- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นยอดคน
- บทที่ 114 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (1)
บทที่ 114 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (1)
บทที่ 114 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (1)
บทที่ 114 เศรษฐีนีที่ไม่อยากเป็นนักแสดงไม่ใช่คนเขียนบทที่ดี (1)
พอกลับถึงมิติ สุ่ยเหมี่ยวก็เห็นสือโถวยืนเท้าสะเอวข้างเดียว วางท่าใหญ่โตคับฟ้า
สุ่ยเหมี่ยวถาม: "ทำท่าทางประหลาดอะไรของแก? เราไม่ได้เจอกันนาน ความสัมพันธ์ห่างเหินแล้วเหรอ ฉันกลับมาแกยังไม่ต้อนรับเลย"
สือโถวยังคงเชิดหน้า: "ก้มหัวไม่ได้ เดี๋ยวน้ำตาไหล!"
หือ? สุ่ยเหมี่ยวจับหัวมันให้ตรง ถึงเห็นว่าเครื่องประดับอวดร่ำอวดรวยบนหน้ากับปืนใหญ่แม่เหล็กไฟฟ้าติดแขนพังยับเยินไปหมดแล้ว
พอแขนกลที่เท้าสะเอวขยับ ปืนใหญ่แม่เหล็กไฟฟ้าก็ร่วงลงพื้น
"เกิดอะไรขึ้น? สือโถว นี่แกไปสู้เพื่อฉัน แย่งข้อมูลอะไรมาอีก? แมวหรือหมา?"
สุ่ยเหมี่ยวแซวเล่น ถึงสือโถวจะพึ่งพาไม่ค่อยได้ แต่หลายโลกที่ผ่านมา ก็มีมันนี่แหละที่อยู่เป็นเพื่อนผ่านวันเวลาอันยาวนาน เห็นมันยอมเจ็บตัวเพื่อเธอขนาดนี้ สุ่ยเหมี่ยวก็อดซึ้งใจไม่ได้
"ฮึ!" สือโถวเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ "อย่าดูถูกกันนะ ครั้งนี้ ฉันแย่งข้อมูลระดับนางเอกมาให้เลยนะ สวยและรวยมาก!!"
...
สุ่ยเหมี่ยวส่องกระจกชื่นชมตัวเองมาครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังตะลึงกับความงามล่มเมืองของตัวเองไม่หาย
"สือโถว รอบนี้แกพึ่งพาได้จริงๆ!! อยากซื้ออะไรซื้อเลย!!"
ถึงสุ่ยเหมี่ยวจะข้ามมิติมาหลายโลก แต่นานๆ ทีจะได้เกิดมาสวยขนาดนี้ อารมณ์ดีสุดๆ อยากได้อะไรก็จัดให้สือโถวไม่อั้น
สุ่ยเหมี่ยวปิดกั้นเสียงโห่ร้องของสือโถว เริ่มเรียบเรียงตัวตนและสถานการณ์ปัจจุบัน
ต้องยอมรับว่ารอบนี้พึ่งพาได้จริงๆ นอกจากจะสวยแล้ว ยังรวยล้นฟ้า!
พ่อเธอ สุ่ยฟู่เจิ้น เป็นอดีตมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม่เธอ อันซิน เป็นนางแบบระดับท็อป หลังแต่งงานกับพ่อ ก็เปิดบริษัทเสื้อผ้า ตอนนี้กลายเป็นแบรนด์หรูชื่อดังในประเทศ
พี่ชายเธอ สุ่ยจวินอี้ ยิ่งเก่งกาจ เรียนข้ามชั้นมาตลอด อายุ 18 ก็เริ่มทำธุรกิจกลายเป็นเจ้าพ่อไอที ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งคนใหม่
ส่วนเธอ ใช้สมองสิบชาติแลกมาซึ่งความงามในชาตินี้ แต่ก็ดีที่ไม่กดดัน ความสามารถในการเรียนถดถอย เลยเบนเข็มมาสายศิลป์
ตอนนี้อายุ 19 ปี เรียนการแสดงอยู่ที่สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง เพื่อการนี้ ที่บ้านถึงกับซื้อบริษัทบันเทิงมาเพื่อบริการเธอโดยเฉพาะ!!
สุ่ยเหมี่ยวหลั่งน้ำตาแห่งความสุข การเป็นนางเอกมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง สุดยอดไปเลย!!!
เธอคิดว่า ด้วยสเปกนี้ เงื่อนไขนี้ บวกกับทักษะการแสดงของเธอ ไม่กวาดรางวัลจนมืองิกถือว่าล้มเหลวแล้วล่ะ
ขณะที่เธอกำลังฝันหวานว่าจะคว้ารางวัลไก่ทองคำมือซ้าย รางวัลร้อยบุปผามือขวา จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ รอยยิ้มค่อยๆ แข็งค้าง...
เดี๋ยวนะ หมายความว่าไง ฉันเรียนการแสดง แต่ทำไมถึงกลัวกล้อง?!
"สือโถว ออกมาเดี๋ยวนี้ บอกมาซิว่านี่มันเรื่องอะไร?!"
สือโถวก็งง อ้าว? หรือว่ามันทำสุ่ยเหมี่ยวซวยอีกแล้ว?!
ตรวจสอบดู สือโถวก็ตอบอึกอัก: "เป็นเพราะฐานะทางบ้านเธอโดดเด่นเกินไป ตอนเด็กๆ ตามพ่อแม่ไปออกงานโดนสัมภาษณ์โดนถ่ายรูปเยอะเกินไป ก็เลยเกิดอาการกลัวสื่อ กลัวกล้อง"
ส่วนที่ว่าทำไมไม่เหมาะแต่ยังดันทุรังจะเป็นนักแสดง ก็เพราะหลงตัวเอง ล้วนๆ จริงๆ นะ ตอนนั้นเธอคิดว่า: หน้าตาสวยขนาดนี้ถ้าไม่ได้ออกจอ คนดูคงเสียดายแย่!!
สุ่ยเหมี่ยวเพิ่งนึกถึงสถานการณ์วันสอบเข้าได้ ตอนนั้นเธอยืนอยู่หน้ากล้องในห้องสอบ หัวสมองขาวโพลน ทำอะไรไม่ถูก ร้องไห้อย่างเดียว
แต่สุดท้ายสุ่ยเหมี่ยวก็สอบผ่าน ไม่ใช่เพราะสุ่ยฟู่เจิ้นบริจาคตึกให้มหาลัย ไม่ใช่เพราะบริษัทเสื้อผ้าอันซินสนับสนุนชุดการแสดงทั้งโบราณและปัจจุบันให้มหาลัย และไม่ใช่เพราะสุ่ยจวินอี้อัปเกรดอุปกรณ์การถ่ายทำทั้งหมดของมหาลัย
เป็นเพราะใบหน้านี้ล้วนๆ ร้องไห้จนดอกสาลี่ต้องฝน (งดงามน่าสงสาร) กรรมการคุมสอบวันนั้นบอกว่า: ใบหน้านี้ถ้าไม่ปรากฏบนจอเงิน ถือเป็นอาชญากรรมต่อความงาม!
"ซื่อสุ่ย ไม่ต้องกังวลหรอก เดี๋ยวนี้ลูกคนรวยแสดงแข็งทื่อ หน้าตาก็งั้นๆ ยังเป็นพระเอกนางเอกได้ พวกเขาทำได้ เธอยิ่งทำได้ อย่างน้อยเรื่องหน้าตาเธอก็ยืนหนึ่งในเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว!!!"
พูดก็พูดเถอะ แต่สุ่ยเหมี่ยวอายนะ!! รวยขนาดนี้ สวยขนาดนี้ แต่แสดงแข็งเป็นท่อนไม้ไปทรมานสายตาคนดู เป็นคนต้องรู้จักพอนะ อย่าได้คืบจะเอาศอก!!!
"ซื่อสุ่ย..." สือโถวเรียกเสียงเบา
"ว่ามา!"
"ที่เธอบอกเมื่อกี้ว่าอยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ ยังนับอยู่ไหม?" มันเลือกของไว้แล้ว เหลือแค่กดสั่งซื้อ
"ไสหัวไป!!!"
วันรุ่งขึ้น ฟางซิน ผู้จัดการส่วนตัวของสุ่ยเหมี่ยว พร้อมผู้ช่วยอีกสามคนก็มาเคาะประตูบ้านเธอ
ป้าแม่บ้านมาเปิดประตู พาพวกเขาเข้ามา: "คุณหนูตื่นแล้ว แต่ยังไม่ได้ทานมื้อเช้า รบกวนรอสักครู่นะคะ"
"ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร พวกเรามาก่อนเวลาเอง"
ฟางซินมีชื่อเสียงพอตัวในวงการบันเทิง เคยปั้นนักแสดงฝีมือดีมาแล้วหลายคน ส่วนทำไมถึงยอมมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เด็กใหม่อย่างสุ่ยเหมี่ยว ก็เพราะพ่อเธอให้เยอะเกินไป
อีกอย่างสุ่ยเหมี่ยวแม้จะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่หลังจากอยู่ด้วยกันมาพักใหญ่ เขาพบว่านิสัยเธอก็ไม่เลว ใจกว้างและยอมคน เข้ากับคนง่ายกว่าดาราคนอื่นเยอะ
ฟางซินนั่งลงบนโซฟา มองดูบ้านปัจจุบันของสุ่ยเหมี่ยว เขารู้จักโครงการนี้ ห้องชุดขนาดใหญ่ 300 กว่าตารางเมตร ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละ 5 หมื่น
และนี่ เป็นบ้านหลังที่ 15 ของสุ่ยเหมี่ยวที่เขาเคยเข้ามา ที่สุ่ยเหมี่ยวมาอยู่ที่นี่เพราะใกล้กองถ่าย จะได้นอนตื่นสายได้อีกหน่อย
ใช่แล้ว สุ่ยเหมี่ยวจบปิดเทอมฤดูร้อน เทอมหน้าก็ขึ้นปีสอง เริ่มรับงานแสดงแล้ว
แต่การรับงานของเธอไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นต้องวิ่งส่งประวัติของาน แต่เธออยากเล่นบทไหนก็สร้างบทนั้นขึ้นมาให้เล่นได้เลย
เพราะนี่เป็นงานแสดงครั้งแรก ทีมงานกลัวเธอจะรับบทหนักไม่ไหว เลยเขียนบทแนวรักใสๆ ในโรงเรียนให้เธอโดยเฉพาะ
จ้างผู้กำกับที่ถนัดหนังแนวนี้มาถ่ายทำ เพื่อนร่วมชั้นเรียนการแสดงทุกคนได้รับเชิญมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นในหนังด้วย
แม้สุ่ยเหมี่ยวจะถอดใจกับทักษะการแสดงของตัวเองไปแล้ว แต่ก็อยากลองไปดูที่หน้างาน เผื่อฟลุค?
เดินไปที่ห้องอาหาร สุ่ยเหมี่ยวเห็นผู้จัดการรออยู่แล้ว "พี่ฟาง อรุณสวัสดิ์ค่ะ กินข้าวเช้าหรือยังคะ? กินด้วยกันไหม?"
ทุกคนส่ายหน้า ตอบว่ากินแล้ว ต่อให้ยังไม่กิน ใครจะกล้าไม่มีมารยาทไปนั่งกินข้าวเช้ากับเจ้านาย
สุ่ยเหมี่ยวเห็นดังนั้นก็ไม่เกรงใจ นั่งลงกินข้าวเช้าคนเดียว แป๊บเดียว 5-6 นาทีก็จัดการเรียบ
กินเสร็จก็เรียกทุกคนออกเดินทาง
ฟางซินเตรียมใจให้สุ่ยเหมี่ยวบนรถตู้: "ผู้กำกับคือซ่างจื้อ ถึงจะไม่ใช่คนดังระดับโลก แต่เขาเก่งเรื่องหนังรักวัยรุ่นมาก เราค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ถ้าเริ่มงานกับผู้กำกับใหญ่เลย เดี๋ยวคนดูจะหาว่าเป็นเด็กเส้น"
ถึงจะเป็นเด็กเส้นจริงๆ ก็เถอะ
สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้าอย่างว่าง่าย: "ค่ะ พี่ฟาง ฉันเข้าใจ"
ฟางซินเห็นสุ่ยเหมี่ยวไม่อิดออดก็โล่งอก เข้าใจก็ดี เขากลัวแต่สุ่ยเหมี่ยวจะดื้อรั้นจะเอาผู้กำกับใหญ่ หนังฟอร์มยักษ์ ถ้าอย่างนั้นเขาปวดหัวแน่
ถึงกองถ่าย เป็นโรงเรียนมัธยมปลาย สถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องแรกของเธอ "สวัสดีฤดูร้อน"
แม้จะเป็นช่วงปิดเทอม แต่นักเรียนม.6 ที่น่าสงสารยังต้องมาเรียนหนังสือ ตอนนี้เป็นเวลาพัก ทุกคนเกาะระเบียงทางเดินดูความครึกครื้น
ตอนสุ่ยเหมี่ยวลงจากรถ ยังเช้าอยู่ อีกสิบห้านาทีถึงจะเก้าโมงตามเวลานัดของผู้กำกับ แต่ทุกคนมารอเธอพร้อมหน้าแล้ว อา อำนาจเงินตราที่ชั่วร้าย!! สุ่ยเหมี่ยวถอนหายใจ
เฉินเหว่ยเหวิน โปรดิวเซอร์ก็รีบเข้ามาหา สุ่ยเหมี่ยวรู้ว่านี่คือโปรดิวเซอร์มือทองที่พี่ชายหามาให้ รวยแล้วอะไรก็เป็นระดับท็อปได้หมด ยกเว้นฝีมือการแสดงของเธอ!
ใช่แล้ว สุ่ยเหมี่ยวยืนอยู่หลังจอมอนิเตอร์ดูผลงานการแสดงเทคแรกของตัวเอง แล้วหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง หัวใจที่ลุ้นระทึกตายสนิท
นี่ขนาดเลือกฉากง่ายที่สุดเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยแล้วนะ ฉากนางเอกเดินชนพระเอก แล้วมองตากันปิ๊งๆ
ในใจสุ่ยเหมี่ยวคิดว่าจะแสดงความเขินอาย หน้าแดงก่ำ แต่ที่แสดงออกมากลับดูเหมือนจะควักมีดมาแทงพระเอกซะงั้น
เห็นเธอทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก ทุกคนไม่กล้าพูดอะไร ผู้กำกับต้องฝืนใจทำลายบรรยากาศอึมครึม
"สุ่ยเหมี่ยว เทคนี้ดีมาก นางเอกเวลาเจอคนที่แอบชอบก็ต้องแกล้งทำเป็นดุกลบเกลื่อนความเขินอายและความดีใจในใจ ผมต้องการความรู้สึกแบบนี้แหละ"
ผู้กำกับ บอกมาเถอะ รับเงินไปเท่าไหร่ถึงยอมขายวิญญาณขนาดนี้
คนรอบข้างก็เริ่มชมฝีมือการแสดงของเธอ แม้แต่พระเอก ห่าวจวงเฉิง ที่เข้าฉากด้วยกันยังชมอย่างจริงใจ: "ใช่ สุ่ยเหมี่ยว เธอเก่งมาก ฉันเกือบรับส่งอารมณ์ไม่ทัน"
ห่วยจนรับไม่ทันมากกว่ามั้ง เพื่อนห่าว นายลำบากแล้ว!
สุ่ยเหมี่ยวเข้าใจแล้วว่าทำไมดาราพวกนั้นถึงคิดว่าตัวเองแสดงดี เวลาคนรอบข้างรุมชม มันหลงตัวเองได้ง่ายจริงๆ
แต่ห่วยก็คือห่วย เธอลืมตาดูผลงานตัวเองอีกที บ้าเอ๊ย แสบตาชะมัด
เธอหันไปมองผู้กำกับ: "ผู้กำกับซ่างคะ ฉันว่า ฉันไม่เล่นแล้วดีกว่า"
ประโยคเดียวทำเอาทั้งกองถ่ายเงียบกริบ ทุกคนตกใจ ไม่ต้องพูดถึงทีมงาน แค่นักแสดงที่อยู่ที่นั่น ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ไม่มีใครอิจฉาสุ่ยเหมี่ยวหรอก ขอร้อง นี่ไม่ใช่ในนิยาย ในชีวิตจริงใครบ้างไม่รู้ว่าการได้เล่นหนังยากแค่ไหน
เพราะสุ่ยเหมี่ยว ทุกคนถึงได้พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย คนดวงดีมีความสามารถอย่างห่าวจวงเฉิงที่เป็นหัวหน้าห้องและสนิทกับสุ่ยเหมี่ยวก็ได้เป็นพระเอก คนที่ไม่ค่อยสนิทกับสุ่ยเหมี่ยวอย่างน้อยก็ได้บทพูดสักประโยคสองประโยค ได้ออกกล้อง
นี่คืออะไร? นี่คือพระโพธิสัตว์!! ตอนนี้พระโพธิสัตว์จะเลิกเล่น แล้วพวกเขาจะทำยังไง?
สุ่ยเหมี่ยวเห็นสีหน้าทุกคนก็เข้าใจ รีบพูดต่อ: "ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฉันหมายถึงฉันไม่เล่นบทนางเอกแล้ว ให้คนอื่นเล่นเถอะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าแสดงห่วย แต่ไม่คิดว่าจะห่วยขนาดนี้ ไม่อยากขายหน้าแล้วค่ะ"
เฮ้อ ความฝันจะเป็นนักแสดงของเธอ พังทลายลงในสองนาที
"ห๊ะ? เอ่อ..." ซ่างจื้อเป็นผู้กำกับมาตั้งนาน เพิ่งเคยเจอนางเอกบอกเลิกเล่นก็เลิก คนรวยนี่เอาแต่ใจจริง เขาหันไปมองโปรดิวเซอร์เฉิน สุ่ยเหมี่ยวก็มองตาม
สมเป็นโปรดิวเซอร์เฉินผู้มากประสบการณ์ เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย: "คุณหนูสุ่ย ประธานสุ่ยบอกแล้วว่าเรื่องในบริษัทบันเทิงคุณหนูตัดสินใจได้เลย อยากทำยังไงก็ได้ครับ"
สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้า หันไปบอกผู้กำกับ: "งั้นหานางเอกใหม่เถอะค่ะ วันนี้เลย เลือกจากเพื่อนร่วมชั้นฉันนี่แหละ"
ส่วนเรื่องไม่ใช่ดาราไม่มีคนดู หัวเราะให้ฟันร่วง ตระกูลสุ่ยเปิดบริษัทบันเทิงให้เธอไม่ได้หวังกำไรอยู่แล้ว เน้นให้เธอเล่นสนุก พอใจจะทำอะไรก็ทำ
สิ้นเสียง นักแสดงหญิงในกองถ่ายสูดหายใจเฮือกใหญ่ ร่วมด้วยช่วยกันลดโลกร้อน