เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 159 เพลิงแค้นของหลินเทียนเจี้ยน!

บทที่ 159 เพลิงแค้นของหลินเทียนเจี้ยน!

บทที่ 159 เพลิงแค้นของหลินเทียนเจี้ยน!


ชนชั้นสูงของประเทศจู้เจ๋อนับหมื่นคน เพียงปรายตามองก็ดูออกในทันทีว่า ต่อจากนี้ใครจะรุ่งโรจน์ และใครจะล่มสลาย!

จินอี้เซวียนไม่ได้พูดกับมู่หยางและคนอื่นๆ เลยสักคำ แต่การกระทำของเขาก็เท่ากับเป็นการประกาศวันตายของตระกูลเว่ยต่อหน้าธารกำนัลแล้ว!

ควรจะเลือกข้างอย่างไร ควรจะปกป้องตัวเองอย่างไร เพื่อไม่ให้โดนลูกหลงในการต่อสู้ครั้งนี้ ทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ

ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดนี้ ที่นั่งข้างๆ มู่หยางและเว่ยเทียนสยงซึ่งเดิมทีก็อยู่ในมุมอับอยู่แล้ว ก็ยิ่งว่างเปล่าลงไปอีก

แม้แต่ทางฝั่งหลี่เทียนมิ่งและเว่ยจิง ก็ยังมีคนส่งสายตาแปลกๆ มาให้

ในแววตานั้น แฝงไว้ด้วยความสะใจที่เห็นผู้อื่นตกทุกข์ได้ยาก

เห็นได้ชัดว่า ผู้ตรวจการเป็นผู้นำพาตระกูลเยว่หลิงมาเล่นงานตระกูลเว่ยด้วยตนเอง!

การเข้ามาแทนที่เป็นเพียงข้ออ้าง ดีไม่ดีเพื่อป้องกันการถูกล้างแค้น พวกเขาอาจจะถึงขั้นฆ่าล้างตระกูลเลยด้วยซ้ำ!

คนส่วนใหญ่รีบถอยห่าง ปิดปากเงียบกริบดั่งจั๊กจั่นในฤดูหนาว

ในช่วงเวลาเช่นนี้ มีเพียงวังลิขิตสวรรค์ที่มีอัครเสนาบดีฉินเป็นผู้นำเท่านั้น ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ข้างกายราชาจู้เจ๋อ

"ราชาจู้เจ๋อ ในฐานะราชาแห่งประเทศจู้เจ๋อ การบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ ให้ประเทศจู้เจ๋อดำรงอยู่อย่างยาวนานสืบไป นับเป็นหน้าที่ที่ท่านมิอาจปฏิเสธได้ ถูกต้องหรือไม่?"

ผู้ตรวจการอีกท่านหนึ่ง ซ่งอี้เสวี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

"เจียงเฉิง ย่อมมิอาจปฏิเสธหน้าที่นี้"

"ในเมื่อเป็นหน้าที่ของท่าน และด้วยสถานะของท่าน ก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนชาวจู้เจ๋อเชื่อมั่นในการท้าชิงผลัดเปลี่ยนเขตสวรรค์ในครั้งนี้มากยิ่งขึ้น"

"ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจเชิญท่าน มาเป็นผู้กำกับดูแลร่วมกับพวกเรา ท่านยินดีหรือไม่?" ซ่งอี้เสวี่ยถาม

ผู้คนต่างสูดหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ราชาจู้เจ๋อ เป็นคนเดียวที่มีความเป็นไปได้ว่าจะยืนอยู่ข้างตระกูลเว่ย

เพราะราชวงศ์จู้เจ๋อทุกรุ่นมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเว่ยมาโดยตลอด

สองตระกูลใหญ่นี้ คือตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศจู้เจ๋อ

หนึ่งปกครองใต้หล้า หนึ่งเป็นตระกูลสันโดษ บ่มเพาะผู้ควบคุมสัตว์

ภายใต้ราชวงศ์จู้เจ๋อ ยังมีวังลิขิตสวรรค์ ยังมีเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ หากดึงราชาจู้เจ๋อมาเป็นพวกได้ ก็เพียงพอที่จะทำให้คนทั้งประเทศจู้เจ๋อทอดทิ้งตระกูลเว่ยในทันที

เช่นนั้นแล้ว ยังจะมีความยุติธรรมใดให้กล่าวถึงอีก?

อีกทั้งซ่งอี้เสวี่ยยังพูดออกมาตรงๆ ว่า 'การท้าชิงผลัดเปลี่ยนเขตสวรรค์ในครั้งนี้' ปลายหอกได้ชี้ตรงไปยังจวนตระกูลเว่ยแล้ว

"ท่านผู้ตรวจการมอบหมายหน้าที่สำคัญให้ เจียงเฉิงย่อมยินดีบุกน้ำลุยไฟ ไม่ขอปฏิเสธ"

"ความหมายของท่านผู้ตรวจการคือ มีตระกูลหนึ่งได้รับป้ายท้าชิงจากวังเทพศักดิ์สิทธิ์แล้ว และต้องการจะท้าชิงตระกูลเว่ยกระนั้นหรือ?"

เรื่องนี้ ราชาจู้เจ๋อไม่มีทางปฏิเสธได้เลย

ใครๆ ต่างก็เข้าใจดีว่า การให้ราชาจู้เจ๋อมาเป็นผู้กำกับดูแลร่วมกับผู้ตรวจการทั้งสอง ก็เพื่อใช้อำนาจบารมีของราชาจู้เจ๋อในประเทศจู้เจ๋อ ทำให้ประชาชนเชื่อถือในความยุติธรรมของการท้าชิงครั้งนี้

มิฉะนั้น การที่ผู้ตรวจการทั้งสองพำนักอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน บวกกับงานแต่งงานของหลินเสี่ยวถิงและเยว่หลิงจี ย่อมต้องมีคนปล่อยข่าวลือเสียหายออกมา

นี่คือจุดประสงค์ที่พวกเขาต้องการให้ราชาจู้เจ๋อเป็นผู้กำกับดูแล

หนึ่งคือการดึงมาเป็นพวก หรือพูดให้ถูกคือ บีบให้เลือกข้าง

สองคือใช้อำนาจบารมีของเขา ปิดปากคนทั้งประเทศจู้เจ๋อ!

เมื่อราชาจู้เจ๋อรับคำ ทุกคนก็หันกลับมามองมู่หยางและเว่ยเทียนสยงอีกครั้ง พวกเขาถูกโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์แล้ว

ความเคารพและความอิจฉาในอดีต บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสมเพชและสะใจในทันที!

"ราชาจู้เจ๋อกล่าวได้ถูกต้อง ตระกูลเยว่หลิงมีความมุมานะบากบั่น พัฒนาตนเองในประเทศจูหลงมานับพันปี"

"ขนาดของตระกูลใหญ่โต คนเก่งในตระกูลมีมากมาย ทั้งคุณธรรมและความสามารถ ล้วนผ่านการทดสอบจากวังเทพศักดิ์สิทธิ์แล้ว ดังนั้นจึงได้รับป้ายท้าชิง"

"ทว่าตระกูลเว่ย ครอบครองเขตสวรรค์มานับพันปี กลับไม่คิดก้าวหน้า ลูกหลานในตระกูล แม้แต่ตำแหน่งเจ้าวังก็ยังไม่อาจรับช่วงต่อได้ วังเทพศักดิ์สิทธิ์จึงเกิดความสงสัยในความสามารถในการปกครองของตระกูลเว่ย"

"ดังนั้น พวกเราสองคนจึงตัดสินใจ ให้ตระกูลเยว่หลิงท้าชิงตระกูลเว่ย ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ล้วนเป็นผลดีต่อประเทศจู้เจ๋อ"

"หากชนะ ประเทศจู้เจ๋อก็จะได้ตระกูลเขตสวรรค์ตระกูลใหม่ การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ย่อมนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ"

"หากแพ้ ก็สามารถกระตุ้นเตือนตระกูลเว่ย ให้กลับตัวกลับใจ และได้รับความไว้วางใจจากวังเทพศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง! นำมาซึ่งวาสนาที่มากขึ้นแก่ประเทศจู้เจ๋อ!"

วาจาของซ่งอี้เสวี่ยช่างยิ่งใหญ่และชอบธรรม เมื่อพูดจบ น้ำเสียงอันน่าเกรงขามนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในหูของทุกคน

"เว่ยเทียนสยง เจ้าในฐานะบุตรชายของเจ้าวัง กลับไร้ความสามารถที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าวัง รุ่นลูกหลานของเจ้า แม้แต่คุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์ของเจ้าวังคนใหม่ก็ยังไม่มี"

"ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงกังขาในการสืบทอดของจวนตระกูลเว่ย เจ้ามีข้อโต้แย้งหรือไม่?"

ในตอนนั้นเอง ภาพที่ผู้คนคาดเดาไว้ก็ได้ปรากฏขึ้น

ผู้ตรวจการ ได้เริ่มเล่นงานจวนตระกูลเว่ยโดยตรงแล้วจริงๆ!

พวกเขาไม่ได้เล่นงานมู่หยาง แต่กลับโจมตีไปที่ปมด้อยที่ใหญ่ที่สุดในใจของเว่ยเทียนสยง!

ตั้งแต่ต้นจนจบ ใบหน้าของเว่ยเทียนสยงดำคล้ำ

นี่คือการดูถูกเหยียดหยาม!

แต่ก็ไม่มีทางเลือก อีกฝ่ายเป็นถึงผู้ตรวจการ และยังใช้เรื่องที่รู้กันทั่วมาดูถูกเหยียดหยาม

การให้มู่หยางเป็นเจ้าวังคนใหม่ คือการตัดสินใจของเว่ยเทียนซาง!

การไม่ให้พวกเว่ยกั๋วฮ่าวเป็นศิษย์ของมู่หยาง ก็เป็นการตัดสินใจของเว่ยเทียนซางเช่นกัน!

แต่เว่ยเทียนซางคงคาดไม่ถึงว่า มาตรฐานที่เข้มงวดของเขา กลับกลายเป็นข้ออ้างให้ผู้ตรวจการตัดสินว่าตระกูลเว่ยไร้ความสามารถ!

เพราะต่อให้เป็นเว่ยเทียนซาง ก็เพียงแค่เคยได้ยินการท้าชิงเช่นนี้มาครั้งเดียว ไม่เคยคิดมาก่อนว่า จวนตระกูลเว่ยจะมีวันนี้

ท่ามกลางสายตาของมหาชน เว่ยเทียนซางกัดฟันแน่น เขาทำได้เพียงกล่าวว่า..

"ท่านผู้ตรวจการสั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว"

"เว่ยเทียนสยง ข้าไม่ได้เจาะจงเล่นงานเจ้า เพียงแค่ว่าไปตามเนื้อผ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องเกิดอารมณ์ต่อต้าน"

"นี่เป็นเพียงการท้าชิง จวนตระกูลเว่ย ยังมีโอกาสที่จะพิสูจน์ตนเอง! พวกเราสนับสนุนตระกูลเยว่หลิงให้ท้าชิง แต่ก็สนับสนุนพวกเจ้าให้ปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองเช่นกัน!" จินอี้เซวียนกล่าว

"เช่นนั้นขอเรียนถามท่านผู้ตรวจการทั้งสอง กฎกติกาการท้าชิงที่แน่ชัดคืออะไร?"

มู่หยางรู้ว่าเว่ยเทียนสยงกำลังโกรธจัด จิตใจไม่มั่นคง เขาจึงเป็นฝ่ายรับคำแทน

ฝ่ายตรงข้ามวางแผนมานานแล้ว แสดงเจตนาชัดเจนว่าจะกำจัดตระกูลเว่ย ส่งตระกูลเยว่หลิงขึ้นสู่อำนาจ การมาบ่นด่าหรือโกรธแค้นในที่นี้ ล้วนเป็นการแสดงออกของผู้ไร้ความสามารถ

มิสู้ถามกฎกติกาไปตรงๆ เลยดีกว่า

มิสู้ สู้กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!

นี่ โอกาสเดียวของจวนตระกูลเว่ย!

เรื่องนี้เป็นแผนสมคบคิดของรองผู้ตรวจการ เหมือนอย่างที่เว่ยเทียนซางพูด พวกมันเปิดหน้าชกกันขนาดนี้แล้ว จะยอมให้เจ้ามาร้องขอความเป็นธรรมหรือ?

หากไม่ได้คิดจะกินรวบตระกูลเว่ย พวกมันคงวางตัวเป็นกลางไปนานแล้ว จะมาพำนักอยู่ที่คฤหาสน์เหลยจุนเป็นเดือนๆ ทำไม?

แถมยังทำถึงขั้นกำหนดผลการแข่งให้เยว่หลิงจีเป็นอันดับหนึ่งในศึกสัตว์อสูรเฉินยวน ยังจะมาพูดเหตุผลกับตระกูลเว่ยอีกหรือ?

การท้าชิงผลัดเปลี่ยนเขตสวรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ย่อมต้องเป็นการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรมอย่างแน่นอน!

การค้นหาทางรอดท่ามกลางความไม่ยุติธรรม คือสิ่งที่คนของจวนตระกูลเว่ยพึงกระทำ

เรื่องราวทั้งหมดนี้ มู่หยางคิดทะลุปรุโปร่งในพริบตาเดียว

เมื่อเผชิญกับคำถามของมู่หยาง จินอี้เซวียนมีรอยยิ้มประดับหน้า มองจากภายนอก ดูไม่มีเจตนาเข้าข้างฝ่ายใดเลยแม้แต่น้อย

"การท้าชิงผลัดเปลี่ยนเขตสวรรค์ โดยรวมแล้วคือการประลองของสองตระกูล เก่าและใหม่ เป็นการวัดพลังของตระกูลในยุคปัจจุบันและศักยภาพในอนาคต"

"การประลองแบ่งออกเป็นสามส่วน แยกเป็นสามรุ่น อาวุโส กลาง และเยาว์ สามรุ่นแยกกันประลอง! นี่คือการวัดกันที่รากฐานตระกูล กำลังหลัก และอนาคต!"

"กฎกติกานั้นง่ายมาก ยกตัวอย่างเช่นรุ่นอาวุโส ก็คือรุ่นของเว่ยเทียนซางและเยว่หลิงหง ทั้งสองฝ่ายต่างส่งคนขึ้นมาประลองในสนามรบ"

"ผู้แพ้ลงไป เปลี่ยนคนอื่นขึ้นมา ต่อสู้ต่อเนื่องเช่นนี้ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่สามารถส่งคนขึ้นมาได้อีก!"

กฎนี้เรียบง่ายจริงๆ ฟังครั้งเดียวก็เข้าใจ

ก็คือ สู้จนกว่ารุ่นนั้นของอีกฝ่ายจะไม่มีคน ก็เป็นอันจบสิ้น

"สามรุ่น อาวุโส กลาง เยาว์ รุ่นที่ชนะ จะได้หนึ่งคะแนน เมื่อครบสามสนาม ใครได้สองคะแนนขึ้นไป ผู้นั้นคือผู้ชนะ!"

เช่นนี้แล้ว พวกเว่ยเทียนซางและเว่ยชิง จะต้องปะทะกับเยว่หลิงหง สู้จนกว่าตระกูลเยว่หลิงจะไม่มีคน

พวกเว่ยเทียนสยงและเว่ยจื่อคุน จะต้องปะทะกับเยว่หลิงเซียว

พวกหลี่เทียนมิ่งและเว่ยกั๋วฮ่าว อาจจะต้องปะทะกับเยว่หลิงจี

สมมติว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมียอดฝีมือที่เหนือชั้นมากๆ ในรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เพียงคนเดียว ก็อาจบดขยี้อีกฝ่ายได้ทั้งกลุ่ม และคว้าหนึ่งคะแนนมาให้ตระกูลได้

"ขอถามท่านผู้ตรวจการ ในฐานะที่ข้าเป็นว่าที่เจ้าวังเขตสวรรค์ในอนาคตของตระกูลเว่ย ข้ามีสิทธิ์เข้าร่วมหรือไม่?" มู่หยางถามเสียงขรึม

ทุกคนเงยหน้าขึ้น มองดูคำตอบของรองผู้ตรวจการด้วยความตึงเครียด

ความแข็งแกร่งของมู่หยาง ในบรรดารุ่นกลางของพวกเขา ถูกจัดให้อยู่ในสามอันดับแรกของประเทศจู้เจ๋อ

เผลอๆ อาจจะเป็นอันดับหนึ่ง!

อดีตอันดับหนึ่งในทำเนียบฟ้าแห่งเขตสวรรค์ ศิษย์เอกที่เว่ยเทียนซางภาคภูมิใจที่สุด!

หลินเทียนเจี้ยน ปราชญ์ซิง ปราชญ์เฉิน ในอดีตล้วนเคยพ่ายแพ้แก่เขามาแล้วทั้งสิ้น!

ตามหลักเหตุผล รองผู้ตรวจการไม่น่าจะให้เขาเข้าร่วม

แต่ในความเป็นจริง จินอี้เซวียนและซ่งอี้เสวี่ยมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น พวกเขาได้แก้ไขกฎกติกาไปครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับตระกูลเยว่หลิง

ศิษย์ของเจ้าวัง ตามกฎระเบียบแล้วมีสิทธิ์เข้าร่วม ดังนั้นพวกเขาจึงคร้านที่จะแก้ไขอีก

พูดง่ายๆ ก็คือ การดูถูกเหยียดหยามนั่นเอง

และเวลาผ่านไปหลายปีขนาดนี้ บางทีหลินเทียนเจี้ยน ก็คงอยากรู้เหมือนกันว่า มู่หยางที่เคยกดข่มเขาไว้ในอดีต จะยังกดข่มได้อยู่หรือไม่?

นี่ คือศึกแก้แค้นของหลินเทียนเจี้ยน!

และเขาก็เป็นคนเสนอแนะ บอกรองผู้ตรวจการว่า ไม่ต้องแก้ไขกฎเพื่อมู่หยางอีกครั้ง!

เมื่อเผชิญกับคำถามของมู่หยาง จินอี้เซวียนตอบกลับอย่างไม่ยี่หระว่า.. "ย่อมได้แน่นอน ตามกฎของการท้าชิงผลัดเปลี่ยนเขตสวรรค์ ศิษย์ของเจ้าวังมีสิทธิ์เข้าร่วมการต่อสู้"

"มู่หยาง ได้ยินมาว่าฝีมือเจ้าไม่เลว ถึงเวลานั้น จะมีโอกาสให้เจ้าได้แสดงฝีมือ"

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

พวกเขาบอกได้คำเดียวว่า รองผู้ตรวจการทั้งสองท่านช่างมั่นใจในความแข็งแกร่งของตระกูลเยว่หลิงเหลือเกิน!

หากสองตระกูลดวลเดี่ยวกันเช่นนี้ รุ่นอาวุโสและรุ่นเยาว์ยังพูดยาก

แต่เยว่หลิงเซียว จะสู้มู่หยางได้หรือ?

"มู่หยาง ไม่ได้ประมือกันหลายปี หลายปีมานี้ข้าได้บรรลุอะไรหลายอย่าง ครั้งนี้ ข้าคงต้องให้เจ้าส่งมอบฉายาอันดับหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยนตู้คืนมาแล้วกระมัง"

ในตอนนั้นเอง ท่านจอมพลเหลยหลินเทียนเจี้ยนก็หรี่ตาลง แล้วกล่าวประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนต่างตกตะลึง!

ไหนบอกว่า เป็นการดวลกันระหว่างตระกูลเยว่หลิงและตระกูลเว่ยไม่ใช่หรือ?

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหลินเทียนเจี้ยนแห่งคฤหาสน์เหลยจุน?

"การประลองครั้งนี้ เจ้าออกศึกได้ด้วยรึ?"

เว่ยเทียนสยงถามสิ่งที่ทุกคนสงสัยออกมา

"ย่อมได้แน่นอน นับตั้งแต่กราบไหว้ฟ้าดินในวันนี้ คฤหาสน์เหลยจุนของข้าก็เป็นดองกับตระกูลเยว่หลิง"

"ถือเป็นตระกูลเกี่ยวดองของตระกูลเยว่หลิง" หลินเทียนเจี้ยนหัวเราะเย็นชา

"ท่านผู้ตรวจการ ที่หลินเทียนเจี้ยนพูดเป็นความจริงหรือ?" มู่หยางหรี่ตาลง

จนกระทั่งวินาทีนี้ ผู้คนถึงได้มองออกว่า โอกาสชนะของตระกูลเยว่หลิงมาจากไหน

งานแต่งงานในครั้งนี้ ไม่ใช่งานแต่งงานธรรมดาๆ จริงๆ ด้วย

ที่เลือกประกาศหลังงานแต่งงาน ก็แสดงให้เห็นว่าการท้าชิงประลองในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับงานแต่งงานนี้อย่างแน่นอน!

"ย่อมเป็นความจริง ตามกฎของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ พลังของตระกูลเกี่ยวดองของตระกูลเขตสวรรค์ ก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์พลังของตนเองเช่นกัน ดังนั้นทั้งสองฝ่ายสามารถระบุตระกูลเกี่ยวดองหนึ่งตระกูลให้เข้าร่วมการต่อสู้ได้" ซ่งอี้เสวี่ยกล่าว

"คฤหาสน์เหลยจุนของพวกเราทุกคน จะออกศึกเพื่อตระกูลเยว่หลิง! แน่นอนว่าตระกูลเว่ยก็สามารถระบุตระกูลเกี่ยวดองได้หนึ่งตระกูลเช่นกัน นี่คือกฎของวังเทพศักดิ์สิทธิ์" ท่านเหลยจุนหลินเจ้าแววตาอำมหิต

พวกเขามีคนจำนวนมาก แต่ตระกูลเว่ยมีเพียงมู่หยางและเว่ยเทียนสยงสองคน!

ในเวลานี้ ความจริงกระจ่างชัด!

ไม่ใช่ตระกูลเยว่หลิงดวลกับตระกูลเว่ย

แต่เป็นตระกูลเยว่หลิง บวกกับคฤหาสน์เหลยจุนทั้งตระกูล ร่วมมือกันรุมสังหารตระกูลเว่ย!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 159 เพลิงแค้นของหลินเทียนเจี้ยน!

คัดลอกลิงก์แล้ว