- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 150 เคราะห์กรรมชีวิตน้อยของหลี่เทียนมิ่ง
บทที่ 150 เคราะห์กรรมชีวิตน้อยของหลี่เทียนมิ่ง
บทที่ 150 เคราะห์กรรมชีวิตน้อยของหลี่เทียนมิ่ง
หลังจากประตูถูกผลักเปิดออกเบาๆ หญิงนางหนึ่งก็ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านใน
กระบวนการนี้ ราวกับได้พบแสงตะวันใหม่อีกครา
วินาทีนั้น หลี่เทียนมิ่งกลั้นหายใจ
ยี่สิบปี เขาเฝ้ารอวันนี้มานานเหลือเกิน
ในครรลองสายตาของเขา หญิงสาวที่เดินออกมานั้น สิ่งที่โดดเด่นที่สุดย่อมเป็นเกศาสีเทาอ่อนที่ทิ้งตัวลงมาเหยียดตรงดุจน้ำตก
เดี๋ยวก่อนนะ?
ผมยาวสีเทาอ่อน หรือว่าเว่ยเทียนซางล้มเหลว?
ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
เพราะต่อให้เป็นผมยาวสีเทาอ่อน แต่ก็เปี่ยมด้วยความเงางาม ทิ้งตัวสลวย และเปี่ยมด้วยพลังชีวิตที่พุ่งพล่าน
เมื่อมองต่ำลงมา ก็เห็นได้ชัดว่า นี่จะเป็นหญิงวัยสี่สิบได้อย่างไร?
นี่มันดรุณีวัยแรกแย้มที่รุ่นราวคราวเดียวกับเว่ยหลิงเซวียนชัดๆ!
แม้แต่อาจารย์มู่หว่านที่เพิ่งจะสามสิบกว่า ยังดูเป็นผู้ใหญ่กว่านางเสียอีก
ดวงตาคู่หนึ่งใสกระจ่างดุจแก้วผลึก ฟันขาวสะอาด ตาสุกใส รอยยิ้มนั้นกลับเผยให้เห็นความขัดเขินแบบเด็กสาว!
ยังมีทรวดทรงองค์เอวที่อ้อนแอ้น ปราดเปรียวทรงพลัง เปี่ยมชีวิตชีวา ท่วงท่าการเดินคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ
หลี่เทียนมิ่งนึกว่าตัวเองตาฝาด
นี่มันเด็กสาวชัดๆ แทบไม่ต่างจากเจียงชิงหลวนและเจียงเฟยหลิงเลย
นี่คือท่านแม่ของเขาหรือ?
ในจินตนาการของเขา นางน่าจะฟื้นฟูจากวัยแปดสิบกลับมาเป็นสี่สิบ ประมาณเดียวกับเสวี่ยหลาน
แต่ว่า นี่มันย้อนกลับไปสิบแปดเลยนะ!
ต่อให้มีผมยาวสีเทาอ่อน แต่ก็ยังดูเหมือนอายุสิบแปด คนอื่นคงคิดว่านางไปย้อมสีผมมา
หลี่เทียนมิ่งเริ่มปวดหัว
สภาพของนางเช่นนี้ ตกลงเขาต้องเรียกว่าแม่ หรือเรียกว่าพี่สาว? หรือว่า... น้องสาว?
ไม่ใช่แค่เขา พูดตามตรง วินาทีที่เว่ยจิงเดินออกมา ทุกคนในที่นั้นต่างอ้าปากค้าง นึกว่าตัวเองตาฝาดไป
"ไร้ความรู้ เคราะห์กรรมชีวิตน้อยเมื่อรักษาหาย ต่อให้ผ่านไปหกสิบปี ก็จะฟื้นฟูกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เพิ่งได้รับเคราะห์กรรมชีวิตน้อย"
ด้านหลังของเว่ยจิงปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่ง ชายชราผู้นั้นดูเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ใบหน้าซีดเซียวลงไปมาก
เห็นได้ชัดว่า การทำลายเคราะห์กรรมชีวิตน้อยนี้ สิ้นเปลืองพลังของเว่ยเทียนซางไปไม่น้อย
"รีบไสหัวออกไปซะ ตาเฒ่าอย่างข้าต้องพักฟื้นสามเดือนขึ้นไป ใครก็ห้ามมารบกวนข้า!"
เว่ยเทียนซางผลักเว่ยจิงออกไป แล้วกระแทกประตูปิดทันที ราวกับเขารู้สึกว่าการช่วยเว่ยจิงเป็นเรื่องน่าขายหน้าอย่างนั้นแหละ
ต้องพักฟื้นถึงสามเดือนกว่าจะหายดี เห็นได้ว่าครั้งนี้เว่ยเทียนซางสูญเสียพลังไปมากเพียงใด
เขายังคงเต็มใจทำ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า แต่ก่อนหลี่เทียนมิ่งมองท่านตาผู้นี้ผิดไปจริงๆ
โชคดีที่เขาแค่ต้องการการพักผ่อนเท่านั้น
เว่ยจิงหันกลับไปมองแวบหนึ่ง แต่ประตูปิดลงแล้ว
"ตาแก่หัวดื้อ" นางกัดฟัน แต่ริมฝีปากกลับเปื้อนยิ้ม
เพราะนางรู้ว่า นับจากวินาทีนี้ไป ช่องว่างระหว่างนางกับบิดาได้จบสิ้นลงแล้ว
เคราะห์กรรมชีวิตน้อยหายไป ได้กลับสู่วัยยี่สิบ แถมยังคืนดีกับบิดา
นี่มันราวกับ บินจากนรกขึ้นสู่สรวงสวรรค์!
ความสุขเปี่ยมล้นนั้น มากพอที่จะทำให้นางดื่มด่ำจนยืนนิ่งอยู่กับที่
นางขอบคุณบิดาในใจนับครั้งไม่ถ้วน และตอนนี้เมื่อออกมาแล้ว นางยิ่งรู้ดีว่า ยังมีผู้มีความชอบอีกคนหนึ่ง
นั่นคือหลี่เทียนมิ่ง
เมื่อหันกลับมาเห็นลูกชายของตน ขอบตาของนางก็ชุ่มชื้น
"เทียนมิ่ง!"
สายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน เว่ยจิงโผเข้ากอดเขาไว้แน่น ร้องไห้ด้วยความปิติยินดี
"เจ้าเป็นใครกัน หรือว่าจะเป็นน้องสาวที่พลัดพรากจากกันไปนานหลายปีของข้า?" หลี่เทียนมิ่งกดไหล่นางไว้ แสดงสีหน้าท่าทางเกินจริง
เว่ยจิงทั้งหัวเราะทั้งน้ำตา
นางส่องกระจกดูแล้ว
นางเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้ย้อนกลับมาสู่วัยยี่สิบ
"ท่านพ่อบอกว่า เคราะห์กรรมชีวิตน้อยไม่ใช่แค่หายนะ แต่มันยังมีความลึกลับซับซ้อนอีกมากมาย ที่คนตระกูลเราไม่อาจหยั่งรู้ได้"
"วันที่ทำลายเคราะห์ คือวันที่ย้อนกลับไปสู่วันที่ต้องเคราะห์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเคราะห์กรรมชีวิตน้อย"
"นี่เท่ากับว่า ข้าได้ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นชีวิต หรือทุกสิ่งทุกอย่าง"
ขณะที่นางพูด สัตว์ประจำตัวของนางก็บินออกมาจากพื้นที่ประจำตัว
นั่นคือ นกเพงไนปีกทองแปดปีก!
ระดับพลังน่าจะอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณเช่นกัน
และเว่ยจิง ก็อยู่ในระดับนี้เช่นเดียวกัน
เคราะห์กรรมชีวิตน้อยยี่สิบปี แม้แต่นกเพงไนปีกทองแปดปีกก็เสื่อมถอย กลับไปเหลือเพียงสี่ปีก
กระทั่งสัตว์ประจำตัวตัวนี้ ก็ยังย้อนกลับไปสู่วัยยี่สิบปี...
"เคราะห์กรรมชีวิตน้อย มหัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ..."
เกี่ยวกับความลับของเคราะห์กรรมชีวิตน้อยนี้ หลี่เทียนมิ่งไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
เขายังคิดว่า นั่นเป็นเพียงหายนะเสียอีก
ลูกหลานตระกูลเว่ย หากโชคร้ายมีเคราะห์กรรมชีวิตน้อย โดยพื้นฐานแล้วเมื่อเพิ่งเริ่มเป็นก็จะทำลายมันทิ้งทันที
ไม่มีใครเหมือนเว่ยจิง ที่แบกรับมันมายี่สิบปี
ดังนั้น เว่ยจิงในตอนนี้ จึงเป็นหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ของตระกูลเว่ย
แม้แต่เว่ยเทียนซางก็ทำได้เพียงคาดเดาว่าจะย้อนกลับไปยี่สิบปี บัดนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วบนตัวนาง!
ท่านแม่อายุยี่สิบ?
หลี่เทียนมิ่งมึนงงไปหมด
"เจ้าอย่ามาลูกเล่นกับข้านะ แม่ของเจ้าร่างกายยี่สิบ แต่จิตใจยังสี่สิบ!" เว่ยจิงดุกลั้วหัวเราะ
นางดีใจเหลือเกิน!
หลี่เทียนมิ่งดีใจยิ่งกว่านางเสียอีก!
ในโลกมนุษย์ ยังมีเรื่องใดยินดีไปกว่านี้อีกหรือ?
หินก้อนใหญ่ที่กดทับอยู่ในใจ ได้แตกสลายไปแล้ว
"ท่านแม่ ไม่เอาหลี่เทียนมิ่งแล้ว ลูกชายของท่านมาปรนนิบัติท่านแล้วจ้า" เจ้าลูกไก่เหลืองบินถลาเข้ามา
"เมี๊ยว" ด้านหลังมัน สายฟ้าสายหนึ่งแลบผ่าน
ชั่วพริบตาต่อมา เจ้าแมวดำน้อยก็นอนขดตัวอย่างสบายใจอยู่ในอ้อมอกของเว่ยจิง
เจ้าสองตัวนี้ แย่งซีนเก่งเป็นที่หนึ่ง
ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน..ช่างกลมเกลียวเปี่ยมสุข!
โลกมนุษย์ สุขสันต์ถึงเพียงนี้!
ปาฏิหาริย์ที่ระเบิดออกมาจากเคราะห์กรรมชีวิตน้อย สำหรับหลี่เทียนมิ่งแล้ว ถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ในปาฏิหาริย์
ว่ากันว่าเว่ยจิงในวัยสาว เป็นดรุณีที่งดงามที่สุดในเมืองเยี่ยนตู้
ตอนนี้พอได้เห็น ก็สมคำร่ำลือจริงๆ
มิน่าเล่า ถึงทำให้บุคคลระดับมู่หยางและปราชญ์เฉินหลงใหลได้
"เจ้ามีครอบครัวแล้ว อย่ามองมั่วซั่ว" มู่หยางถลึงตาใส่ปราชญ์เฉิน
"ย้อนกลับสู่วัยยี่สิบ ทุกข์ผ่านพ้นสุขเข้ามาแล้ว" ปราชญ์เฉินถอนหายใจด้วยความซาบซึ้ง
"พูดถึงเรื่องนี้ ถ้าคนทางบ้านเจ้ามาเห็นสภาพของจิงเอ๋อร์ตอนนี้ คงได้อิจฉาอีกแน่" มู่หยางหัวเราะ
"ช่างนางเถอะ เป็นแบบนี้มาตลอด เดี๋ยวก็ปลงได้เอง" ปราชญ์เฉินส่ายหน้า
ตอนนั้นเอง มู่หว่านก็มุดเข้ามา ถามว่า "พี่ มีวิธีไหนไหม ที่จะทำให้ข้าเป็นเคราะห์กรรมชีวิตน้อยได้ไม่จำกัดครั้ง?"
"เจ้าป่วยรึ?" มู่หยางตาโต
"เปล่า ข้าอยากสาวตลอดกาลนับครั้งไม่ถ้วนบ้าง" มู่หว่านกล่าวอย่างอิจฉา
"ไปไกลๆ เลย"
"ข้าดูออกนะ ตอนนี้พี่กำลังหลงเสน่ห์พี่จิงจนโงหัวไม่ขึ้นล่ะสิ"
"เจ้าพูดอีกทีข้าจะตีให้ตาย..."
มู่หว่านวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
หน้าเรือนเทียนอวิ๋นนี้ หากจะบอกว่าใครที่มีสีหน้าเย็นชา ก็คงจะมีเพียงเว่ยเทียนสยง เว่ยจื่อคุน และลูกหลานของพวกเขา
พวกเขาคัดค้านมาโดยตลอด แต่คาดไม่ถึงว่าเว่ยเทียนซางจะยังคงช่วยรักษา
"ทำไมข้ารู้สึกว่า ท่านพ่อเหมือนอยากจะช่วยนางมาตั้งนานแล้ว" เว่ยจื่อคุนขมวดคิ้ว
"ผิดคาดหรือ? เขาไม่เคยรักจิงเอ๋อร์ที่สุดมาตลอดหรือไง?" เว่ยเทียนสยงกล่าว
"ก็ได้ ตอนนี้แม่ลูกคู่นั้นคงได้ใจแล้ว จวนตระกูลเว่ยแห่งนี้ ต่อไปคงไม่มีที่ให้พวกเราแล้ว"
"เห็นได้ชัดว่ามู่หยางจะรับหลี่เทียนมิ่งเป็นศิษย์ จากนั้นเจ้าหลี่เทียนมิ่ง โดยพื้นฐานแล้วคงจะได้เป็นเจ้าวังคนถัดไปอีกรุ่น"
นี่ ก็คงไม่มีที่ยืนให้ลูกหลานของพวกเขาเช่นกัน
ในใจไม่พอใจ แล้วจะทำอย่างไรได้?
"พี่ใหญ่ จื่อคุน"
คาดไม่ถึงว่า เว่ยจิงจะเดินมาตรงหน้าพวกเขา
"หลายปีมานี้ เป็นข้าที่ผิดเอง ขอบคุณพวกท่านที่ดูแลท่านพ่อ ประคับประคองจวนตระกูลเว่ย"
"อืม หลุดพ้นแล้ว ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้ดี เริ่มต้นใหม่ อย่าทำเรื่องให้เขาเสียใจอีก เขาแก่มากแล้ว" เว่ยเทียนสยงกล่าว
"จิงเอ๋อร์เข้าใจ"
"ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน" เว่ยเทียนสยงกล่าว
"ได้ค่ะ"
"ค่อยๆ เดิน ไม่ส่งนะขอรับ ท่านลุงทั้งสอง" หลี่เทียนมิ่งเดินขึ้นมา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
สองคนนี้ ต่อให้ไม่พอใจแล้วจะทำอะไรได้?
ยังไงก็ต้องแบกอารมณ์อันซับซ้อน ไสหัวกลับไปอย่างหงอยเหงาอยู่ดี
ส่วนเว่ยกั๋วฮ่าว เว่ยหลิงเซวียน และพวกไทยมุงคนอื่นๆ ก็ถูกเว่ยเทียนสยงไล่กลับไป
อย่างไรเสีย เว่ยเทียนซางก็ให้อภัยแล้ว พวกเขาอาจจะยังไม่ให้อภัยก็ได้
แต่ จะสำคัญอะไร?
หลี่เทียนมิ่ง ไม่สนใจเลยสักนิด
เว่ยเทียนซางยังต้องพักฟื้น พวกเขาจึงกลับไปที่เรือนอวี่หลิน
เว่ยจิงลงมือทำอาหารเอง ต้อนรับแขกเหรื่อ
รสชาติอาหารไม่เท่าไหร่ แต่กลับถูกมู่หยางและปราชญ์เฉินชมจนตัวลอย
จนกระทั่งพลบค่ำ พวกเขาถึงได้จากไป ทิ้งให้สองแม่ลูกหลี่เทียนมิ่งและสัตว์ตัวน้อยสองตัวอยู่กันตามลำพัง
อิ๋งฮั่วและเมี๊ยวเมี๊ยววิ่งเล่นกันในลานเรือน เวjยจิงนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจก
หลี่เทียนมิ่งยืนอยู่ข้างหลังนาง มองนางในกระจก
เห็นนางในรูปลักษณ์สาวรุ่นเช่นนี้ หลี่เทียนมิ่งเกรงว่าคงนอนฝันหวานหัวเราะจนตื่น
"ท่านแม่ ท่านจะสานสัมพันธ์ใหม่กับท่านอาหยางไหม?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ไม่"
"ทำไมล่ะ?" หลี่เทียนมิ่งถามด้วยความสงสัย
"เขาบอกข้าเองว่า เขาไม่ได้คิดอะไร เขาชินกับชีวิตในช่วงยี่สิบปีมานี้แล้ว อยู่กับข้าแล้วกดดัน" เว่ยจิงกล่าว
"อะไรเนี่ยะ.. สมองเขามีปัญหาหรือเปล่า?"
หลี่เทียนมิ่งเห็นเขากระตือรือร้นขนาดนั้น นึกว่าจะมีใจเสียอีก
"อีกอย่าง ข้าอยากไปตามหาคนคนหนึ่ง" เว่ยจิงมองตัวเองในกระจก แววตาแน่วแน่
"ใคร?"
"ไว้มีโอกาสค่อยบอกเจ้าดีกว่า"
"......"
นางกำลังหวีผมแต่งตัว
ยี่สิบปีแล้ว ที่ไม่ได้เป็นเช่นนี้
ตอนที่พับแขนเสื้อขึ้น หลี่เทียนมิ่งพลันสังเกตเห็นบางอย่างบนท่อนแขนขวาของนาง
"นี่คืออะไร?"
หลี่เทียนมิ่งจับแขนของนาง เพ่งมองดู
เห็นเพียงบนนั้น เหมือนจะมีลวดลายวงกลมสามวงเรียงกัน วงแหวนสามวงคล้องเกี่ยวกัน เช็ดอย่างไรก็ไม่ออก
"ไม่รู้สิ พอเคราะห์กรรมชีวิตน้อยหายไป ของสิ่งนี้ก็ปรากฏขึ้นมา" เว่ยจิงกล่าว
"คงไม่มีผลกระทบอะไรใช่ไหม?"
"ไม่หรอก บรรพบุรุษตระกูลเว่ยมีไม่น้อยที่มีเคราะห์กรรมชีวิตน้อย แต่พวกเขาล้วนทำลายมันตั้งแต่ปีแรก บนมือพวกเขาก็มีลวดลายนี้เหมือนกัน แต่มีแค่วงเดียว"
"ของข้าอาจเป็นเพราะเวลานาน เลยมีสามวง" เว่ยจิงอธิบาย
"ไม่กระทบต่อการฝึกฝน และการใช้ชีวิตในวันหน้า?"
"ว่ากันว่า หลังจากมีวงแหวนเพิ่มมาหนึ่งวง ความเร็วในการฝึกฝนจะเร็วขึ้น นี่คือเหตุผลที่ตระกูลเว่ยรุ่งเรืองไม่เสื่อมคลาย"
"ท่านพ่อข้าก็มีวงหนึ่ง แต่พี่ชายข้ากับน้องชายข้าไม่มี พวกเขาเลยค่อนข้างกาก" เว่ยจิงกล่าว
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้!"
เคราะห์กรรมชีวิตน้อยถูกทำลาย แขนมีวงแหวนเพิ่มขึ้น การฝึกฝนเร็วขึ้น?
"วงแหวนหนึ่งวง ยังสร้างความสำเร็จให้เว่ยเทียนซางได้ ท่านมีสามวง รอให้ท่านฝึกฝนจนถึงขีดสุด มิใช่ว่าจะเก่งกว่าเว่ยเทียนซางสามเท่าหรือ?" หลี่เทียนมิ่งถามด้วยความตื่นตะลึง
"อย่าเรียกชื่อตาของเจ้าสิ ไม่มีมารยาท" เว่ยจิงเขกหัวเขา
"ท่านแม่ เคราะห์กรรมชีวิตน้อยของบรรพบุรุษเรา มาจากไหนหรือ?" หลี่เทียนมิ่งถามด้วยความอยากรู้
"ว่ากันว่าเมื่อพันปีก่อน มีบรรพชนหญิงแซ่หลี่คนหนึ่งนำมา บรรพชนหญิงแซ่หลี่ท่านนี้ ก็คือต้นกำเนิดของเคราะห์กรรมชีวิตน้อยแห่งตระกูลเว่ยเรา เพราะนาง ตระกูลเว่ยเราถึงได้รุ่งเรืองขึ้นมา" เว่ยจิงกล่าว
"บรรพชนหญิงแซ่หลี่?"
ความจริงหลี่เทียนมิ่งอยากเปลี่ยนแซ่อยู่บ้าง แต่เขารู้สึกว่า 'เว่ยเทียนมิ่ง' ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่า
บวกกับตัวเองก็ชินแล้ว เลยขี้เกียจเปลี่ยน
คิดไม่ถึงว่า บรรพบุรุษของตระกูลเว่ย ยังมีบรรพชนหญิงแซ่หลี่ที่นำพาเคราะห์กรรมชีวิตน้อยมาถ่ายทอดทางพันธุกรรมอีก
"ข้าออกไปเล่นกับอิ๋งฮั่วและเมี๊ยวเมี๊ยวดีกว่า ศิษย์อันดับหนึ่งหลี่เทียนมิ่ง รีบไปฝึกฝนเสีย ระวังตำแหน่งอัจฉริยะของเจ้า จะถูกแม่เจ้าแย่งไปนะ" เว่ยจิงหัวเราะแล้วเดินออกไป
หลี่เทียนมิ่งทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้
เรื่องราวช่างเหมือนนิทานอาหรับราตรี ในใต้หล้านี้ยังมีใครเหมือนเขาอีกบ้าง ที่มีแม่กลายมาเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แย่งชิงตำแหน่งอัจฉริยะ
หลี่เทียนมิ่งกำลังจะออกไป
ทันใดนั้นเขาก็เห็นตัวเองในกระจก
"สีผมของข้า?"
เขาขยับเข้าไปดูใกล้ๆ กลับพบเรื่องประหลาด สีผมของเขา ดูเหมือนจะขาวขึ้นเล็กน้อย
"คิดไปเองหรือเปล่า? ทำไมสีถึงซีดลง?" เขาจำได้ว่าผมของตัวเองเมื่อก่อน ดำขลับเงางาม
ทันใดนั้นเขาก็สังหรณ์ใจไม่ดี!
วินาทีนี้ เขาพลันยกแขนขวาของตนเองขึ้นมา!
"เชี่ย!"
บนท่อนแขนขวาของเขา ปรากฏวงกลมหนึ่งวง!
แบบเดียวกับเว่ยจิงเปี๊ยบ
"ข้า... ก็มีเคราะห์กรรมชีวิตน้อย!!"
วินาทีนั้น หลี่เทียนมิ่งหนังหัวชาหนึบ
ไอเย็นสายหนึ่ง
พุ่งจากปลายเท้า
ทะลวงขึ้นถึงกระหม่อม
...
-สองสิงห์:ผู้แปล- “ตูว่าแล้ว วงกลมต้องมา แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วแบบนี้”