เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 218 ขาใหญ่ประจำถิ่น (1)

บทที่ 218 ขาใหญ่ประจำถิ่น (1)

บทที่ 218 ขาใหญ่ประจำถิ่น (1)


บทที่ 218 ขาใหญ่ประจำถิ่น (1)

ชายร่างใหญ่บึกบึนเบียดตัวเข้ามาในร้าน เท้าเหยียบเต็มพื้น ศีรษะยันคานประตู เนื้อหนังรอบกายปิดบังช่องว่างจนมิดชิด รูปร่างของคนทั้งคนก่อตัวเป็นรูปอักษร “ประตู”

ร้านอาหารเล็กๆ ดูเหมือนจะถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราวในทันที เงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก

ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นคนคุ้นเคย ก็เดินเข้าไปในครัวด้านหลังอย่างคุ้นเคย ตะโกนเรียกแผ่นหลังที่กำลังหั่นผักอย่างแข็งขันนั้นว่า "น้อง ไปกันเถอะ พี่มารับกลับบ้านแล้ว"

เมื่อได้ยินคำนี้ สุ่ยเหมี่ยวก็หยุดมือที่กำลังหั่นผัก หันไปมองคนที่หน้าตาแทบจะเหมือนกับเธอเปี๊ยบ ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเข้าใจความหมายของเขา ก็ถอดผ้ากันเปื้อนออกอย่างเด็ดขาด แล้วเตรียมจะเดินออกไปข้างนอก

"เอ๊ะ เอ๊ะ เสี่ยวเหมี่ยว ผักยังหั่นไม่เสร็จเลยนะ!" เถ่าแก่เเนี๊ยะเห็นเข้าก็ทำท่าจะเรียกเธอไว้

"เฮ้ย ป้าหลิว ป้าไล่น้องสาวผมออกแล้ว ทำไม นี่กะจะให้เธอทำงานให้ฟรีเหรอ?"

"ฉันเคลียร์เงินให้แล้ว แต่นั่นมันก็ต้องทำวันนี้ให้จบ... ช่างเถอะๆ พวกเธอไปเถอะ" เมื่อมองดูรูปร่างที่เต็มไปด้วยแรงกดดันของสองพี่น้อง ป้าหลิวเถ่าแก่เเนี๊ยะก็ปอดแหก

สุ่ยเหมิ่งกวักมือเรียก สุ่ยเหมี่ยวก็เดินตามพี่ชายของเธอสุ่ยเหมิ่งออกไป

จักรยานของสุ่ยเหมิ่งจอดพิงผนังข้างประตูไว้อย่างลวกๆ อย่าเห็นว่าตอนนี้ความปลอดภัยในสังคมไม่ค่อยดี แต่แถวนี้ไม่มีใครกล้ามามีความคิดไม่ดีกับของของเขา

สุ่ยเหมิ่งประคองจักรยานให้ตรง พอขึ้นไปนั่ง ก็ได้ยินเสียงจักรยานร้องคราง "เอี๊ยด~" ยาวเหยียด รอจนสุ่ยเหมี่ยวขึ้นไปนั่งซ้อนท้าย จักรยานถึงกับส่งเสียงครางไม่ออกเลยทีเดียว

"นั่งดีๆ นะ ไปละ!" เมื่อมองดูพวกเขาเดินจากไปไกลแล้ว คนในร้านถึงได้เริ่มกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง

"ตาเฒ่าสุ่ยนี่ฝีมือไม่ตกเลยนะ จักรยานที่เขาประกอบเองนี่ทนทานจริงๆ"

"ก็แค่ประกอบรถไฟฟ้าไม่เป็น ไม่งั้นคงทำให้ลูกรักทั้งสองขี่รถไฟฟ้าความแข็งแกร่งสูงไปแล้ว"

"ไอ้หยา อายุ 20 แล้ว ทั้งสองคนยังไม่มีหลักแหล่งเลย น่ากลุ้มแทน"

"คนแถวนี้ที่รู้ตื้นลึกหนาบางใครจะกล้าไปทาบทามสู่ขอ พ่อแม่เป็นคนแคระ น้องสาวปัญญาอ่อน สุ่ยเหมิ่งเป็นคนปกติ ตัวสูงใหญ่บึกบึน แต่ครอบครัวแบบนี้ ใครจะกล้ากระโดดลงกองไฟ!"

ใช่แล้ว สุ่ยเหมี่ยวมีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย เธอเองต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะปรับตัวเข้ากับร่างกายนี้ได้ เพราะถ้าจะบอกว่าสมองเมื่อก่อนของเธอคือเครื่องบินเจ็ต J-20 สมองในตอนนี้ก็คือจักรยานที่อยู่ใต้ร่างนี้ ถึงจะยังไม่พัง แต่ปั่นไปรอบหนึ่งก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดไปรอบหนึ่ง แถมแต่ละรอบเสียงยังไม่เหมือนกันด้วย

"น้อง เธอทำอยู่ดีๆ ทำไมป้าหลิวถึงไม่เอาเธอแล้วล่ะ?" สุ่ยเหมิ่งกับสุ่ยเหมี่ยวเป็นฝาแฝดกัน แต่ตอนคลอดออกมา คนหนึ่งตัวใหญ่กว่าอีกคนเกือบสองเท่า สุ่ยเหมิ่งเลยรู้สึกว่าตัวเองไปแย่งสารอาหารตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ทำให้น้องสาวมีพัฒนาการไม่สมบูรณ์

ตั้งแต่เล็กจนโต พูดได้ว่าการชกต่อยทุกครั้งของเขาล้วนทำเพื่อน้องสาว ไล่มาตั้งแต่ประถม มัธยมต้น จนถึงโรงเรียนอาชีวะ ก็ไม่ใช่ว่าเขาเสียสละอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก แต่เป็นเพราะเขาเรียนห่วยแตกพอๆ กัน ครองอันดับที่โหล่กับรองโหล่ร่วมกับน้องสาวมาตลอดทั้งปี โดยเขาได้ที่โหล่

น้องสาวของเขาอยากตั้งใจเรียนจริงๆ แต่สมองไม่ไป ส่วนสมองของเขาพอไหว แต่ไม่ตั้งใจเรียน ข้อสอบยังขี้เกียจเขียนเลย

สุดท้ายสองพี่น้องก็ได้เข้าเรียนโรงเรียนอาชีวะด้วยความช่วยเหลือจากกระทรวงศึกษาธิการ คนหนึ่งเรียนซ่อมรถยนต์ อีกคนเรียนทำอาหาร

เรียนอยู่ไม่กี่ปี หลังจากสุ่ยเหมิ่งจบออกมาก็เปิดประตูที่ด้านข้างของบ้าน เปิดเป็นร้านซ่อมรถ ส่วนสุ่ยเหมี่ยวก็อาศัยเส้นสายเข้าไปทำงานเป็นลูกมือในครัวร้านอาหารเล็กๆ ของป้าหลิว

สุ่ยเหมิ่งชินกับการที่น้องสาวตอบสนองช้าไปหลายจังหวะแล้ว และก็ตามคาด รออยู่สักพัก ก็ได้ยินน้องสาวพูดขึ้นว่า "ป้าหลิวรังเกียจที่ฉันตักข้าวตักกับข้าวให้ลูกค้าเยอะเกินไป แต่นั่นมันแค่ครึ่งเดียวของที่ฉันกินเองนะ ฉันกลัวพวกเขากินไม่อิ่ม"

สุ่ยเหมิ่งคำนวณปริมาณการกินของเขากับน้องสาว ความโกรธที่มีต่อป้าหลิวในตอนแรกก็หายไปทันที ทนมาได้ตั้งสองปีถึงค่อยไล่ออก คนดีจริงๆ!!

สุ่ยเหมี่ยวเองก็กำลังใช้สมองที่แทบจะขึ้นสนิมของเธอคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เธอมีบัตรผู้พิการ สามารถได้รับสวัสดิการดูแลจากรัฐบาลได้นิดหน่อย หรือว่าจะต้องพึ่งพาของพวกนี้ แล้วเกาะพ่อแม่กินต่อไป?!

ขายหน้าจะตาย!!!

"น้อง ไม่เป็นไร ถ้าไม่ไหวก็อยู่กับพี่ พี่เลี้ยงเธอเอง!" สุ่ยเหมี่ยวมองแผ่นหลังอันกว้างขวางและแข็งแรงของพี่ชาย รู้ว่าเขาพูดจริง

ในโรงเรียนอาชีวะมีคนเป็นแฟนกันไม่น้อย สุ่ยเหมิ่งตัวสูงใหญ่ ในสายตาของสาวน้อยถือว่าเนื้อหอมมาก ทำไมถึงโสดมาสามปี ก็เพราะเวลามีผู้หญิงมาสารภาพรัก เขาจะถามว่า "เธอช่วยฉันเลี้ยงน้องสาวด้วยได้ไหม ถ้าได้เราก็คบกัน"

กลับถึงบ้าน แม่ของเธอทำกับข้าวเสร็จแล้ว กำลังยืนบนบันไดหน้าเตาไฟเพื่อผัดกับข้าว สุ่ยเหมี่ยวอุ้มแม่ลงมาทีเดียว แล้วรับตะหลิวมาผัดเอง ถ้าจะบอกว่าตอนนี้เธอยังมีข้อดีอะไร การทำกับข้าวเป็นก็นับว่าเป็นหนึ่งในนั้น

ถ้าจะบอกว่าเธอเรียนรู้เคล็ดลับอะไรมา นั่นคงเป็นการประเมินสมองของเธอสูงเกินไป เธออาศัยความรู้สึกล้วนๆ เมื่อกี้เห็นแม่ผัดไปไม่กี่ที มันช่างขัดตาเหลือเกิน เธอเลยแย่งมาทำเองซะเลย

หวังฮวาถูกอุ้มลงมาก็มีใบหน้ายิ้มแย้ม เธอยืนดูอยู่ข้างๆ มองลูกสาวผัดกับข้าว ดูท่าทางสิ คล่องแคล่วแค่ไหน

แม้ว่าคุณนายหวังฮวาจะสูงแค่ร้อยสามสิบเซนติเมตร เวลาคุยกับลูกทั้งสองคนต้องเงยหน้าเกิน 90 องศา แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็รู้สึกดีไปหมด ตัวสูงขนาดนี้ ร่างกายแข็งแรงขนาดนี้ นิสัยเชื่อฟังขนาดนี้ บ้านไหนจะมี!?

สมัยหนุ่มสาวพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีลูกได้ แต่สวรรค์คุ้มครอง ตั้งท้องจนได้ แถมยังได้แฝดสอง นี่มันปาฏิหาริย์ทางการแพทย์ชัดๆ

ตอนท้องก็กังวลตลอดว่าลูกจะรอดไหม ตอนคลอดก็รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ในที่สุดทั้งแม่และเด็กก็ปลอดภัย แถมลูกทั้งสองยังตัวสูงขนาดนี้!

ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีคนบอกให้เอาเสี่ยวเหมี่ยวไปทิ้ง พวกเขาจะได้สบายใจ แต่พระโพธิสัตว์ประทานมาให้สองคนย่อมมีเหตุผลของท่าน คนเรานะ ต้องรู้จักพอ!

รอจนสุ่ยเหมี่ยวผัดผักบุ้งเสร็จ กับข้าวแต่ละจานถูกยกขึ้นโต๊ะ หัวหน้าครอบครัวอย่างสุ่ยจินเซิงก็ขี่จักรยานที่เขาประดิษฐ์เองกลับมาถึง

สุ่ยจินเซิงก็ตัวเตี้ย แต่หัวสมองไว สมัยหนุ่มๆ รับช่วงต่องานของพ่อที่เสียชีวิตไป ได้เป็นพนักงานประจำของโรงงานจักรยาน ไต่เต้าจนได้เป็นช่างระดับหก ไม่ต้องพูดถึงบ้านหลังคากระเบื้องหลังใหญ่นี้เลย

ในยุคนั้น การมีงานราชการมั่นคงบวกกับมีบ้านถือเป็นอาวุธร้ายแรง มีผู้หญิงมากมายยินดีแต่งงานกับเขา แต่สุดท้ายเขาก็เลือกอยู่กับหวังฮวา เพราะชอบที่หวังฮวานิสัยดี อีกอย่างพวกเขาทั้งสองคนเหมือนกัน สามารถยอมรับข้อบกพร่องของกันและกันได้ จะว่าไป ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ทั้งสองคนไม่เคยทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงเลย ชีวิตความเป็นอยู่ดีมาก

ไม่ใช่ว่าไม่เคยโดนรังแก แต่พอรอจนลูกทั้งสองคนอายุสิบเอ็ดสิบสองปี ในละแวกนี้ก็ไม่มีใครกล้าไม่เกรงใจเขาอีกเลย ไม่ต้องพูดถึงลูกชาย พลังการต่อสู้ของลูกสาวเขานั่นแหละที่ไร้คู่ต่อสู้ทั่วหล้าของจริง

สมัยนั้นพวกจิ๊กโก๋ไม่เอาถ่านชอบรีดไถเงิน คนอย่างเขายิ่งตกเป็นเป้าหมายของการถูกรังแก พวกวัยรุ่นลงมือไม่รู้จักหนักเบา ปกติเขาก็ยอมๆ ไป จ่ายเงินนิดหน่อย แลกกับความสงบสุข

คิดไม่ถึงว่า ครั้งนั้นลูกสาวมาเห็นเข้า เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าอิฐแดงก้อนหนึ่งไล่ฟาดพวกอันธพาลจนหัวร้างข้างแตก เขาห้ามก็เอาไม่อยู่ ได้แต่มองเธอวิ่งไล่กวดตีคนที่วิ่งหนีไป

ไม่มีใครไม่เลือดตกยางออก เรื่องนี้แน่นอนว่าต้องถึงตำรวจ แต่คำพูดประโยคเดียวของตำรวจทำให้คนแถวนั้นต่างพากันถอยห่างจากพวกเขาไปสามศอก

"ผู้เยาว์ ป่วยทางจิต ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย พวกนายโดนตีก็เจ็บตัวฟรีนะ"

เขาไม่สนหรอกว่าคนรอบข้างจะกีดกันพวกเขายังไง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อสายตาคนอื่น คนในครอบครัวใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

เห็นลูกสาวกินข้าวไปหนึ่งกะละมัง แล้วก็วางตะเกียบลง สุ่ยจินเซิงรีบถามด้วยความเป็นห่วงทันที "เป็นอะไรไปน่ะ กินข้าวไม่ลงเหรอ?"

สุ่ยเหมี่ยวส่ายหน้า เธอกลัวว่าจะกินล้างผลาญบ้านนี้จนจนจริงๆ "พ่อ ป้าหลิวไม่ให้ฉันทำงานที่นั่นแล้ว"

"ไม่ทำก็ไม่ทำ พ่อเลี้ยงเอง"

สุ่ยเหมี่ยวส่ายหน้า "ฉันจะหาเงินเอง!"

"ได้ เรามาเป็นเถ่าแก่เอง เดี๋ยวพ่อหาหน้าร้านให้" ตอนนี้ถึงเขาจะเกษียณแล้ว แต่ปีที่แล้วถูกเชิญไปทำงานที่โรงงานจักรยานเอกชน เงินเดือนไม่น้อย หลายปีมานี้เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง เปิดร้านเล็กๆ สำหรับเขาแล้วเรื่องจิ๊บจ๊อย

สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้า เธอไปทำงานที่ไหนก็ไม่ค่อยสะดวก สู้เปิดแผงลอยเล็กๆ ของตัวเองไม่ได้

ตกกลางคืน หวังฮวาก็บ่นว่าสุ่ยจินเซิงออกความคิดสะเปะสะปะ "คุณจะเปิดร้านให้เสี่ยวเหมี่ยว ลูกเข้าสังคมไม่เป็น คิดเงินเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าเกิดคนอื่นเอาแบงค์ปลอมมาหลอกลูก..."

"กล้ามาหลอกเสี่ยวเหมี่ยว ฉันว่ามันรนหาที่ตาย!!"

หวังฮวาทุบสุ่ยจินเซิงไปหนึ่งกำปั้น "ฉันพูดกับคุณดีๆ อยู่นะ!"

"รู้แล้วๆ คุณฟังผมก่อน..." สุ่ยจินเซิงตัดบท ล้วงกระดาษหนังสือพิมพ์ก้อนใหญ่ออกมาจากกระเป๋าเครื่องมือที่นำกลับมาด้วย แล้วยื่นให้หวังฮวา

"ดูสิ!"

หวังฮวาเปิดออกดูอย่างงงๆ แล้วก็ต้องตกใจจนเอามือปิดปาก ผ่านไปครู่หนึ่ง ถึงถามเสียงเบาว่า "เอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน?! คุณไปปล้นธนาคารมาเหรอ?!"

"ชิ คิดไปถึงไหนแล้ว?" ให้เขาไปปล้นธนาคาร ก็ดูถูกเขาเกินไปแล้ว!

"เถ่าแก่ให้เป็นรางวัล ก่อนหน้านี้เขาไปได้จักรยานเสือภูเขาของเมืองนอกมาไม่ใช่เหรอ ไม่รู้สเปก แต่ถูกผมแกะแบบออกมาได้ ไม่พูดว่าเหมือนเต็มสิบส่วน แต่เก้าจุดเก้าส่วนน่ะมีแน่!" ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจในฝีมือตัวเอง!

"ตาแก่ คุณนี่เก่งจริงๆ เลย!!" หวังฮวาก้มหน้าเริ่มนับธนบัตร

"ห้าพัน! ไม่น้อยเลยนะ!" ต้องรู้ว่าตอนนี้ปี 2002 ค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลายหยางของพวกเขาอยู่ที่ 380 เท่านั้นเอง

"เมื่ออาทิตย์ก่อน ตรงถนนเจี่ยฟ่างมีตึกประกาศขาย เป็นอาคารพาณิชย์กึ่งที่อยู่อาศัย ผมคิดว่าจะเอาเงินก้อนนี้รวมกับเงินโลงศพของเราอีกหน่อย ซื้อให้เสี่ยวเหมี่ยวสักห้อง ชั้นล่างทำร้านอาหาร ชั้นบนทำห้องนอน"

"แถวนั้นมีแต่โรงเรียน แค่ทำธุรกิจกับนักเรียนก็ขายดีแล้ว อีกอย่างห่างจากบ้านแค่เดินห้านาที กลับมาบ้านก็ได้ คุณจะไปอยู่กับเสี่ยวเหมี่ยวก็ได้ ช่วยลูกเก็บเงินอะไรพวกนี้ นี่ก็ทำให้กิจการตั้งตัวได้แล้วไม่ใช่เหรอ"

"อยู่ใกล้บ้าน เราก็ดูแลลูกได้ ลูกเองก็มีอะไรทำ คนเรานะ มีแต่ยิ่งทำยิ่งดี ถ้ามีเรื่องนิดหน่อยก็มุดหัวอยู่แต่ในบ้าน ครอบครัวเราจะยังมีชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้ได้เหรอ?"

"เสี่ยวเหมี่ยวแค่หัวช้านิดหน่อย ลูกไม่ได้โง่ ลูกรู้ดีรู้ชั่ว หลายปีมานี้ทำตัวว่านอนสอนง่ายจะตายไป สบายใจกว่าพวกที่หนีตามไอ้หัวทองไปตั้งเยอะ เราช่วยลูกสักยี่สิบสามสิบปี พี่ชายเขาช่วยต่ออีกสักยี่สิบสามสิบปี ไม่ต้องไปคิดถึงรุ่นหลาน แค่นี้ก็ผ่านไปได้ทั้งชีวิตอย่างมั่นคงแล้ว ก็เพียงพอแล้ว"

"ตกลง ฟังคุณ พรุ่งนี้เราไปจัดการเรื่องนี้กันเลย!"

สุ่ยเหมี่ยวคิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองเริ่มต้นจากจะตั้งแผงลอย พริบตาเดียวจะกลายเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในทำเลทองไปเสียแล้ว

จบบทที่ บทที่ 218 ขาใหญ่ประจำถิ่น (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว