เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 เนตรดาราผลาญภพ

บทที่ 44 เนตรดาราผลาญภพ

บทที่ 44 เนตรดาราผลาญภพ


บทที่ 44 เนตรดาราผลาญภพ

"อาวุธชนิดนี้ ไม่เลวเลยจริงๆ!"

เมื่อก่อนหลี่เทียนมิ่งชอบใช้มีดสั้น ดาบ ทวน กระบี่ ง้าว เขาล้วนเคยลองมาหมดแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยชอบนัก

หลังจากได้โซ่ตรวนอัสนีเพลิงมา เขาพบว่าตัวเองเริ่มหลงรักอาวุธชนิดนี้เข้าเสียแล้ว

พลังระเบิดยามที่ฟาดฟันออกไปนั้น เป็นพลังทำลายล้างอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น จากโครงสร้างของวิชายุทธ์เก้าแส้อัสนีบาต โซ่ตรวนอัสนีเพลิงยังสามารถพลิกแพลงลูกเล่นได้อีกมากมาย

เฉินติ่งมีพละกำลังมหาศาล แต่กลับไม่อาจเข้าใกล้หลี่เทียนมิ่งได้เลย

โซ่ตรวนอัสนีเพลิงของหลี่เทียนมิ่งเป็นอาวุธยาวโดยสมบูรณ์ มีความยาวกว่าสี่เมตร

เขาใช้วิชาย่างก้าวเงาเพลิงพรางตาไปพร้อมกับใช้กระบวนท่าแรกของเก้าแส้อัสนีบาตรับมือกับเฉินติ่ง เฉินติ่งทำได้เพียงเป็นกระสอบทราย ไม่มีหนทางโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย

"หลี่เทียนมิ่ง!"

เพียะ!

ในขณะที่เฉินติ่งโกรธจนไฟลุกและคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด กลับเปิดช่องว่างให้โซ่ตรวนอัสนีเพลิงของหลี่เทียนมิ่งจนได้

โซ่ตรวนอัสนีเพลิงมุดเข้าไปราวกับอสรพิษ ฟาดเข้าที่มุมปากของเขาเต็มๆ!

เพียะ!

เฉินติ่งกระเด็นหมุนคว้าง ฟันสดๆ สามซี่ลอยละลิ่วออกจากปาก เปล่งประกายระยิบระยับใต้แสงตะวัน

"โทษฐานที่เจ้าปากดี" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะเบาๆ

พูดตามตรง ผู้ควบคุมสัตว์สายพละกำลังที่เชื่องช้าอย่างเฉินติ่ง ถูกเขาแก้ทางจนไปไม่เป็นอย่างสิ้นเชิง

โซ่ตรวนอัสนีเพลิงเปรียบเสมือนแขนของเขา แขนที่ยาวกว่าย่อมได้เปรียบแขนที่สั้นกว่า เฉินติ่งไม่มีทางเข้าประชิดตัวได้เลย

วิชาตัวเบาเงาเพลิงพรางตา เป็นวิชายุทธ์ที่หลี่เทียนมิ่งเลือกมาได้ดีที่สุดจริงๆ ราวกับสร้างมาเพื่อเขาและลูกไก่เหลืองโดยเฉพาะ

ทันทีที่ฟาดถูกเฉินติ่ง หลี่เทียนมิ่งก็สัมผัสได้ถึงพลังพิเศษขุมหนึ่งที่แผ่ออกมาจากบนสังเวียน

หันกลับไปมอง ก็พบว่าพญาอินทรีมารดวงดาวตัวนั้นคลุ้มคลั่งไปแล้ว

ดวงตาทั้งคู่ของมันในยามนี้ระเบิดแสงดาวอันเจิดจ้าออกมา แสงดาวร้อนแรงดุจกระบี่ ระเบิดออกมาในชั่วพริบตา พุ่งตรงเข้าทะลวงร่างของลูกไก่เหลืองที่อยู่ตรงหน้า!

"นั่นคืออภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณของมัน 'เนตรดาราผลาญภพ'!"

หลี่เทียนมิ่งได้ยินเสียงอุทานของคนจำนวนมาก

สาเหตุที่เขากดดันพญาอินทรีมารดวงดาวตั้งแต่แรก ก็เพราะกลัวอภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณของสัตว์ประจำตัวขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณนี่แหละ

ภายใต้อาการบาดเจ็บสาหัส อานุภาพของอภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณย่อมลดทอนลงไปบ้าง ประจวบเหมาะกับที่เขาจัดการเฉินติ่งได้พอดี

ในชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตาย โซ่ตรวนอัสนีเพลิงของหลี่เทียนมิ่งก็พุ่งออกไป ราวกับสายฟ้าฟาดเข้าที่ศีรษะของพญาอินทรีมารดวงดาวอย่างจัง

พญาอินทรีมารดวงดาวกำลังใช้อภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณ เมื่อแสงดาวดุจกระบี่พุ่งออกมาจากดวงตา ก็ถูกหลี่เทียนมิ่งฟาดเข้าที่ศีรษะพอดี

ทันใดนั้น ทิศทางของมันก็เบี่ยงออกไป แสงดาวอันเจิดจ้าพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าไป

"พ่อเจ้ายังไม่ได้ยิงเจ้า เจ้ากล้ายิงพ่อของเจ้าหรือ!"

ลูกไก่เหลืองโกรธจัด เงาเพลิงพรางตาวูบวาบ กรงเล็บผีเพลิงโลกันตร์ฉีกกระชาก ควักรูเลือดบนร่างพญาอินทรีมารดวงดาวออกมาอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน โซ่ตรวนอัสนีเพลิงของหลี่เทียนมิ่งก็ฟาดซ้ำสามครั้งติดต่อกัน ทำให้พญาอินทรีมารดวงดาวหนังเปิดเนื้อปริ!

"พอได้แล้ว!"

ในตอนนั้นเอง หลี่เทียนมิ่งก็ได้ยินประกาศอันทรงอำนาจจากเหล่าอาจารย์

เขาเป็นคนรู้ความ ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ เขาก็หยุดมือทันที

แต่ลูกไก่เหลืองกำลังฆ่าอย่างเมามัน หลี่เทียนมิ่งจึงใช้โซ่ตรวนอัสนีเพลิงมัดตัวมัน แล้วลากกลับมาโดยตรง

"เจ้าทำอะไร พ่อจะฆ่ามันให้ตาย"

เจ้านี่ยังอยู่ในวัยเลือดร้อนจริงๆ

"จบแล้ว"

เมื่ออาจารย์ประกาศ ย่อมไม่อาจต่อสู้ต่อได้เด็ดขาด เพราะนี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่ต้องตัดสินแพ้ชนะ

เป็นเพียงการให้อาจารย์ได้เห็นพรสวรรค์และความสามารถของแต่ละคนผ่านการต่อสู้เท่านั้น

ไม่ผิดจากที่คาด อาจารย์ที่ประกาศยุติการต่อสู้ ก็คืออาจารย์มู่หว่าน

หลี่เทียนมิ่งเคารพนาง จึงหยุดมือตามคำสั่ง

ทว่าเฉินติ่งกำลังโกรธจัด บาดแผลของเขายังพอทนไหว ปีนขึ้นมาได้ก็โกรธเกรี้ยวราวกับหมีควาย

"หลี่เทียนมิ่ง ข้าไม่ยอมรับ มาสู้กันใหม่!" เขาคำรามเสียงต่ำ

"ผู้แพ้ เจ้าไม่มีสิทธิ์แล้ว" หลี่เทียนมิ่งยิ้มบางๆ

เฉินติ่งยังอยากจะพูดต่อ แต่เสียงของอาจารย์มู่หว่านก็ดังขึ้นอีกครั้ง "มารับป้ายศิษย์ อย่าเสียเวลา ยังมีคนอีกนับพัน"

ประโยคนี้แม้จะฟังดูแข็งกร้าว แต่หลี่เทียนมิ่งกลับชอบฟัง

เขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นอาจารย์มู่หว่านมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้ม

ส่วนอาจารย์อีกเก้าท่าน ส่วนใหญ่แล้วนั่งนิ่งกอดอกไม่เอ่ยวาจาใดๆ

"มู่หว่าน สามปีก่อนมันทำเรื่องอะไรไว้เจ้าก็รู้ดี มันเป็นจุดด่างพร้อยของสำนัก และเป็นแมลงวันในสายตาของหลินเสี่ยวถิงและคฤหาสน์เหลยจุน..." อาจารย์ชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ กระซิบเตือน

"ข้าจะเลือกใคร ไม่เกี่ยวกับเจ้า" อาจารย์มู่หว่านค้อนเขาขวับหนึ่ง แล้วหยิบป้ายศิษย์โยนให้หลี่เทียนมิ่งโดยตรง

การต่อสู้คู่อื่นยังไม่จบ หลี่เทียนมิ่งเป็นศิษย์คนแรกของสำนักที่ผ่านด่านสำเร็จในวันนี้อย่างแน่นอน

"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ วันข้างหน้าศิษย์จะสร้างชื่อเสียงให้ท่านอาจารย์อย่างแน่นอน" เมื่อได้รับป้ายศิษย์อีกครั้ง หลี่เทียนมิ่งรู้ดีว่าทั้งหมดนี้ยากลำบากเพียงใด

แต่ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ แน่นอนว่ายังคงต้องขอบคุณอาจารย์มู่หว่าน

หากไม่มีนาง เกรงว่าคงไม่มีอาจารย์คนไหนกล้ารับเขา

พวกเขาสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องอายุ คัดหลี่เทียนมิ่งออกได้อย่างง่ายดาย

"เฉินติ่ง เจ้าอายุน้อย พรสวรรค์ครบเครื่อง การแสดงออกในรอบนี้ไม่ดี ก็เพราะถูกหลี่เทียนมิ่งใช้ความ 'เจ้าเล่ห์เพทุบาย' แก้ทาง ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์"

'อาจารย์หลี่ขุย' ที่เพิ่งพูดคุยกับอาจารย์มู่หว่านเมื่อครู่เอ่ยขึ้น พร้อมหยิบป้ายศิษย์ของตนออกมา

"เฉินติ่ง ข้าก็รับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าสามารถเลือกอาจารย์ได้"

"ข้าก็เช่นกัน"

เหล่าอาจารย์ต่างแสดงท่าที หลี่เทียนมิ่งถึงกับงุนงง มีอาจารย์ถึงเก้าคนที่ยินดีรับเฉินติ่งเป็นศิษย์

ความจริงด้วยพรสวรรค์และภูมิหลังของเฉินติ่ง นับเป็นผู้ยอดเยี่ยมที่สุดในการประชันเพื่อผ่านด่านอย่างแน่นอน

การที่อาจารย์ทั้งสิบคนยินดีมอบป้ายศิษย์ให้นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ประเด็นคือ ผลงานของเขาเมื่อครู่ถูกหลี่เทียนมิ่งแก้ทางจนไปไม่เป็น เรียกได้ว่าย่ำแย่มาก

อีกทั้งสภาพจิตใจที่เขาแสดงออกมาก็แย่มากเช่นกัน

เช่นนี้ยังได้ป้ายศิษย์จากอาจารย์ตั้งเก้าคน ส่วนตัวเขาเองกลับได้เพียงป้ายศิษย์จากอาจารย์มู่หว่านคนเดียว

ความแตกต่างเช่นนี้ ช่างน่าขันสิ้นดี

แน่นอนว่า น่าขันก็น่าขันไป สำหรับหลี่เทียนมิ่งแล้ว มีอาจารย์มู่หว่านคนเดียวก็เพียงพอแล้ว

ส่วนชายเหม็นโฉ่คนอื่นๆ เขาคร้านจะชายตามอง

"เทียนมิ่ง เตรียมตัวสำหรับศึกจัดอันดับเถอะ"

ประโยคนี้ของอาจารย์มู่หว่าน คือการบอกให้หลี่เทียนมิ่งปล่อยวางความเย็นชาของน้ำใจคนเหล่านี้ และตระหนักถึงสิ่งที่เขาควรให้ความสำคัญต่อไป นั่นคือศึกจัดอันดับ

ศึกจัดอันดับของสำนักนั้นยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่กว่าการประชันเพื่อผ่านด่านในวันนี้มากนัก

ต่อให้ไม่ได้ที่หนึ่งในศึกจัดอันดับ ยิ่งอันดับสูง สถานะของศิษย์และทรัพยากรการฝึกฝนที่ได้รับก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย

สำนักยั้นหวงยังมีดินแดนลึกลับสำหรับการฝึกฝนบางแห่ง ที่กำหนดเวลาในการฝึกฝนตามอันดับในศึกจัดอันดับ

ทางฝั่งตำหนักเฟิ่งหวงยังมีการต่อสู้อีกอย่างน้อยห้าร้อยคู่ ระยะเวลาการต่อสู้ไม่แน่นอน คาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะจบ

จากนั้นถึงจะเป็นศึกจัดอันดับ

ในช่วงเวลานี้ ศิษย์ที่ผ่านด่านแล้ว จะได้เข้าไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในสำนักยั้นหวงก่อน

แต่หลี่เทียนมิ่งเคยอยู่มาปีหนึ่งแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เขาตัดสินใจจะกลับไปก่อน นำข่าวดีนี้ไปบอกท่านแม่

หลังจากลาอาจารย์มู่หว่าน เขาเดินลงจากเวทีพร้อมกับเฉินติ่ง ดวงตาของเฉินติ่งแดงก่ำ จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยจิตสังหาร

"หลี่เทียนมิ่ง"

เพิ่งเดินลงมา ก็มีคนมารับเฉินติ่ง ที่แท้ก็คือ 'เฉินเย่า' จากฝั่งตำหนักหมื่นสัตว์นั่นเอง

นายน้อยแห่งสมาคมการค้าดวงดาวผู้นี้ยังไม่ได้เข้าร่วมการประชันเพื่อผ่านด่าน

"มีธุระ?" หลี่เทียนมิ่งถาม

พูดตามตรง ผลงานของหลี่เทียนมิ่ง ไม่ว่าจะเป็นระดับคุณภาพของสัตว์ประจำตัว หรือการเอาชนะเฉินติ่งในวันนี้ ล้วนทำให้เฉินเย่าเสียหน้าและไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก

"ก็ไม่มีอะไร ก่อนหน้านี้ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ คิดไม่ถึงว่าคนอย่างเจ้า แม้ชื่อเสียงจะฉาวโฉ่ นิสัยเลวทราม แต่ก็ยังมีวาสนาและความสามารถอยู่บ้าง" เฉินเย่ากล่าวอย่างเย็นชา

"ข้าฟังไม่เข้าใจ นี่เจ้ากำลังชมข้าอยู่หรือ?" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"แล้วแต่เจ้าจะคิด ตอนนี้เจ้ากำลังลำพองใจ คนถ่อยได้ดีก็คือสภาพของเจ้าในตอนนี้ แต่ว่า อย่าลืมสถานะของเจ้า เจ้ายังคงเป็นตัวตลกของศิษย์ยั้นหวง" เฉินเย่ากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"อย่าอ้อมค้อม มีความคิดอะไรก็พูดมาตรงๆ" หลี่เทียนมิ่งเบ้ปากกล่าว

"ก็ไม่มีอะไร วันนี้เจ้าทำร้ายพี่น้องของข้า ภาวนาให้ศึกจัดอันดับอย่าเจอกับข้าก็แล้วกัน"

"ศึกจัดอันดับไม่มีใครสั่งหยุด ถ้าเจอข้า อาการบาดเจ็บที่เฉินติ่งได้รับในวันนี้ ข้าจะคืนให้เจ้าสิบเท่า" เฉินเย่ากล่าว

"ไม่ต้องภาวนา ข้าก็อยากจะเอาชนะเจ้า แล้วดูเจ้ากลับบ้านไปนอนดิ้นพราดๆ ฟ้องแม่ ดื่มน้ำแกงโอสถทองอะไรนั่นสักสองสามคำ" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะเสียงเย็น

ในขณะที่เฉินเย่าหรี่ตาลง เขาก็หันหลังเดินจากไป

ตอนอยู่ที่ตำหนักเฉิน เฉินเย่าและมารดาของเขาเย่อหยิ่งและหยาบคายเพียงใด พวกเขาทิ่มแทงเว่ยจิงอย่างไร หลี่เทียนมิ่งจำได้แม่นยำ

ทุกคนที่เคยทำให้ท่านแม่ของเขาเสียใจ เขาจะไม่ให้อภัยแม้แต่คนเดียว

เสวี่ยหลานดูเหมือนไม่ได้ทำอะไร แต่คำพูดที่เรียบง่ายเหล่านั้นของนาง กลับเป็นมีดที่คมกริบที่สุด

"ดูท่า เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว"

น้ำเสียงของเฉินเย่าเย็นเยียบถึงขีดสุด ในคำพูดแฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าฟัน

จากตำหนักเฉินถึงสมรภูมิยั้นหวง เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคางคกที่น่าขบขันในสายตาของเขา จะทำให้เขาเกิดเจตนาฆ่าระดับนี้ได้

มารดาของพวกเขาเคยเป็นพี่น้องที่ดีที่สุด พวกเขาควรจะสนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง

แต่ความเป็นจริงกลับเป็นว่า คนหนึ่งสูงส่ง อีกคนดิ้นรนในโลกมนุษย์

ยามที่เสวี่ยหลานแสดงความสูงส่งและความเหนือกว่าอย่างบ้าคลั่งในตำหนักเฉิน ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนี้ก็ได้มลายหายไปนานแล้ว

ความอัปยศที่นางมอบให้ หลี่เทียนมิ่งจะทวงความยุติธรรมนี้คืนให้นางเอง

บางทีเว่ยจิงอาจจะไม่ใส่ใจ สิ่งที่นางเศร้าใจมีเพียงความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนไปเหล่านั้น แต่หลี่เทียนมิ่งใส่ใจ

อดีตพี่น้อง เสวี่ยหลานสง่างามสูงศักดิ์ สูงส่งเหนือใคร มีหน้ามีตาและมีความสุข ส่วนเว่ยจิงมีชีวิตอยู่อย่างรันทด ยากจนข้นแค้น

ลูกของพวกนาง คนหนึ่งเจิดจรัสประดุจดารา อนาคตไกล อีกคนกลายเป็นตัวตลก ดุจหนูข้างถนน?

หลี่เทียนมิ่งรู้สึกว่า ตอนนี้จะตัดสินทุกอย่าง มันยังเร็วเกินไป

"เดี๋ยวก็รู้"

นี่คือการตอบโต้ที่ดีที่สุดของเขาต่อเรื่องราวทั้งหมดนี้

อย่างน้อยวันนี้ การที่เขาแสดงสัตว์ประจำตัวชั้นหกและเอาชนะเฉินติ่ง ก็ทำให้คนที่เห็นเขาเป็นตัวตลกจำนวนไม่น้อย ขำไม่ออกอีกต่อไป

ยกตัวอย่างเช่นหลี่เหยียนเฟิงและหลิวชิง ในวินาทีที่หลี่เทียนมิ่งเอาชนะเฉินติ่ง พวกเขาเย็นชาไร้คำพูด ไม่มีการสนทนาใดๆ

ยกตัวอย่างเช่นภายในห้องรับรองพิเศษนั้น

ฮูหยินท่านนั้นเห็นฟันของลูกชายตัวเองถูกฟาดจนกระเด็น ถูกหลี่เทียนมิ่งปั่นหัวเล่นอย่างสมบูรณ์ หน้าของนางเขียวคล้ำ ถ้วยชาในมือถึงกับถูกบีบจนแตกละเอียด

"เฉินติ่ง ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ!" เหล่าฮูหยินคิดไม่ถึงว่า คนที่โกรธที่สุดกลับเป็นเสวี่ยหลาน

นางลุกขึ้น พลิกโต๊ะตรงหน้าคว่ำกระจาด แล้วเดินจากไปทันที

ทิ้งให้เหล่าฮูหยินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ด้วยความงุนงง

ทำไมเสวี่ยหลานถึงโกรธยิ่งกว่ามารดาของเฉินติ่งเสียอีก?

หากไม่รู้ว่าหลี่เทียนมิ่งคือบุตรชายของสตรีผู้เลอโฉมแห่งเมืองเยี่ยนตู้เมื่อยี่สิบปีก่อน พวกนางคงไม่มีทางเดาสาเหตุออกเป็นแน่

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 44 เนตรดาราผลาญภพ

คัดลอกลิงก์แล้ว