- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 72 สี่ราชาสวรรค์
บทที่ 72 สี่ราชาสวรรค์
บทที่ 72 สี่ราชาสวรรค์
"มู่หว่านคงบอกเจ้าแล้วกระมัง เตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ"
"วันนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น นั่นคือไม่มีอาจารย์สวรรค์คนใดเต็มใจรับเจ้าเป็นศิษย์"
ทันทีที่พบหน้า เว่ยจื่อคุนก็พูดจาขวานผ่าซากดักคอไว้ก่อน
"ทราบแล้ว"
หลี่เทียนมิ่งตอบรับอย่างเรียบง่ายและเด็ดขาด หากคนอื่นมองไม่เห็นค่าของเขา เขาก็ไม่เห็นค่าของคนอื่นเช่นกัน
เขาไม่เคยผ่านการกราบอาจารย์ และเขาก็ไม่ยินดีที่จะไปเคารพอาจารย์สวรรค์ที่ไม่ถูกชะตากัน
"ตามข้ามา"
เว่ยจื่อคุนเป็นเจ้าตำหนักผู้เยือกเย็นและสูงส่ง ว่ากันว่าเขามาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ภายในเขตสวรรค์ เป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ
ปัจจุบันอายุยังไม่ถึงสี่สิบปี ก็ได้ขึ้นเป็นหนึ่งในห้าเจ้าตำหนัก เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองเยี่ยนตู้
"ท่านเจ้าตำหนัก ข้าขอถามอะไรสักอย่างได้ไหม?" หลี่เทียนมิ่งเดินตามหลังเขาไป
"ว่ามา"
"ข้าได้ยินพวกเขาพูดกันว่า เจ้าสำนักยั้นหวงเป็นพี่ชายของท่าน?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ถูกต้อง มีปัญหาอะไรงั้นรึ?" เว่ยจื่อคุนหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง
"เปล่า" หลี่เทียนมิ่งยิ้ม
เจ้าสำนักแห่งสำนักยั้นหวง อายุประมาณห้าสิบกว่าปี นามว่า 'เว่ยเทียนสยง' เป็นบุคคลระดับปรมาจารย์ของประเทศจู้เจ๋อ
ผู้คนทั่วไปต่างเข้าใจว่า เว่ยเทียนสยงคือผู้กุมอำนาจสูงสุดของสำนักยั้นหวง มีสถานะสูงส่งเทียมฟ้า
หลี่เทียนมิ่งเองก็เคยเข้าใจเช่นนั้น แต่ตอนนี้ถึงได้รู้ว่า 'เจ้าวังเขตสวรรค์' แห่งเขตสวรรค์นั้นมีสถานะสูงกว่า
'เจ้าวังเขตสวรรค์' ก็แซ่เว่ย มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นตระกูลเดียวกับเว่ยเทียนสยงและเว่ยจื่อคุน
หากกล่าวเช่นนี้ เกรงว่าตระกูลของพวกเขาคงจะเป็นตระกูลขุนนางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสำนักยั้นหวง หรืออาจจะเรียกได้ว่าตระกูลเดียวคุมทั้งสำนักเลยก็ว่าได้
เพียงแต่ไม่แน่ใจว่า ท่านตาที่เป็นเจ้าวังแซ่เว่ยของเขา กับเจ้าสำนักยั้นหวงเว่ยเทียนสยงนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
......
ระหว่างที่สนทนากัน เว่ยจื่อคุนก็พาเขาเดินลัดเลาะผ่านสำนักยั้นหวงอันกว้างใหญ่
ตลอดทาง บรรดาศิษย์ที่พบเห็นต่างรู้ว่าวันนี้เป็นวันที่เขาจะได้เข้าสู่เขตสวรรค์ พากันอิจฉาริษยากันถ้วนหน้า
พวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่า หลี่เทียนมิ่งกำลังจะเผชิญกับชะตากรรมที่ถูกอาจารย์สวรรค์ทุกคนรังเกียจ
หากกลายเป็นศิษย์อันดับหนึ่งคนแรกที่ไม่มีอาจารย์สวรรค์คนใดยอมรับเป็นศิษย์ จนต้องซมซานกลับมาฝึกฝนที่สำนักศึกษา เกรงว่าจะต้องกลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนขบขันอีกครั้ง
ถึงเวลานั้น พวกเขาคงจะได้สมน้ำหน้ากันอย่างสนุกปาก
ความประทับใจแรกพบนั้นสำคัญยิ่งนัก ภายใต้ข้อครหาเมื่อสามปีก่อน การจะล้างมลทินของคนบัดซบนั้น จะว่าเป็นเรื่องง่ายก็คงไม่ใช่
ใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็เดินมาถึงประตูใหญ่ของเขตสวรรค์
ภายใต้การตรวจสอบสกัดกั้นหลายชั้น ในที่สุดก็มาถึงใจกลางของสำนักศึกษาในตำนานแห่งนี้
ทันทีที่ก้าวเข้ามา หลี่เทียนมิ่งก็พบว่า สมแล้วที่เป็นสถานที่กุมชะตาชีวิตของสำนักศึกษา
สถานที่แห่งนี้ดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขามเป็นพิเศษ ทั้งยังดูหนักแน่นมั่นคงยิ่งนัก
ผู้ที่สามารถอยู่ในเขตสวรรค์ได้ ถ้าไม่ใช่อัจฉริยะที่เก่งกาจท้าทายสวรรค์ที่สุดในประเทศ ก็ต้องเป็นอาจารย์สวรรค์ที่มีชื่อเสียงก้องหล้า
ยอดฝีมือที่ถือกำเนิดจากที่นี่ ล้วนเป็นบุคคลที่จะยืนอยู่เหนือสรรพชีวิตของประเทศจู้เจ๋อในอนาคต
"ไปที่ 'ตำหนักสืบสาน' ก่อน"
ตำหนักสืบสานแห่งเขตสวรรค์ คือสถานที่ที่เหล่าอาจารย์สวรรค์ใช้ในการรับศิษย์ ทุกครั้งที่มีศิษย์ผ่านการทดสอบเข้ามายังเขตสวรรค์ ก็จะมากราบอาจารย์กันที่ตำหนักสืบสานแห่งนี้
"หลี่เทียนมิ่ง เจ้ารู้ไหมว่าในเขตสวรรค์นอกจากอาจารย์สวรรค์แล้ว ยังมีอะไรอีก?" เว่ยจื่อคุนถาม
"มีศิษย์ระดับหัวกะทิที่สุดของสำนัก"
"แล้วที่เหนือกว่าอาจารย์สวรรค์ล่ะ?"
"ดูเหมือนจะมีสี่ราชาสวรรค์ แล้วก็รองเจ้าวัง เจ้าวัง ใช่ไหม?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ถูกต้อง ท่านเจ้าวังคือตัวตนสูงสุดของสำนัก แต่เจ้าไม่มีทางได้พบท่านหรอก ปกติเวลาเจออาจารย์สวรรค์ท่านอื่นๆ ก็ต้องแสดงความเคารพด้วย"
"สี่ราชาสวรรค์ที่อยู่เหนืออาจารย์สวรรค์ เป็นผู้กุมชะตาชีวิตของเขตสวรรค์ทั้งหมด ล้วนเป็นบุคคลระดับอาวุโสของเขตสวรรค์ เจ้าจำต้องเคารพให้มาก" เว่ยจื่อคุนกำชับ
เขาต้องการให้หลี่เทียนมิ่งรู้จักที่ต่ำที่สูง โดยเฉพาะเมื่อพบกับสี่ราชาสวรรค์ จะต้องมีมารยาทให้ครบถ้วน
"สี่ราชาสวรรค์ ได้แก่ ราชาสวรรค์ยุทธการ ราชาสวรรค์ศาสตรา ราชาสวรรค์อาญา และราชาสวรรค์สืบสาน"
"ตำหนักสืบสานเป็นถิ่นของราชาสวรรค์สืบสาน พิธีการกราบอาจารย์ของเจ้าในอีกสักครู่ ก็จะมีราชาสวรรค์สืบสานเป็นประธาน"
"ศิษย์ทุกคนที่เข้ามาในเขตสวรรค์ ราชาสวรรค์สืบสานจะมาดูตัวด้วยตนเองทุกคน" เว่ยจื่อคุนกล่าว
"ท่านเจ้าตำหนัก ข้าจำได้แล้ว แต่ข้ามีคำถามเล็กๆ ข้อหนึ่ง"
"ว่ามา"
"ท่านเจ้าตำหนักเป็นหนึ่งในห้าเจ้าตำหนัก เขตสวรรค์มีสี่ราชาสวรรค์ ข้าอยากถามว่าสถานะของท่านเจ้าตำหนักกับราชาสวรรค์ ใครสูงกว่ากัน?"
"ย่อมต้องเป็นสี่ราชาสวรรค์ เจ้าตำหนักของสำนักศึกษา ก็แค่สูงกว่าอาจารย์สวรรค์ทั่วไปนิดหน่อย หรืออาจจะเรียกได้ว่าพอๆ กับอาจารย์สวรรค์นั่นแหละ"
เว่ยจื่อคุนไม่ได้ถือสาที่หลี่เทียนมิ่งเอาเขาไปเปรียบเทียบกับราชาสวรรค์
เพราะการถามคำถามเช่นนี้ออกมา แสดงให้เห็นว่าหลี่เทียนมิ่งมีความรู้ตื้นเขินและไร้ซึ่งภูมิหลัง
ลูกหลานตระกูลขุนนางในเมืองเยี่ยนตู้ทุกคน ต่างรู้ดีว่าสถานะของสี่ราชาสวรรค์นั้น เป็นรองเพียงแค่เจ้าวังเขตสวรรค์และเจ้าสำนักยั้นหวงเท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สถานะโดยรวมของเขตสวรรค์นั้นสูงส่งเกินความคาดหมายของหลี่เทียนมิ่งจริงๆ
ก่อนหน้านี้เขาเข้าใจมาตลอดว่าเขตสวรรค์เป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษา คิดไม่ถึงว่าสำนักศึกษาจะเป็นส่วนหนึ่งของเขตสวรรค์
ในบรรดาสี่ราชาสวรรค์ ราชาสวรรค์สืบสานเป็นผู้ดูแลการสืบทอดศิษย์ของเขตสวรรค์
ศิษย์ของเขตสวรรค์ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ เขาจึงต้องมาตรวจสอบด้วยตนเอง
ชั่วพริบตาก็มาถึงตำหนักสืบสาน ตัวอาคารของตำหนักสืบสานเป็นสีดำ ก่อสร้างอย่างโอ่อ่าอลังการ แผ่กลิ่นอายกดดันและบารมีออกมา
รูปแบบค่ายกลเช่นนี้ เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์หน้าใหม่ทุกคนเกิดความยำเกรง
"ได้เวลาแล้ว พวกอาจารย์สวรรค์น่าจะมากันครบแล้ว ตามข้าเข้าไป ไม่ต้องตื่นเต้น"
เว่ยจื่อคุนกล่าวจบ ก็เดินนำเข้าไปข้างใน
หลี่เทียนมิ่งเดินตามหลัง เหลียวมองไปทั่ว เขาพบว่าภายในเขตสวรรค์นั้นผู้คนบางตาจริงๆ
ตลอดทางที่เดินเข้ามา เขาไม่เจอใครเลยสักคน
ผู้ที่รอเขาอยู่ภายในตำหนักสืบสาน อาจกล่าวได้ว่าเป็นบุคคลระดับลมฝนของประเทศจู้เจ๋อ เป็นตัวตนที่เรียกลมเรียกฝนได้ทั้งสิ้น
อาจารย์สวรรค์ทั้งสิบแปดท่าน รวมกับราชาสวรรค์สืบสานอีกหนึ่งท่าน พวกเขานั่งประจำการอยู่ในตำหนักสืบสานแห่งนี้
เมื่อศิษย์หน้าใหม่เดินผ่านระเบียงทางเดินอันมืดมิดและลึกเข้าไป มายืนอยู่ต่อหน้าพวกเขา ภายใต้การจ้องมองด้วยสายตาอันร้อนแรงของพวกเขา ราวกับถูกจับถลกหนังล่อนจ้อน แล้วจะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร?
หลี่เทียนมิ่งเดินตามหลังเว่ยจื่อคุน ไม่นานนักก็ก้าวเข้าสู่โถงตำหนักใหญ่
เปลวเทียนโดยรอบลุกโชนสว่างไสว ส่งเสียงดังพรึ่บพรั่บ
เห็นได้ชัดว่ามีคนอยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครพูดจา บรรยากาศกดดันเคร่งขรึมเป็นพิเศษ เพียงพอที่จะทำให้คนหายใจไม่ออก
แม้จะไม่มีใครพูด แต่หลี่เทียนมิ่งสัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนมากที่ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง หรือเย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็ง ทั้งหมดล้วนจับจ้องมาที่ตัวเขา
สายตาเหล่านี้แทบจะทะลุผ่านเลือดเนื้อ แสดงให้เห็นถึงฝีมือของเหล่าอาจารย์สวรรค์เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
"ราชาสวรรค์สืบสาน เหล่าอาจารย์สวรรค์ ข้าน้อยพาหลี่เทียนมิ่ง ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งตำหนักเฟิ่งหวงมาถึงแล้ว" เว่ยจื่อคุนกล่าวเสียงดังฟังชัด
"ศิษย์หลี่เทียนมิ่ง คารวะราชาสวรรค์สืบสานและอาจารย์สวรรค์ทุกท่าน"
ได้ยินมาว่าเขตสวรรค์เป็นสถานที่เคร่งครัด ต่อหน้าบุคคลระดับสูงเหล่านี้ หลี่เทียนมิ่งจึงรีบทักทายตามมารยาท
น้ำเสียงของเขาเรียบง่าย ไม่ถ่อมตนไม่จองหอง ดูไปแล้วไม่ได้ตื่นเต้นแต่อย่างใด
"รบกวนเจ้าตำหนักเฟิ่งหวงแล้ว" เสียงแหบแห้งและหยาบกระด้างดังขึ้น ฟังจากเสียงน่าจะเป็นชายชราที่ดุดันผู้หนึ่ง
"หลี่เทียนมิ่ง ศิษย์อันดับหนึ่งของปีนี้ เงยหน้าขึ้น ให้ข้าและเหล่าอาจารย์สวรรค์ดูหน้าเจ้าหน่อย"
"ขอรับ ท่านราชาสวรรค์"
หลี่เทียนมิ่งเงยหน้าขึ้น เขาไม่ได้ก้มหน้าเพราะความขลาดกลัว แต่ในสถานที่เช่นนี้ การเงยหน้ามองไปทั่วตั้งแต่แรกถือเป็นการเสียมารยาท
และแล้ว บนที่นั่งตำแหน่งประธานสูงสุดของตำหนักสืบสาน ก็ปรากฏร่างของชายชรารูปร่างสูงใหญ่กำยำนั่งอยู่
เขามีผมขาวหน้าเด็ก ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง ลมปราณพลุ่งพล่าน บารมีเปี่ยมล้น แม้อายุจะมากแล้ว แต่ยังคงมีพลังข่มขวัญที่น่าสะพรึงกลัว
ทางด้านซ้ายและขวาของเขา มีอาจารย์สวรรค์นั่งอยู่อีกฝั่งละเก้าท่าน
อาจารย์สวรรค์จะดูหนุ่มกว่าเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็น่าจะอายุสี่สิบถึงหกสิบปี
ทว่า โดยทั่วไปแล้วพวกเขามีลมปราณที่แข็งแกร่ง แต่ละคนเปรียบเสมือนขุนเขาที่กดทับอยู่ตรงหน้าหลี่เทียนมิ่ง
สายตาที่เต็มไปด้วยพลังข่มขวัญเหล่านั้น จับจ้องมองหลี่เทียนมิ่งตลอดเวลา
ด้านหลังอาจารย์สวรรค์บางท่าน ยังมีคนหนุ่มสาวยืนอยู่
คาดว่าน่าจะเป็นศิษย์ของพวกเขา คงจะติดตามอาจารย์สวรรค์มาดูหลี่เทียนมิ่ง ตัวตนระดับตำนานผู้นี้เป็นของแถม
พูดตามตรง หลี่เทียนมิ่งไม่เคยสัมผัสกับเขตสวรรค์มาก่อน จึงไม่รู้จักยอดคนเหล่านี้
แต่ยืนยันได้เลยว่า พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากในสำนักศึกษา
บรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกับหลี่เทียนมิ่ง โดยพื้นฐานแล้วอย่างน้อยต้องอยู่ที่ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่ห้าขึ้นไป
ในเวลานี้ อัจฉริยะรุ่นเยาว์เหล่านี้ก็กำลังมองหลี่เทียนมิ่งอย่างสนใจใคร่รู้เช่นเดียวกับเหล่าอาจารย์สวรรค์
ทว่า ในบรรยากาศอันเคร่งขรึมเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางปริปากพูด
"ศิษย์อันดับหนึ่งมาถึงแล้ว เหล่าอาจารย์สวรรค์ทุกท่านน่าจะพอทราบเรื่องของเขามาบ้าง ได้ยินว่าเมื่อสี่ปีก่อนก็เคยเป็นศิษย์ของสำนักศึกษามาก่อน"
"พรสวรรค์ของเขาเป็นเช่นไร ทุกท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจ ดังนั้นใครจะรับเป็นศิษย์ ก็จัดการได้เลย"
ราชาสวรรค์สืบสานเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ผลักภาระเรื่องหลี่เทียนมิ่งให้กับอาจารย์สวรรค์ทั้งสิบแปดท่าน
อาจารย์สวรรค์ทั้งสิบแปดท่านต่างหรี่ตามองหลี่เทียนมิ่ง
ท่าทีของพวกเขาดูคล้ายคลึงกัน แต่ละคนล้วนเป็นบุคคลที่วางแผนการรอบคอบ
ในเวลานี้ พวกเขาล้วนเลือกที่จะดูท่าที ไม่ได้แย่งชิงศิษย์อันดับหนึ่งเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
หลี่เทียนมิ่งเคยดูภาพวาดของอาจารย์สวรรค์ในสมุดรายชื่อมาแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้จักอาจารย์สวรรค์ที่อยู่ที่นี่ทุกคน
เขาสามารถแยกแยะได้ว่าใครคือจ้าวเทียนเฉิน ใครคือหลิวเซว่เจียว ใครคือเฟิงอู๋กวง
คนที่มู่หว่านบอกว่าพอเป็นไปได้ก็อยู่ที่นี่ด้วย แต่พวกเขายังคงไม่พูดอะไรในขณะนี้
สถานการณ์เริ่มจะแปลกประหลาดและน่าอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ
ฉากนี้หากแพร่งพรายออกไป คงเป็นที่ขบขันของผู้คนจริงๆ
พูดตามตรง แต่ก่อนไม่ว่าใครจะเป็นศิษย์อันดับหนึ่ง โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาจะเริ่มแย่งชิงกันแล้ว
หลี่เทียนมิ่งเรียกได้ว่าเป็นศิษย์อันดับหนึ่งที่พิเศษที่สุดนับตั้งแต่พวกเขาเป็นอาจารย์สวรรค์มา
ผลคือเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ยังไม่มีอาจารย์สวรรค์คนใดเอ่ยปาก
"เอาอย่างนี้ หลี่เทียนมิ่ง เรียกสัตว์ประจำตัวของเจ้าออกมา ให้อาจารย์สวรรค์ได้ชมหน่อย" ราชาสวรรค์สืบสานกล่าว
"ขอรับ" หลี่เทียนมิ่งพยักหน้า
เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่ากระบวนการในวันนี้คงจะน่าอึดอัด แต่ไม่คิดว่าจะน่าอึดอัดถึงเพียงนี้
เหล่าอาจารย์สวรรค์รับไม่ได้กับอายุของเขา ที่ยังมีระดับพลังเพียงแค่นี้
นี่เป็นศิษย์อันดับหนึ่งคนแรกในรอบพันปี ที่แม้แต่เกณฑ์พื้นฐานของเขตสวรรค์ก็ยังก้าวไม่พ้น
เมื่อลูกไก่เหลืองปรากฏตัวบนไหล่ของหลี่เทียนมิ่ง ก็มีอาจารย์สวรรค์หญิงบางคนอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มออกมา
หนึ่งในนั้นก็คือ 'หลิวเซว่เจียว' ที่มู่หว่านไม่ชอบหน้า
นางผู้นี้คืออาจารย์ของมู่ชิงชิง บุคลิกคล้ายคลึงกับมู่ชิงชิงจริงๆ
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวดุจหิมะ เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น นั่งหลังตรง เส้นโค้งเว้าช่วงเอวนั้นยั่วยวนใจยิ่งนัก
หากไม่ใช่เพราะใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ซึ่งเย็นชายิ่งกว่ามู่ชิงชิงเสียอีก ก็คงจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากกว่านี้
"น่าขำสิ้นดี"
"ข้าคิดว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎการจัดอันดับสักหน่อย ข้าเตรียมตัวจะรับเซียวเซียวเป็นศิษย์อยู่แล้วเชียว" หลิวเซว่เจียวพูดเสียงเบากับอาจารย์สวรรค์ 'จ้าวเทียนเฉิน' ที่อยู่ข้างกาย
"ผลสุดท้ายวันนี้กลับได้ตัวตลกพรรค์นี้มา" จ้าวเทียนเฉินเบ้ปาก
นี่คือชายวัยกลางคนที่หล่อเหลาเอาการ รูปร่างสูงโปร่งสง่า นิ้วมือเรียวยาว ผมยาวมัดรวบไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสุภาพอ่อนโยนมีมาดผู้ดี
"มีใครสนใจไหม?"
"ฮึๆ"
คำพูดของเหล่าอาจารย์สวรรค์นั้นเรียบง่ายยิ่งนัก พวกเขาสบตากัน แววตาล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งการเยาะหยัน
"อายุยี่สิบปี ฝีมือก็เทียบเท่าขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่สามกระมัง"
"ระดับแค่นี้ช่างไม่น่าดูชมเอาเสียเลย"
"หากให้หลินเซียวเซียวเข้ามา รอให้นางอายุยี่สิบ มีความเป็นไปได้ที่จะทะลวงสู่ขั้นคืนเดียว"
"นั่นสิ กฎการจัดอันดับแบบนี้ ทำให้อัจฉริยะตัวจริงต้องเสียเวลาวัยเยาว์ไปเปล่าๆ แล้วปล่อยให้คนไร้ความสามารถปะปนเข้ามา"
"รับเขาเป็นศิษย์หรือ? ถ้าไม่กลัวขายหน้าก็รับไปเถอะ เจ้านี่ยังไปล่วงเกินตระกูลเหลยจุนเข้าให้แล้วด้วย"
"ไร้อำนาจไร้วาสนา ไร้พรสวรรค์ คนไร้ความสามารถสามประการ"
สีหน้าของพวกเขาดูจนปัญญา
เพราะพวกเขาเองก็คาดไม่ถึงว่า ศิษย์อันดับหนึ่งที่การจัดอันดับส่งเข้ามา จะกลายเป็นคนที่มีสภาพเช่นนี้อย่างหลี่เทียนมิ่ง
-สองสิงห์:ผู้แปล-