เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 โรงเตี๊ยมไร้ลม

บทที่ 27 โรงเตี๊ยมไร้ลม

บทที่ 27 โรงเตี๊ยมไร้ลม


บทที่ 27 โรงเตี๊ยมไร้ลม

เมืองหลีหัว

'โรงเตี๊ยมไร้ลม' ยามปกติกิจการค้าถือว่าไม่เลวเลย อาคารสามชั้นทั้งบนล่างล้วนเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ทุกหนแห่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมา

ทว่า วันนี้กลับค่อนข้างซบเซา ดูเหมือนว่าจะมีแขกกลุ่มหนึ่งอยู่เพียงบนชั้นสามเท่านั้น

แขกกลุ่มนี้ไม่ธรรมดาเลย พวกเขาล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่มาจาก 'คฤหาสน์เหลยจุน' แห่งเมืองเยี่ยนตู้ทั้งสิ้น!

เหล่าเถ้าแก่และบริกรล้วนรู้ดีว่า แม้แต่เจ้าเมืองหลีหัวและฮูหยินเจ้าเมืองยังต้องมาคอยรับรองด้วยตนเอง เหล่าขุนนางชั้นสูงของเมืองหลีหัวทำได้เพียงยืนรออยู่ที่ชั้นล่าง แสดงให้เห็นถึงความสูงส่งของบุคคลเหล่านี้

ภายในรัศมีสองลี้รอบโรงเตี๊ยมไร้ลม เดิมทีมีบ้านเรือนอาศัยอยู่มากมาย แต่ไม่กี่วันมานี้เจ้าเมืองกลับสั่งอพยพผู้คนออกไปจนหมด

บัดนี้บริเวณใกล้เคียงจึงไร้ซึ่งผู้คน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า เหตุใดพวกเจ้าเมืองจึงต้องมายืนรอคอยอย่างเอิกเกริกด้วยเหตุผลอันใดกันแน่

ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ผู้คนไม่เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อยจึงมารวมตัวกันอยู่นอกรัศมีสองลี้ ทว่า ก็ทำได้เพียงแอบซ่อนตัวลอบสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ เท่านั้น

โดยหารู้ไม่ว่า เหล่าแขกผู้สูงส่งบนชั้นสามของโรงเตี๊ยมไร้ลม กำลังยืนรวมกลุ่มกัน สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังลานเรือนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยม

นั่นคือลานเรือนเก่าแก่หลังหนึ่ง ในลานเต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกเรื้อ ส่วนกำแพงก็ปกคลุมไปด้วยฝุ่นผงมากมาย

เมื่อมองไปทางลานเรือน จะเห็นหญิงชราผู้หนึ่งกำลังหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้เอนหลัง นางกำลังหลับใหลอย่างสงบ เพลิดเพลินกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต——หลายวันที่ผ่านมานี้นางเป็นเช่นนี้ทุกวัน

หลี่เหยียนเฟิงยืนอยู่บนชั้นสามของโรงเตี๊ยมไร้ลม บางครั้งเขาเผลอมองไปยังลานเรือนแห่งนั้นโดยไม่รู้ตัว ทว่า ก็รีบเบนสายตาหนีไปอย่างรวดเร็ว

เขากุมมือเรียวบางของหลิวชิงที่อยู่ตรงหน้าไว้ พลางประดับรอยยิ้มจางๆ ไว้บนใบหน้า

"เจ็ดวันแล้ว ไอ้หน้าโง่นั่นยังไม่กลับมา เขาคงไม่ตายอยู่ที่ภูเขาหัวหลิงแล้วหรอกนะ"

เด็กหนุ่มหลิวเชียนหยางนั่งอยู่บนเก้าอี้ ด้วยท่าทางกระสับกระส่ายอยู่บ้าง

"เขายังคงรักษาพลังต่อสู้บางส่วนจากเมื่อสามปีก่อนไว้ได้ ไม่น่าจะตายง่ายๆ หรอก"

ข้างๆ กันนั้นมีเด็กสาวในชุดสีครามนั่งอยู่ นางคือเจียงอี้หลิน ผู้ซึ่งพ่ายแพ้ให้กับหลี่เทียนมิ่งที่ริมทะเลสาบ

ผู้ท้าชิงทั้งเจ็ดจากคฤหาสน์เหลยจุนที่เดินทางมาแย่งชิงแหล่งกำเนิดเทพในครั้งนี้ ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว

พวกเขาสมกับที่เป็นอัจฉริยะที่คฤหาสน์เหลยจุนบ่มเพาะมา แต่ละคนล้วนมีรัศมีองอาจแผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขาม

ในฐานะอัจฉริยะเจ้าถิ่นของเมืองหลีหัว สองพี่น้องหลี่จื่อเฟิงและหลี่เซว่เจียวทำได้เพียงหดตัวอยู่มุมห้อง เพียงแค่มองดูรัศมีก็เห็นได้ชัดว่าด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง

นอกจากเด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งเจ็ดคนนี้แล้ว บรรดาผู้ปกครองของพวกเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย บัดนี้ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม

หลายวันที่ผ่านมานี้ พวกเขาต้องทนดูหญิงชราในลานเรือนทุกวัน จนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งแล้ว

"หลี่เทียนมิ่งยังไม่กลับมา แหล่งกำเนิดเทพคงไม่ถูกสัตว์ประจำตัวของเขาหลอมรวมไปแล้วหรอกนะ!" จางจื่อเซวียนที่นั่งอยู่มุมห้องเอ่ยขึ้นอย่างกังวล

"บอกไปตั้งนานแล้วว่า เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะสัตว์ประจำตัวที่เขาได้มาด้วยสัญญาเทพเลือดนั่น เป็นเพียงสัตว์ประจำตัวชั้นหนึ่งเท่านั้น"

"สัตว์ประจำตัวชั้นหนึ่งมีสายเลือดที่เปราะบางเกินไป มิอาจทนทานต่อพลังของแหล่งกำเนิดเทพได้เลย ยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่มีผู้อาวุโสคอยดูแล ต่อให้เขาอยากจะหลอมรวมแหล่งกำเนิดเทพ ก็ไร้ความสามารถที่จะทำได้"

"ที่หลี่เทียนมิ่งยังพอมีพลังต่อสู้หลงเหลืออยู่บ้าง ก็เป็นเพราะพลังที่บ่มเพาะไว้กับสัตว์ประจำตัวตัวก่อนหน้านี้ของเขาล้วนๆ" เด็กหนุ่มคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ ตอบอย่างมั่นใจ

ในกลุ่มพวกเขามีสี่คนที่ไม่เคยเห็นหน้าหลี่เทียนมิ่ง แต่พวกผู้อาวุโสได้อธิบายลักษณะเฉพาะของคนผู้นี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว

"สิ่งที่น่ารำคาญเพียงอย่างเดียวบนตัวเขา ก็คือหยกประดับขององค์หญิงชิง อย่างไรเสีย เจ้าเมืองหลีหัวก็ไม่ให้ความคุ้มครองเขาอยู่แล้ว" เจียงอี้หลินเอ่ย

"ข้าคิดไม่ตกว่า เหตุใดองค์หญิงชิงถึงได้มอบหยกประดับติดตัวให้กับไอ้ขยะที่ชั่วชีวิตนี้ถูกกำหนดให้หยุดอยู่ได้เพียงแค่ขั้นเส้นสัตว์เช่นเขาด้วย" หลิวเชียนหยางเอ่ยด้วยแววตาเย็นชา

แหล่งกำเนิดเทพที่เกือบจะได้มาครอบครองอยู่แล้ว กลับหลุดลอยไปเช่นนี้

ย้อนนึกไปถึงตอนที่อยู่ลานฟังลมในคฤหาสน์ผู้ว่าเมือง เขาไม่เคยเห็นหลี่เทียนมิ่งอยู่ในสายตาเลย ไหนเลยจะคิดว่าวันนี้จะต้องมาปวดหัวถึงเพียงนี้

"ทางคฤหาสน์เหลยจุนส่งข่าวมาแล้วมิใช่หรือ เบื้องบนบอกว่า ขอเพียงหลี่เทียนมิ่งกลับมา พวกเราคนใดชิงแหล่งกำเนิดเทพมาได้ แหล่งกำเนิดเทพก็จะเป็นของคนนั้น"

"ขอเพียงแค่บิดามารดาของพวกเราไม่ยื่นมือเข้ามา ปล่อยให้เป็นเรื่องการประมือของคนหนุ่มสาว ต่อให้องค์หญิงชิงจะเอาเรื่อง คฤหาสน์เหลยจุนก็จะช่วยพวกเราจัดการเอง"

"มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แหล่งกำเนิดเทพนี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสของพวกเราค้นพบ หลี่เทียนมิ่งคิดจะมาชุบมือเปิบ ก็ต้องดูความสามารถที่แท้จริงของตนเองเสียก่อน"

"ตราบใดที่บิดามารดาและผู้อาวุโสของพวกเราไม่ลงมือ องค์หญิงชิงก็ไม่มีอะไรจะพูด"

"อย่าประเมินหลี่เทียนมิ่งสูงเกินไปหน่อยเลย เขาจะไปมีสัมพันธ์อะไรกับองค์หญิงชิงได้ หากมีความสัมพันธ์กันจริง ป่านนี้คงไม่ตกอับถึงเพียงนี้หรอก ข้าว่า ต่อให้เขาตายอยู่ที่นี่ ก็คงไม่มีใครสนใจไยดี" จางจื่อเซวียนแค่นเสียงเย็นชา

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่จื่อเฟิงและหลี่เซว่เจียวที่อยู่ห่างออกไปตรงมุมห้องก็สบตากัน อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า

เห็นได้ชัดว่า โลกนี้ล้วนเย็นชา คนที่ถูกทอดทิ้งช่างน่าสมเพชเสียจริง

อัจฉริยะจากคฤหาสน์เหลยจุนเหล่านี้ต่างก็มีจิตสังหารคุกรุ่น แต่ในฐานะบิดา หลี่เหยียนเฟิงกลับดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขายังคงพลอดรักกับฮูหยินคนใหม่อย่างดูดดื่ม

"ตอนนี้ข้ากลัวเพียงว่า ไอ้หน้าโง่นั่น จะหอบแหล่งกำเนิดเทพหนีไปหาองค์หญิงชิงที่เมืองเยี่ยนตู้ แล้วปล่อยให้พวกเรารอเก้ออยู่ที่นี่!" จางจื่อเซวียนเอ่ย

"เป็นไปไม่ได้" หลิวเชียนหยางกล่าวอย่างหนักแน่น

"เหตุใดเล่า?"

"ประการแรก เขาเป็นลูกกตัญญู ประการที่สอง เขาต้องการตราประทับยั้นหวง เพื่อที่เขาจะได้กลับไปยังสำนักยั้นหวง และล้างแค้นพี่ถิง"

"ว่ากระไรนะ?"

คนหนุ่มสาวทั้งเจ็ดคนสบตากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

"ล้างแค้นพี่ถิงรึ?"

"ฮ่าๆ ไม่ดูสารรูปของตนเองเลย ต่อให้เป็นเมื่อสามปีก่อน เมื่อเทียบกับพี่ถิงแล้ว เขาก็ยังเป็นแค่ไอ้โง่คนหนึ่งเท่านั้น"

"ให้ตายเถิด ข้าจะขำตายอยู่แล้ว"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยนั้น 'จางฉง' บิดาของจางจื่อเซวียน ก็พลันลุกขึ้นยืน ในแววตาฉายความยินดีออกมา

ทุกคนมองตามสายตาของเขาไป ก็พลันเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่มุมถนนไกลออกไป!

เด็กหนุ่มผู้นั้นมีหน้าตาหมดจด รูปร่างสูงโปร่ง และดูสุภาพ ราวกับบัณฑิตผู้คงแก่เรียน บนบ่าของเขามีลูกไก่เหลืองตัวหนึ่งเกาะอยู่ กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุด

"สัตว์ประจำตัวของเขา ยังไม่ได้วิวัฒนาการจริงด้วย!" ทุกคนต่างยินดีกับข้อสรุปนี้ นี่หมายความว่าแหล่งกำเนิดเทพจะต้องยังอยู่บนตัวของหลี่เทียนมิ่งอย่างแน่นอน!

กฎที่คฤหาสน์เหลยจุนตั้งไว้ในตอนนี้ก็คือ ขอเพียงพวกเขาทั้งเจ็ดคนพบหลี่เทียนมิ่ง ผู้ใดก็สามารถลงมือได้ ใครชิงแหล่งกำเนิดเทพมาได้ก่อน มันก็จะเป็นของผู้นั้น!

ดังนั้น ในชั่วขณะที่หลี่เทียนมิ่งปรากฏตัว ก็แทบจะเป็นการเป่าแตรสัญญาณเริ่มการต่อสู้แล้ว!

"แหล่งกำเนิดเทพอยู่ในอกเสื้อของเขา!" เหล่าคนหนุ่มสาวสังเกตเห็นส่วนที่นูนออกมาจากอกเสื้อของหลี่เทียนมิ่งได้ในทันที

อันที่จริง นั่นไม่ใช่แหล่งกำเนิดเทพ แต่เป็น 'แก่นวิญญาณ' ที่เขาได้มาจากภูเขาหัวหลิงต่างหาก

"ยังจะยืนบื้อทำอะไรอยู่ ลุยสิ!" เจียงเทาถลึงตาใส่บุตรสาวของตนเอง นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง

สิ้นเสียงของเขา เด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งเจ็ดจากคฤหาสน์เหลยจุนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโจนลงมาจากชั้นสามของโรงเตี๊ยมไร้ลมทันที

บัดนี้พวกเขาคือผู้ร่วมมือ แต่ก็เป็นคู่แข่งกันด้วย ดังนั้นจึงต่างฝ่ายต่างชิงกันลงมือก่อน

การต่อสู้กำลังจะปะทุขึ้น!

……

นับตั้งแต่ที่เด็กหนุ่มผู้นั้นปรากฏตัวอย่างเปิดเผย นัยน์ตาของหลี่เหยียนเฟิงก็หรี่ลง

ตอนนี้ตำแหน่งของหลี่เทียนมิ่งอยู่ด้านนอกลานเรือน เขาและมารดาถูกกั้นไว้เพียงแค่ประตูบานเดียว แต่เขากลับถูกสกัดกั้นโดยเจ็ดอัจฉริยะหนุ่มสาวจากคฤหาสน์เหลยจุนเสียแล้ว

เพียงประตูบานเดียวกั้น ภายในลานเรือนช่างเงียบสงบ หญิงชรากำลังหลับตาพักผ่อนอาบแดด ทว่า ภายนอกประตูนั้น บุตรชายของนางกลับกำลังตกอยู่ในวงล้อมอันตราย

ช่างเป็นภาพที่เปี่ยมไปด้วยนัยเสียจริง

"พี่เฟิง ทนดูไม่ไหวหรือเจ้าคะ?" หลิวชิงเอ่ยถามเสียงเบา ใบหน้าประดับรอยยิ้ม

"ล้วนเป็นชะตากรรม เขาเลือกเอง ไม่เกี่ยวข้องกับข้า" หลี่เหยียนเฟิงส่ายหน้า

"อืม ท่านคิดเช่นนี้ข้าก็ยินดี รอให้เรื่องนี้จบลง ท่านก็ควบตำแหน่งเจ้าเมืองหลีหัวไปด้วย จากนั้นก็กลับคฤหาสน์เหลยจุนพร้อมข้า ท่านเหลยจุนได้ยอมรับท่านอย่างเป็นทางการแล้ว และจะมอบตำแหน่งกับอำนาจที่สูงกว่าให้แก่ท่าน"

"ตกลง" หลี่เหยียนเฟิงพยักหน้า

สิ่งที่เขาอยากได้ สิ่งที่เขาสมควรได้รับ บัดนี้ได้กลายเป็นความจริงแล้ว เช่นนั้น สิ่งที่ควรทอดทิ้ง สิ่งที่ควรแตกหัก ก็ไม่ควรลังเลอีกต่อไป

……

หลี่เทียนมิ่งเห็นเหล่าผู้อาวุโสบนชั้นสามของโรงเตี๊ยมไร้ลมแล้ว

รวมถึงบิดาของเขา หลี่เหยียนเฟิง ในยามนี้กำลังยืนอยู่สูงตระหง่าน มองลงมายังตนด้วยสายตาอันเย็นชา ทั้งหมดนี้ช่างน่าขันสิ้นดี

"รู้ว่าข้าจะกลับมา จึงได้มาตั้งด่านสกัดกั้นข้าอยู่ที่นี่ ช่วยเหลือคนนอกมาแย่งชิงแหล่งกำเนิดเทพของข้ารึ?"

อันที่จริง เขาผิดหวังในตัวบิดาจนถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น เมื่อเผชิญกับเรื่องน่าขันเช่นนี้ เขาจึงทำเพียงแค่นเสียงเย็นชา รู้สึกคุ้นชินกับมันเสียแล้ว

เจ็ดอัจฉริยะจากคฤหาสน์เหลยจุนล้อมเขาไว้ ขณะที่ดวงตาของเขาก็จับจ้องไปยังหลิวเชียนหยางที่อยู่เบื้องหน้า!

ตราประทับยั้นหวงที่เขาต้องการ ยังคงอยู่ในมือของหลิวเชียนหยาง บัดนี้กำหนดเวลาหนึ่งเดือนก็มาถึงพอดี

เสือดาวสายฟ้าที่อยู่ใต้ร่างของหลิวเชียนหยาง กำลังจ้องเขม็งมายังหลี่เทียนมิ่ง อดไม่ได้ที่จะคำรามออกมาเสียงหนึ่ง จากนั้น สัตว์ประจำตัวของอีกหกคนที่เหลือก็เริ่มส่งเสียงคำราม ข่มขู่คุกคามหลี่เทียนมิ่ง!

การนำสัตว์ประจำตัวเข้าสู่สภาวะต่อสู้กลางเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ถูกห้ามอย่างเด็ดขาด

ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ ประกอบกับการที่ชาวบ้านในบริเวณนี้ถูกอพยพออกไป จึงดึงดูดความสนใจใคร่รู้ของผู้คนมานานแล้ว ดังนั้น โดยไม่รู้ตัว ข่าวลือก็แพร่สะพัดออกไป ผู้คนมากมายต่างแอบซ่อนตัวอยู่รอบๆ

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น ต่อจากนี้ผู้คนที่มามุงดูก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสำหรับหลี่เทียนมิ่งแล้ว นี่นับเป็นเรื่องดียิ่งนัก!

ในวันคัดเลือกของสำนักยั้นหวง เขาไม่สามารถพิสูจน์ตนเองได้อย่างแท้จริง และบัดนี้ วันที่เขาถูกเจ็ดอัจฉริยะจากคฤหาสน์เหลยจุนรุมล้อม วันที่เขาปรารถนา ก็มาถึงแล้ว!

เลือดนักสู้ภายในร่างกายของเขากำลังเดือดพล่าน แม้กระทั่งแขนซ้ายทมิฬทั้งแขน ก็เริ่มร้อนระอุขึ้นมา

คู่ต่อสู้ของเขา นอกจากหลิวเชียนหยางผู้ควบคุมเสือดาวสายฟ้าแล้ว ยังมีจางจื่อเซวียนเจ้าของสัตว์ประจำตัว 'แมงป่องพิษหางคราม' และเจียงอี้หลินเจ้าของ 'มัจฉาบินหกเนตร' อยู่ด้วย

คฤหาสน์เหลยจุนช่างมั่งคั่งมหาศาล ดูเหมือนว่าดวงตาของแมงป่องพิษหางครามของจางจื่อเซวียน จะฟื้นฟูกลับมาได้บ้างแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีสัตว์ประจำตัวอีกสี่ตัว โดยพื้นฐานแล้ว ล้วนเป็นสัตว์ประจำตัวชั้นห้า ซึ่งเป็นสัตว์ประจำตัวระดับเดียวกับจินอวี่!

-สองสิงห์:ผู้แปล- “เริ่มมันส์แล้ว ผลการต่อสู้จะเป็นเช่นไรกันหนอ?”

จบบทที่ บทที่ 27 โรงเตี๊ยมไร้ลม

คัดลอกลิงก์แล้ว