- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 109 ยอดฝีมือแห่งเมืองเยี่ยนตู้ หลี่เหยียนเฟิง
บทที่ 109 ยอดฝีมือแห่งเมืองเยี่ยนตู้ หลี่เหยียนเฟิง
บทที่ 109 ยอดฝีมือแห่งเมืองเยี่ยนตู้ หลี่เหยียนเฟิง
มีเรื่องหนึ่งที่หลี่เทียนมิ่งคาดไม่ถึง นั่นก็คือ เรื่องการต่อสู้ระหว่างเขากับเว่ยกั๋วฮ่าวบนสะพานหิน และการได้รับสิทธิ์ศึกสัตว์อสูรเฉินยวน ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองเยี่ยนตู้แล้ว
เมื่อวันเวลาของศึกสัตว์อสูรเฉินยวนใกล้เข้ามา งานใหญ่ที่เดิมทีสาธารณชนไม่ค่อยรู้เรื่องราว ก็ได้แพร่สะพัดออกไป ตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองเยี่ยนตู้ ย่อมรู้ถึงความกว้างใหญ่ของทวีปยั้นหวงและเช่นเดียวกัน ก็ย่อมรู้ถึงความสูงส่งของวังเทพศักดิ์สิทธิ์
กล่าวโดยสรุป วังเทพศักดิ์สิทธิ์คือศูนย์บัญชาการหลักของเขตสวรรค์นับไม่ถ้วนบนทวีป วังเทพศักดิ์สิทธิ์สร้างเขตสวรรค์ขึ้นในแต่ละพื้นที่ จากนั้นก็ก่อตั้ง 'สำนักยั้นหวง'
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการส่งเสริมวิถียุทธ์ สร้างประโยชน์แก่สรรพชีวิต กุศลผลบุญมหาศาล
คนส่วนใหญ่ ล้วนไม่เคยออกจากประเทศจู้เจ๋อ แต่กลับเคยได้ยินมาว่า แทบทุกประเทศบนทวีป ล้วนมีสำนักยั้นหวงดำรงอยู่
สำนักยั้นหวงของประเทศจู้เจ๋อ เป็นเพียงสำนักศึกษาทั่วไปที่ขึ้นตรงต่อวังเทพศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
ยิ่งผู้คนมีความยำเกรงต่อวังเทพศักดิ์สิทธิ์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้ว่า ศึกสัตว์อสูรเฉินยวนในครั้งนี้ ร้อนแรงเพียงใด
ดินแดนคาบสมุทรแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของทวีปยั้นหวงมากเกินไป วังเทพศักดิ์สิทธิ์แทบไม่เคยย่างกรายมาที่นี่
หลายพันปีมานี้ ไม่เคยจัดงานใหญ่เช่นนี้มาก่อน ไม่เคยให้โอกาสคนหนุ่มสาวของสามประเทศบนคาบสมุทรนี้เลย
ส่วนข่าวที่ว่าหลินเสี่ยวถิงได้รับโอกาสเข้าศึกษาต่อในวังเทพศักดิ์สิทธิ์ล่วงหน้านั้น ก็แพร่กระจายออกไปเช่นกัน
ชั่วเวลาหนึ่ง ผู้คนนับหมื่นต่างพากันอิจฉา
กระทั่งน้ำขึ้นเรือย่อมสูงขึ้นตาม ดูเหมือนว่าสถานะของคฤหาสน์เหลยจุน จะกระโดดข้ามหัวตระกูลที่มีชื่อเสียงมากมาย แซงหน้าวังลิขิตสวรรค์ไปแล้ว
หลินเสี่ยวถิงในยามนี้ กลายเป็นตำนานของประเทศจู้เจ๋อไปแล้ว ยามใดที่เอ่ยถึงคนผู้นี้ ผู้คนนับหมื่นต่างสรรเสริญ
"หากหลินเสี่ยวถิงยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในวังเทพศักดิ์สิทธิ์ ภายภาคหน้าสถานะของประเทศจู้เจ๋อของพวกเรา คงจะยกระดับขึ้นอีกมาก"
"หากหกคนนั้นของเขตสวรรค์ สามารถคว้ามาได้อีกสักหนึ่งโควตา เช่นนั้นประเทศจู้เจ๋อของข้า จะต้องกดข่มอีกสองประเทศ และรวบรวมดินแดนคาบสมุทรให้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างแน่นอน"
คำวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทำให้ผู้คนเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน ทำให้ผู้คนเกิดความปรารถนา
เมื่อเอ่ยถึงผู้เข้าร่วมการต่อสู้ทั้งหกของเขตสวรรค์ ดูจากรายชื่อที่หลุดออกมา หลี่เทียนมิ่งถือเป็นคนหนึ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ที่สุดอย่างแน่นอน
ตอนที่ได้รับรายชื่อนี้มา หลายคนนึกว่าเป็นของปลอม
แต่ทว่า ภายหลังมีผู้เชี่ยวชาญยืนยัน พร้อมกับรายละเอียดการต่อสู้บนสะพานหินที่แพร่กระจายออกมา
ชั่วเวลาหนึ่ง ต่อให้เหล่าเศรษฐีและชาวบ้านในเมืองเยี่ยนตู้จะไม่อยากยอมรับ ก็ต้องยอมรับ
ตัวตลกหลี่เทียนมิ่งเมื่อสามปีก่อน หลังจากเข้าสู่เขตสวรรค์ ก็ได้รับวาสนาจากศิลายั้นหวง พัฒนาแบบก้าวกระโดด
ภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็กลายเป็นอัจฉริยะระดับสูงที่สุดของเขตสวรรค์ได้อย่างปาฏิหาริย์!
วาสนาเช่นนี้ ทำให้คนเลื่อมใส และทำให้คนจนปัญญา
สำหรับคนผู้นี้ โดยพื้นฐานแล้วมีทั้งคำชมและคำติ กังขาในเรื่องนิสัย แต่ในเรื่องพรสวรรค์และความแข็งแกร่ง คนที่ปากมากวิจารณ์มีไม่เยอะแล้ว
อย่างมากก็พูดประโยคหนึ่งว่า.. สัตว์ประจำตัวของเขา ไม่ใช่สัตว์อสูรราชันชั้นเจ็ด เทียบกับผู้เข้าร่วมศึกสัตว์อสูรเฉินยวนคนอื่นๆ ไม่ได้
แต่ทว่า นี่เป็นการตัดสินใจของเจ้าวังเขตสวรรค์ด้วยตัวเอง ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้นในช่วงไม่กี่วันนี้ บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองเยี่ยนตู้ก็คือหลินเสี่ยวถิงและหลี่เทียนมิ่ง
บังเอิญว่า ระหว่างพวกเขายังมีเรื่องราวต่อกัน ดังนั้น เรื่องราวเมื่อสามปีก่อนจึงถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง
ระหว่างบุตรแห่งสวรรค์ กับผู้ท้าชิงที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ เกรงว่าจะต้องมีการปะทะกัน ผู้คนต่างแสดงความคาดหวัง
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร หลินเสี่ยวถิงก็คือสัญลักษณ์ของเมืองเยี่ยนตู้ และเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมการต่อสู้แย่งชิงครั้งนี้ เกรงว่าคงไม่มีใครสนับสนุนหลี่เทียนมิ่ง
......
ในเขตตะวันตกของเมืองเยี่ยนตู้ คฤหาสน์ซิงและตำหนักเฉิน เรียกได้ว่าเป็นตระกูลเศรษฐีที่หรูหราที่สุด ทั่วทุกแห่งหนวิจิตรตระการตา สูงส่งและสง่างาม ภายในตำหนักเฉิน แม้แต่สาวใช้ธรรมดาที่เดินผ่านไปมา ล้วนเป็นหญิงงามล่มเมืองที่คัดเลือกมาจากทั่วสารทิศ
ภายใน 'หอเสวี่ยเฉิน' ของตำหนักเฉิน
บนหัวโต๊ะยาวตัวหนึ่ง ฮูหยินเสวี่ยหลานและฮูหยินหยวนอวี๋นั่งอยู่ ฝั่งตรงข้ามพวกนาง คือเฉินฮ่าวและซิงเชว่สองคน และยังมีเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าอีกคนหนึ่ง นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ในมุมมืด ดูไร้ชีวิตชีวาอยู่บ้าง
คนผู้นี้ก็คือเฉินเย่าที่พ่ายแพ้ให้กับหลี่เทียนมิ่งในศึกจัดอันดับ ตอนนี้ เขาเป็นเพียงศิษย์ 'ตำหนักหมื่นสัตว์' ธรรมดาคนหนึ่ง จะเห็นได้ว่า สีหน้าของทั้งห้าคนในที่นั้นดูย่ำแย่พอสมควร
โดยเฉพาะฮูหยินเสวี่ยหลาน คิดไม่ตกจริงๆ ว่านางยังสาวและสวยขนาดนี้ เหตุใดถึงมีสีหน้าที่บิดเบี้ยวได้ขนาดนั้น
"ดังนั้น เจ้าหลี่เทียนมิ่งนี่ถือว่าผงาดขึ้นมาแล้ว แม้แต่เจ้าวังเขตสวรรค์ ก็ต้องให้ความสำคัญกับเขา?" ฮูหยินเสวี่ยหลานกัดฟันพูด
"ประมาณนั้น ถึงอย่างไร รองเจ้าวังมู่หยาง ก็ช่วยเหลือสองแม่ลูกนั่นเป็นอย่างมาก"
"มู่หยางผู้นี้ เป็นบุคคลที่สูงส่งปานนั้น เหตุใดตาต่ำถึงเพียงนี้"
"ยี่สิบปีก่อน เว่ยจิงปฏิเสธเขา จนถึงตอนนี้ เขายังปักใจรักมั่น ผู้ชายแบบนี้ สมองมีปัญหาหรือเปล่า!"
เสวี่ยหลานทุบโต๊ะหนึ่งที โต๊ะยาวสั่นสะเทือนหึ่งๆ
"ท่านแม่โปรดระงับโทสะ" เฉินฮ่าวก้มหน้ากล่าว
"นี่แสดงว่า นังเว่ยจิงนั่นแม้จะแก่เฒ่าปานนั้นแล้ว แต่วิชายั่วยวนผู้ชาย ก็ยังชำนาญอยู่กระมัง" ฮูหยินหยวนอวี๋ทำสีหน้าขยะแขยง
"สุนัข แก้สันดานกินอาจมไม่ได้หรอก" เสวี่ยหลานเหน็บแนม
"พี่ชายทั้งสอง ข้าแค่คิดไม่ตกว่า เจ้าหลี่เทียนมิ่งไปเอาวาสนามาจากไหน?"
"สัตว์ประจำตัวของเขา ล้วนทำสัญญาเทพเลือดมา ก่อนหน้านี้เขาก็แค่พอสูสีกับข้า ไม่ถึงหนึ่งเดือน ทำไมถึงสามารถไปสมรภูมิเฉินยวนพร้อมกับพวกท่านได้?"
บนใบหน้าของเฉินเย่าเต็มไปด้วยความทรมาน อัดอั้นตันใจเหลือเกิน!
จำได้ว่าก่อนศึกจัดอันดับ ตนเองยังกลั่นแกล้งหลี่เทียนมิ่งเล่นอยู่เลย ชั่วพริบตาเดียว อีกฝ่ายกลับสามารถบดขยี้ตนเองได้แล้ว นี่ทำให้เขาสงสัยแล้วว่า ตัวเองยังนับเป็นอัจฉริยะแห่งเมืองเยี่ยนตู้อยู่อีกหรือ?
เขาถูกกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก จนหมดความมั่นใจในการฝึกฝนไปแล้ว
"ว่ากันว่า เป็นศิลายั้นหวงที่มอบวาสนาให้เขา ทำให้เขามีระดับความเข้ากันได้ขั้นสุดยอด" เฉินฮ่าวก้มหน้าพูด
"ก็ถือว่าโชคหล่นทับเหมือนเหยียบขี้หมาก็แล้วกัน" ซิงเชว่สีหน้ามืดมนกล่าว
"แต่ว่า ความจริงการที่เขาไปสมรภูมิเฉินยวนก็คือไปหาที่ตาย เพราะเขาอาศัยองค์หญิงหลิง ถึงเอาชนะเว่ยกั๋วฮ่าวได้"
"ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขา ก็แค่แข็งแกร่งกว่าเว่ยหลิงเซวียนเล็กน้อย ถ้ามาเจอพวกเรา จัดการให้พิการก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ" เฉินฮ่าวกัดฟันพูด
ตอนที่พูดจบ เขานึกถึงหอยั้นหวง ปราชญ์เฉินตบหน้าเขาฉาดหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ตบฉาดนั้น เขาไม่มีวันลืม และเขายิ่งไม่มีวันลืม ท่านพ่อเคยบอกว่า ถ้าเขาสามารถเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุดได้ เช่นนั้น ท่านพ่อจะขอโทษเขา
"งั้นก็ทำให้มันพิการไปเลย อย่าให้มันทำสำเร็จเป็นอันขาด ถ้าเว่ยจิงรอดชีวิต ข้าคงอกแตกตาย!" ฮูหยินเสวี่ยหลานพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นกะทันหัน
"น้องหญิง อย่าเป็นแบบนี้ ระวังจะเสียสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องไปโกรธเคืองคนพรรค์นั้น" ฮูหยินหยวนอวี๋ปลอบใจ
"ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ ขอแค่โชคร้ายมาเจอพวกเรา เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยมันไป" เฉินฮ่าวพูดอย่างมั่นใจ
"อีกอย่าง ท่านแม่บุญธรรมไม่ต้องกังวลไปเลย การยอมรับของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ จะง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร ถ้าหลี่เทียนมิ่งทำสำเร็จ ข้าจะตัดหัวมาให้ท่านดูเลย" ซิงเชว่ปลอบใจเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ เสวี่ยหลานถึงผ่อนคลายลงมาก ซิงเชว่และเฉินเย่ามองหน้ากัน
ความจริงพวกเขาไม่ค่อยเข้าใจ ว่าทำไมเสวี่ยหลานต้องจ้องเล่นงานนางขนาดนี้
แต่ว่า ก็ไม่เป็นไร พวกเขาก็ไม่อยากปล่อยหลี่เทียนมิ่งไปเช่นกัน โดยเฉพาะ หลังจากตบฉาดนั้นที่หอยั้นหวง
"ท่านแม่ นางมีความแค้นฝังลึกอะไรกับท่านนักหนาหรือ?" ลูกชายคนเล็กเฉินเย่าที่อยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัย
"ต้องให้เจ้าปากมากหรือ?" เสวี่ยหลานถลึงตาใส่เขา
นางไม่มีทางบอกหรอกว่าเป็นเพราะความริษยา แต่ความริษยา บางครั้งก็ทำให้คน กลายเป็นปีศาจร้ายได้
"ทำสัตว์ประจำตัวของหลี่เทียนมิ่งให้พิการซะ ให้สองแม่ลูกนั่น ไสหัวกลับเมืองหลีหัวไปใหม่!"
เสวี่ยหลานพูดทิ้งท้าย
......
เนื่องจากเรื่องศึกสัตว์อสูรเฉินยวน ถนนด้านนอกประตูใหญ่ของสำนักยั้นหวง ดูเหมือนจะพลุกพล่านวุ่นวายอยู่มากทีเดียว ผู้คนที่สัญจรไปมา ล้วนอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองสำนัก แล้วแสดงความใฝ่ฝันออกมาเล็กน้อย
บนชั้นสามของโรงเตี๊ยมที่ตรงข้ามกับประตูใหญ่สำนัก มีชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมยาวสีแดงสลับดำ นั่งอยู่ตรงตำแหน่งริมหน้าต่าง เขาดื่มเหล้าพลาง มองดูประตูใหญ่สำนักยั้นหวงที่มีคนเข้าออกขวักไขว่ สีหน้าของเขาเย็นชา สายตาคมกริบอยู่บ้าง ไม่รู้ว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่
"พี่เฟิง" ทันใดนั้นเสียงยั่วยวนก็ดังขึ้น
แขกในโรงเตี๊ยมอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง เห็นเพียงสาวงามยั่วยวนพันจริตผู้หนึ่งเดินขึ้นบันไดมา
รูปร่างของนางร้อนแรงน่าหลงใหล หน้าตายั่วยวน ชวนให้จินตนาการ
ด้านหลังหญิงสาว ยังมีเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีเดินตามมา เด็กหนุ่มดูมีเรื่องในใจ เดินก้มหน้าตามอยู่ด้านหลัง
"มานั่งสิ" หลี่เหยียนเฟิงกวักมือเรียก
หลิวชิงยิ้มมุมปาก ดึงหลิวเชียนหยางที่อยู่ข้างหลังทีหนึ่ง แล้วโน้มกายอันอ่อนช้อย นั่งลงฝั่งตรงข้ามหลี่เหยียนเฟิง ยามนั่งอย่างสง่างาม ส่วนเว้าส่วนโค้งย่อมเย้ายวนยิ่งขึ้น
"พี่เฟิง เซียวเซียวเข้าไปนานเท่าไหร่แล้ว?" หลิวชิงถาม
หลี่เหยียนเฟิงได้รับมอบหมายให้คุ้มกันหลินเซียวเซียว แต่สำนักยั้นหวงโดยพื้นฐานแล้วปลอดภัย
ดังนั้น ยามที่หลินเซียวเซียวฝึกฝนอยู่ในสำนัก เขาจึงทำได้เพียงรออยู่ที่หน้าประตู
ภารกิจนี้ไม่ยาก แต่กระทบต่อชีวิตคู่ ส่งผลให้หลี่เหยียนเฟิงต้องเปิดห้องที่ด้านบนของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
แถมเวลาปฏิบัติภารกิจทางกาย ยังต้องเปิดหน้าต่าง คอยจับตาดูหลินเซียวเซียวตลอดเวลา ป้องกันไม่ให้นางออกมาตามลำพัง
"หลายวันแล้วมั้ง ก่อนมู่ชิงชิงจะเข้าสู่สมรภูมิเฉินยวน ข้าคาดว่านางคงจะไม่ออกมาหรอก" หลี่เหยียนเฟิงกล่าว
"อ๋อ งั้นคืนนี้ข้ามาหาพี่นะ" หลิวชิงหน้าแดงระเรื่อ
"ย้ายมาอยู่ที่นี่เลยสิ น่าเบื่อจะตาย" หลี่เหยียนเฟิงกล่าว
"ท่านพี่ต้องสอนข้าฝึกวิชา..." หลิวเชียนหยางเงยหน้าขึ้นพูด
"ไปเรียนเองที่สำนัก พี่ไม่มีอะไรจะสอนเจ้าแล้ว" หลิวชิงพูดเสียงเข้ม
"ก็ได้" หลิวเชียนหยางก้มหน้าลง
หลี่เหยียนเฟิงมองดูหลิวเชียนหยาง แล้วกลับนึกถึงคนอีกคนหนึ่ง
"พี่เฟิง เรื่องของเขา พี่ได้ยินแล้วใช่ไหม?" เมื่อเอ่ยถึงคนคนนั้น น้ำเสียงของหลิวชิงสั่นไหวเล็กน้อย จิตใจไม่ค่อยสงบ
"ได้ยินแล้ว พุ่งทะยานเสียดฟ้า เหมือนกับเรื่องแต่งในนิยายเลย" ตอนที่หลี่เหยียนเฟิงพูดประโยคนี้ เขายิ้มอย่างขมขื่นออกมาทีหนึ่ง แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เกรงว่าคงมีหลากหลายรสชาติปะปนกัน
แม้เขาจะไม่ได้เห็นกับตา แต่โดยพื้นฐานก็ถือว่าได้ยินชื่อเสียงของหลี่เทียนมิ่ง ที่ยิ่งนานวันยิ่งโด่งดัง
เมินเฉยต่อหลี่เทียนมิ่งมาเป็นเวลานาน วันนี้อีกฝ่ายกลับพุ่งทะยานเสียดฟ้าอยู่ใต้จมูกของตัวเอง
หน้าของหลี่เหยียนเฟิง แทบจะถูกตบจนบวมฉุแล้ว
"งั้นพี่เฟิงเสียใจไหม ที่ทิ้งลูกชายคนนี้ แล้วมาที่คฤหาสน์เหลยจุน..." เสียงของหลิวชิงเบาหวิวดุจใยไหม
"เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้ากับเขาเดิมทีก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ตอนนี้ เจ้าต่างหากคือคนที่สำคัญที่สุดของข้า" หลี่เหยียนเฟิงพูดอย่างจริงใจ
"งั้น พี่กลัวว่าอนาคตเขาจะมาเล่นงานพี่ไหม?" หลิวชิงถาม
หลี่เหยียนเฟิงยิ้มอีกครั้ง
"ความหมายของพี่เฟิงคือ?"
"ข้าแค่คิดไม่ถึงว่า มู่หยางจะช่วยมัน และคิดไม่ถึงว่า มันจะได้รับวาสนาจากศิลายั้นหวง ..แต่ว่า ความจริงข้าก็รู้จักเจ้าวังเขตสวรรค์ดี" หลี่เหยียนเฟิงหรี่ตาลง
"ยังไงหรือ?"
"ตาแก่นั่น ก็คือก้อนหินในหลุมส้วม ทั้งเหม็นทั้งแข็ง"
"ดังนั้น หากหลี่เทียนมิ่งทุ่มสุดตัว จากความเข้าใจที่ข้ามีต่อศึกสัตว์อสูรเฉินยวนในครั้งนี้ มันอาจจะตายอย่างอนาถ" หลี่เหยียนเฟิงกล่าว
"ถ้าเขาตาย พี่เฟิงจะเสียใจไหม?"
"ไม่"
หลี่เหยียนเฟิงมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาอำมหิต
"พี่เฟิง ได้คัมภีร์เจตจำนงสวรรค์มาแล้ว อีกนานเท่าไหร่ถึงจะบรรลุระดับ?" หลิวชิงถามด้วยความอยากรู้
"เจ้าดูไม่ออกหรือ?" หลี่เหยียนเฟิงยิ้ม
"อะไรนะ?" หลิวชิงเผยสีหน้าประหลาดใจระคนดีใจ
"เมื่อคืน บรรลุแล้ว" หลี่เหยียนเฟิงกล่าว
"พี่เฟิง เยี่ยมไปเลย พี่ก้าวเข้าสู่แถวหน้าของยอดฝีมือเมืองเยี่ยนตู้แล้ว ก้าวเดียวขึ้นสวรรค์เลยนะ" หลิวชิงตื่นเต้น
"เงียบไว้" หลี่เหยียนเฟิงยื่นมือออกไป ตบไหล่อันหอมกรุ่นของนางเบาๆ
"คืนนี้ ข้าจะปรนนิบัติพี่เฟิงให้ดีเลย" หลิวชิงก้มหน้า ใบหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว
"ท่านพี่ ข้าไปก่อนนะ!" หลิวเชียนหยางลุกขึ้นยืน ไม่หันหลังกลับ วิ่งตึงตังลงบันไดไปทันที
"เขาโตแล้ว เว้นระยะห่างให้เขาหน่อย" หลี่เหยียนเฟิงสีหน้าเคร่งขรึม
"ค่ะ ข้าจะสั่งสอนเขาเอง" หลิวชิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
-สองสิงห์:ผู้แปล-