสอง แต่ก็เช็ดถูจนเงาวับ
รถเข็นอาหารสุ่ยจินเซิงออกแบบและสร้างเองกับมือ ใช้สแตนเลสแบบหนาทั้งหมด หนึ่งในสามส่วนเป็นหม้อสแตนเลสแบบฝังลึก เอาไว้ลวกเกี๊ยวลวกเส้น ข้างๆ มีตะกร้อลวกเกี๊ยวลวกเส้นแขวนคว่ำอยู่
ตรงกลางยังมีช่องกลมอีกช่อง ฝังถังสแตนเลสกลมขนาดใหญ่เอาไว้ หลักๆ ไว้ตุ๋นเนื้อวัว พอเส้นสุก ก็ตักเนื้อวัวขึ้นมาสักสองสามชิ้น ราดน้ำแกงหน่อยก็เสร็จแล้ว
ถัดไปด้านข้างเป็นโต๊ะนวดแป้ง ด้านบนของรถเข็นทั้งคันยังเชื่อมชั้นวางสามชั้นเอาไว้ วางเครื่องปรุง ถ้วยชามตะเกียบได้ ด้านที่หันออกไปข้างนอกยังแขวนป้ายราคาไว้ด้วย
พูดได้ว่านี่ฟังก์ชั่นครบครันยิ่งกว่ารถขายอาหารในอนาคตเสียอีก พ่อของเธอเรียกได้ว่าแสดงฝีมือทางเทคนิคของตัวเองออกมาจนหมดเปลือกกับรถคันนี้
ป้ายร้านก็สั่งทำเรียบร้อยแล้ว เรียบง่ายชัดเจนว่า "ร้านอาหารซื่อสุ่ย" ไม่มีการวางกระเช้าดอกไม้ หรือจุดประทัดฉลองเปิดร้าน พวกเขายังกลัวสุ่ยเหมี่ยวปรับตัวไม่ทัน ยอมให้คนน้อยหน่อย ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า
สุ่ยเหมี่ยวเปิดแก๊ส ต้มน้ำอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็ไปยืนด้านข้างห่อเกี๊ยวลูกเล็กอย่างรวดเร็ว คนอย่างเธอกินข้าวทีละชามใหญ่ๆ เกี๊ยวลูกเล็กป้ายหมูสับแค่นิดเดียว สำหรับเธอแล้วถือว่าฝืนใจกันสุดๆ
เธอฝึกอยู่ตั้งหลายวัน กว่าจะฝึกให้ใส่มูสับเท่าเล็บนิ้วก้อยได้ น้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว ฝึกไม่ไหวแล้วจริงๆ รวมไปถึงเกี๊ยวลูกใหญ่ ก็ล้วนแต่กลมดิ๊ก ไส้แน่น
สุ่ยจินเซิงทั้งสามคนนั่งอยู่ที่ที่นั่งด้านข้าง มองดูสุ่ยเหมี่ยวทำงาน พวกเขาเป็นลูกค้ากลุ่มแรกหลังจากสุ่ยเหมี่ยวเปิดร้าน
สิบห้าตัวหนึ่งกอง กองไว้สามกอง พอน้ำเดือด สุ่ยเหมี่ยวก็ใส่เกี๊ยวลูกเล็กหนึ่งกองลงไปในตะกร้อลวก รวมทั้งหมดสามอัน
จากนั้นอาศัยช่วงเวลานี้ สุ่ยเหมี่ยวหยิบชามออกมาสามใบ ใส่เครื่องปรุงลงไปตามลำดับ ใส่สาหร่ายกับกุ้งแห้งนิดหน่อย เติมน้ำมันหมูที่เจียวเองอีกนิด รอจนเกี๊ยวสุก ก็เทใส่ชาม ตักน้ำซุปไก่ใสๆ จากถังข้างๆ ราดลงไป กลิ่นหอมก็โชยเข้าจมูกทันที
สุ่ยเหมี่ยวถือถาดอาหาร ยกเกี๊ยวสามชามมาส่งตรงหน้าคนในครอบครัว ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของพวกเขา เธอก็เริ่มขั้นตอนต่อไป
"นี่เกี๊ยวของพวกคุณค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ"
"ดีๆๆ!" สุ่ยเหมิ่งพูดคำว่าดีติดกันสามครั้ง น้องสาวเขาทำมาถึงขั้นนี้ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปเกินครึ่งแล้ว
ทั้งสามคนให้ความร่วมมือด้วยการกินเกี๊ยวจนหมด มันอร่อยจริงๆ นะ ดื่มน้ำซุปจนเกลี้ยงเลย หวังฮวารู้สึกว่าลูกสาวเธออาศัยฝีมือนี้ก็ไม่มีทางอดตายแล้ว
"เถ่าแก่ คิดเงิน!"
สุ่ยเหมี่ยววิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา คิดเลขในใจ "ทั้งหมดสามหยวนค่ะ"
"พวกเราจ่ายแยกกัน" ว่าแล้ว ทั้งสามคนก็หยิบธนบัตรใบละสองหยวน ห้าหยวน และสิบหยวนออกมาตามลำดับ
สุ่ยเหมี่ยว: นี่มันเล่นสมจริงไปหน่อยไหม?! เธอก็ได้แต่จำยอมทอนเงินให้พวกเขา
พอเห็นจำนวนเงินที่ได้รับถูกต้อง ทั้งสามคนก็วางใจในที่สุด มองดูเธอเก็บชามเช็ดโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ก็ลุกขึ้นยืน ตอนเดินออกจากประตูหวังฮวายังพูดกับสุ่ยเหมี่ยวว่า "เถ่าแก่ ไปแล้วนะ" แล้วก็มองดูสุ่ยเหมี่ยว
หืม? ไม่ใช่มั้ง เมื่อก่อนไม่ได้ซ้อมฉากนี้นี่นา ร้ายนักนะสหายหวังฮวา แอบเพิ่มบทเอง
สุ่ยเหมี่ยวก็ด้นสด โบกมือให้พวกเขาอย่างกระตือรือร้น
"โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ!"
รับบทต่อได้อย่างราบรื่น
ไม่เลว! ถ้าให้คะแนนได้ พวกเขาสามคนต้องได้ร้อยคะแนนเต็มแน่นอน!!
ตอนนั้นพอดีมีชายวัยกลางคนหนีบกระเป๋าเอกสารเดินผ่านหน้าประตู เห็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่นี้ ก็คิดจะกินเกี๊ยวเป็นมื้อเช้าสักชาม ชะงักฝีเท้าแล้วเลี้ยวเข้ามาในร้านเล็กๆ ทันที
"เถ่าแก่ ขอเกี๊ยวตัวเล็กชามนึง ใส่เผ็ดนิดหน่อย"
อะไรคือเผ็ดนิดหน่อย? สมองสุ่ยเหมี่ยวประมวลผลไม่ทัน หวังฮวาเห็นสถานการณ์นี้ก็อยากจะเข้าไปช่วย แต่ถูกสุ่ยจินเซิงดึงไว้ "รอดูก่อน รอดูก่อน"
สุ่ยเหมี่ยวลวกเกี๊ยวตัวเล็กหนึ่งชามอย่างชำนาญ แต่พอถึงตอนใส่พริกว่าเท่าไหร่ก็ชะงัก เธอถือชามมาเลย อีกมือถือกระปุกพริกเดินไปตรงหน้าชายวัยกลางคน
วางชามเกี๊ยวลงตรงหน้าเขา แล้วพูดว่า "พ่อกับแม่ยังไม่เคยสอนฉันเรื่องใส่เผ็ด ฉันไม่รู้ว่าต้องใส่เท่าไหร่?"
ชายวัยกลางคนก็ไม่ได้ถือสา เห็นสุ่ยเหมี่ยวยังดูไร้เดียงสาเหมือนเด็ก ก็รับกระปุกพริกไปเอง ตักใส่ไปสองช้อนใหญ่พูนๆ
สุ่ยเหมี่ยวตาโต นี่คือเผ็ดนิดหน่อย?! โลกนี้ช่างมีความแตกต่างหลากหลายจริงๆ!
"เสี่ยวเหมี่ยวฉลาดใช่ไหมล่ะ ไม่รู้ก็รู้จักถาม บางคนยังไม่กล้าเท่าลูกเลย!" สุ่ยจินเซิงทำหน้าภูมิใจสุดๆ
"ครั้งนี้เราสะเพร่าไป ลืมวางเครื่องปรุงไว้บนโต๊ะ ต้องสอนลูกอีกหน่อย ให้บอกลูกค้าว่า 'ชอบรสแบบไหนปรุงเองได้เลย' แบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว"
สุ่ยเหมิ่งพยักหน้าไม่หยุดอยู่ข้างๆ "เดี๋ยวผมจดไว้เขียนเป็นสมุดคู่มือให้เสี่ยวเหมี่ยว สถานการณ์ฉุกเฉินบางอย่างก็เขียนลงไปด้วย ถ้าเจอเข้า เธอจะได้เปิดสมุดดูได้"
วันนี้ทดลองเปิดร้าน สุ่ยเหมี่ยวเปิดร้านแค่ครึ่งวัน เตรียมเกี๊ยวมาไม่เยอะ ขายหมดก็กลับบ้าน
สุ่ยเหมิ่งยื่นสมุดคัดลายมือเล่มหนึ่งให้เธอ "เคล็ดลับการทำธุรกิจที่พี่เขียนให้"
สุ่ยเหมี่ยวเปิดดูอย่างอยากรู้อยากเห็น "เกี๊ยวราคาเท่าไหร่? เกี๊ยวตัวเล็กหนึ่งหยวน เกี๊ยวตัวใหญ่สองหยวน"
"มีข้าวสวยไหม? ไม่มีข้าวสวย มีแต่ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ"
สุ่ยเหมี่ยวอ่านสมุดคู่มือบทสนทนาที่พี่ชายให้ พออ่านถึงด้านหลัง ก็เงียบไปนิดหน่อย "พี่ ถ้ามีคนไม่จ่ายเงิน ฉันควรพูดกับเขายังไง?"
"เรื่องแค่นี้ต้องพูดด้วยเหรอ?!"
สุ่ยเหมิ่งพลิกไปหน้าว่าง เขียนลงไปเลยว่า "ถ้าลูกค้าไม่จ่ายเงิน หยิบไม้คลึงแป้งฟาดหัวมันเลย!"
"เข้าใจไหม?"
สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้าอย่างหนักแน่น!