เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่ง

บทที่ 10 สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่ง

บทที่ 10 สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่ง


บทที่ 10 สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่ง

นับจากวันที่ได้รับหนังสือหย่าฉบับนั้นจนถึงบัดนี้ ก็เป็นเวลาสิบวันแล้ว

สิบวัน ในที่สุดเขาก็ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าหลี่จื่อเฟิงบนลานฟังลมแห่งนี้ ในยามนี้ หลี่เทียนมิ่งมีแววตาแน่วแน่ จิตสังหารพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า!

หันกลับมามองหลี่จื่อเฟิง ในใจของเขามีเพียงรอยยิ้มเย้ยหยัน เขาไม่กังวลเลยว่าจะเกิดความผิดพลาด

การจะจัดการพี่ชายที่อยู่เบื้องหน้านี้อย่างง่ายดาย เขาคงต้องการเวลาเพียงแค่สองลมหายใจเท่านั้น

เขาบรรลุถึงขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เจ็ดแล้ว แข็งแกร่งยิ่งกว่าหลี่เทียนมิ่งเมื่อสี่ปีก่อนเสียอีก เขายังจะต้องกังวลอะไรอีกรึ

"ไม่กี่วันก่อนข้าบอกแล้วว่าแกคือหมาจรจัดเหม็นเน่า ไม่นึกเลยว่าวันนี้แกจะส่งกลิ่นเหม็นมาไกลถึงที่นี่ ช่างเหม็นได้ที่จริงๆ ทั่วทั้งคฤหาสน์ผู้ว่าเมืองล้วนมีแต่กลิ่นคาวของแก"

หลี่จื่อเฟิงยกมือขึ้นปิดจมูก ทำท่าทางราวกับเหม็นจนทนไม่ไหว

หลังจากบิดาของเขาจากไป นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง สัตว์ประจำตัวของเขาก็ยืดตัวตรงขึ้น จ้องมองหลี่เทียนมิ่งด้วยแววตาดุร้าย ในสายตาของมัน หลี่เทียนมิ่งเป็นเพียงแมลงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น

"น้องชาย เดิมทีข้ามิได้รังเกียจเจ้า แม้กระทั่งเคยคิดว่าความบ้าบิ่นทะนงตนในวัยเยาว์ของเจ้าก็มีเอกลักษณ์ดี บัดนี้ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าข้าคิดผิด เจ้าก็เหมือนกับเขา เป็นพวกเลือดเย็นไร้หัวใจ เก่งแต่กับคนในครอบครัว"

สำหรับคนเหล่านี้ หลี่เทียนมิ่งมองทะลุปรุโปร่งแล้ว

ความผูกพันทางสายเลือดคืออะไรกัน ในเมืองหลีหัวทั้งเมืองแห่งนี้ มีเพียงมารดาเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกถึงความผูกพันทางสายเลือด

"น้องชายรึ อย่ามาพูดเหลวไหลเลย ตอนนี้แกมีคุณสมบัติอะไรมาเป็นพี่ชายข้า หลังจากวันนี้ไป เกรงว่าท่านพ่อคงจะขับไล่สองแม่ลูกพวกแกออกไปเป็นการส่วนตัว ตลอดชั่วชีวิตที่เหลือ พวกแกยิ่งไปตายไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี"

หลี่จื่อเฟิงอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง

เพราะการปรากฏตัวของหลี่เทียนมิ่ง ตราประทับยั้นหวงจึงยังมาไม่ถึงมือเขาสักที

"หลี่เทียนมิ่ง ข้าขี้เกียจจะพูดมากความกับแกแล้ว เดี๋ยวแกจะได้ใจกำเริบเสิบสาน ไสหัวไปซะ เรื่องกระทืบหมาตกน้ำนี่แหละ ข้าชอบทำที่สุด"

ขณะที่หลี่จื่อเฟิงพูด ร่างของเขาก็พลันเร่งฝีเท้าขึ้น ทะยานเข้าใส่หลี่เทียนมิ่ง

เขายื่นมือออกทำเป็นสันดาบ ชั่วพริบตาก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังหลี่เทียนมิ่ง สับสันมือลงไปยังท้ายทอยของหลี่เทียนมิ่ง เตรียมที่จะฟาดให้สลบแล้วลากตัวออกไป

อยู่กันคนละโลกแล้ว พูดมากความอีกเพียงประโยคเดียว ก็ดูเหมือนจะสิ้นเปลืองน้ำลาย

อย่างน้อยที่สุด นางโม่ มารดาของเขาก็บอกกับเขาเช่นนี้ ตราบใดที่หลี่เทียนมิ่งไม่ตาย เขาก็จะไม่มีวันได้ผุดได้เกิด

ขอเพียงสันดาบนี้ฟาดลงไป โลกทั้งใบก็จะสงบสุข

"ท่านพ่อจะต้องพึงพอใจในวิธีการที่เด็ดขาดรวดเร็วของข้าอย่างแน่นอน!"

ภายใต้สายตานับหมื่นคู่ การโจมตีของเขาก็ฟาดลงบนร่างของหลี่เทียนมิ่งในบัดดล

ตึง!

ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น พลันบังเกิดเสียงปะทะอันดุเดือดดังขึ้น ผู้คนต่างเห็นด้วยความตกตะลึงว่าหลี่เทียนมิ่งกลับหันขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยกแขนซ้ายขึ้น ป้องกันสันดาบของหลี่จื่อเฟิงไว้ได้โดยตรง!

ตามปกติแล้ว แขนท่อนนี้ของหลี่เทียนมิ่งสมควรต้องหักสะบั้น

แต่ทว่าผู้คนกลับได้เห็นภาพอันเหลือเชื่อ ว่ากลับเป็นหลี่จื่อเฟิงที่ถูกแรงสะท้านถอยหลังไปหลายก้าว!

สีหน้าของเขาบิดเบี้ยว เขาใช้มือซ้ายกุมมือขวาของตนเองไว้ หากมองดูให้ดีจะพบว่าฝ่ามือของเขากำลังสั่นสะท้าน ขอบสันมือที่ใช้ฟันนั้น บัดนี้แดงก่ำไปหมด หรือถึงขั้นมีรอยเขียวช้ำปรากฏขึ้น!

"แกเอาแผ่นเหล็กพันมือไว้รึ" หลี่จื่อเฟิงกัดฟันกรอดกล่าว

แต่เมื่อครุ่นคิดดูดีๆ ก็ไม่ถูกต้อง ต่อให้เป็นแผ่นเหล็ก ก็มิอาจต้านทานสันดาบที่ผนึกพลังสัตว์ของตนเองไว้ได้

"เป็นเพราะมือของเจ้าน่ะสิที่อ่อนปวกเปียกเกินไป" หลี่เทียนมิ่งกล่าวเสียงทุ้ม

สายเลือดในส่วนลึกของเขากำลังเดือดพล่านขึ้นทีละน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ใช้แขนทมิฬที่เพิ่งปรากฏขึ้นป้องกันการโจมตีนี้ไว้ได้ เขาก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเองเริ่มร้อนระอุขึ้นมา

ดวงตาสีเลือดแดงฉานที่ซ่อนอยู่ใต้ถุงมือ บัดนี้กลับดุร้ายเหี้ยมเกรียมขึ้นมา

"เสแสร้งตบตา!" โจมตีครั้งเดียวไม่สำเร็จ อารมณ์ร้อนรนของหลี่จื่อเฟิงก็แสดงออกทางสีหน้า แต่เขาก็ยังคงประหลาดใจ เขาหรี่ตาลงพลางเอ่ยถาม "แกสูญเสียพลังสัตว์ไปแล้วมิใช่รึ แต่เหตุใดข้าถึงสัมผัสได้ถึงอานุภาพพลังสัตว์จากตัวแก!"

"ง่ายมาก ข้าใช้สัญญาเทพเลือด หาสัตว์ประจำตัวตัวใหม่ได้อีกตัวหนึ่งแล้ว มิเช่นนั้นข้าจะทดสอบเจ้าได้อย่างไรเล่า เจ้าคิดจริงๆ รึว่า ข้ามาที่นี่เพื่อมาตาย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

ผู้คนเริ่มเปลี่ยนความคิดเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วก่อนหน้านี้ ใครๆ ต่างก็คิดว่าเขามาที่นี่เพื่อสละชีวิต หวังจะป้ายสีครอบครัวของตน

โอกาสสำเร็จของสัญญาเทพเลือดนั้นต่ำอย่างยิ่ง แทบจะถึงหนึ่งในหมื่น ผู้ควบคุมสัตว์มากมายที่สูญเสียสัตว์ประจำตัวไปต่างก็เคยลองแล้ว แต่โดยพื้นฐานล้วนล้มเหลว

"น่าสนใจจริงๆ งั้นก็อวดสัตว์ประจำตัวตัวใหม่ของแกออกมา ให้ทุกคนได้เห็นกันหน่อยสิว่ามันคือสัตว์ร้ายระดับชั้นใด เห็นแกมั่นใจถึงเพียงนี้ หรือว่าจะเป็นสัตว์ประจำตัวชั้นหกที่เหนือกว่าชั้นห้าอย่างนั้นรึ" หลี่จื่อเฟิงหัวเราะจนพูดไม่ออก

เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าหลี่เทียนมิ่งตั้งใจจะมาท้าทายเขาจริงๆ หากหลี่เทียนมิ่งยังไม่สิ้นสภาพ เมื่อเทียบอายุแล้ว หลี่จื่อเฟิงย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา ทว่าวันนี้ไม่เหมือนวันวานอีกแล้ว!

หลี่เทียนมิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาอัญเชิญ 'วิหคเพลิงนรกนิรันดร์' ออกมาจากพื้นที่ประจำตัวทันที

เป็นไปตามคาด เมื่อเจ้าลูกไก่เหลืองปรากฏตัวออกมาอย่างน่าตื่นตะลึง มันกระโดดขึ้นไปบนศีรษะของหลี่เทียนมิ่ง จ้องมองไปรอบๆ ด้วยท่าทีดุร้าย ทั่วทั้งคฤหาสน์ผู้ว่าเมืองแทบจะเงียบกริบไปในบัดดล จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา

เจ้าตัวเล็กจิ๋วเพียงนี้ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน

"ลูกไก่น้อยน่ารักจัง!"

"นี่น่ะรึสัตว์ประจำตัว ฮ่าฮ่า!"

ผู้คนพากันหัวเราะจนตัวงอ แม้แต่ผู้ที่มีฐานะและตำแหน่งสูงส่งบางคน ในยามนี้ก็ยังอดกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

"ต้องบอกว่า หลี่เทียนมิ่งใจสู้ดีจริงๆ วันนี้เขาคงตั้งใจมาขายขำ อาศัยพรสวรรค์ด้านความตลกขบขันของเขา เพื่อสร้างความครื้นเครงให้กับงานมงคลสมรสของเจ้าเมือง"

"พวกเราเข้าใจเขาผิดไป เด็กคนนี้ดูเหมือนจะกลับตัวกลับใจแล้ว ต่อไปคงจะอาศัยพรสวรรค์ด้านความตลกขบขันเพื่อหาเลี้ยงชีพรึ"

แม้แต่หลี่จื่อเฟิงเองก็ยังตกตะลึงไป เขาเบิกตากว้างจ้องมองเจ้าลูกไก่เหลืองที่แสร้งทำเป็นดุร้ายอยู่เบื้องหน้า จากนั้นก็หัวเราะจนแทบจะเป็นตะคริว

แม้แต่นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองของเขาก็ยังชะงักงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แสดงท่าทางหัวเราะออกมาเหมือนมนุษย์

"พี่เทียนมิ่ง ไก่ของท่านตัวนี้ ยังไม่พอผัดหนึ่งจานเลย ท่านเอามันมาเป็นสัตว์ประจำตัวเนี่ยนะ" หลี่จื่อเฟิงหัวเราะจนแทบจะขาดใจ

แต่หลี่เทียนมิ่งกลับจริงจังอย่างยิ่ง

เจ้าลูกไก่เหลืองก็จริงจังเช่นกัน

ดวงตาของเจ้าลูกไก่เหลือง แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

"บังอาจดูถูกข้ารึ ข้าคนนี้จะอัดแกให้ชักดิ้นชักงอ น้ำลายฟูมปากเลยคอยดู!" ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น เจ้าลูกไก่เหลืองก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีเหลืองสายหนึ่ง พุ่งเข้าใส่หลี่จื่อเฟิงในบัดดล

ลำแสงเพลิงสายนี้รวดเร็วรุนแรงเกินไป หลี่จื่อเฟิงยังคงหัวเราะร่าอยู่ กว่าจะสัมผัสได้ถึงอันตรายก็ช้าไปเสียแล้ว

ปัง!

หลี่จื่อเฟิงราวกับถูกอสูรกายยักษ์พุ่งชนจนปลิวกระเด็น ร่วงกระแทกลงบนพื้นอย่างรุนแรง ที่น่าอนาถยิ่งกว่าคือบริเวณหน้าอกของเขามีรอยไหม้เกรียมเป็นวงกว้าง ตรงใจกลางรอยไหม้เกรียมนั้นคือบาดแผลเหวอะหวะที่เต็มไปด้วยเลือดและเนื้อ

"เนื้อของแกไม่อร่อยเลย เปรี้ยวชะมัด!" ในชั่วพริบตาต่อมา ผู้คนก็เห็นเจ้าลูกไก่เหลืองตัวนั้นปรากฏตัวขึ้นบนศีรษะของหลี่เทียนมิ่ง ในปากของมันกำลังคาบชิ้นเนื้อเล็กๆ ชิ้นหนึ่งอยู่

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า นั่นคือชิ้นเนื้อที่ถูกฉีกออกมาจากร่างของหลี่จื่อเฟิง

"หาที่ตาย!" หลี่จื่อเฟิงเลิกหัวเราะในที่สุด เขาเจ็บปวดจนหน้าเหยเก เขาผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยมีครั้งใดที่ถูกฉีกทึ้งเนื้อออกจากร่างกายทั้งเป็นเช่นนี้!

ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ความรุนแรงของเจ้าลูกไก่เหลือง ก็ทำให้ทั่วทั้งงานเงียบกริบลงทันที ผู้คนมากมายที่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มค้างอยู่ บัดนี้มันได้แข็งทื่อไปแล้ว

ไม่รู้ตัวเลยว่า บรรยากาศได้เริ่มตึงเครียดรุนแรงขึ้นแล้ว!

หลี่จื่อเฟิงถูกกัดเนื้อไปชิ้นหนึ่ง ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ในยามนี้ พลังสัตว์ขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เจ็ดได้ปะทุออกมาแล้ว นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองที่อยู่ข้างกายก็สยายปีกออก แววตาของมันกลับกลายเป็นอำมหิตอย่างยิ่ง!

"เจ้าไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ หยิ่งผยองทะนงตน ทำตามอำเภอใจ เลือดเย็นไร้หัวใจ ในเมื่อคนบางคนไม่สั่งสอนเจ้า ข้าก็จะสั่งสอนเจ้าเอง" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"แกอย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย แกเป็นแค่หมาตัวหนึ่งเท่านั้น"

"ก็แค่สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่งที่มีดาวเพียงจุดเดียวในดวงตาเนี่ยนะ" หลี่จื่อเฟิงสบตากับนกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองคราหนึ่ง จากนั้นก็แผ่รัศมีกดดันอันอำมหิตเข้าใส่พวกหลี่เทียนมิ่งอีกครั้ง

หลี่เทียนมิ่งกำลังสื่อสารทางจิตกับเจ้าลูกไก่เหลือง

"เจ้าไปสั่งสอนมันเถอะ เจ้านกยักษ์นั่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ข้าจะต้องควักไส้พุงมันออกมาให้ได้" เจ้าลูกไก่เหลืองจ้องเขม็งไปยังนกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองที่มีขนาดใหญ่กว่ามันมหาศาล พลางกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ

"เจ้าตัวเล็ก อย่ารุนแรงเช่นนั้นสิ" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"เจ้าคิดมากไปแล้ว วิธีการของข้าอ่อนโยนจะตาย ว่าแต่ เจ้ามั่นใจรึว่าจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้" เจ้าลูกไก่เหลืองมองหลี่เทียนมิ่งอย่างดูแคลน

"หากวัดกันที่พลังสัตว์เพียงอย่างเดียว แม้พลังสัตว์นรกนิรันดร์ของพวกเราจะแข็งแกร่งกว่าพลังสัตว์ของหลี่จื่อเฟิง แต่ความต่างชั้นถึงสามระดับก็มิใช่สิ่งที่ชนิดของพลังสัตว์จะมาทดแทนได้ พลังสัตว์ของเขามหาศาลกว่าข้ามากนัก แต่โชคร้าย ที่เขาเป็นคุณสมบัติอัคคี การจะเอาชนะข้า มันเป็นไปไม่ได้"

การต้านทานคุณสมบัติอัคคี คือเหตุผลที่หลี่เทียนมิ่งกล้าท้าทายหลี่จื่อเฟิงที่อยู่เหนือกว่าถึงสามระดับ!

"เช่นนั้นก็อย่าพูดไร้สาระอีกเลย ลุย!"

ในยามนี้ เจ้าลูกไก่เหลืองคึกคักราวกับได้ดื่มเลือดไก่ มันคือผู้คลั่งไคล้การต่อสู้โดยแท้ มันชอบที่จะต่อสู้ตัวต่อตัวกับผู้ที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กว่าตนเอง เจ้านกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองตัวนี้ช่างถูกใจมันยิ่งนัก

"เจ้าไก่กระจอก ออกมาสู้กันตัวต่อตัว มาสัมผัสความอบอุ่นจากปู่ของเจ้าซะ!" มันตะโกนท้าทายออกไปทันที

ผู้คนพอได้ยินก็อดที่จะขำออกมาไม่ได้ พวกเขาคาดไม่ถึงว่าลูกไก่ตัวนี้จะสามารถพูดได้ราวกับนกแก้ว

สัตว์ประจำตัวตัวอื่นๆ โดยพื้นฐานแล้วทำได้เพียงสื่อสารทางจิตกับผู้ควบคุมสัตว์เท่านั้น

แม้นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองจะพูดไม่ได้ แต่มันกลับฟังภาษาของเจ้าลูกไก่เหลืองออก

เมื่อถูกท้าทาย มันก็เดือดดาลขึ้นมาทันที หลี่จื่อเฟิงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก มันก็ทะยานบินขึ้น สยายปีกอันใหญ่โต จ้องเขม็งไปยังเจ้าลูกไก่เหลือง

"ไสหัวมา"

เจ้าลูกไก่เหลืองกระโจนขึ้นฟ้า ทะยานหนีไปทางไกล ผู้ที่ไม่รู้เรื่องยังนึกว่ามันกำลังจะหลบหนี แต่แท้จริงแล้วมันกำลังดึงนกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองออกไปเพื่อเปิดพื้นที่การต่อสู้ให้หลี่เทียนมิ่ง

เมื่อนกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองไล่ล่าสังหารเจ้าลูกไก่เหลืองไปแล้ว เบื้องหน้าของหลี่เทียนมิ่ง ก็เหลือเพียงหลี่จื่อเฟิงเท่านั้น

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 10 สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว