- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 160 สตรีชุดขาว
บทที่ 160 สตรีชุดขาว
บทที่ 160 สตรีชุดขาว
ไม่ต้องพูดถึงความได้เปรียบของรุ่นอาวุโสและรุ่นกลาง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือรุ่นเยาว์!
รุ่นเยาว์ของทั้งสองตระกูลนั้น มีเยว่หลิงจีและหลินเสี่ยวถิง ซึ่งว่ากันว่าทั้งคู่ต่างบรรลุ 'ขั้นคืนเดียว' แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมั่นใจว่าจะคว้าคะแนนนี้ไปได้อย่างแน่นอน!
การดวลในลักษณะนี้ เมื่อรวมเอาตระกูลหนึ่งเข้ามาด้วย ย่อมเป็นหายนะ!
เพราะขอเพียงมีคนจำนวนมาก ก็สามารถใช้วิธี 'การต่อสู้แบบผลัดเปลี่ยนหน้า' เล่นงานอีกฝ่ายได้
ต่อให้มู่หยางแข็งแกร่งเพียงใดจะทำอย่างไรได้?
คนรุ่นนี้ของคฤหาสน์เหลยจุนมีจำนวนมากมายนัก ลำพังแค่พี่น้องของหลินเทียนเจี้ยนก็มีถึงห้าคน แต่ละคนล้วนอยู่ในขั้นเจตจำนงสวรรค์ หากคนกลุ่มนี้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมาสู้ ต่อให้ถ่วงเวลาก็คงเหนื่อยตาย!
ตระกูลเว่ยเป็นตระกูลสันโดษ สมาชิกในตระกูลมีน้อยมาแต่ไหนแต่ไร จะเอาอะไรไปเทียบกับคฤหาสน์เหลยจุน?
ต่อให้พวกเขาจะหาตระกูลเกี่ยวดองมาช่วยได้ แต่ก็ไม่มีทางเทียบกับคฤหาสน์เหลยจุนได้อย่างแน่นอน
ประการแรก ไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูกับผู้ตรวจการ งานเลี้ยงมงคลสมรสในวันนี้ แสดงเจตนาชัดเจนว่าจะบีบตระกูลเว่ยให้ตาย
ประการที่สอง ภายในประเทศจู้เจ๋อ หาตระกูลเกี่ยวดองที่ทัดเทียมกับคฤหาสน์เหลยจุนไม่ได้เลย
มีเพียงราชวงศ์จู้เจ๋อเท่านั้นที่สามารถกดข่มคฤหาสน์เหลยจุนได้ แต่ราชวงศ์จู้เจ๋อ ไม่น่าจะผ่านเงื่อนไขข้อแรกไปได้
ใครจะยอมทุ่มเทกำลังทั้งตระกูล เพื่อช่วยชีวิตตระกูลเว่ย?
หลี่เทียนมิ่งมองดูราชาจู้เจ๋อที่มีสีหน้าเรียบเฉยและก้มหน้าลงเล็กน้อย เขารู้ดีว่าเรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้
ความเสี่ยงสูงเกินไป
หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว การสืบทอดนับพันปีของราชวงศ์จู้เจ๋อ ก็อาจเกิดปัญหาได้
ในยามนี้ ความมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกมัน เป็นที่รู้กันไปทั่วแล้ว
ในฐานะความหวังเดียวของรุ่นเยาว์ตระกูลเว่ย สนามรบของรุ่นอาวุโสและรุ่นกลาง ไม่ใช่เรื่องของหลี่เทียนมิ่ง
แต่สำหรับสนามรบที่เป็นของเขา ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเยว่หลิงจีและหลินเสี่ยวถิง
เขากล้าพูดได้คำเดียวว่า เขาจะสู้จนตัวตายอย่างแน่นอน!
ในอดีต เขากับตระกูลเว่ยอาจมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นความขัดแย้งกับเว่ยเทียนสยง เว่ยจื่อคุน และลูกหลานของพวกเขา
แต่คนเหล่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนของตระกูลเว่ยทั้งหมด
หลี่เทียนมิ่งไม่มีวันลืมว่า เป็นเว่ยเทียนซางที่ช่วยชีวิตเว่ยจิง ทำให้นางมีชีวิตรอดมาได้
..เขาไม่มีวันลืมว่า เว่ยเทียนซางยังต้องพักฟื้นอีกกว่าหนึ่งเดือน สูญเสียพลังไปมหาศาล
..เขายิ่งไม่มีวันลืมว่า มารดาของเขาเติบโตที่นี่มาถึงยี่สิบปี
จวนตระกูลเว่ย คือบ้านของนาง
แน่นอนว่า เขาไม่มีวันลืมความช่วยเหลือที่มู่หยางมอบให้เขาอย่างมากมายมหาศาล
และในสนามรบครั้งนี้ มู่หยางเพื่อตอบแทนบุญคุณอาจารย์ ย่อมต้องบุกตะลุยอยู่แนวหน้าอย่างแน่นอน
ต่อให้ทำเพื่อเว่ยจิง เพื่อมู่หยาง หลี่เทียนมิ่งก็ต้องสู้ตายถวายชีวิต!
..ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เขาจะได้ดวลกับหลินเสี่ยวถิง
นี่ คือโอกาสที่เขารอคอยมาตลอดสามปี
"หลินเสี่ยวถิง ขอบใจเจ้ามาก ที่มอบโอกาสนี้ให้ข้า"
"ข้าจะไม่มีวัน ทำให้เจ้าผิดหวังอย่างแน่นอน"
ในแววตาของหลี่เทียนมิ่ง ทะเลเลือดกำลังเดือดพล่าน ภายในอก เลือดลมกำลังลุกโชน!
สามปีแล้ว!
ในที่สุดก็รอจนถึงวันนี้
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าตนเองเก่งกาจเพียงใด
แต่เพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า สิ่งที่ตนเคยสูญเสียไป
สักวันหนึ่ง จะต้องทวงคืนกลับมาด้วยมือของตัวเอง!
นอกจากวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ยังมีชีวิตของจินอวี่!
หนี้เลือด ต้องชดใช้ด้วยเลือด!
หลี่เทียนมิ่งยิ้ม
ทว่าเว่ยจิงกลับขมวดคิ้ว จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
"พวกมันต่ำช้าเกินไปแล้ว เมื่อครู่หลินเทียนเจี้ยนถามแม่ว่า ท่านตาของเจ้าสูญเสียพลังวัตรไปเท่าไร! เพื่อช่วยแม่ เขาต้องพักฟื้นอย่างน้อยหนึ่งเดือน มิฉะนั้น เขาจะมีพลังต่อสู้เหลืออยู่เพียงหกส่วนเท่านั้น!"
รุ่นของเว่ยเทียนซาง มีเพียงเขาและเว่ยชิงสองคน
ส่วนท่านเหลยจุนหลินเจ้ายังมีพี่น้องอีกสามคน เมื่อรวมกับเยว่หลิงหง เว่ยเทียนซางที่มีพลังรบเหลือเพียงหกส่วน จะรับมือได้อย่างไร?
หากไม่ได้ช่วยชีวิตเว่ยจิง ด้วยความแข็งแกร่งระดับอันดับหนึ่งในอดีตของประเทศจู้เจ๋อ ก็ยังพอมีความเป็นไปได้
แต่ตอนนี้ อีกฝ่ายย่อมไม่ปล่อยโอกาสงามเช่นนี้ให้หลุดลอยไปอย่างแน่นอน!
เว่ยจิงรอดชีวิต กลับกลายเป็นทำร้ายเว่ยเทียนซาง
แต่เรื่องพรรค์นี้ ใครจะคาดเดาล่วงหน้าได้?
ต่อให้เว่ยเทียนซางจะคาดเดาได้ในช่วงวันสองวันนี้ แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
ตอนนี้ต้องดูว่า รองผู้ตรวจการจะกำหนดวันท้าชิงเป็นวันไหน
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของมหาชน จินอี้เซวียนลุกขึ้นยืนแล้วประกาศว่า:..
"วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ และวันถัดไป รวมสามวัน จะจัดการประลองรุ่นอาวุโส รุ่นกลาง และรุ่นเยาว์ตามลำดับ ตระกูลเว่ย ตระกูลเยว่หลิง สมาชิกที่เข้าร่วมการประลองของพวกเจ้า กลับไปเตรียมตัวได้แล้ว!"
"สถานที่ต่อสู้.. สำนักยั้นหวง สมรภูมิยั้นหวง!"
"การต่อสู้สามวัน เปิดเผยต่อสาธารณชนตลอดกระบวนการ ทุกท่านในที่นี้ล้วนเป็นบุคคลชั้นนำของประเทศจู้เจ๋อ สามารถไปจับจองที่นั่งล่วงหน้าได้เลย!"
สมรภูมิยั้นหวง คือสถานที่จัดการประลองผ่านด่านจัดอันดับ
ที่นั่น มีที่นั่งนับหมื่นที่!
พรุ่งนี้?
เป็นดังคาด เพื่อจะฉวยโอกาสถอนรากถอนโคน พวกมันทำได้ทุกอย่างจริงๆ
เปิดศึกวันพรุ่งนี้ เว่ยเทียนซางย่อมมีพลังรบต่ำที่สุด
ให้รุ่นอาวุโสประลองก่อนโดยตรง ไม่มีโอกาสได้พักหายใจ
การต่อสู้ครั้งสำคัญเช่นนี้ เดิมทีก็ปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว มิสู้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา จัดขึ้นต่อหน้าสายตาประชาชนชาวจู้เจ๋อ
ให้ดูเป็นทางการ และดูขลังยิ่งขึ้น
หลังจากจินอี้เซวียนพูดจบ แขกเหรื่อในงานเลี้ยงก็เริ่มทยอยขอตัวลา เพื่อไปจับจองที่นั่งที่สมรภูมิยั้นหวง
พรุ่งนี้เปิดศึก!
นี่คือการต่อสู้ที่คึกคักที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศจู้เจ๋อ ใครเล่าจะอยากพลาด?
ในขณะที่เว่ยเทียนสยงยังคงนั่งเหม่อลอย มู่หยางได้ลุกขึ้นยืนแล้ว
"ราชาจู้เจ๋อ โปรดรอสักครู่ ค่ำคืนที่งดงามเช่นนี้ ท่านพอจะมีใจพาพวกเราสองคน ท่องเที่ยวชมเมืองเยี่ยนตู้หรือไม่?"
ขณะที่งานเลี้ยงเลิกรา จินอี้เซวียนและซ่งอี้เสวี่ยก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าราชาจู้เจ๋อ พร้อมรอยยิ้ม
"นับเป็นเกียรติของข้าน้อย ทั้งสองท่าน เชิญ"
ราชาจู้เจ๋อฝืนยิ้มออกมา กล่าวตอบ
เห็นได้ชัดว่า เขาไม่มีโอกาสช่วยเหลือตระกูลเว่ยได้เลย
มู่หยาง ก็ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ราชาจู้เจ๋อเช่นกัน
เพราะตอนนี้ ราชาจู้เจ๋อคือหนึ่งในสามผู้กำกับดูแลการประลองครั้งนี้
เขาทำได้เพียงยืนอยู่ข้างๆ ผู้ตรวจการทั้งสอง ส่งสายตามองมู่หยางและคนทั้งสี่เดินจากไป
ต่อให้เขากับมู่หยางจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
แต่ ณ เวลานี้ จะให้จนปัญญาเพียงใด ก็คงต้องจนปัญญาเพียงนั้นแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ปราชญ์เฉินลุกขึ้นยืน ตั้งท่าจะเดินไปหาเว่ยจิง
"น้องชาย อย่าไป" ปราชญ์ซิงกดบ่าเขาไว้
"พี่ใหญ่?"
ปราชญ์เฉินกัดฟันกรอด หลายปีมานี้ พวกเขาเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด
"พวกเราสองคน สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากศูนย์ ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสมาคมการค้าดวงดาวไปเท่าไร? ตอนนี้มีพี่น้องกี่คนที่ต้องพึ่งพาสมาคมเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เจ้าอยากทำลายมันทิ้งงั้นรึ?" ปราชญ์ซิงถามเสียงสั่น
ปราชญ์เฉินสูดหายใจเข้าลึก
หันกลับไปมอง ก็เห็นว่ามู่หยาง เว่ยจิง เว่ยเทียนสยง และหลี่เทียนมิ่ง ทั้งสี่คนเดินจากไปแล้ว
......
เสียงล้อรถม้าบดถนนดังครืดคราด
ในเวลานี้ แม้จะเป็นยามค่ำคืน แต่ทั่วทั้งเมืองเยี่ยนตู้กลับลุกโชนดั่งไฟ บรรยากาศเดือดพล่านไปทั่ว!
"ตระกูลเว่ยของพวกเรา จบสิ้นแล้ว"
เว่ยเทียนสยงขมวดคิ้ว ก้มหน้าลง กำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำ
ไม่มีใครสนใจเขา
มู่หยางเปิดหน้าต่างรถม้า มองดูเมืองเยี่ยนตู้ที่กำลังเดือดพล่าน
"คนเราย่อมต้องตาย"
"ชีวิตนี้ของข้า ท่านอาจารย์เป็นคนมอบให้"
"หากมีโอกาส ข้ายินดีใช้เลือดของข้า ปกป้องตระกูลนี้"
"ความเป็นความตาย ข้าไม่หวั่นเกรง"
จิตวิญญาณการต่อสู้ในแววตาของมู่หยาง ไม่ใช่สิ่งที่เว่ยเทียนสยงจะเทียบได้เลย
ข้างกายเขา เว่ยจิงปิดตาร้องไห้ น้ำตาไหลรินลงมา
"ข้าไม่ควรมีชีวิตรอดเลย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าข้าอดทนรออีกสักหน่อย ท่านพ่อก็คงไม่ต้องแบกสังขารบาดเจ็บออกรบ ท่านอายุมากขนาดนี้แล้ว..."
หลี่เทียนมิ่งมองดูน้ำตาของนางหยดลงบนรถม้า ในใจราวกับมีเปลวเพลิงลุกไหม้
เขาใช้ชายเสื้อ เช็ดน้ำตาให้นาง
"จะตื่นตระหนกไปไย คอยดูลูกชายของท่าน ฆ่าล้างโคตรสุนัขโจรคฤหาสน์เหลยจุนให้สิ้นซากเถอะ"
"หากพวกมันกล้าแตะต้องคนตระกูลเว่ยแม้แต่คนเดียว ข้าจะทำให้พวกมัน สิ้นไร้ทายาทสืบสกุล"
ค่ำคืนนี้ จวนตระกูลเว่ยถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนเพราะการประลองครั้งนี้
พวกเขาจะถกเถียง จะท้อแท้ จะร้องไห้คร่ำครวญ จะดิ้นรน
ดังนั้น หลี่เทียนมิ่งจึงลงจากรถม้าตั้งแต่หน้าประตูเขตสวรรค์ ไม่ได้กลับไปที่จวนตระกูลเว่ย
เขาไม่อยากเห็นคนเหล่านั้นยอมจำนนต่อชะตากรรมอย่างน่าเวทนา
ไม่อยากฟังพวกเขาพร่ำเพ้อว่า อีกฝ่ายมีผู้ตรวจการหนุนหลัง แม้แต่ราชาจู้เจ๋อก็ถูกกดหัวไว้ ตระกูลเว่ยถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องพบจุดจบเช่นไร
เขาไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตา
แทนที่จะไปฟังพวกเขาร้องห่มร้องไห้ มิสู้ไปทำความเข้าใจกระบี่ท่านั้น
มายาสูญ!
......
คฤหาสน์เหลยจุน
คืนเข้าหอจุดเทียนมงคล ความสุขล้นปรี่ถึงปลายกิ่งหลิว
หลังจากเมามาย หลินเสี่ยวถิงก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว
ผลักประตูเข้าไป ก็เห็นสตรีงามยั่วยวนนางนั้น นั่งหุบขาแนบชิดอยู่ขอบเตียง สวมชุดเจ้าสาวสีแดงสด งดงามจับใจ
"ท่านตัดใจกลับมาได้เสียทีนะ ข้ารอท่านจนใจคอหงุดหงิดไปหมดแล้ว ครั้งหน้าถ้าเป็นแบบนี้อีก ข้าจะเล่นงานท่านแน่" เยว่หลิงจีบ่นกระปอดกระแปด
"ฮูหยิน ข้าผิดไปแล้ว"
หลินเสี่ยวถิงรู้ดีว่า นางไม่ใช่มู่ชิงชิง ผู้หญิงที่ยอมตามใจเขาทุกอย่างแบบนั้น
"ข้าหลินเสี่ยวถิงขอสาบานต่อเจ้า ชาตินี้จะมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่ปล่อยให้เจ้ารอนาน เพราะวันนี้เป็นวันมงคลของข้า มีเรื่องมงคลซ้อนมงคล พี่น้องผองเพื่อนเลยกระตือรือร้นกันเกินไปหน่อย"
หลินเสี่ยวถิงอธิบาย
"ฮึ ยกโทษให้ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ" เยว่หลิงจีทำท่าเขินอาย
นางเองก็เป็นสาวบริสุทธิ์ แต่งงานเป็นครั้งแรก
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ได้ทำให้หัวใจเต้นระรัวมานานแล้ว
ค่ำคืนนี้ จินตนาการมานับครั้งไม่ถ้วน ช่วงเวลาที่รอเขากลับมา นางนั่งไม่ติดที่มานานแล้ว
หลินเสี่ยวถิงเองก็ไม่สามารถแสร้งทำเป็นวิญญูชนได้อีกต่อไป
เพื่อฝึกฝน 'เคล็ดอัสนีสวรรค์หยางบริสุทธิ์' เขาได้ละทิ้งชีวิตหนุ่มเจ้าสำราญแบบลูกหลานตระกูลอื่นไป
ตลอดยี่สิบปีมานี้ เขารักษาระยะห่างกับสตรีทุกคน
ในที่สุดก็บรรลุถึงขั้นคืนเดียว แฟนสาวที่คบมาสามปีอย่างมู่ชิงชิง กลับมีสภาพอัปลักษณ์ดูไม่ได้เสียแล้ว
แต่ตอนนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับอัจฉริยะสาวที่มีผู้ตรวจการหนุนหลังอย่างเยว่หลิงจี ย่อมเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดในการจบชีวิตหนุ่มบริสุทธิ์วัยยี่สิบปี
ในชั่วขณะที่เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงออก เห็นใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอายของดรุณีนางนั้น เลือดในกายของหลินเสี่ยวถิงก็สูบฉีดพลุ่งพล่าน ร่างกายเดือดดาลไปหมดแล้ว
"ท่านพี่..." น้ำเสียงของดรุณีสั่นเครือเล็กน้อย
น้ำเสียงขัดเขินภายใต้บรรยากาศวาบหวาม เพียงพอที่จะทำให้ชายหนุ่มทุกคน กลายร่างเป็นสัตว์ป่า
ในดวงตาทั้งสองข้างของหลินเสี่ยวถิง เปลวเพลิงกำลังลุกโชน ราวกับหมาป่าที่พร้อมจะกลืนกินกระต่ายน้อยตรงหน้าลงท้องทั้งเป็น
เลือดลมพลุ่งพล่าน ร่างกายเดือดดาล!
"พรุ่งนี้ จะทำให้เจ้าลุกจากเตียงไม่ไหวเลยคอยดู" หลินเสี่ยวถิงกล่าวอย่างผู้ชนะ
"ไม่เป็นไร พรุ่งนี้พวกเราไม่ต้องลงแข่ง"
เยว่หลิงจีพูดออกมาประโยคหนึ่ง ก้มหน้าลง หน้าแดงก่ำราวกับไฟเผา
ลึกๆ ในกระดูก นางเป็นหญิงสาวที่เผ็ดร้อนคนหนึ่ง
ความยั่วยวนที่แฝงอยู่ในประโยคนี้ ยิ่งทำให้หลินเสี่ยวถิง 'ไฟราคะท่วมท้น'!
ในจังหวะที่เขากำลังจะลงมือ ทันใดนั้น ท้องน้อยก็เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง!
หลินเสี่ยวถิงร้องโหยหวน ใบหน้าซีดเผือดล้มลงกับพื้น สองมือกุมหว่างขา กรีดร้อง ตัวสั่น ชักเกร็ง!
"ท่านพี่!!"
เยว่หลิงจีตะลึงอยู่บนเตียง มองดูหลินเสี่ยวถิงด้วยความตกตะลึง
"อ๊าก!"
ใบหน้าของหลินเสี่ยวถิงเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ เหงื่อกาฬไหลท่วมศีรษะ
ตาของเขาเหลือกขึ้นบน กลิ้งไปมาบนพื้นด้วยความเจ็บปวด
"ท่านเป็นอะไรไป ท่านพี่? เป็นอะไรไป..."
เยว่หลิงจีรีบลงมา จนถึงตอนนี้ นางถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ!
"รีบเรียกคนมา! เรียกคนมา!" เสียงร้องโหยหวนของหลินเสี่ยวถิง แทบจะฉีกขาดหัวใจแล้ว
ไม่ต้องเรียกคน เสียงร้องโหยหวนขนาดนี้ ดึงดูดหลินเทียนเจี้ยนและภรรยาให้มาถึงนานแล้ว
คืนเข้าหอ ร้องโหยหวนขนาดนี้เชียวหรือ?
พวกเขาไม่สนมารยาทอะไรแล้ว ด้วยความตกใจจึงผลักประตูเข้ามา เห็นหลินเสี่ยวถิงอยู่ในสภาพน่าเวทนา นอนคว่ำหน้ากรีดร้องอยู่บนพื้น เส้นเลือดปูดโปนไปทั่วทั้งตัว!
หลินเทียนเจี้ยนเข้าไปดู พอจับชีพจร หน้าก็ถอดสี ถอยหลังไปสามก้าวทันที!
"ผงตัดราก!! เยว่หลิงจี เจ้ากล้าเอาผงตัดรากให้ลูกชายข้ากินรึ!!!"
หลินเทียนเจี้ยนเบิกตากว้าง แทบจะเป็นลมล้มพับ
"ผงตัดราก!!!"
มารดาของหลินเสี่ยวถิงกรีดร้อง แล้วเป็นลมล้มพับไปทันที
"ข้าเปล่านะ!"
เยว่หลิงจียืนนิ่งงันราวกับไก่ไม้[1]
ผงตัดราก นั่นคือพิษร้ายที่ทำให้สิ้นไร้ทายาทสืบสกุลเชียวนะ!
ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่เมื่อตัดแล้ว จากนี้ไปก็จะละกิเลสทั้งหกบริสุทธิ์ผุดผ่อง!
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร เยว่หลิงจีย่อมคิดออก
ถ้าไม่หย่าร้าง วันข้างหน้าก็อย่าหวังจะมี 'ความสุข' อีกเลย
"ข้าจะฆ่าเจ้า!!"
หลินเทียนเจี้ยนถูกความจริงที่น่าเวทนาเช่นนี้ เล่นงานจนตัวเองแทบคลั่ง
"ท่านพ่อ ไม่ใช่นาง..."
หลินเสี่ยวถิงที่กำลังกรีดร้อง เบิกตากว้างจนแทบถลน
ในวินาทีนั้น เขานึกถึงคนผู้หนึ่ง ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
ตอนที่ดื่มสุราอวยพร เป็นนางที่รินสุราให้เขาจนเต็มจอก แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด!
ชุดสีขาวชุดนั้น ราวกับภูตผีปีศาจ พุ่งเข้ามาในหัวใจทันที ไอเย็นยะเยือก แผ่ซ่านไปทั่วร่างในพริบตา
สตรีผู้นั้น…
สามปีก่อน นางถือข่าวเรื่องวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาหาเขา ให้เขาทำลายแฟนหนุ่มของนาง
ในคืนพายุฝนฟ้าคะนองที่หลี่เทียนมิ่งอุ้มศพจินอวี่เดินจากไป นางซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย
สามปีให้หลัง นางเทสุราที่มีผงตัดราก ลงในจอกสุราของเขา
จากนั้น อวยพรให้เขา มีลูกหลานเต็มบ้านหลานเต็มเมือง
"ไปตามหาตัวมู่ชิงชิงมาให้ข้า ข้าจะสับนางเป็นหมื่นๆ ชิ้น!!!"
ภายในคฤหาสน์เหลยจุน มีเสียงคำรามอันสะเทือนเลื่อนลั่นของหลินเสี่ยวถิงดังออกมา
......
ในเวลาเดียวกัน ที่นอกสำนักยั้นหวง บนซุ้มประตูหินเก่าแก่พันปี
เชือกเส้นหนึ่งห้อยตกลงมา
สตรีชุดขาวผู้หนึ่ง ลอยลงมาอย่างแผ่วเบา
จากนั้น
แขวนคอตายอยู่ที่นั่น
-สองสิงห์:ผู้แปล-
[1]"ไก่ไม้" มาจากสำนวนจีน "呆若木鸡" (ไต รั่ว มู่ จี) ครับ แปลตรงตัวคือ "งงงันราวกับไก่ที่แกะสลักจากไม้"
ความหมายคือ: อาการตกตะลึงพรึงเพริด ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยืนนิ่งแข็งทื่อไปเลยครับ