เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 190 หลี่อู๋ตี้ ไสหัวออกมา!

บทที่ 190 หลี่อู๋ตี้ ไสหัวออกมา!

บทที่ 190 หลี่อู๋ตี้ ไสหัวออกมา!


เบื้องหน้าของหลี่เทียนมิ่ง คือทะเลหมอกอันเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด

ท่ามกลางเมฆหมอกนั้น มีเทือกเขาที่ทอดยาวติดต่อกันเป็นพืด!

ขุนเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน ยิ่งใหญ่ตระการตา!

ยังมีแม่น้ำนับไม่ถ้วน ไหลเวียนอยู่ระหว่างขุนเขาเหล่านั้น

มองออกไปสุดสายตา สถานที่แห่งนี้ประดุจดินแดนเซียน พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ นกร้องขับขานบุปผาส่งกลิ่นหอม

และท่ามกลางขุนเขาเหล่านี้ ในม่านเมฆหมอก สามารถมองเห็นตำหนักและหอเก๋งนับหมื่นหลังอย่างเลือนราง สร้างอยู่บนยอดเขาอันสูงชัน!

ตำหนักและหอเก๋ง[1]แต่ละหลัง หากไปตั้งอยู่ที่ประเทศจู้เจ๋อ ล้วนสามารถเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์

สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้เชื่อมต่อกัน ราวกับเป็นเทพมังกรตนหนึ่งที่ซ่อนกายอยู่ในเมฆหมอก เห็นหัวไม่เห็นหาง

สิ่งที่หลี่เทียนมิ่งยืนมองเห็นจากตำแหน่งนี้ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของ 'เทือกเขาตงหวง' เท่านั้น

สิ่งที่เขาสัมผัสได้ลึกซึ้งที่สุด ไม่ใช่แค่ความยิ่งใหญ่ตระการตาของสำนักตงหวงแห่งนี้

แต่ยังมี ปราณวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นและมากมายมหาศาล!

ปราณวิญญาณฟ้าดินนับไม่ถ้วน พัดผ่านหวีดหวิว รวมตัวกันระหว่างร่างกาย การฝึกฝนที่นี่ เรียกได้ว่าลงแรงครึ่งเดียวได้ผลสองเท่า

เจ้าลูกไก่เหลืองเกาะอยู่บนไหล่ของหลี่เทียนมิ่ง สูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก็เมามายไปเสียแล้ว

"สำนักตงหวงแห่งนี้ ใหญ่โตและกว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีก!"

"แถม นี่คือสำนักตงหวงหลังจากที่ถอยออกมาจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองแดนตงหวงมาแล้วหนึ่งพันปี"

"จินตนาการได้เลยว่า วังเทพศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ จะต้องรุ่งเรืองยิ่งกว่านี้แน่นอน"

"แต่ทว่า ขนาดของสำนักตงหวงนี้ มองปราดเดียวไม่เห็นจุดสิ้นสุด คิดว่าคงไม่ได้แย่ไปกว่ากันสักเท่าไหร่"

หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยความทอดถอนใจ

เขาเดินทางจากประเทศจู้เจ๋อมายังสถานที่แบบนี้เป็นครั้งแรก ย่อมต้องรู้สึกตื่นตะลึงในใจเป็นธรรมดา

แม้จะมีพรสวรรค์ระดับสุดยอดติดตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความรู้กว้างขวางเกินกว่าระดับของประเทศจู้เจ๋อ

"สำนักระดับนี้ ถ้าเจ้าได้เป็นนายน้อยจริงๆ นั่นถือว่าสุดยอดไปเลยนะ ทิ้งหลิงเอ๋อร์ แล้วสร้างฮาเร็มสามพันนางในพริบตา ปัญหาก็คงไม่ใหญ่โตนัก" เจ้าลูกไก่เหลืองหัวเราะฮิฮะ

เพิ่งพูดจบ ก็ถูกเจียงเฟยหลิงถลึงตาใส่ จนมันต้องรีบหดหัวกลับไปทันที

"สำนักตงหวง นายน้อยหรือ?"

หลี่เทียนมิ่งส่ายหน้ายิ้มเล็กน้อย

ระหว่างทางที่มา หลี่จิงอวี๋ได้เปิดอกคุยกับเขาทุกอย่างแล้ว

นางจริงใจมาก ที่งัดทุกกลยุทธ์ออกมาใช้ ก็เพราะต้องการพาหลี่เทียนมิ่งมาให้ได้

การมาเยือนของหลี่เทียนมิ่งในครั้งนี้ สามารถกลายเป็นนายน้อยได้จริงๆ

ทว่า แม้แต่เจ้าสำนักตงหวง ยังถูกเรียกว่าเป็นเจ้าสำนักที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ ถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยาม

เช่นนั้น นายน้อยจะมีบารมีอะไร ก็พอจะนึกภาพออก

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ชะตากรรม และความรุ่งโรจน์ตกต่ำของตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ทั้งตระกูล ซับซ้อนมาก พูดไปแล้วก็ยากจะอธิบายให้จบในคำเดียว

แต่ หลี่เทียนมิ่งมองโลกในแง่ดีมาก

ต่อให้ยากจะอธิบายเพียงใด ก็ยังดีกว่ารั้งอยู่ที่ประเทศจู้เจ๋อเพื่อฝึกฝนเป็นพันเท่า

อย่างน้อย สำนักตงหวงที่ยิ่งใหญ่ไพศาลและแข็งแกร่งนี้ ก็ไม่ใช่ของปลอม

เพียงแต่ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง เป็นคนอื่นต่างหาก

......

"ไอ้พวกหน้าไม่อายพวกนี้ ย่าแก่ๆ อย่างข้าเพิ่งจะออกไปได้ไม่นาน ก็มาสร้างความวุ่นวายเสียแล้ว!"

พอมาถึงสำนักตงหวง หลี่จิงอวี๋ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

นางพาหลี่เทียนมิ่ง หลี่ชิงอวี่ และเจียงเฟยหลิง มุ่งหน้าไปยังยอดเขาที่อยู่ชายขอบมากๆ ของสำนักตงหวง

ยอดเขาลูกนั้น มีชื่อว่า 'ยอดเขาซุยหยวน'

ยอดเขาซุยหยวน ดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลจากยอดเขาหลักของสำนักตงหวง ถึงขั้นเกือบจะอยู่ที่ตีนเขาของเทือกเขาตงหวงอันสูงตระหง่าน

มองจากไกลๆ ทรุดโทรม หญ้ารกชัฏ[2] ไม่มีความโอ่อ่าแม้แต่น้อย

ใครจะไปคาดคิดว่า ที่นี่คือคฤหาสน์ของเจ้าสำนักตงหวง?

หลี่จิงอวี๋บอกว่า 'สายวายุ' ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สายเลือดหลักของตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ อาศัยอยู่บนยอดเขาซุยหยวนแห่งนี้

สี่สายเลือดหลักของตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ สายวายุกลายเป็นผู้นำของสี่สายเลือดเพราะการดำรงอยู่ของ 'สายเลือดสูงสุด'!

ในยามที่สายวายุรุ่งโรจน์ที่สุด พลังการต่อสู้ของสายเลือดเดียว ก็ทัดเทียมกับวังเทพศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังผงาดขึ้นมาในขณะนั้น

ความเร็วของคุนเผิงทะเลคลั่งนั้นรวดเร็วมาก ชั่วพริบตาเดียว ยอดเขาซุยหยวนก็มาถึง

บนยอดเขาหลักของยอดเขาซุยหยวน มีตำหนักเก่าแก่ทรุดโทรมตั้งอยู่หลังหนึ่ง

ด้านบนมีป้ายชื่อที่เอียงกะเท่เร่ สลักอักษรตัวใหญ่สี่ตัวว่า 'ตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิง'

อักษรทั้งสี่ตัวนี้ เลืองลาง เก่าแก่ เต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาเตอะ เปี่ยมไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา

พวกหลี่เทียนมิ่ง ได้มาถึงหน้าประตูของตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงแล้ว

และที่หน้าประตูตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงนี้เอง ในเวลานี้มีฝูงคนดำมืดกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมกัน ประมาณไม่กี่ร้อยคน

ดูเหมือนพวกเขาจะอารมณ์ฉุนเฉียวและเดือดดาล รวมตัวกันอยู่นอกประตูใหญ่สีดำนั้น

มีคนหลายคน กำลังทุบประตูใหญ่สีดำนั้นอย่างแรง

ทุกครั้งที่ทุบ จะเกิดเสียงดังตูม ทำให้ฝุ่นบนตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงร่วงกราวลงมาไม่น้อย

"หลี่อู๋ตี้ ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!"

"ถ้าเจ้ายังไม่ออกมาอีก พวกเราจะรื้อตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงแห่งนี้ ลากคอเจ้าออกมาให้ได้"

"อย่าคิดว่าหลบอยู่แล้วจะรอด สายวายุของเราทั้งสาย ถูกเจ้าทำลายจนพินาศหมดแล้ว ตอนนี้การสืบทอดกำลังจะไม่เหลือ เจ้ายังกล้าหลบหัวอยู่อีก!"

"วันนี้ คนของสายวายุทั้งเจ็ดสาขาของพวกเราทุกคนมาที่นี่ ไม่ได้มาล้อเล่นกับเจ้านะ"

"หลี่อู๋ตี้ รีบเปิดประตู ถ้าไม่เปิดประตู พวกเราจะพังประตูใหญ่ของตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงเข้าไป!"

เมื่อครู่หลี่เทียนมิ่งยังรู้สึกว่าคนเยอะ แต่พอได้ฟัง นี่กลับเป็นคนส่วนใหญ่ของ 'สายวายุ' แห่งตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่

เห็นได้ชัดว่าสายวายุในยามนี้ ตกต่ำลงถึงเพียงใด

ฟังจากที่หลี่จิงอวี๋เล่า สายวายุของตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ แบ่งออกเป็นแปดสาขา หนึ่งหลักเจ็ดรอง

หลัก คือสายเลือดสูงสุด

รอง คือสายวายุเจ็ดดารา

สายวายุเจ็ดดารา ได้แก่ สายวายุเทียนซู, สายวายุเทียนเฉวียน, สายวายุเทียนจี, สายวายุไคหยาง, สายวายุเหยากวง, สายวายุอวี้เหิง และสายวายุเทียนเสวียน!

แม้จะเป็นเพียงสาขาใดสาขาหนึ่งในสายวายุเจ็ดดารา เมื่อหลายพันปีก่อน ล้วนเป็นตระกูลใหญ่ที่เพียงพอจะทำให้แดนตงหวงสั่นสะเทือน!

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่นอกจากสายวายุแล้ว ยังมีอีกสามสายเลือดหลัก!

แน่นอนว่า ทั้งสี่สายเลือดล้วนมีสายเลือดสูงสุดเป็นผู้นำ!

สายเลือดสูงสุด ก็คือสายเลือดของหลี่อู๋ตี้ และเป็นสายเลือดของหลี่ชิงอวี่ด้วย

สายเลือดสูงสุดที่เคยปกครองแดนตงหวงมานับหมื่นปี ให้กำเนิดบุคคลท้าทายสวรรค์ระดับวัฏสงสารสี่กัลป์มาหลายร้อยคน มาถึงวันนี้กลับกลายเป็นสภาพเช่นนี้

อดไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนถอนหายใจด้วยความเวทนา

กระทั่งว่า ในยามนี้แม้แต่สายวายุเจ็ดดาราซึ่งเป็นคนภายในสายวายุด้วยกัน ยังบีบคั้นขึ้นมาถึงหน้าตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิง

ในกลุ่มสายวายุเทียนซู มีชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมยาวสีเขียวคนหนึ่ง

สายตาของเขาเย็นเยียบ ดวงตาเรียวยาว ดูราวกับงูพิษ

คนผู้นี้ คือประมุขของสายวายุเทียนซู นามว่า หลี่เสวียนเหอ

"พังประตูเข้าไปเลย ลากคอหลี่อู๋ตี้ออกมา" หลี่เสวียนเหอกล่าว

ดังนั้น ชายฉกรรจ์จำนวนไม่น้อย จึงเตรียมพร้อมจะพังประตูแล้ว

หลี่เทียนมิ่งมองปราดเดียว หลี่เสวียนเหอผู้นี้มีพลังกดดันมหาศาล บารมีข่มขวัญผู้คน เกรงว่าคงจะเป็นบุคคลระดับเดียวกับหลี่จิงอวี๋และหลิงอี้เฉิน

และตัวตนที่น่ากลัวพอๆ กับหลี่เสวียนเหอ ในที่นี้ยังมีอีกห้าหกคนขึ้นไป

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้สายวายุของตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่จะตกต่ำลง แต่ก็ไม่ใช่ตัวตนที่ผู้ควบคุมสัตว์ของประเทศจู้เจ๋อจะจินตนาการถึงได้

"หลี่อู๋ตี้ วันนี้ เจ้าไม่มีที่ให้ซ่อนอีกแล้ว"

ผู้พูดคือประมุขของสายวายุเทียนเสวียน นามว่า: หลี่เฉินหง

หลี่เฉินหง สวมชุดคลุมสีน้ำเงิน รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ราวกับภูเขาลูกหนึ่ง

"เจ้าทำร้ายสายวายุจนกลายเป็นแบบนี้ ยังจะหลบหัวอยู่อีกตั้งหลายปี วันนี้จะลากคอเจ้าออกมา ต้องทำให้ 'เจ้าสำนักตงหวง' อย่างเจ้าขายหน้าจนหมดสิ้นให้จงได้!"

สายวายุเจ็ดดารา เรียกได้ว่าดุร้ายกันทุกคน

ในขณะที่พวกเขากำลังจะกระแทกประตู คุนเผิงทะเลคลั่งก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า กระแทกลงบนพื้นโดยตรง

ตูม!

ลมพายุระลอกหนึ่ง พัดพากว่าร้อยละเก้าสิบของผู้คนปลิวว่อนออกไป

มีเพียงตัวตนระดับประมุขสายอย่างหลี่เสวียนเหอ หลี่เฉินหง และหลี่เทียนอวี่เท่านั้น ที่ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง

จากนั้น พวกเขาหรี่ตามองดูหลี่จิงอวี๋ผู้มีผมขาวโพลนที่กระโดดลงมาจากคุนเผิงทะเลคลั่ง

อันที่จริง สีผมของคนตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ทั้งตระกูล ล้วนค่อนไปทางสีขาว

หลี่จิงอวี๋นั้นแก่ชราแล้ว

ส่วนสีเทาอ่อนของหลี่ชิงอวี่ ก็คล้ายคลึงกับเว่ยจิง

คนตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่คนอื่นๆ ในที่นี้ สีผมเข้มกว่าหลี่ชิงอวี่เล็กน้อย

สีผมแบบเดียวกัน อย่างน้อยในหมู่คนหนุ่มสาว ก็มีน้อยยิ่งกว่าน้อย

ด้วยเหตุนี้ ผมสีขาวทองของหลี่เทียนมิ่งจึงดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ

แต่คาดว่า พวกเขาคงคิดว่านี่เกิดจากการย้อมผม

ในตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ นี่เป็นพฤติกรรมที่จะถูกเยาะเย้ย

"ท่านย่าใหญ่ ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที พวกเรารอท่านอยู่นานแล้ว"

หลี่เสวียนเหอแห่งสายวายุเทียนซูหรี่ตาลง ในแววตาไม่มีความเคารพแม้น้อย

"รอข้าทำซากอะไร? รอมากินน้ำล้างเท้าของยายแก่อย่างข้าหรือ? มามุงอะไรกันเยอะแยะที่นี่ ไสหัวไปให้หมด!"

หลี่จิงอวี๋จูงมือหลี่ชิงอวี่ ท่าทางดูโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง

การที่นางแสดงความรังเกียจขนาดนี้ แสดงว่าคนพวกนี้ คงมาหาเรื่องอยู่บ่อยครั้ง

"ท่านย่าใหญ่ วันนี้พวกเราคงกลับไม่ได้ มีเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง จำเป็นต้องให้หลี่อู๋ตี้ออกมา"

"ถ้าเขาไม่ออกมา ก็ให้ท่านย่าใหญ่เป็นคนตัดสินใจ"

ประมุขสายวายุเทียนเฉวียน หลี่เทียนอวี่กล่าว

คนผู้นี้ผมยาวสยาย ในดวงตาราวกับมีพายุ ยามพูดจา น้ำเสียงเหมือนกับลมพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ

เพิ่งมาถึงสำนักตงหวง ก็มียอดฝีมือปรากฏตัวขึ้นมากมายขนาดนี้ หลี่เทียนมิ่งยังต้องปรับตัวสักพัก

แต่เขารู้สึกว่า คนของสายวายุเจ็ดดาราเหล่านี้ วันนี้เกรงว่าจะทำให้หลี่จิงอวี๋ลำบากใจไม่น้อย

"มีเรื่องอะไร ก็พูดมาตรงๆ" หลี่จิงอวี๋ถลึงตาใส่พวกเขา

"ไม่ได้ เรื่องนี้ใหญ่เกินไป เชิญท่านย่าใหญ่เปิดประตู เข้าไปคุยกันในตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิง มิฉะนั้น พวกเราจะพังประตู!" หลี่เสวียนเหอกล่าวเสียงเย็น

"เจ้ากล้าสามหาวหรือ?" หลี่จิงอวี๋โกรธจัด

"สายเลือดสูงสุดตกต่ำจนกลายเป็นหมาแบบนี้แล้ว ข้ายังสามหาวไม่ได้อีกหรือ?" หลี่เสวียนเหอหัวเราะหึๆ

เสียงหัวเราะนี้ เรียกเสียงหัวเราะเยาะหยันจากผู้คนมากมาย

ดูท่า ผู้มาเยือนจะไม่ประสงค์ดี

"ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าพวกสวะอย่างพวกเจ้า จะเล่นลูกไม้อะไรได้"

หลี่จิงอวี๋กัดฟันกรอด ตัวสั่นด้วยความโกรธ จูงมือหลี่ชิงอวี่ แล้วให้หลี่เทียนมิ่งตามมา

"สวะ? ท่านย่าใหญ่ ลูกชายของท่านต่างหาก คือเจ้าสำนักที่สวะที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักตงหวง"

"แม้แต่ศิษย์ธรรมดาคนหนึ่งของสำนักตงหวง ยังกล้าเรียกชื่อเขาห้วนๆ ไม่มีแม้แต่ศักดิ์ศรี ท่านยังกล้าว่าพวกเราเป็นสวะอีกหรือ?"

เสียงหัวเราะเยาะของหลี่เสวียนเหอ ดังแว่วมาจากด้านหลัง

หลี่จิงอวี๋หยุดฝีเท้า เพลิงโทสะลุกโชนในอก

ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ข่มความโกรธไว้ แล้วเปิดประตูตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิง

กลุ่มคนทยอยกันเดินเข้าไป

โถงกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาหลี่เทียนมิ่ง

ตรงกลางด้านบนสุด มีบัลลังก์สูงตระหง่านตั้งอยู่ ดูสูงส่งเหนือผู้คน!

เก้าอี้ตัวนั้นผุพังแล้ว เห็นได้ชัดว่าถูกย้ายมาจากที่ไกลๆ ดูไม่เข้ากับตำหนักศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงแห่งนี้เลย

สองย่าหลานหลี่จิงอวี๋ไม่อยู่ ที่นี่จึงไม่มีคนทำความสะอาด

"หลี่อู๋ตี้ ไสหัวออกมา!"

เพิ่งจะเข้ามา ก็มีคนตะโกนโวยวายอีกแล้ว

"หุบปากให้หมด หลี่เสวียนเหอ หลี่เทียนอวี่ มีอะไรก็รีบผายลมออกมา" หลี่จิงอวี๋ตวาด

หลี่ชิงอวี่ประคองท่านย่าด้วยความปวดใจ ลูบหลังนางเบาๆ

พวกเขากลุ่มหนึ่งล้อมเข้ามา สบตากันไปมา

"ดูจากสถานการณ์ หลี่อู๋ตี้คงไม่โผล่หัวออกมาแล้ว"

"งั้นก็ช่างหัวมันเถอะ อย่างไรเสียมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ให้ท่านย่าใหญ่เป็นคนเลือกก็แล้วกัน"

พวกเขาปรึกษากันครู่หนึ่ง

สุดท้าย หลี่เสวียนเหอก็เป็นคนเดินออกมา

-สองสิงห์:ผู้แปล-

[1] หอเก๋ง = อาคารทรงสูงหรือศาลาที่มีสถาปัตยกรรมแบบจีน

[2]หญ้ารกชัฏ: จึงหมายถึง หญ้าที่ขึ้นหนาทึบและรกมากจนดูเหมือนป่า สื่อถึงความรกร้างว่างเปล่า ขาดการดูแลมาอย่างยาวนานจนหญ้าขึ้นสูงและแน่นขนัดครับ

จบบทที่ บทที่ 190 หลี่อู๋ตี้ ไสหัวออกมา!

คัดลอกลิงก์แล้ว