- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นยอดคน
- บทที่ 115 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (2)
บทที่ 115 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (2)
บทที่ 115 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (2)
บทที่ 115 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (2)
สุ่ยเหมี่ยวอาจจะแสดงไม่เก่ง แต่เรื่องคัดเลือกคนที่มีฝีมือการแสดง เธอถนัด
ในเมื่อเจ้าของเงินบอกว่าเลือกวันไหนก็ไม่เท่าวันนี้ ซ่างจื้อก็ดำเนินการอย่างรวดเร็ว จัดการออดิชั่นทันที ยังไงทุกคนก็อยู่พร้อมหน้ากันหมดแล้ว
สุ่ยเหมี่ยว โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ คนเขียนบท นั่งเรียงหน้ากระดาน เริ่มคัดเลือกนักแสดงที่จะมารับบทนางเอก
ต้องยอมรับว่าประโยคที่ว่า สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งเป็นแหล่งผลิตนักแสดงนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง อย่างน้อยนักแสดงหญิงที่มาออดิชั่น แม้การแสดงจะยังดูอ่อนหัด แต่ใบหน้าแต่ละคนมีเอกลักษณ์ ดูมีเรื่องราว เหมาะกับจอเงินมาก
แน่นอนว่าสุ่ยเหมี่ยวเป็นข้อยกเว้น เธอสวยเกินไป คนดูมัวแต่ตะลึงกับความงามจนลืมสนใจเนื้อเรื่อง
นี่ก็เป็นไม้ตายที่สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งเอาไว้ข่มสถาบันอื่น อย่าคิดว่ามีแต่คนของพวกเธอที่สวย สถาบันเรามีคนนี้คนเดียวก็กินขาดทั้งวงการ!
คัดไปทีละคน ทุกคนแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เก็บตัวเลือกสำรองไว้ไม่กี่คน
"คนต่อไปค่ะ" สุ่ยเหมี่ยวบอกทีมงาน
"หมายเลข 23 ค่ะ"
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออันสืออินค่ะ"
น้ำเสียงสดใสไพเราะ ทำให้สุ่ยเหมี่ยวนึกถึงบทกวี "ไข่มุกใหญ่ไข่มุกน้อยร่วงลงบนจานหยก"
อันสืออิน สุ่ยเหมี่ยวคุ้นหน้า แต่เพราะอยู่ห้องเดียวกันแต่ไม่เคยถูกจับกลุ่มแสดงด้วยกัน เธอเลยรู้แค่ว่ามีคนนี้อยู่ แต่ไม่รู้รายละเอียด
สุ่ยเหมี่ยวไม่พูดอะไร พิจารณารูปร่างหน้าตาของอันสืออินอย่างละเอียด ใบหน้าสวยได้รูปแฝงความน่ารักแบบเบบี้แฟต ผิวขาว รูปร่างสูงโปร่ง อกเอวสะโพกชัดเจน ผมดำขลับยาวสลวย บุคลิกอ่อนโยน เหมาะกับบทนางเอกในรั้วโรงเรียนมาก
สุ่ยเหมี่ยวอดทอดถอนใจไม่ได้ บางครั้งคนสวยกับคนธรรมดาก็เหมือนมีกำแพงกั้น แน่นอนว่ายกเว้นคนที่ขี้เหร่จริงๆ ความงามและความน่าเกลียดเป็นเรื่องของรูปธรรม
ทุกคนเห็นสุ่ยเหมี่ยวไม่พูด ก็เงียบตาม ทำให้อันสืออินกดดันหนักขึ้น
สุ่ยเหมี่ยวเลือกบทช่วงหนึ่ง ให้ทีมงานส่งให้เธอ "รบกวนนักศึกษาช่วยแสดงฉากที่เจอกับพระเอกในงานเลี้ยงรุ่นหน่อยค่ะ"
"สวัสดีฤดูร้อน" เล่าเรื่องราวความรักวัยรุ่นตั้งแต่เริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันตอนม.4 จนถึงตอนจบการศึกษามหาวิทยาลัยแยกย้ายกันไป แม้จะเป็นเรื่องราวความรักในรั้วโรงเรียน แต่แก่นแท้คือเรื่องราวการเติบโตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
อันสืออินได้รับบทที่มีอยู่ไม่กี่ประโยค ฉากบรรยายว่านางเอกเดินเข้าร้านอาหาร ก็โดนเพื่อนๆ แซวให้นั่งข้างพระเอก เธอเห็นว่าเหลือแค่ที่ว่างตรงนั้นก็ไม่อิดออด นั่งลงทันที พระเอกถามไถ่ เธอก็แค่ตอบเรียบๆ ว่าสบายดี
อันสืออินขอเวลาทำอารมณ์สองนาที พอครบเวลาก็พยักหน้าให้พวกสุ่ยเหมี่ยว ทันใดนั้นบุคลิกทั้งตัวก็เปลี่ยนไป มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่นักเรียนแล้ว แววตาไม่ใช่ความใสซื่อบริสุทธิ์ แต่เป็นแววตาของคนผ่านงานมาแล้ว
ทีมงานรับบทเป็นเพื่อนร่วมห้องตัวประกอบ "เสี่ยวเหวินมาแล้ว เธอมาช้าสุดเลยนะ นั่งข้างพี่เย่สิ เขาจองที่ไว้ให้เธอโดยเฉพาะเลยนะ!"
อันสืออินมองไปรอบๆ เห็นว่าเหลือแค่ที่นั่งเดียวจริงๆ ก็เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ แสดงท่าทางแขวนกระเป๋าไว้พนักเก้าอี้แบบไม่มีของจริง
ต่อมาเป็นฉากที่ได้ยินเสียงเย่หรานพูดข้างๆ อันสืออินเพิ่มท่าทางเล็กน้อย มือลูบสายกระเป๋าเหมือนจะจัดให้เข้าที่ แล้วหันไปยิ้มให้พระเอก (ซึ่งจริงๆ คืออากาศ) พูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า "สบายดี"
สุ่ยเหมี่ยวประทับใจรอยยิ้มนี้ มันทำให้เธอรู้สึกถึงหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ สรรพชีวิตฟื้นคืนชีพ และเหมือนคนที่ผ่านพ้นอุปสรรคมามากมายจนมองโลกในแง่ดี
รอยยิ้มของเธอสื่อให้เห็นว่าเธอก้าวผ่านความรักครั้งเก่า พร้อมต้อนรับชีวิตใหม่แล้ว เทียบกับการแสดงของเพื่อนคนอื่นก่อนหน้านี้ คนละระดับกันเลย
นี่แหละคือฉากที่สุ่ยเหมี่ยวจินตนาการไว้ในหัว น่าเสียดายที่สิ่งที่เธอแสดงออกมา นอกจากจะไม่เหมือนแล้ว ยังตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
แปะๆๆ!!
สุ่ยเหมี่ยวปรบมือให้ด้วยตัวเอง
"นักศึกษาอัน คุณแสดงดีมากค่ะ" นี่เป็นคำชมจากใจจริงของสุ่ยเหมี่ยว
"ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ!" ได้ยินสุ่ยเหมี่ยวพูดแบบนี้ อันสืออินดีใจมาก รีบโค้งคำนับขอบคุณพวกสุ่ยเหมี่ยว
นางเอกตกลงตามนี้ บ่ายนี้เริ่มถ่ายทำใหม่ได้ สุ่ยเหมี่ยวคิดว่าหมดธุระแล้ว จะอยู่ต่ออีกนิดแล้วค่อยกลับ เธอกำลังกลุ้มใจเรื่องเรียนการแสดงต่อจากนี้ เธอไม่อยากเป็นจุดด่างพร้อยของสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งนะ
ใครจะคิดว่าตอนเที่ยง ผู้กำกับและคนเขียนบทมาหา บอกว่าจะเพิ่มบทให้เธอ
ไร้สาระ เจ้าของเงินถอนตัวเพราะแสดงไม่เก่ง นั่นเป็นเรื่องของเธอ ผู้กำกับและคนเขียนบทจะตาถั่วขนาดนี้ไม่ได้ นี่พ่อแม่เขาทุ่มทุนสร้างเพื่อดันลูกสาว แต่ลูกสาวไม่ได้ออกกล้องสักวินาทีเดียว คิดดูสิว่าต่อไปหนังฉาย เขาจะยังทุ่มทุนให้อีกไหม?!
ดังนั้นผู้กำกับและคนเขียนบทปรึกษากัน จะเพิ่มบทรักแรกในความทรงจำให้สุ่ยเหมี่ยว ไม่ใช่ของพระเอกนะ ของนางเอก!!
สุ่ยเหมี่ยวได้ยินข้อเสนอนี้ถึงกับงง อะไรนะ? พวกศิลปินนี่ความคิดหลุดโลกขนาดนี้เลยเหรอ?
คนเขียนบท เหอช่านช่าน เป็นหญิงสาวรุ่นใหม่ เห็นสีหน้าสงสัยของสุ่ยเหมี่ยว รีบอธิบาย: "คุณหนูสุ่ย หนังของเราไม่เหมือนพวกหนังตลาดทั่วไปนะคะ เราต้องการความสมจริงในรั้วโรงเรียน แล้วนักเรียนมัธยมปลายจริงๆ เป็นยังไงคะ?"
สุ่ยเหมี่ยวนึกย้อนไปถึงชีวิตมัธยมปลายอันโหดร้ายแต่เติมเต็มของตัวเอง... "หนังสือเต็มโต๊ะ ข้อสอบกองพะเนิน การบ้านทำไม่หมด"
"บิงโก!" เหอช่านช่านดีดนิ้ว
"ดังนั้นหนังเราไม่มีรักหลายเส้า ไม่มีทำแท้ง แต่แบบนี้อาจจะทำให้หนังเรียบไปหน่อย เราเลยเพิ่มบทรักแรกในความทรงจำเข้ามา"
"ปกติแล้ว น่าจะเป็นรักแรกของพระเอกไม่ใช่เหรอคะ?"
"ก็เพราะหนังเราไม่ธรรมดาไงคะ!" เหอช่านช่านเป็นผู้หญิง เธอย่อมรู้ดีว่าบางครั้งผู้หญิงชื่นชมและชอบผู้หญิงสวยๆ ยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีก
"คุณหนูสุ่ยคะ เดี๋ยวนี้ละครหนังหลายเรื่อง พอเจอผู้หญิงสวยเก่ง ตัวร้ายหญิงมักจะอิจฉาริษยา หาเรื่องกลั่นแกล้ง แน่นอนว่าในชีวิตจริงมีแบบนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว ความคิดที่เรามีต่อผู้หญิงเก่งๆ คือชื่นชม ชอบ และพยายามเอาเยี่ยงอย่าง ดังนั้นฉันเพิ่มฉากนี้เข้ามา เพื่อทำลายภาพจำเดิมๆ ค่ะ"
สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้า เหตุผลนี้โน้มน้าวเธอได้ "ฉันเล่นได้ แต่พวกคุณก็รู้ว่าถ้าฉันออกกล้องนานกว่าหนึ่งวินาที ความแตกแน่"
สุ่ยเหมี่ยวไม่อยากเป็นปลาเน่าตัวเดียวทำเหม็นทั้งข้อง
ซ่างจื้อและเหอช่านช่านได้ยินสุ่ยเหมี่ยวตกลงก็โล่งอก ผู้กำกับคนอื่นไม่อยากให้เด็กเส้นมาเล่นหนัง แต่พวกเขาต้องอ้อนวอนให้เล่น หาเงินน่ะ ไม่น่าอายหรอก
ซ่างจื้ออธิบายบทให้สุ่ยเหมี่ยวฟัง: "ฉากของคุณไม่เยอะ ครึ่งวันก็ถ่ายเสร็จ ฉากแรกคือมองจากมุมมองนางเอก เห็นคุณเดินเข้าห้องเรียนนั่งที่โต๊ะ ตอนนั้นนางเอกก็ตะลึงในความงามของคุณแล้ว
นางเอกเป็นเด็กฐานะปานกลาง สิ่งที่เธอภูมิใจที่สุดคือผลการเรียน แต่เรื่องอื่นธรรมดามาก และเด็กผู้หญิงวัยนี้ก็เริ่มสนใจรูปลักษณ์ภายนอก ดังนั้นเธอจึงสนใจการแต่งตัวของคุณ
แล้วมีครั้งหนึ่งคุณจับได้ว่าเธอแอบมอง เลยช่วยติดกิ๊บจัดผมให้เธอ แล้วพูดกับเธออย่างจริงใจว่า เธอแบบนี้ก็สวยมากนะ"
สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้า เธอเข้าใจได้ทันทีว่าจะต้องแสดงสองฉากนี้ยังไง
ซ่างจื้อเห็นเธอเข้าใจ ก็พูดต่อ "หลังจากนั้นก็เป็นฉากชีวิตประจำวัน เช่น ไปกินข้าว ไปออกกำลังกาย ล้วนเป็นความทรงจำล้ำค่าในใจนางเอก แล้วก็ตอนจบการศึกษา คุณกับนางเอกเจอกันที่บริษัทของคุณ เธอในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์มารายงานงานกับคุณ คุณชื่นชมความสามารถในการทำงานของเธอ ยิ้มมองเธอก็พอ"
"ฟังดูไม่ยาก!" สุ่ยเหมี่ยวเริ่มสนใจ เธอยังมีความอยากแสดงอยู่นะ!! โปรดิวเซอร์เฉินเหว่ยเหวินเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
สุ่ยเหมี่ยวถอนตัวเพื่อส่วนรวมเรื่องหนึ่ง แต่ผู้กำกับคนเขียนบทพยายามหาบทให้เธอเล่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
เป็นไปตามคาด พอซ่างจื้อและเหอช่านช่านเดินออกจากรถบ้านสุ่ยเหมี่ยว โปรดิวเซอร์เฉินก็แจ้งการตัดสินใจของพี่ชายสุ่ยเหมี่ยว เพิ่มงบลงทุนอีก 5 ล้าน ขอแค่อย่างเดียว ถ่ายสุ่ยเหมี่ยวให้ออกมาสวย
ซ่างจื้อดีใจแทบเป็นลม งบประมาณหนังทั้งเรื่องตอนนี้ 13 ล้าน หนังรักวัยรุ่นทุนต่ำ งบแค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว เพิ่มอีก 5 ล้าน...
ซ่างจื้อซบไหล่กว้างๆ ของรองผู้กำกับ พึมพำไม่หยุด "ฉันยังไม่เคยทำหนังสู้ศึกรวยขนาดนี้มาก่อน รวยเกินไปแล้ว! ต่อไปฉันจะกำกับหนังให้อาจารย์สุ่ยอีก!!"
รองผู้กำกับเบ้ปาก เมื่อก่อนคุณไม่ได้พูดแบบนี้นี่ คุณบ่นว่าเงินหายาก...
แต่พอถ่ายจริง สุ่ยเหมี่ยวก็ยังติดขัด จะว่ายังไงดี ตอนซ้อมเดินตำแหน่งทุกอย่างดีหมด เธอแสดงความต้องการของผู้กำกับออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่พอสั่งแอ็คชั่น สุ่ยเหมี่ยวเหมือนกลายเป็นหุ่นยนต์ แขนขาไม่สัมพันธ์กัน
ซ่างจื้อเกาหัวล้านเลี่ยน กลุ้มใจ เงินก้อนนี้หายากจริงๆ...
สุ่ยเหมี่ยวเงยหน้า ด่าสือโถวในใจเป็นพันครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเจอเรื่องน่าอายขนาดนี้ ทำไมเรียนยังไงก็ไม่เป็นสักที!!
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร สุ่ยเหมี่ยว ก็เหมือนบางคนร้องเพลงนั่นแหละ ยังจับจุดไม่ได้ก็ร้องเพี้ยน เอาอย่างนี้ เรามาซ้อมกันอีกรอบ เดินตำแหน่งให้คล่อง ช่างกล้อง ปิดกล้อง"
ซ่างจื้อพูดแบบนั้น แต่มือข้างหลังส่งสัญญาณให้ทุกคนเตรียมพร้อม
สุ่ยเหมี่ยวได้ยินซ่างจื้อพูดแบบนี้ ยิ่งรู้สึกผิด โค้งคำนับขอโทษทุกคน เดินออกไปนอกประตู เริ่มซ้อมใหม่
ตอนสุ่ยเหมี่ยวจะเดินเข้าประตู หางตายังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกล้อง เห็นช่างกล้องและผู้กำกับสุมหัวคุยกัน กล้องไม่ได้หันมาทางเธอ ก็โล่งอก แสดงความเป็นรักแรกในความทรงจำที่เธอคิดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
พอนั่งลงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน มือขวาที่ถือปากกาก็ทัดผมที่ระใบหน้าไปไว้หลังหู
ซ่างจื้อแอบมองจอมอนิเตอร์ เฮ้ย สุดยอด! ท่าทางธรรมดาๆ สุ่ยเหมี่ยวทำออกมาได้สวยงามและดูเป็นธรรมชาติมาก
จากนั้นซ่างจื้อก็ถ่ายจริงจังอีกเทค ความจริงเทคที่ดีที่สุดถ่ายเสร็จไปแล้ว เทคนี้แค่หลอกสุ่ยเหมี่ยว
ฉากที่เหลือก็ใช้วิธีเดียวกัน ซ้อมครั้งแรกผ่านฉลุย ที่เหลือก็ถ่ายเล่นๆ ไป
ซ่างจื้อดูสุ่ยเหมี่ยวในกล้อง รู้สึกเสียดาย ดูออกว่าสุ่ยเหมี่ยวมีพรสวรรค์มาก ซ้อมรอบเดียวผ่าน แต่พอเอาจริงกลับเกร็ง
ถ้าเป็นนักแสดงรับเชิญใช้วิธีนี้ได้ แต่ถ้าเป็นตัวเอก วิธีนี้ใช้ไม่ได้แน่นอน
แต่สถานการณ์แบบนี้เขาก็ช่วยไม่ได้ เหมือนนักเรียนบางคนเรียนเก่งมาตลอด แต่พอสอบจริงกลับทำไม่ได้ ช่วยไม่ได้จริงๆ เนื้อหาความรู้ก็เข้าใจหมดนี่นา
สุ่ยเหมี่ยวสนุกกับการแสดงครึ่งวันนี้ พูดตามตรง สนุกดีเหมือนกัน
แต่เธอไม่ใช่คนที่ทำเพื่อความสุขส่วนตัวโดยไม่สนใจส่วนรวม ก่อนกลับยังบอกผู้กำกับว่า: "ผู้กำกับซ่าง ไม่ต้องกลัวฉันเสียใจนะ ถ้าฉากฉันออกมาไม่ดี ตัดทิ้งได้เลยค่ะ"
ซ่างจื้อน้ำตาคลอมองรถแล่นจากไป ดูสิ คนดีขนาดไหน!! ครึ่งวันห้าล้าน เจ้าของเงินยังบอกว่าให้เขาตัดสินใจเอง
ซ่างจื้อสาบานกับตัวเอง ต้องทำให้ทุกวินาทีของสุ่ยเหมี่ยวเป็นฉากที่คุ้มค่าที่สุด!