เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 199 เขตอาคมโลหิตกัลป์

บทที่ 199 เขตอาคมโลหิตกัลป์

บทที่ 199 เขตอาคมโลหิตกัลป์


"พี่สะใภ้ ต่อไปท่านกับพี่เทียนมิ่ง พักห้องนี้เถอะเจ้าค่ะ"

"ด้านนี้แสงแดดส่องถึงดีกว่า ข้างนอกก็เป็นป่าเขาและทุ่งดอกไม้"

ภายในตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิง สองดรุณีโฉมงามเดินเคียงไหล่กันมา

ตลอดทางพวกนางได้พูดคุยกันมากมาย

หลี่ชิงอวี่มีนิสัยเงียบสงบและมีมารยาทมาก

แม้จะเพิ่งพบกันครั้งแรก แต่ความสัมพันธ์ของพวกนางก็ดีเยี่ยมแล้ว

"ชิงอวี่ พวกเราอายุไล่เลี่ยกัน เจ้าเรียกข้าว่าหลิงเอ๋อร์ก็พอแล้ว"

ภายใต้แสงตะวัน ผิวพรรณที่ขาวผ่องดุจหิมะของนาง เผยให้เห็นความระเรื่อสีชมพูขาวอมแดง

"ได้สิ หลิงเอ๋อร์" หลี่ชิงอวี่เม้มปากยิ้ม

หลายปีมานี้ นางเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนเล่น

นับจากบัดนี้ ตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงดูเหมือนจะคึกคักขึ้นมาแล้ว

"หลิงเอ๋อร์สวยจริงๆ ข้าอยู่ที่สำนักตงหวงมานาน ยังไม่เคยเห็นหญิงสาวที่งดงามเท่าหลิงเอ๋อร์มาก่อนเลย" หลี่ชิงอวี่เอ่ยชมจากใจ

แน่นอนว่า หลี่ชิงอวี่เพิ่งจะอายุสิบห้าปี อันที่จริงก็มีความงดงามบริสุทธิ์เหนือโลกีย์อยู่แล้ว

หากจะพูดถึงสาวงาม อีกสักสองปี นางย่อมเป็นโฉมงามล่มเมืองผู้หนึ่งเช่นกัน

"ชิงอวี่ก็สวยเหมือนกัน" เจียงเฟยหลิงกล่าว

"พวกเราเหมือนกำลังผลัดกันยอหรือเปล่านะ?"

ดวงตากระพริบปริบๆ

ภายใต้แสงตะวัน พวกนางต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน

รอยยิ้มนั้นบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติ ราวกับสายลมในหุบเขาลึก

"ทำไมถึงมีแค่ห้องเดียวล่ะ?" เจียงเฟยหลิงถาม

"หลิงเอ๋อร์กับพี่เทียนมิ่ง ไม่ได้พักด้วยกันหรือ?" หลี่ชิงอวี่ถาม

"แน่นอนว่าไม่สิ พวกเราก็เพิ่งรู้จักกันไม่นานนัก ชิงอวี่พักอยู่ด้านไหน ถ้าอย่างนั้น ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าดีไหม?" เจียงเฟยหลิงถาม

หลี่ชิงอวี่ตะลึงไปครู่หนึ่ง

ตั้งแต่เล็กจนโต นอกจากตอนเด็กๆ แล้ว นางล้วนผ่านค่ำคืนอันยาวนานไปเพียงลำพัง

นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะมีวันหนึ่ง ที่มีเด็กสาวเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น

"ชิงอวี่ ข้านอนกับชิงเอ๋อร์มาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าต้องนอนคนเดียว ข้ารู้สึกเหงามาก ได้ไหมเอ่ย?" เจียงเฟยหลิงจับมือนางแล้วถามด้วยความคาดหวัง

"ได้แน่นอน" หลี่ชิงอวี่รีบพยักหน้า

"ดีจังเลย"

เป็นอันว่า พวกนางได้ทำลายฝันหวานที่จะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนของหลี่เทียนมิ่งไปเสียแล้ว

จากนั้น หลี่ชิงอวี่ก็พานางเดินชมไปทั่ว แนะนำยอดเขาซุยหยวน แนะนำตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงให้รู้จัก

เจียงเฟยหลิงเดินจนเหนื่อย ทั้งสองจึงนั่งลงบนโขดหินแห่งหนึ่ง

"ชิงอวี่ ข้ามีปริศนาคำทายให้เจ้าทาย คนแซ่หวัง (王) หนึ่งคน กับคนแซ่ไป๋ (白) หนึ่งคน นั่งอยู่บนก้อนหิน (石) หนึ่งก้อน เจ้าลองทายซิว่าเป็นตัวอักษรอะไร"

"ปี้ (碧)?"

"ว้าว เจ้าฉลาดจังเลย" เจียงเฟยหลิงอุทาน

"......"

หลี่ชิงอวี่ในที่สุดก็ยิ้มออกมา

นี่ คือความรู้สึกของการมีเพื่อนสินะ?

ปริศนาคำทายนั้นง่ายมาก แต่ที่สำคัญคือเสียงหัวเราะที่ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ใจต่างหาก

"หลิงเอ๋อร์ ข้าอิจฉาพวกท่านจริงๆ ความรู้สึกที่เจ้ากับพี่เทียนมิ่งอยู่ด้วยกัน มันดีจริงๆ"

"ทั้งเรียบง่าย ทั้งมีความสุข และน่าสนใจ"

หลี่ชิงอวี่กัดริมฝีปากแดงระเรื่อเบาๆ แล้วก้มศีรษะลง

"ชิงอวี่ เมื่อครู่ได้ยินมาว่า ท่านพ่อของเจ้ายกเจ้าให้กับคนที่เจ้าไม่ชอบหรือ?"

เจียงเฟยหลิงยกฝ่ามือของนางขึ้นมาเบาๆ แล้ววางไว้ในอุ้งมือของตน เพื่อแบ่งปันความอบอุ่นให้นางบ้าง

"อื้ม" หลี่ชิงอวี่เสียงแผ่วเบา พยักหน้าเบาๆ

"ทำไมล่ะ?"

"ข้าไม่รู้ อาจเป็นเพราะพวกเขาเอ่ยถึงท่านแม่ของข้า ท่านพ่อก็เลยโกรธมาก จะพนันกับพวกเขา จะลงโทษพวกเขา"

"แต่ว่า เขาแพ้ แถมเขายังใจร้อนถึงเพียงนั้น ไปหาสภาผู้อาวุโสให้มาเป็นสักขีพยาน"

"อันที่จริงนี่เป็นเรื่องเมื่อสิบปีก่อนแล้ว ตอนนั้นแม่ข้าเพิ่งจากไป ช่วงนั้นอารมณ์ของเขาดุร้ายมาก"

หลี่ชิงอวี่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ แววตาก็หม่นหมองลงอย่างสิ้นเชิง

"แล้วเจ้าเกลียดเขาเพราะเรื่องนี้ไหม?" เจียงเฟยหลิงถาม

ไม่เคยมีใครคุยกับนางเรื่องปมในใจเหล่านี้มาก่อน

"ไม่หรอก หลิงเอ๋อร์ ข้าเข้าใจเขา ท่านย่าบอกว่า ชีวิตคนเราบางครั้งก็เป็นแบบนี้ ไม่ได้สมดั่งใจไปเสียทุกเรื่อง"

"จะต้องไม่ปล่อยตัวตามยถากรรม จะต้องไม่เคียดแค้นคนรอบข้าง"

"จะต้องต่อสู้อย่างกล้าหาญ จนกว่าจะตาย ขอเพียงได้พยายามแล้ว ตายก็ไม่เสียใจ" หลี่ชิงอวี่กัดฟันพูด

เรื่องนี้ กลายเป็นข้อสรุปไปแล้ว

บุตรชายของหลี่เสวียนอีประมุขสายทองคำผู้นั้น เกิดมาก็หัวทึบ แถมยังเกียจคร้านรักสบาย

"ถ้าหาก พวกเขาเอาสัญญาหมั้นหมายไปให้ทางสภาผู้อาวุโสบีบบังคับพวกเราจริงๆ จะทำอย่างไรดี?" เจียงเฟยหลิงถาม

"ข้าไม่รู้"

"อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่อาจทำให้ท่านย่าและท่านพ่อต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย"

"ถ้าต้องแต่งจริงๆ ข้าก็จะทำลายโฉมหน้าตัวเอง เผาผิวหนังทิ้งเสีย"

"ถึงตอนนั้น ข้าก็จะเป็นคนที่อัปลักษณ์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ข้าอยากรู้นักว่าพวกเขา ยังจะเอาข้าอีกหรือไม่"

นางพูดอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่เหมือนล้อเล่นเลยสักนิด

ตั้งแต่นางรู้เรื่องสัญญาหมั้นหมายนี้ นางก็คิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไร

"อย่าทำแบบนั้นเชียวนะ!"

เจียงเฟยหลิงกุมมือนางด้วยความปวดใจ

เด็กสาวคนนี้ ช่างน่าสงสารจริงๆ

"หลิงเอ๋อร์ ไม่เป็นไรหรอก เสียโฉมแล้วอย่างไร ขอแค่คนยังไม่ตาย สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องทำให้คนพวกนั้นชดใช้ในบาปกรรมที่พวกเขาก่อไว้อย่างสาสม!"

ในเวลานี้ นางก้มหน้า แต่ดวงตากลับจ้องมองไปทางทิศของสำนักตงหวง

ราวกับลูกสัตว์ป่าตัวหนึ่ง

"ชั่วชีวิตนี้ของข้า ต่อให้ร่างแหลกเหลวเป็นผุยผง ข้าก็ไม่มีวันลืม"

"ว่าท่านแม่ ล้มลงต่อหน้าข้าได้อย่างไร!"

หลี่ชิงอวี่น้ำตาไหลริน

นางอดไม่ได้ที่จะโผเข้ากอดเจียงเฟยหลิง ร้องไห้อย่างหนักในอ้อมอกของนาง

สิบห้าปีมานี้ นางไม่มีเพื่อน

นางไม่รู้ว่าจะพูดถึงความแค้นดั่งทะเลเลือดในใจเหล่านั้นได้อย่างไร

สะสมมานานหลายปี นางรู้สึกว่าอวัยวะภายในของตนเองเน่าเฟะไปหมดแล้ว

ที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ก็เหมือนศพเดินได้

ภาพสีเลือดเหล่านั้น

..ตอนหนึ่งขวบ ท่านพ่อเลือดท่วมตัว ถูกลากกลับมา ตอนนั้นนางยังดูไม่รู้เรื่อง

..ตอนสามขวบ ท่านแม่ล้มลงต่อหน้า นางเห็นชัดเจนมาก สายตาที่จนปัญญา ดิ้นรน และเจ็บปวดในวาระสุดท้ายของท่านแม่

ภาพนั้น นางไม่มีวันลืมชั่วชีวิต

วันนั้น ช่อดอกไม้ที่นางถืออยู่ในมือ ร่วงหล่นลงพื้น

นับแต่นั้น นางก็หยิบอาวุธขึ้นมา

จนกระทั่งวันนี้ เจียงเฟยหลิงมาแล้ว

นางร้องไห้ออกมา มีคนคอยตบไหล่เบาๆ ลูบหลังของนางอยู่ตลอดเวลา

ความรู้สึก พลันดีขึ้นมาก

"หลิงเอ๋อร์ ขอบคุณนะ"

หลี่ชิงอวี่ปาดน้ำตา พยายามฝืนยิ้ม

นางรู้มาตั้งแต่เด็กว่า จะร้องไห้ไม่ได้เด็ดขาด และยิ่งแพ้ไม่ได้!

"ข้าเล่าเรื่องของเขาให้เจ้าฟังไหม?" เจียงเฟยหลิงจู่ๆ ก็พูดขึ้น

"ใครหรือ พี่เทียนมิ่งหรือ?"

"ใช่ เขาเคยตกลงสู่ก้นบึ้งเหว แต่โชคชะตา ฆ่าเขาไม่ตาย"

"ตกลง"

เจียงเฟยหลิงเล่า นางก็รับฟัง

จนกระทั่งถึงตอนที่หลี่เทียนมิ่ง สังหารหลินเสี่ยวถิง

วันนั้น นางได้เห็นกับตา

"ชิงอวี่ อย่าได้คิดสั้นเด็ดขาด"

"พวกเรายังไม่แพ้"

"พี่ชายเขาชอบที่นี่มาก และก็ชอบพวกเจ้า"

"ในตัวเขามีเลือดของตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ เขายินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่"

"ดังนั้น นับจากนี้ไป เจ้าไม่ได้ยืนหยัด ไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง"

"เขาเป็นคนจริงใจ วิถีการบำเพ็ญเพียรของเขา คือบุญคุณความแค้นต้องชำระ"

"ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเจ้าดีต่อเขามาก และยังช่วยชีวิตข้าไว้ ด้วยนิสัยของเขา ต่อให้เห็นเรื่องไม่เป็นธรรม เขาก็จะชักดาบเข้าช่วยเหลือ"

"หนทางข้างหน้า พวกเราเดินไปด้วยกัน ดีไหม?"

นางยื่นมือออกมา

"ตกลง" หลี่ชิงอวี่พลันเกิดความมั่นใจขึ้นมา

"พวกเรามาเล่นเกมกันเถอะ เป่ายิ้งฉุบเป็นไหม? คนแพ้ ต้องโดนวาดรูปเต่าบนหน้า!" เจียงเฟยหลิงกล่าว

"หา?"

"เจ้าแพ้แน่"

ดูท่าทางนางที่ไม่เคยเล่นมาก่อน เจียงเฟยหลิงมั่นใจในตัวเองมาก

เกมที่น่าเบื่อนี้ เล่นกันอยู่ครึ่งค่อนวัน

สุดท้าย บนหน้าของเจียงเฟยหลิง ก็เต็มไปด้วยรูปเต่า...

"ไม่หนุกเลยอะ ชิงอวี่ เจ้าต้องโกงแน่ๆ เจ้าเล่นทีเผลอ!"

"เอ้า ชนะแล้วอย่าหนีสิ เอาใหม่อีกตา!"

"ข้าไม่ยอม!"

......

จะได้เข้าสู่ดินแดนบรรพชนตระกูลหลี่แล้ว

หลี่เทียนมิ่งเรียกเจ้าลูกไก่เหลืองและเจ้าแมวดำน้อยกลับมาก่อน

ตอนที่ออกไป เขาเห็นเจียงเฟยหลิงและหลี่ชิงอวี่เล่นเป่ายิ้งฉุบกันอยู่ไกลๆ

เห็นพวกนางมีความสุข หลี่เทียนมิ่งก็ยิ้มออกมา

หลี่อู๋ตี้ก็ยิ้มเช่นกัน

"เจ้ายิ้มอะไร?"

"ลูกสะใภ้ข้าสวยจริงๆ เหมือนดอกไม้ปักอยู่บนมูลวัวชัดๆ" หลี่อู๋ตี้ตีอกชกหัวด้วยความเสียดาย

"ไปตายซะ"

เมื่อเจ้าลูกไก่เหลืองและเจ้าแมวดำน้อยยึดครองไหล่ของหลี่เทียนมิ่งไปคนละข้าง หลี่อู๋ตี้ก็หัวเราะอีกครั้ง

"นี่คือสัตว์ประจำตัวของเจ้า?"

"ทำไมรึ?"

"รวมกันแล้วผัดได้จานนึงพอดี ไก่อ่อนผัดเผ็ดแมวนุ่ม ช่างเถอะ เนื้อแมวเปรี้ยวเกินไป"

เจ้านี่ ช่างหน้าด้านจริงๆ

แต่ว่า ดูจากท่าทางตื่นเต้นของเจ้าลูกไก่เหลืองและเจ้าแมวดำน้อย เห็นได้ชัดว่าพวกมันชอบที่นี่มาก

ภูเขาและสายน้ำ สัตว์ประจำตัวนับแสนเดินเพ่นพ่านไปทั่ว เมื่อเทียบกับเมืองเยี่ยนตู้แล้ว ที่นี่กว้างใหญ่กว่ามาก

หลังจากรวมพลกันแล้ว ก็เริ่มออกเดินทาง สู่ดินแดนบรรพชนตระกูลหลี่!

"เฮ้อ ไอ้พวกบรรพชนบ้าพวกนี้ ดื่มเก่งเหลือเกิน วันนี้เจ้ามา เหล้าในคลังของข้าต้องโดนรีดไถไปไม่น้อยแน่!"

ตลอดทาง หลี่อู๋ตี้ทำหน้าปวดใจ

"บรรพชนตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ยังมีชีวิตอยู่หรือครับ?" หลี่เทียนมิ่งฟังแล้วงงงวย

"นั่นน่ะไม่หรอก ก็แค่มีบางคน ต่อให้ตายแล้วยังขี้เมา ไม่รินเหล้าดีๆ ให้ก็ไม่ให้ของดี! เป็นพวกโจรเฒ่าจริงๆ!" หลี่อู๋ตี้บ่นด้วยความเคียดแค้น

เหล้าทุกไห คือชีวิตของเขาเชียวนะ

ไม่รินเหล้าดีๆ ให้ก็ไม่ให้ของดี?

หลี่เทียนมิ่งแน่ใจแล้ว

หมอนี่ เริ่มเมาอาละวาดอีกแล้ว

เรียกบรรพชนว่าโจรเฒ่า ประหลาดคนแท้

ถ้าไม่ใช่เพราะสงสัยใคร่รู้ในดินแดนบรรพชนตระกูลหลี่อยู่บ้าง หลี่เทียนมิ่งคงอับอายที่จะเดินร่วมทางกับเขา!

ดินแดนบรรพชนตระกูลหลี่ อยู่ด้านหลังยอดเขาซุยหยวนนี่เอง

นี่คือสาเหตุที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ถอยร่นมาอยู่ที่ยอดเขาซุยหยวน หลังจากสูญเสียอำนาจในสำนักตงหวง

ยอดเขาซุยหยวน ก็คือหน้าประตูของดินแดนบรรพชนตระกูลหลี่

เดินเข้าสู่ภูเขาด้านหลัง เบื้องหน้าคือไอพิษสีเลือดอันไร้ที่สิ้นสุด!

เงยหน้าขึ้นมอง เบื้องหน้าคือโลกสีเลือด ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยเมฆหมอกสีเลือด

หมอกเลือดเหล่านั้นแปรเปลี่ยนรูปร่างไม่หยุด กลายเป็นสัตว์ยักษ์คุนเผิงแต่ละตัว จ้องมองโลกมนุษย์

วู่วู่!

เสียงหวีดหวิวบาดหู ดังมาไม่ขาดสาย

หลี่เทียนมิ่งรู้ว่า นี่ก็คือ 'เขตอาคมลายสวรรค์' ที่ปกป้องดินแดนบรรพชนตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่

เขตอาคมลายสวรรค์ โดยเนื้อแท้แล้วคือค่ายกลชนิดหนึ่ง เป็นพลังลึกลับที่ต้องถึงขั้นเจตจำนงสวรรค์จึงจะเริ่มทำความเข้าใจได้

ต้นกำเนิดของมัน เกี่ยวข้องกับลายสวรรค์บนแร่วิญญาณและสารวิญญาณ

นี่ยิ่งเป็นการใช้งานที่แปลกประหลาดของขั้นเจตจำนงสวรรค์

เขตอาคมลายสวรรค์ ยังมีความแตกต่างกันอย่างมาก ที่พวกจินอี้เซวียนใช้ออกมาก่อนหน้านี้ เทียบกับเขตอาคมลายสวรรค์ตรงหน้าที่บดบังครึ่งซีกโลกนี้ไม่ได้เลย

เขตอาคมลายสวรรค์ตรงหน้า แปรสภาพเป็นการร่ายรำของโลหิต

"ตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ให้ความสำคัญกับดินแดนบรรพชนที่สุด"

"นี่คือเขตอาคมลายสวรรค์ 'เขตอาคมโลหิตกัลป์' ที่เริ่มวางรากฐานมาตั้งแต่บรรพชนรุ่นแรก บรรพชนทุกรุ่น ต่างก็ใช้พลังสุดท้ายก่อนตาย เสริมความแข็งแกร่งให้กับเขตอาคมลายสวรรค์"

"จวบจนวันนี้ อานุภาพของเขตอาคมโลหิตกัลป์นี้ ถือเป็นอันดับหนึ่งในแดนตงหวง"

"มีเพียงข้าและเจ้าที่มีสายเลือดตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ และมีตราประทับศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงเท่านั้นที่เข้าไปได้"

"คนอื่นเข้าไป จะถูกสังหารทันที อานุภาพของเขตอาคมโลหิตกัลป์ในตอนนี้ ใครก็ต้านทานไม่อยู่"

หลี่อู๋ตี้ยืนแนะนำอยู่หน้าเขตอาคมโลหิตกัลป์นี้

เขาเงยหน้ามองหมอกเลือดอันไร้ที่สิ้นสุดนี้ ระหว่างคิ้ว กลับมีความเคารพยำเกรงอยู่สายหนึ่ง

คาดไม่ถึงว่า เขาจะมีเวลาที่จริงจังขนาดนี้ด้วย

"ไป พาเจ้าไปดูไอ้พวกโจรเฒ่าพวกนั้นกัน!"

ทันใดนั้น เขาก็แสยะยิ้ม

สมแล้ว จริงจังได้ไม่เกินสามลมหายใจ

หลี่เทียนมิ่งจึงให้พวกลูกไก่เหลืองกลับเข้าไปในพื้นที่ประจำตัว จากนั้นก็ตามหลี่อู๋ตี้ ก้าวเข้าสู่หมอกเลือด

เมื่อพวกเขาเข้ามา หมอกเลือดก็ถอยร่นไปเองโดยอัตโนมัติ ปรากฏเป็นทางเดินสายหนึ่ง

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 199 เขตอาคมโลหิตกัลป์

คัดลอกลิงก์แล้ว