- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 16 เจียงเฟยหลิง
บทที่ 16 เจียงเฟยหลิง
บทที่ 16 เจียงเฟยหลิง
บทที่ 16 เจียงเฟยหลิง
สิ่งที่ทำให้หลี่เทียนมิ่งประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ ดูเหมือนเด็กสาวผู้นั้นจะวิ่งด้วยเท้าเปล่า แต่เมื่อมองดูดีๆ เท้าของนางไม่ได้แตะพื้นเลยด้วยซ้ำ แต่กลับเหินทะยานข้ามอากาศมา
มิน่าเล่าเจ้าลูกไก่เหลืองถึงคิดว่าเป็นผีสาวในแวบแรก
บนร่างของนางมีหลายสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ แต่โดยทั่วไปแล้วกลับถูกบดบังด้วยเรียวขาขาวยาวดุจหิมะที่กลมกลึงคู่นั้น ในดวงตาของหลี่เทียนมิ่งมีเพียงเรียวขางามคู่นี้ที่ไหวกวัดอยู่กลางอากาศ
นางเห็นหลี่เทียนมิ่งแล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่า ก่อนที่จะมองเห็น นางจับเป้าหมายมายังทิศทางของหลี่เทียนมิ่ง บางทีนางอาจสัมผัสถึงตัวตนของหลี่เทียนมิ่งได้ก่อนหน้านั้นแล้ว
ระยะห่างของพวกเขาทั้งสองใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แน่นอนว่าหลี่เทียนมิ่งย่อมไม่ปล่อยให้เด็กสาวราวเทพธิดาผู้นี้ต้องมาร่วงโรยต่อหน้า ดังนั้นเขาจึงพุ่งเข้าหานางด้วยความเร็วสูงสุดเช่นกัน
ต้นไม้ริมทางปลิวผ่านไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง ความเร็วของหลี่เทียนมิ่งนั้นเร็วมากจนเกือบจะสะบัดลูกไก่เหลืองกระเด็นออกไป มันทำได้เพียงกรีดร้องพร้อมกับใช้กรงเล็บจิกเส้นผมของหลี่เทียนมิ่งไว้แน่น ร่างกายอ่อนแอของมันสั่นไหวอย่างรุนแรงท่ามกลางสายลม
"หลี่เทียนมิ่ง ข้าดูเจ้าออกแล้ว เห็นสตรีดีกว่าสหาย เจ้ามันสัตว์ป่าติดสัด!" ลูกไก่เหลืองสบถด่าอย่างโกรธเกรี้ยวท่ามกลางแรงสั่นสะเทือน
เพียงแต่หลี่เทียนมิ่งกลับทำหูทวนลมต่อคำสบถของมัน ในดวงตาของเขาตอนนี้มีเพียงเด็กสาวผู้นี้เท่านั้น
ระยะห่างของพวกเขาลดลงอย่างต่อเนื่อง เขาเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ความงดงามของเด็กสาวผู้นี้ทำให้คนแทบลืมหายใจ แม้แต่ประกายแสงระยิบระยับบนร่างของนางก็ยังดูพิเศษถึงเพียงนี้
จากนั้น เขาก็เห็นเด็กสาวผู้นั้นยิ้ม
พอนางยิ้ม มุมปากก็ปรากฏลักยิ้ม แล้วดวงตาหรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข น่ารักและซุกซน
นางกำลังยิ้มให้หลี่เทียนมิ่ง รอยยิ้มนี้มีไว้สำหรับเขาเพียงผู้เดียว
สัตว์ป่าด้านหลังนางน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง โชคดีที่หลี่เทียนมิ่งมาถึงทันเวลา เขายื่นมือออกไป ครั้งนี้เขาย่อมต้องโอบรัดเอวบางของเด็กสาวผู้นั้น จากนั้นหันกลับในทันที ช่วยให้นางหลุดพ้นจากอันตราย!
ทว่า ในชั่วขณะที่หลี่เทียนมิ่งเกือบจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ราวกับหมู่มวลบุปผาจากร่างของเด็กสาว ก็เกิดเรื่องที่น่าเหลือเชื่อขึ้น
ขณะที่เขากำลังจะโอบเอวของนางเพื่อพานางหนีจากอันตราย ทันใดนั้น เด็กสาวผู้นั้นกลับพุ่งชนเข้าใส่เขา!
เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องหกล้มหงายหลัง หลี่เทียนมิ่งพยายามหลบอย่างเต็มที่แล้ว แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ เมื่อเด็กสาวผู้นี้ชนเข้ากับร่างของเขา นางกลับแหลกสลาย!
ถูกต้อง นางแหลกสลายไปทั้งร่าง สลายไปราวกับควันในชั่วพริบตา!
แน่นอนว่านางไม่ได้กลายเป็นกองเนื้อบด หรือแม้แต่โลหิตก็ไม่มีสักหยด นางหายไปในร่างของหลี่เทียนมิ่งราวกับหมอกควัน ราวกับว่านางไม่ต้องการให้หลี่เทียนมิ่งช่วยเลยแม้แต่น้อย
เหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำคำเรียก 'ผีสาว' ของลูกไก่เหลือง ช่างน่าขนลุกขนพองอย่างที่สุด
แต่ในวินาทีต่อมา หลี่เทียนมิ่งก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์
ความรู้สึกนี้ราวกับว่าจู่ๆ ตนเองก็ถูกกระตุ้นด้วยเลือดไก่ เขาพบว่าร่างกายของตนเองเกิดความรู้สึกดุดันขึ้นมาอย่างรุนแรง คล้ายกับสภาวะคลุ้มคลั่ง หรือการระเบิดพลังที่ซ่อนเร้นออกมา!
เขาสัมผัสได้!
อย่างแรกคือร่างกายเนื้อและโลหิต หลังจากได้รับการปรับสร้างจากสัตว์ใหญ่โบราณอลเวง กายานรกนิรันดร์ของเขาก็มีพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว และในตอนนี้ พลังทางกายภาพที่ระเบิดออกมานี้ดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อย
จากนั้นคือพลังสัตว์นรกนิรันดร์ พลังสัตว์ที่มีคุณสมบัติสูงถึงเพียงนี้ แม้ปริมาณรวมจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ภายในพลังสัตว์ ดูเหมือนจะมีพลังอันน่าอัศจรรย์บางอย่างเข้ามา
พลังนั้นทำให้พลังสัตว์นรกนิรันดร์ที่น่าสะพรึงกลัวอยู่แล้วยิ่งระเบิดพลังรุนแรงขึ้น หลี่เทียนมิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ตอนนี้ตนเองแข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่ขึ้นอีกระดับ!
นี่คือการแข็งแกร่งขึ้นอย่างรอบด้าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เด็กสาวผู้นั้นพุ่งชนร่างของเขาจนแหลกสลาย
เพียงแค่เขาลองสัมผัสอย่างละเอียด ก็สามารถพบได้ว่าในทุกส่วนของร่างกายเขา มีพลังประหลาดชนิดหนึ่งเพิ่มเข้ามา พลังนั้นทำหน้าที่ราวกับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
"บ้าจริง!" เมื่อเขาก้มศีรษะลง ก็พบว่าผิวหนังของเขาเปลี่ยนไป
ประกายแสงที่เคยอยู่บนผิวของเด็กสาวผู้นั้น กลับย้ายมาอยู่บนร่างของเขาเสียแล้ว ตอนนี้ผิวหนังทั่วทั้งร่างของเขาล้วนมีประกายแสงระยิบระยับ...
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…
"พี่ชาย รีบหลบเร็ว"
ทันใดนั้น เสียงนุ่มนวลและมีชีวิตชีวาดังขึ้นข้างหู พอหลี่เทียนมิ่งได้ยินเสียงนี้ เขาก็รู้ทันทีว่าเสียงที่ไพเราะเช่นนี้ ต้องเป็นของเด็กสาวผู้นั้นอย่างแน่นอน
นางไม่ตาย และก็ไม่ได้แหลกสลาย ถ้าเช่นนั้น นางอยู่ที่ไหน?
เมื่อหลี่เทียนมิ่งกำลังคิดเช่นนี้ เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง "พี่ชาย อย่าเพิ่งสนใจเลยว่าข้าอยู่ที่ไหน พวกเราหนีเอาชีวิตรอดก่อนเถอะ?"
ต่อให้นางไม่พูด ตอนนี้หลี่เทียนมิ่งก็ไม่มีเวลามาสนใจนางแล้ว สัตว์ป่าที่สังหารเข้ามาตนนั้นพบเหยื่อรายใหม่แล้ว มันจับเป้ามาที่หลี่เทียนมิ่งโดยตรง
นี่คือวานรตัวสูงใหญ่และดุร้าย ทั่วร่างของมันปกคลุมด้วยขนสีทองอร่ามหนาทึบราวกับเข็มเหล็ก รูปร่างของมันกำยำสูงใหญ่ กล้ามเนื้อทั่วร่างราวกับจะระเบิดออกมา
หลี่เทียนมิ่งรู้ว่า นี่คือ 'สัตว์ป่าชั้นสอง' วานรทองคำ วานรทองคำจัดเป็นระดับจ้าวแห่งสัตว์ป่าชั้นสอง พลังต่อสู้ของมันเมื่อโตเต็มวัยจะใกล้เคียงกับขั้นเส้นสัตว์ระดับแปด และตัวที่อยู่ตรงหน้านี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นอสูรร้ายที่โตเต็มวัยแล้ว
ระดับชั้นของสัตว์ป่าก็คล้ายกับสัตว์ประจำตัว แต่ระดับชั้นของสัตว์ประจำตัวจะเน้นที่ศักยภาพเป็นหลัก สัตว์ประจำตัวที่เติบโตถึงขีดสุดนั้นแข็งแกร่งมากก็จริง แต่หากเป็นสัตว์ประจำตัวที่ยังอยู่ในช่วงฝึกฝน ต่อให้เป็นสัตว์ประจำตัวชั้นหกก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสัตว์ป่าชั้นสองที่โตเต็มวัย
วานรทองคำตนนี้พุ่งเข้าใส่ด้วยจิตสังหารอันดุร้าย การหลบซ่อนไม่ทันการณ์เสียแล้ว ในเสี้ยววินาทีนี้ ทั้งหลี่เทียนมิ่งและลูกไก่เหลืองล้วนเลือกที่จะต่อสู้
หลี่เทียนมิ่งหลบไม่ทันแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายกระโจนเข้ามา แขนทมิฬข้างซ้ายของเขาก็กำกรงเล็บเป็นหมัด เขาใช้ก้าวผีเงาหลบหลีกกรงเล็บของวานรทองคำได้อย่างฉิวเฉียด พลิกตัวปล่อยหมัด 'หมัดหนักมังกรช้าง' โจมตีใส่ท้ายทอยของวานรทองคำ
ตูม!
วานรทองคำตอบสนองได้ว่องไวอย่างยิ่ง มันใช้แขนป้องกันหมัดนี้ของหลี่เทียนมิ่งไว้ได้ ทว่าวานรทองคำคาดไม่ถึงเลยว่า หมัดนี้ของหลี่เทียนมิ่งจะหนักหน่วงถึงเพียงนี้ พลังที่ระเบิดออกมาส่งมันกระเด็นกลิ้งไปหลายตลบ
"ข้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวรึ?" หลี่เทียนมิ่งเองก็งุนงงเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าตอนที่เอาชนะหลี่จื่อเฟิงอย่างน้อยสองระดับ
แต่ประเด็นคือเขาเพิ่งทะลวงผ่านไปเพียงหนึ่งระดับ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มีความเป็นไปได้สูงว่ามาจากเด็กสาวผู้นั้น
"กินกรงเล็บข้า!"
ลูกไก่เหลืองดุร้ายอย่างยิ่ง ขณะที่หลี่เทียนมิ่งชกวานรทองคำกระเด็นถอยไป มันก็พุ่งเข้าใส่ทันที โดยพุ่งตรงไปยังดวงตาของวานรทองคำ จับเป้าไปที่จุดอ่อนของมันโดยตรง
วิชายุทธ์มีวิชายุทธ์และวิชาสัตว์ ส่วนที่เป็นวิชาสัตว์ของหมัดหนักมังกรช้างมีชื่อว่า 'กรงเล็บหนักมังกรช้าง' ลูกไก่เหลืองเชี่ยวชาญวิชาสัตว์นี้แล้ว อย่าได้ดูแคลนว่ากรงเล็บของมันเล็ก อานุภาพของกรงเล็บหนักมังกรช้างที่มันใช้ออกมานั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
หากไม่ใช่เพราะเด็กสาวผู้นั้น การโจมตีครั้งนี้ของมันก็ไม่ต่างจากหลี่เทียนมิ่งมากนัก ทั้งยังรวดเร็วกว่าด้วย
หลี่เทียนมิ่งฉวยโอกาส ชักกริชโลหิตเพลิงออกมาสังหารอีกครั้ง
หลังจากแขนทมิฬปรากฏขึ้น หลี่เทียนมิ่งก็ได้ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย หลังจากนี้ วิชาหมัด วิชากรงเล็บ วิชามือ โดยพื้นฐานแล้วเขาจะใช้แขนทมิฬข้างซ้ายในการร่าย เพราะกรงเล็บสัตว์นี้ไม่เหมาะกับการจับอาวุธเท่าใดนัก
ส่วนกริชโลหิตเพลิงยังคงใช้มือขวาควบคุมต่อไป อย่างไรเสียมือขวาก็ยังคงเป็นมือมนุษย์ ย่อมมีความคล่องแคล่วกว่า
ภายใต้การโจมตีอย่างดุเดือดของทั้งสอง วานรทองคำที่เทียบได้กับขั้นเส้นสัตว์ระดับแปดก็เกิดความคิดที่จะล่าถอย พอมันลุกขึ้นได้ก็เผ่นหนีทันที
สัตว์ป่าประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงเช่นนี้ เคลื่อนไหวในภูเขาหัวหลิงได้ราวกับปลาได้น้ำ หากมันตั้งใจจะหลบหนี ย่อมตามไม่ทันอย่างแน่นอน และก็ไม่มีความจำเป็นต้องไล่ตามด้วย
เท่านี้ ก็ถือว่ารอดพ้นจากวิกฤตแล้ว เพียงแต่หลี่เทียนมิ่งยังคงงุนงงอยู่ ต้องรู้ว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างกะทันหันที่เด็กสาวผู้นั้นนำมาให้ ต่อให้เขากับลูกไก่เหลืองรวมพลังกันก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของวานรทองคำตนนี้
ตอนนี้ ภายในป่าลึกแห่งนี้ก็กลับสู่ความเงียบสงบ หลี่เทียนมิ่งและลูกไก่เหลืองยืนเผชิญหน้ากัน ทั้งสองต่างจ้องตากันตาแป๋ว
"ฮ่าๆ เจ้าเปล่งแสงไปทั้งตัว ดูราวกับสตรีอ้อนแอ้น"
ลูกไก่เหลืองกุมท้องหัวเราะจนตัวงอ
หลี่เทียนมิ่งก้มลงมอง แน่นอนว่าตนเองเปลี่ยนไปแล้ว
แต่ในตอนนี้ ประกายแสงบนร่างของเขาก็ค่อยๆ สลายไป เรื่องน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นอีกครั้ง!
ประกายแสงเหล่านั้นบนร่างของเขารวมตัวกันต่อหน้าต่อตาเขา ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ก็กลายร่างกลับเป็นเด็กสาวผู้บริสุทธิ์ลึกล้ำที่ลอยเท้าเปล่าอยู่กลางอากาศผู้นั้น
เมื่อเด็กสาวผู้นี้ลอยอยู่ตรงหน้า หลี่เทียนมิ่งก็สามารถมองนางได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แน่นอนว่า นางงดงามราวกับภูตพรายแห่งธรรมชาติ งดงามจนไม่เหมือนมนุษย์
นางไม่ตาย เมื่อครู่นี้นางสิงสู่ร่างของเขารึ?
นี่ใช่คนแน่รึ? นี่มันผีเข้าชัดๆ...
"พี่ชาย เมื่อครู่ขอบคุณบุญคุณที่ช่วยชีวิต" เด็กสาวชอบยิ้มมาก ราวกับว่าขณะที่พูดก็ยังอมยิ้มอยู่ ลักยิ้มนั้นช่างน่ารัก ดวงตาหรี่เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ช่างน่ารักจับใจ
"อืม?" สมองของหลี่เทียนมิ่งสับสน พูดจาไม่เป็นภาษา
"สาวงามผู้นี้ อย่าไปสนใจเขา เขาเป็นพวกนักเลงหัวไม้" ลูกไก่เหลืองกระโดดขึ้นไปบนไหล่ของหลี่เทียนมิ่ง กล่าวอย่างจริงจังว่า "ขอแนะนำตัว ข้าชื่อ 'อิ๋งหั่ว' เป็นไก่ผู้พิทักษ์ของเจ้าหัวไม้นี่"
"น่ารักจัง" เด็กสาวยื่นมือไปรับมัน วางไว้บนฝ่ามือ ใช้ฝ่ามือลูบหัวไก่ของมัน ดวงตาเปล่งประกาย
"สาวงาม อย่าทำเช่นนี้ ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยง และไม่ใช่คนใจง่าย" ลูกไก่เหลืองปวดหัวกล่าว
"ขอโทษที" เด็กสาวส่งลูกไก่เหลืองคืนให้หลี่เทียนมิ่ง จากนั้นมองหลี่เทียนมิ่งอย่างคาดหวัง แล้วถามว่า "พี่ชาย มอบเขาให้ข้าได้หรือไม่?"
"ได้สิ เอาไปเลย อย่าลืมเก็บเห็ดไปตุ๋นด้วย รับรองว่าสดใหม่น่าอร่อย" หลี่เทียนมิ่งยินดีกับหายนะของผู้อื่น คว้าลูกไก่เหลืองไว้ ในใจสบถด่า บังอาจมาจีบสาวต่อหน้าข้า!
เด็กสาวถูกหยอกจนหัวเราะ นางเป็นคนหัวเราะง่ายจริงๆ หลี่เทียนมิ่งชอบท่าทางที่บริสุทธิ์และเรียบง่ายแบบนี้ของนางมาก
เด็กสาวคนนั้นในอดีตก็เคยเป็นเช่นนี้ แต่หลังจากเข้าสำนักยั้นหวง นางก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันมากมาย และค่อยๆ เปลี่ยนไป
"พี่ชาย ท่านช่างอารมณ์ขัน ข้ารู้ว่าเขาเป็นสัตว์ประจำตัวของท่าน ข้าก็ล้อเล่นเช่นกัน" เด็กสาวกล่าวอย่างซุกซน นางมองดูคนหนึ่งไก่หนึ่งของหลี่เทียนมิ่งอย่างสงสัย แล้วถามต่อว่า "ข้าชื่อ 'เจียงเฟยหลิง' พี่ชายมีนามว่ากระไรหรือ?"
"ชื่อของเขาฟังไม่เพราะ ทั้งยังเพ้อเจ้อไร้สมอง ชื่อหลี่เทียนมิ่งอะไรนั่น" ลูกไก่เหลืองชิงตอบ
"พี่ชายเทียนมิ่ง" เด็กสาวยิ้มอีกแล้ว นางเป็นคนเส้นตื้นจริงๆ บางทีนางอาจจะรู้สึกว่าสัตว์ตัวน้อยน่ารักอย่างลูกไก่เหลือง พูดจาด้วยน้ำเสียงนักเลงหัวไม้แบบนี้มันน่าขบขันกระมัง…
แต่ทว่า รอยยิ้มของนางช่างงดงามเหลือเกิน ทำให้หลี่เทียนมิ่งรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาโดยพลัน เกิดความรู้สึกราวกับตกอยู่ในห้วงฝันอันหอมหวาน
"หลิงเอ๋อร์* เจ้าช่างงดงามยิ่งนัก" ลูกไก่เหลืองผู้หน้าด้านไร้ยางอายก็แทรกขึ้นมาอีก ทั้งยังเรียกอีกฝ่ายว่าหลิงเอ๋อร์อย่างสนิทสนมก่อนใครเพื่อน ตอนนี้หลี่เทียนมิ่งอยากจะโยนมันทิ้งไปเสียเดี๋ยวนี้
"ขอบคุณอิ๋งหั่ว... พี่ชาย"
เด็กสาวผู้นี้บริสุทธิ์ลึกล้ำราวเทพธิดา ทั้งยังซุกซนน่ารัก แต่หลี่เทียนมิ่งในตอนนี้ยังคงงุนงงอยู่ เด็กสาวที่ชื่อเจียงเฟยหลิงผู้นี้ เป็นอะไรกันแน่!
"หลิงเอ๋อร์ สัตว์ประจำตัวของเจ้าเล่า?" ลูกไก่เหลืองไม่รู้จักอายแล้ว หลี่เทียนมิ่งก็ทำได้เพียงหน้าด้านเรียกอย่างสนิทสนมตามไปด้วย
"หลิงเอ๋อร์ไม่มีสัตว์ประจำตัว เกิดมาก็ไม่มีแล้ว" นางพูดถึงเรื่องนี้ ราวกับไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้หลี่เทียนมิ่งก็สังเกตเห็นว่า นางดูเหมือนจะเป็นคนธรรมดา บนร่างไม่มีกลิ่นอายของพลังสัตว์เลยแม้แต่น้อย
ไม่มีสัตว์ประจำตัว ย่อมไม่อาจก้าวสู่เส้นทางการฝึกฝนได้อย่างแท้จริง
"ไม่มี? ถ้าเช่นนั้นเมื่อครู่..."
"พี่ชาย แม้หลิงเอ๋อร์จะไม่มีสัตว์ประจำตัว แต่ก็มีความสามารถพิเศษบางอย่าง นี่ล้วนเป็นความลับของหลิงเอ๋อร์ เพราะรู้สึกสนิทสนมกับพี่ชายเป็นพิเศษ รู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยพบกันมาก่อน ข้าจึงไว้วางใจท่าน" นางมองหลี่เทียนมิ่งด้วยแววตาไร้เดียงสา
"เจ้าก็รู้สึกเช่นนี้รึ?"
หัวใจของหลี่เทียนมิ่งสั่นไหว เขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใด ยิ่งได้พูดคุยกับนาง ยิ่งได้กลิ่นหอมจากร่างนาง ก็ยิ่งรู้สึกสบายใจและคุ้นเคย ราวกับว่าพวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน
แต่เขาก็มั่นใจว่า ชาตินี้ไม่เคยพบนางมาก่อน
"พี่ชายก็รู้สึกเช่นกันหรือ? ข้าเองก็รู้สึกแปลกใจ เมื่อครู่สภาวะ 'ฟู่หลิง' ของข้าบรรลุระดับสูงสุด นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าบรรลุระดับสูงสุดนับตั้งแต่จำความได้ ก่อนหน้านี้ฟู่หลิงที่ระดับสูงสุดคือ 'ชิงเอ๋อร์' ชิงเอ๋อร์เป็นคนที่เกิดวันเดือนปีเดียวกับข้า สภาวะฟู่หลิงก็ยังได้เพียงระดับหก" เด็กสาวพูดเสียงเบา
"อะไรคือ 'ฟู่หลิง'?" หลี่เทียนมิ่งถามอย่างสงสัย
"ก็คือการสถิตร่างท่านเมื่อครู่ ทำให้ร่างกายข้าเปลี่ยนเป็น 'กายวิญญาณ' นี่คือความสามารถพิเศษที่มีมาแต่กำเนิดของข้า สามารถเสริมพลังต่อสู้ในทุกด้านของท่านได้ การสถิตร่างที่สมบูรณ์แบบ สามารถเสริมพลังให้ท่านได้ประมาณหนึ่งขั้น" เด็กสาวพูดอย่างจริงจัง ดูเหมือนนางกำลังดื่มด่ำกับการสถิตร่างที่สมบูรณ์แบบในครั้งนี้
"ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก" หลี่เทียนมิ่งงุนงงเล็กน้อย เขายังไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน
เด็กสาวที่เกิดมาไม่มีสัตว์ประจำตัว กลับสามารถ 'ฟู่หลิง' บนร่างผู้อื่น เพื่อเสริมพลังต่อสู้ให้ผู้อื่นได้รึ?
ที่แท้ตนเองสามารถทำให้นางบรรลุสภาวะฟู่หลิงระดับสูงสุดได้ มิน่าเล่านางถึงไว้วางใจตนเอง และสนิทสนมกับตนเองถึงเพียงนี้
"พี่ชายดูเล็บของหลิงเอ๋อร์" ทันใดนั้นนางก็ยกฝ่ามือขึ้น นิ้วทั้งสิบที่เรียวยาวขาวดุจหิมะไหวไปมาอยู่ตรงหน้าหลี่เทียนมิ่ง
หลี่เทียนมิ่งอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปกุมฝ่ามือของนาง สัมผัสนั้นช่างนุ่มนวลและอบอุ่น ราวกับกำลังดื่มด่ำกับความสุข
"พี่ชาย..." เด็กสาวรีบชักฝ่ามือกลับ ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำ สีชมพูระเรื่อนี้ช่างงดงามยิ่งนัก ท่าทางเขินอายของเด็กสาวทำให้หลี่เทียนมิ่งแทบจะควบคุมตนเองไม่อยู่
"ขออภัย" หลี่เทียนมิ่งรีบกล่าว เมื่อครู่เขาควบคุมตนเองไม่ได้จริงๆ
"ท่านดูแค่เล็บของข้าก็พอ" ใบหน้าของนางยังคงแดงระเรื่อ ทำได้เพียงก้มหน้าไม่กล้ามองหลี่เทียนมิ่ง แต่นางก็ยกฝ่ามือขึ้นมาอีกครั้ง หลี่เทียนมิ่งมองดู ก็พบว่าเล็บของนางช่างแตกต่าง
บนเล็บเหล่านั้น แปดเล็บมีสัญลักษณ์ประหลาด สัญลักษณ์นั้นคล้ายคลึงกับลายสวรรค์ ซับซ้อนและลึกซึ้ง หากมองนานๆ จะรู้สึกไม่สบาย
มีเพียงสองเล็บที่ไม่มีสัญลักษณ์ สองเล็บนั้นใสกระจ่างราวกับไข่มุกเลอค่า ภายในดูเหมือนจะมีพลังประหลาดไหลเวียนอยู่
"พวกเขาบอกว่า หลิงเอ๋อร์จะมีความสามารถพิเศษสิบอย่าง เพียงแต่ถูกผนึกไว้แต่กำเนิด ตอนนี้ปลุกขึ้นมาได้สองอย่างแล้ว อย่างหนึ่งก็คือฟู่หลิง นี่คือเล็บของฟู่หลิง" นางชี้ให้หลี่เทียนมิ่งดูนิ้วก้อยข้างซ้าย
"ยังมีเล็บนี้ ภายในซ่อนพลัง 'ลานเวลา' เอาไว้ ข้าสามารถร่ายลานเวลาเพื่อควบคุมอัตราการไหลของเวลาได้ด้วยนะ" เจียงเฟยหลิงกล่าวอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย
แม้นางจะไม่ใช่ผู้ควบคุมสัตว์ แต่ฟังดูแล้ว ความสามารถพิเศษสองอย่างนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้นางกลายเป็นตัวตนที่น่าเหลือเชื่อที่สุดในประเทศจู้เจ๋อแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ใครจะรู้ว่าเล็บอีกแปดนิ้วที่เหลือ จะถูกปลดผนึกเมื่อใด?
หลี่เทียนมิ่งฟังจนมึนงง เขารู้สึกว่าการได้พบกับเด็กสาวผู้นี้ช่างราวกับความฝัน
"หลิงเอ๋อร์ เจ้าแต่งงานกับหลี่เทียนมิ่งเลยเป็นอย่างไร? หากเจ้าช่วยสนับสนุนหลี่เทียนมิ่งด้วยสองกระบวนท่านี้ ย่อมเป็นผู้สนับสนุนอันดับหนึ่งในใต้หล้าอย่างแน่นอน" ลูกไก่เหลืองก็พูดขึ้นมาทันที
"เอ๋? เช่นนี้จะไม่ดีกระมัง?" เด็กสาวกล่าวอย่างงุนงง เพิ่งพบกันครั้งแรก นี่มันจะตรงไปตรงมาเกินไปแล้ว...
"อย่าไปสนใจเขา เจ้าหมอนี่ขาดสารอาหารแต่เด็ก สมองเลยมีปัญหา เป็นพวกปัญญาอ่อน" หลี่เทียนมิ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป เขายัดลูกไก่เหลืองกลับเข้าไปในพื้นที่ประจำตัวทันที มิฉะนั้นมันคงได้พูดจาเหลวไหลอีก
"ไอ้@#$%* หลี่เทียนมิ่งเจ้าไม่ใช่คน..." ยังไม่ทันด่าจบ ลูกไก่เหลืองก็หายวับไป คราวนี้เงียบสงบเสียที
หลี่เทียนมิ่งกำลังคิดจะฉวยโอกาสนี้ อย่างน้อยเขาก็ต้องถามไถ่ถึงตัวตนของเด็กสาวให้ชัดเจน เพื่อสร้างโอกาสในการพบกันครั้งต่อไป
คาดไม่ถึงว่าในตอนนี้เอง ร่างหนึ่งก็พลันพุ่งออกมาจากทางซ้าย แทรกเข้ามาอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ผลักหลี่เทียนมิ่งจนกระเด็นออกไป
"เจ้าหัวขโมย! เจ้าเป็นใคร!"
คนที่พูดเป็นเด็กสาวอีกคนหนึ่ง เสียงใสกังวานแต่ดุดัน หลี่เทียนมิ่งคาดเดาว่านางก็คือ 'ชิงเอ๋อร์' ที่เจียงเฟยหลิงพูดถึง
-สองสิงห์:ผู้แปล- // “เห็นสตรีดีกว่าสหาย เจ้ามันสัตว์ป่าติดสัด!” ถึงกับขำออกมาเลย”
*คำว่า "เอ๋อร์" (兒) ในบริบทของชื่อภาษาจีนที่พบในนิยายเรื่องนี้ (เช่น หลิงเอ๋อร์, เซวียนเอ๋อร์, ชิงเอ๋อร์) มีความหมายและการใช้ดังนี้ครับ:
1. ความหมายโดยตรง: แปลว่า "ลูก" หรือ "เด็ก"
2. หน้าที่ในชื่อ: ใช้เป็น คำลงท้ายชื่อเล่น (Suffix) เพื่อแสดงความเอ็นดู ความรักใคร่ หรือความสนิทสนมครับ มักใช้เรียกผู้ที่อายุน้อยกว่า หรือคนรักเรียกกัน
◦ ตัวอย่างในเรื่อง:
▪ เจียงเฟยหลิง ถูกเรียกว่า หลิงเอ๋อร์ (欞兒) (เอาพยางค์สุดท้ายของชื่อมาเติม เอ๋อร์)
▪ จางจื่อเซวียน ถูกเรียกว่า เซวียนเอ๋อร์ (軒兒) (พ่อแม่เรียกด้วยความรัก)
▪ ชิงเอ๋อร์ (青兒) (ชื่อเล่นที่แสดงความสนิทสนม)
3. เทียบกับบริบทไทย:
◦ คล้ายกับการเติมคำว่า "หนู..." หรือ "เจ้า..." หรือ "น้อง..." นำหน้าชื่อ หรือการเรียกชื่อเล่นที่แสดงความน่ารักน่าเอ็นดู