เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 139 ผู้ตรวจการวังเทพศักดิ์สิทธิ์

บทที่ 139 ผู้ตรวจการวังเทพศักดิ์สิทธิ์

บทที่ 139 ผู้ตรวจการวังเทพศักดิ์สิทธิ์


เขตอาคมลายสวรรค์แตกสลาย สายฟ้าบนท้องนภาสลายตัวไป

ภายในรัศมีสามพันเมตร เงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง

พิษอสูรทมิฬค่อยๆ ถูกขับออก ในขณะที่เขตอาคมลายสวรรค์สลายไปนั้น เจียงชิงหลวนก็ได้สติฟื้นคืนมา

แม้เจียงเฟยหลิงจะตื่นเต้นดีใจ แต่ในเวลานี้ไม่เหมาะที่นางจะคลายสถานะแนบวิญญาณแล้วปรากฏตัวออกมา

เมื่อเจียงชิงหลวนลืมตาขึ้น ในความสะลึมสะลือ นางก็มองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ตรงหน้า

เขากำลังมองนางด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่สดใสและบริสุทธิ์บนใบหน้านั้น ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา

"หลี่เทียนมิ่ง..."

นางยังคงนอนอยู่ โดยมีหลี่เทียนมิ่งประคองนางให้พิงกับก้อนหินใหญ่

"หลิงเอ๋อร์อยู่บนตัวเจ้าใช่ไหม?" เจียงชิงหลวนถาม

"ข้าอยู่นี่ ชิงเอ๋อร์ เจ้าผ่านเคราะห์ร้ายมาได้ พี่ชายช่วยเจ้าไว้"

กายวิญญาณของเจียงเฟยหลิงก่อตัวขึ้นอย่างลับๆ ตรงหน้านาง พูดประโยคหนึ่ง แล้วก็สลายไปในทันที

"ช่วยข้าไว้..." สมองของนางยังคงมึนงงอยู่ตลอด บางทีในเวลานี้ นางถึงเพิ่งจะตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย

"จริงสิ นังแพศยามู่ชิงชิงนั่น ถึงกับกล้าใช้ตราประทับวิญญาณเลือดม่วง! แล้วชิงหั่วล่ะ?"

เมื่อหันกลับไปมอง จูเชว่เพลิงครามก็ฟื้นคืนสติแล้วเช่นกัน

เมื่อเห็นว่าสัตว์ประจำตัวปลอดภัย เจียงชิงหลวนก็วางใจลงได้เสียที

นางให้จูเชว่เพลิงครามกลับเข้าไปพักฟื้นในพื้นที่ประจำตัวก่อน ส่วนเรื่องที่ถูกพิษอสูรทมิฬ หลี่เทียนมิ่งได้บอกนางแล้ว

นางในตอนนี้ยังคงอ่อนแอมาก ไม่มีเรี่ยวแรงเท่าไรนัก

"เจ้าช่วยข้าไว้?" เจียงชิงหลวนมองเขาอย่างเหม่อลอย

"อย่ามองข้าด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มเช่นนั้น ถ้าเจ้าคิดจะพลีกายตอบแทนบุญคุณ ข้าไม่ตกลงหรอกนะ"

"เพราะยังไงซะ ข้าก็รับพล็อตเรื่องน้ำเน่าประเภทแย่งเพื่อนสนิทแฟนไม่ได้หรอก" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขัง

"ไปตายซะเจ้า เจ้าสวะ" เจียงชิงหลวนถลึงตาใส่เขา

เดิมทียังรู้สึกซาบซึ้งใจเขาอยู่แท้ๆ สุดท้ายกลับถูกเขายั่วโมโหจนต้องกลอกตาบนใส่

"เรื่องพวกนี้ เจ้าเป็นคนทำทั้งหมดเลยหรือ?" เจียงชิงหลวนถามด้วยความตื่นตะลึง

สิ่งที่นางพูดถึง คือการก้มหัวยอมจำนนของซิงเชว่และเฉินฮ่าว คือมู่ชิงชิงที่ล้มลงกับพื้น เป็นตายร้ายดีไม่รู้

โดยเฉพาะมู่ชิงชิง ในใจเจียงชิงลวนรู้สึกสะใจลึกๆ

นางรู้ดีถึงจุดประสงค์ที่หลี่เทียนมิ่งเข้าร่วมศึกสัตว์อสูรเฉินยวนในครั้งนี้

ขัดขวางไม่ให้มู่ชิงชิงและหลินเสี่ยวถิงหนีตามกันไป

ดูจากตอนนี้ มู่ชิงชิงล้มเหลวอย่างแน่นอนแล้ว

เมื่อนึกถึงตอนที่นางควบคุมสัตว์ดุร้ายมาจัดการตนเอง ตอนนี้ได้รับจุดจบที่น่าสังเวชเช่นนี้ ในใจย่อมรู้สึกสะใจเป็นธรรมดา

มุมมองของนางที่มีต่อหลี่เทียนมิ่ง ได้เปลี่ยนไปนานแล้ว

กระทั่งตอนที่หลี่เทียนมิ่งบอกว่าเจียงเฟยหลิงเป็นแฟนสาวของเขา นางก็ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านแล้ว

"นับว่าเจ้ามีฝีมือ แต่ว่า อย่าคิดว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะยอมให้เจ้าหลอกลวงหลิงเอ๋อร์นะ" เจียงชิงหลวนกล่าว

"ใครต้องการความเห็นชอบจากเจ้ากัน เจ้ามันก็แค่อากาศธาตุ" หลี่เทียนมิ่งกล่าวอย่างดูแคลน

"พี่ชาย ห้ามว่าชิงเอ๋อร์แบบนี้นะ" เจียงเฟยหลิงแอบหัวเราะ

"ขี้เกียจจะเสวนากับเจ้า" ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจียงชิงหลวนคือการพักฟื้นร่างกาย

อีกสักครู่เมื่อต้องออกจากสมรภูมิเฉินยวน ด้วยสภาพร่างกายของนางในตอนนี้ หลี่เทียนมิ่งอาจจะต้องแบกนางออกไป

ยังไงเสีย เจ้าลูกไก่เหลืองก็พึ่งพาไม่ได้อยู่แล้ว

"สถานการณ์ของศึกสัตว์อสูรเฉินยวนเป็นอย่างไรบ้าง?" เจียงชิงหลวนถาม

หลี่เทียนมิ่งจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังรอบหนึ่ง

"ถ้าพูดแบบนี้ เจ้าหนูอย่างเจ้าก็น่าจะได้อันดับหนึ่งในศึกสัตว์อสูรเฉินยวนแล้วสิ แถมยังมีแหล่งกำเนิดเทพระดับลึกลับอีก! น่าโมโหชะมัด ทำไมเจ้าถึงมีวาสนาเยอะขนาดนี้นะ!"

"หลังจากนี้ เจ้าก็จะได้ไปวังเทพศักดิ์สิทธิ์? หลี่เทียนมิ่ง ยินดีด้วยนะ ได้ดิบได้ดีพุ่งทะยานเสียแล้ว!"

"ตัวหายนะอย่างเจ้า ในที่สุดก็จะไปเสียที ขอบอกไว้ก่อนนะ อย่าคิดว่าจะพาหลิงเอ๋อร์ของข้าไปด้วย!"

เจียงชิงหลวนทั้งดีใจแทนเขา และในใจก็กังวลระคนกันไป

นางอาลัยอาวรณ์เจียงเฟยหลิง แน่นอนว่านางก็กลัวว่าหลี่เทียนมิ่งจะปกป้องเจียงเฟยหลิงได้ไม่ดีพอ

เพราะโลกภายนอกนั้น ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

"ยังไม่แน่หรอก ใครจะรู้ว่าศึกสัตว์อสูรเฉินยวนนี้มันยังไงกันแน่" หลี่เทียนมิ่งเบ้ปากกล่าว

อย่างไรก็ตาม เขามีความมั่นใจประมาณเก้าส่วน เพราะแหล่งกำเนิดเทพระดับลึกลับอยู่ในมือเขาแล้ว

"ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็ขอแสดงความยินดีกับศิษย์น้องเทียนมิ่งด้วย ต่อไปเจ้าก็เป็นศิษย์วังเทพศักดิ์สิทธิ์แล้ว จำไว้ว่าเมื่อฝึกสำเร็จแล้ว ก็หมั่นกลับมาเยี่ยมเยียนปุถุชนอย่างพวกเราบ้างนะ" โม่หลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ส่วนเฉินฮ่าวและซิงเชว่ ยังคงไม่พูดจา

เพียงแต่ความรู้สึกในใจของพวกเขา เรียกได้ว่าซับซ้อนและสับสนปนเปยิ่งนัก

แม้หลี่เทียนมิ่งจะไม่ได้พูดอะไรเลย แต่บนใบหน้าของพวกเขากลับรู้สึกแสบๆ ร้อนๆ

โดยเฉพาะยามที่สบตากัน เมื่อนึกถึงคำดูถูกเหยียดหยามที่เคยมีต่อหลี่เทียนมิ่ง

ในใจจะรู้สึกกระดากอายแค่ไหน ก็คงกระดากอายแค่นั้น

ขาดก็แค่รอยแตกบนพื้นให้มุดหนี คงจะรู้สึกสบายใจกว่านี้

พวกเขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่า หลังจากออกไปแล้ว จะเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของมารดาได้อย่างไร

พวกนางรอให้พวกเขาได้เข้าวังเทพศักดิ์สิทธิ์อยู่นะ

จะบอกพวกนางว่า พวกเขาคนสองรุมโจมตีหลี่เทียนมิ่ง แต่กลับถูกซัดจนน่วมงั้นหรือ?

จะบอกพวกนางว่า หลี่เทียนมิ่งได้เป็นศิษย์วังเทพศักดิ์สิทธิ์ พุ่งทะยานสู่ฟ้าแล้วงั้นหรือ?

เสวี่ยหลานจะเป็นอย่างไร?

พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด แรงกดดันมหาศาลดั่งขุนเขา

การหายไปของเขตอาคมลายสวรรค์ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการสิ้นสุดของศึกสัตว์อสูรเฉินยวน

หลี่เทียนมิ่งกวาดสายตามองไปรอบๆ คนอื่นๆ ล่ะ?

มองไปรอบหนึ่ง ไกลออกไปมีเพียงชายหญิงคู่หนึ่ง สองคนนี้แต่งกายด้วยชุดของประเทศจูหลง

เมื่อครู่นี้ตอนที่แหล่งกำเนิดเทพระดับลึกลับปรากฏขึ้น พวกเขาทั้งสองอดทนไม่ยอมออกมา จึงรอดพ้นจากความตายมาได้

นอกจากนี้ ดูเหมือนจะไม่มีคนอื่นแล้ว

เจ็ดคนจากประเทศชางไห่ เกรงว่าคงตายเรียบ

ประเทศจูหลงเหลือแค่สองคนนี้บวกกับเยว่หลิงจี ตายไปสี่คน

ผู้เข้าร่วมหกคนจากประเทศจู้เจ๋อ กลับน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะโม่หลินถูกช่วยไว้ ซิงเชว่และเฉินฮ่าวยอมจำนน เจียงชิงหลวนถูกจับเป็นตัวประกัน จนถึงตอนนี้ กลับไม่มีใครตายเลยสักคน

คนที่เข้าใกล้ความตายที่สุดในตอนนี้ คือมู่ชิงชิงที่หมดสติและร่อแร่ใกล้ตาย

"หลี่เทียนมิ่ง ยินดีด้วยนะ ได้ที่หนึ่งในศึกสัตว์อสูรเฉินยวน ได้เป็นศิษย์วังเทพศักดิ์สิทธิ์" เด็กหนุ่มประเทศจูหลงที่รอดชีวิตกล่าวด้วยความอิจฉา

"ยินดีด้วย ประเทศจู้เจ๋อของพวกเจ้านี่โชคดีจริงๆ พวกเราเหลือแค่สองคนเอง"

"ประเทศชางไห่น่าสังเวชที่สุด ดูเหมือนจะไม่รอดเลยสักคน"

มู่ชิงชิงฆ่าไปสองคน เมื่อครู่เยว่หลิงจีก็ฆ่าไปอีกสองคน ที่เหลืออีกสามคน ไม่ถูกเยว่หลิงจีฆ่าตายก่อนหน้านี้ ก็คงตายด้วยสาเหตุอื่น

"เยว่หลิงจีไม่ใช่คนของประเทศจูหลงพวกเจ้าหรือ?" หลี่เทียนมิ่งถาม

"เป็นสิทธิ์ที่เพิ่มเข้ามาด่วน ว่ากันว่าเป็นศิษย์ตระกูลสันโดษของประเทศจูหลง ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน" เด็กหนุ่มประเทศจูหลงกล่าว

"คนปากมาก จะไม่มีชีวิตรอดเอานะ"

ทันใดนั้น มีเสียงเย็นยะเยือกดังมาจากไกลๆ ที่แท้ก็เป็นเยว่หลิงจี

ก่อนหน้านี้นางพ่ายแพ้ จึงหลบไปด้านข้าง ตอนนี้ถึงได้ออกมา

ทั้งหมดเก้าคน ตายไปสิบเอ็ดคน

หลี่เทียนมิ่งฆ่าไปหนึ่งคน เยว่หลิงจีอ้างว่าฆ่าไปแปดคน เช่นนั้น มู่ชิงชิงก็ฆ่าไปสองคน คือกูซูอวี่และหลี่ชิงเฉิง

โดนเยว่หลิงจีขู่ขวัญเช่นนี้ สองคนจากประเทศจูหลงที่รอดชีวิตมาได้จึงรีบหุบปากสนิท

เยว่หลิงจียิ้มเยาะพลางปรายตามองหลี่เทียนมิ่ง ยืนกอดอกอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง

ผ่านไปประมาณยี่สิบลมหายใจ ที่ไกลออกไปในสมรภูมิเฉินยวน มีแสงสว่างสองสายพุ่งลงมา

วูบ!

ฉับพลันทันใด คนสองคนก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน!

เป็นวัยกลางคนสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง

ไม่ว่าชายหรือหญิง ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดอย่างแน่นอน

ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีดำ สายตาคมกริบ ในดวงตาทั้งสองข้างดูเหมือนจะมีไฟสีดำลุกไหม้

ส่วนหญิงผู้นั้น สวมชุดคลุมยาวสีขาว ปกปิดเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นไว้อย่างมิดชิด คนผู้นี้สีหน้าเย็นชา ใบหน้าเคร่งขรึม มีไอหนาวที่ปฏิเสธผู้คนให้อยู่ห่างพันลี้

การปรากฏตัวของบุคคลระดับนี้ ทำให้ทุกคนในที่นั้นใจหายวาบ

รัศมีพลังของพวกเขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นคนจากวังเทพศักดิ์สิทธิ์

นั่นหมายความว่า ศึกสัตว์อสูรเฉินยวนในครั้งนี้ เป็นการจัดเตรียมของพวกเขานั่นเอง!

พวกเขามีฐานะสูงส่ง รัศมีพลังน่าสะพรึงกลัว เพียงแค่สายตาเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าคนหนุ่มสาวไม่กล้าส่งเสียง

หลี่เทียนมิ่งรู้ดีว่า สองท่านนี้เป็นยอดฝีมือที่เขาในตอนนี้ไม่อาจเอื้อมถึง แม้แต่พวกมู่หยาง เกรงว่ายังต้องยำเกรงตัวตนระดับนี้

เพราะพวกเขามาจากวังเทพศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของเขตสวรรค์!

"พวกเจ้ายังเด็ก อาจจะไม่รู้จักพวกเรา ข้าชื่อจินอี้เซวียน ท่านนี้คือซ่งอี้เสวี่ย"

"พวกเราคือรองผู้ตรวจการแห่งวังเทพศักดิ์สิทธิ์ รับผิดชอบดูแลกำกับเขตสวรรค์ของสำนักยั้นหวงในสิบแปดประเทศโดยรอบ"

ชายที่ชื่อจินอี้เซวียนเริ่มเอ่ยปาก น้ำเสียงอันทรงอำนาจของเขา ราวกับขุนเขาแต่ละลูกที่กดทับลงบนศีรษะของทุกคน

กำกับดูแลสิบแปดประเทศ!

ตอนเด็กๆ หลี่เทียนมิ่งยังคิดว่าใต้หล้านี้มีแค่ประเทศจู้เจ๋อ โตขึ้นมาอีกหน่อย ถึงได้รู้ว่ายังมีประเทศจูหลงและประเทศชางไห่

คิดไม่ถึงว่า ตัวตนทั้งสองท่านนี้ แม้จะเป็นเพียง 'รองผู้ตรวจการ' แต่กลับกำกับดูแลเขตสวรรค์ถึงสิบแปดประเทศ

ตำแหน่งนี้ ย่อมต้องสูงกว่าเว่ยเทียนซางที่เป็นเจ้าวังเขตสวรรค์อย่างแน่นอน

"คารวะท่านผู้ตรวจการทั้งสอง"

เจียงชิงหลวนส่งสายตาให้ทุกคนในประเทศจู้เจ๋อ พาพวกเขาร่วมกันทำความเคารพรองผู้ตรวจการทั้งสองผู้กุมอำนาจทุกอย่าง

การตัดคำว่า 'รอง' ออกไปอย่างชาญฉลาด เป็นมารยาทพื้นฐานของลูกหลานราชวงศ์

"แปลกจริง ภัยพิบัติวิญญาณร่วงหล่นลงมามากมายขนาดนั้น กลับไม่ผ่าพวกเจ้าตาย" รองผู้ตรวจการซ่งอี้เสวี่ยกล่าวประโยคที่น่าสงสัยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ในความเป็นจริง คนที่เห็นหลี่เทียนมิ่งดูดซับสายฟ้าจริงๆ มีเพียงมู่ชิงชิงเท่านั้น

และตอนนี้ นางได้หมดสติไปแล้ว

ส่วนคนอื่นๆ แม้แต่โม่หลินก็ยังไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสายฟ้าบนท้องนภานั้น มาจากการกำเนิดสัตว์ประจำตัวของหลี่เทียนมิ่ง

"พวกเราหลบซ่อนตัวกันหมดขอรับ" โม่หลินกล่าวอย่างนอบน้อม

เช่นนี้ หลี่เทียนมิ่งก็จะไม่ถูกทั้งสองท่านนี้จับตามองเพราะการกำเนิดของ 'เมี๊ยวเมี๊ยว'

"อืม ศึกสัตว์อสูรเฉินยวนจบลงแล้ว แหล่งกำเนิดเทพระดับลึกลับ 'เสาสวรรค์มังกรสมุทร' ใครเป็นผู้ได้ไป?" จินอี้เซวียนถาม

ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมาถึงแล้ว

เพียงแค่พวกเขากล่าวออกมาประโยคเดียว หลี่เทียนมิ่งก็จะเป็นที่หนึ่งในศึกสัตว์อสูรเฉินยวน เป็นศิษย์วังเทพศักดิ์สิทธิ์

หากใช้คำพูดของคนอื่น นั่นก็คือพุ่งทะยานสู่ฟ้า!

"เรียนท่านผู้ตรวจการทั้งสอง ข้าได้มาขอรับ ข้าชื่อหลี่เทียนมิ่ง มาจากตระกูลเว่ยแห่งเขตสวรรค์ประเทศจู้เจ๋อ" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

ยังไงเสีย เว่ยเทียนซางก็ต้องการให้เขาเป็นตัวแทนตระกูลเว่ย เพื่อช่วงชิงเกียรติยศให้ตระกูลเว่ย

นี่เป็นเนื้อหาการเดิมพันของเว่ยเทียนซางด้วยเช่นกัน

หลี่เทียนมิ่งช่วงชิงเกียรติยศมาได้ เขาถึงจะช่วยชีวิตเว่ยจิง

เพียงแต่หลังจากพูดจบ รองผู้ตรวจการทั้งสองกลับเงียบไปนานจนหลี่เทียนมิ่งจำต้องเงยหน้าขึ้น

เห็นเพียงรองผู้ตรวจการซ่งอี้เสวี่ย กำลังมองไปยังเยว่หลิงจีที่อยู่ไกลออกไป

"ท่านผู้ตรวจการ?"

ดูจากการแสดงออกของพวกเขา พวกเขาน่าจะไม่ได้เฝ้าดูการต่อสู้ในที่เกิดเหตุ แต่มาหลังจากที่เขตอาคมลายสวรรค์สลายไปแล้ว

การกำกับดูแลหละหลวมเช่นนี้ มิน่าล่ะมู่ชิงชิงถึงสามารถใช้ตราประทับวิญญาณเลือดม่วงได้

เพียงแต่ มาถึงในเวลานี้ ซ่งอี้เสวี่ยกลับมองไปที่เยว่หลิงจี หมายความว่าอย่างไร?

"หลี่เทียนมิ่ง เจ้านำเสาสวรรค์มังกรสมุทรออกมา ให้ข้าดูหน่อย" น้ำเสียงของซ่งอี้เสวี่ยเย็นชา จนไม่มีความเป็นไปได้ที่จะขัดขืน

"นี่ขอรับ" หลี่เทียนมิ่งนึกว่าพวกเขาต้องการยืนยันในขั้นตอนสุดท้าย

ทว่า เมื่อเสาสวรรค์มังกรสมุทรปรากฏออกมา ซ่งอี้เสวี่ยก็ยื่นนิ้วออกไป กระแสน้ำระลอกหนึ่งก็ม้วนตัวเข้ามา และม้วนเอาเสาสวรรค์มังกรสมุทรไปในชั่วพริบตา

วูบ!

ชั่วพริบตาเดียว เสาสวรรค์มังกรสมุทรก็ไปตกอยู่ในมือของซ่งอี้เสวี่ย

"ท่านผู้ตรวจการ นี่หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?" หลี่เทียนมิ่งถามด้วยความสงสัย

อันที่จริงทุกคนต่างก็สงสัย หลี่เทียนมิ่งใช้แรงเก้าโคถึกสองพยัคฆ์แย่งชิงของวิเศษนี้มาได้ ไหนเลยจะมีความหมายว่าจะยึดคืน?

คงไม่ใช่ว่าไม่อยากให้หรอกนะ!

วังเทพศักดิ์สิทธิ์ ขี้เหนียวขนาดนี้เลยหรือ?

"อะไรคือ 'หมายความว่าอย่างไร'?" ซ่งอี้เสวี่ยถลึงตาใส่เขา

"ข้าไม่ค่อยเข้าใจ" หลี่เทียนมิ่งเริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ดีแล้ว

"ข้าพูดเอง" จินอี้เซวียนยิ้มแล้วกล่าวว่า "หลี่เทียนมิ่ง เจ้าหนุ่มนี่ แย่งชิงรางวัลของ 'ที่หนึ่งในศึกสัตว์อสูร' ไปได้อย่างไร"

หลี่เทียนมิ่งตะลึงงันไปแล้ว

เขาแย่งรางวัลไปงั้นหรือ?

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 139 ผู้ตรวจการวังเทพศักดิ์สิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว