เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง

บทที่ 6 นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง

บทที่ 6 นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง


บทที่ 6 นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง

"นั่นมันหลี่เทียนมิ่งไม่ใช่รึ"

"ไอ้คนลามกนั่น ยังมีชีวิตอยู่อีกรึ"

"ข่าวช้าไปแล้วสิ เพิ่งได้ยินเมื่อคืนว่าเจ้าเมืองหย่ากับมารดาของเขาแล้ว ทั้งยังปลดเขาจากตำแหน่งทายาทด้วย อีกไม่กี่วันเจ้าเมืองจะแต่งงานใหญ่ และจะแต่งตั้งทายาทคนใหม่"

"สองแม่ลูกนั่นทั้งแก่ ทั้งอ่อนแอ ทั้งป่วย ทั้งพิการ ถือเป็นจุดด่างพร้อยของเจ้าเมืองจริงๆ ว่าแต่ ทายาทคนใหม่คือใครรึ"

"พูดมากน่า หลี่จื่อเฟิงน่ะสิ! เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่เทียนมิ่งเมื่อสามปีก่อนเลย เผลอๆ อาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ"

สำหรับคนในเมืองหลีหัวบางคน สถานะเดียวที่พอจะทำให้พวกเขาเกรงกลัวหลี่เทียนมิ่งได้นั้นหมดไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังโดยไม่จำเป็นต้องปิดบังอำพรางใดๆ

สามปีแล้วที่มู่ชิงชิงทำลายชื่อเสียงและทุกสิ่งทุกอย่างของเขา แม้แต่เมืองหลีหัวที่เขาเติบโตมาก็ยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนหนูข้างถนน มาถึงวันนี้ เขาจึงมองความเย็นชาของผู้คนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

มารดาเคยกล่าวไว้ว่า ความไม่เป็นธรรมและความอัปยศอดสูนั้น กาลเวลาย่อมให้คำตอบ จิตใจที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงจะไม่พ่ายแพ้ต่อข่าวลือเหลวไหล

ตลอดสามปีมานี้ ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาล้วนเสื่อมถอยลง มีเพียงจิตใจเท่านั้นที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขากลับต้องขอบคุณสามปีนี้ที่ทำให้เขามองเห็นอะไรหลายอย่างได้ชัดเจนขึ้น

เขาเดินทางมาถึงสมาคมการค้าดวงดาว

เมื่อสามปีก่อน เขาคือแขกผู้สูงเกียรติที่แม้แต่ประธานสมาคมการค้าดวงดาวยังต้องออกมาต้อนรับ แต่ตอนนี้ แม้แต่จะเข้าสมาคมการค้าดวงดาวยังทำไม่ได้ ทำได้เพียงต่อแถวที่หน้าต่างด้านนอกสุด ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า ผ่านไปครึ่งชั่วยามจึงถึงตาเขา

"มีหยกอัคคีห้าสิบก้อนนี้ คืนนี้ข้าสามารถลองทะลวงขั้นที่สี่ได้แล้ว" หลังจากรับหยกอัคคี หลี่เทียนมิ่งก็รีบเดินกลับ เพราะไม่ว่าตอนนี้เขาจะไปที่ใด เขาก็จะกลายเป็นจุดสนใจของทั้งเมือง

สายตาที่ทั้งดูถูกเหยียดหยาม ทั้งสมเพชเวทนา และทั้งเยาะเย้ยถากถางเหล่านั้น ล้วนมาจากชาวบ้านร้านตลาดที่เคยชื่นชมในตัวเขา ชีวิตที่พลิกผันมันก็เป็นจริงเช่นนี้เอง

ขณะที่กำลังเร่งฝีเท้ากลับ ทันใดนั้น บนท้องฟ้าเหนือถนนที่พลุกพล่านพลันมีเสียงปักษาร้องแหลมแสบแก้วหูดังขึ้น!

ฟู่!

สิ้นเสียงปักษาร้อง คลื่นเพลิงอันร้อนระอุระลอกหนึ่งก็พัดโหมมาจากด้านหลังปะทะเข้ากับแผ่นหลังของหลี่เทียนมิ่ง ตัวเขาไม่เป็นอะไร แต่แผงลอยข้างๆ กลับถูกพัดปลิวกระจายไปหมด ชั่วขณะหนึ่งเกิดความอลหม่านโกลาหล

ปัง!

นี่คือเสียงของสัตว์ยักษ์ที่ร่อนลงพื้น หลี่เทียนมิ่งหันกลับไปมอง ก็เห็นเพียงปักษีสีม่วงขนาดมหึมาตัวหนึ่งร่อนลงกลางถนน ปีกของปักษีตัวนี้กว้างถึงหนึ่งจั้ง ร่างกายอันใหญ่โตของมันสามารถบรรทุกคนได้หลายคน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาของมัน ในดวงตาแต่ละข้างกลับมีรูม่านตาสองอัน สองตาจึงมีสี่รูม่านตา นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'ตาสองนัยน์' ในตำนาน

หลี่เทียนมิ่งพอได้ยินเสียงปักษาร้องก็รู้ทันทีว่าผู้มาคือสิ่งใด

นี่คือสัตว์ประจำตัวชั้นห้า ประเภทปักษีธาตุอัคคีที่มีชื่อเสียงของเมืองหลีหัว นามว่า 'นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง'

นกเมิ่งม่วงถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองหลีหัว เจ้านกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองตัวนี้เป็นสัตว์ประจำตัวระดับเดียวกับจินอวี่

และเจ้าของสัตว์ประจำตัวตัวนี้ ก็คือน้องชายต่างมารดาของหลี่เทียนมิ่ง บุตรชายของหลี่เหยียนเฟิงที่เกิดจากภรรยาผิงชีอีกคนหนึ่ง หลี่จื่อเฟิง

"อ๊า!"

"ท่านแม่ เจ็บเหลือเกิน ฮือ!"

หลี่เทียนมิ่งหันกลับไปมอง เห็นเจ้านกเมิ่งม่วงตานัยน์ทองขนาดยักษ์ร่อนลงพื้นโดยไม่สนใจฝูงชนบนถนนที่พลุกพล่าน ร่างกายอันใหญ่โตและร้อนระอุของมันฟาดลงมา ส่งผลให้กลุ่มเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ปลิวกระเด็นไปทันที ในจำนวนนั้นมีเด็กสามคนกระแทกเข้ากับกำแพง ศีรษะแตกเลือดไหลกันทุกคน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กผู้หญิงที่ขาเล็กๆ ของนางบิดงอไปแล้ว คาดว่ากระดูกหน้าแข้งคงหักสะบั้น

ชั่วขณะนั้น เสียงร้องไห้อย่างน่าเวทนาของเด็กๆ ก็ดังระงมไปทั่ว พวกเขายังเด็กเกินไปนัก ยังไม่เคยประสบพบเจอกับความเจ็บปวดเช่นนี้ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงคนนั้น ชาตินี้นางคงต้องขาพิการไปตลอดชีวิต

เพียงแต่ความทุกข์ทรมานตลอดชีวิตของผู้อ่อนแอ สำหรับผู้ที่อยู่สูงส่งแล้ว มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่แทรกเข้ามาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อคนกลุ่มนั้นกระโดดลงมาจากหลังของนกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง พวกเขาจึงไม่แม้แต่จะชายตามองเด็กๆ ที่ขาหักและกำลังร้องไห้คร่ำครวญเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

พอพ่อแม่ของเด็กๆ เห็นว่าผู้มาเป็นใคร ต่อให้โกรธแค้นเพียงใดก็ต้องสะกดกลั้นเอาไว้ ทำได้เพียงรีบพาบุตรหลานของตนจากไป เหลือเพียงเด็กผู้หญิงขาหักที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย นางทำได้เพียงขดตัวสั่นเทาอยู่ที่มุมหนึ่ง เขาเจ็บปวดจนสติเลือนรางไปหมด ร่างกายสั่นกระตุกไม่หยุด ราวกับสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง

"พี่ ข้าบอกแล้วว่าเจ้ามันตัวซวย ยังจะดึงดันมาที่นี่อีก เจ้าทำร้ายเด็กพวกนี้จนย่ำแย่แล้วเห็นหรือไม่"

ผู้ที่ปรากฏตัวต่อหน้าหลี่เทียนมิ่งคือเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีม่วง เขามีหน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง คิ้วคมตาชัด มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดคนเหนือธรรมดา ดวงตาสีม่วงเข้มคู่นั้นงดงามอย่างยิ่ง

เขาคือหลี่จื่อเฟิง เมื่อสามปีก่อนตอนที่หลี่เทียนมิ่งไปยังสำนักยั้นหวง เขาเพิ่งจะอายุสิบสามปี ยังอยู่ในวัยที่วิ่งเล่นซุกซนไปทั่ว สามปีนี้ไม่ค่อยได้เจอกัน ไม่นึกว่าเขาจะเติบโตขึ้นมากเพียงนี้

ด้านหลังเขายังมีคนอีกสี่ห้าคน หลี่เทียนมิ่งล้วนรู้จักทั้งสิ้น พวกเขาคือสหายเลวทรามของหลี่จื่อเฟิง เมื่อก่อนคนเหล่านี้ล้วนเป็นเด็กเหลือขอที่คอยเดินตามหลังตน ร้องขอให้ตนคอยคุ้มกะลาหัวให้

บุตรชายของผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์เมือง 'จ้าวชิ่ง'

บุตรชายของอาจารย์ใหญ่สำนักหลีหัว 'เกาล่วน'

บุตรชายของขุนนางฝ่ายการค้า 'เฉินฉง'...

บิดามารดาของคนกลุ่มนี้ ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงของเมืองหลีหัว

"นี่ไม่ใช่เวรกรรมที่เจ้าก่อขึ้นหรอกรึ" ท่ามกลางฝูงชนที่มุงดู หลี่เทียนมิ่งมีสีหน้าเรียบเฉย มีเพียงตอนที่เหลือบมองเด็กขาหักคนนั้นเท่านั้น ที่ระหว่างคิ้วของเขาฉายแววดุดันออกมาวูบหนึ่ง

"พี่เทียนมิ่ง ท่านอย่าปัดความรับผิดชอบสิ ท่านลองพูดมาสิว่าถ้าท่านไม่มาเดินเตร็ดเตร่แถวนี้ให้ข้าเห็น ข้าจะร่อนลงมาหาท่านจนทำให้เด็กคนนี้บาดเจ็บรึ" หลี่จื่อเฟิงกล่าวยิ้มๆ

ด้านหลังเขา เหล่าเด็กหนุ่มพากันหัวเราะฮาครืน ในแววตาเต็มไปด้วยความขบขันเยาะเย้ย

"จื่อเฟิง เจ้ากำลังจะเป็นทายาทแล้ว จะทำตัวเหลวไหลเพิกเฉยต่อชีวิตเช่นนี้อีกไม่ได้"

"คนที่มีจิตใจคดโกง ย่อมไม่อาจเป็นผู้ปกครองเมืองที่เที่ยงธรรมได้"

หลี่เทียนมิ่งส่ายหน้า จริงๆ แล้วเขาเคยดูแลเอาใจใส่น้องชายคนนี้ไม่น้อย แม้กระทั่งตอนที่หลี่จื่อเฟิงยังเด็กและถูกนางโม่ มารดาของเขาทุบตีเพราะความดื้อรั้น หลี่เทียนมิ่งก็ยังเคยช่วยขอความเมตตาให้

นี่เพียงแค่ไม่ได้ดูแลสั่งสอนแค่สามปี เขาก็เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้

"พี่ ท่านก็ช่างพูดล้อเล่น ท่านแม้กระทั่งเรื่องวางยาข่มเหงผู้อื่นก็ยังทำได้ ยังมีหน้ามาว่าข้าจิตใจคดโกงอีกรึ"

หลี่จื่อเฟิงหัวเราะจนพูดไม่ออก เหล่าสหายเลวทรามของเขาก็พากันกอดคอโอบไหล่ หัวร่อกันจนท้องคัดท้องแข็ง

ไม่ได้เจอกันสามปี เจ้าพวกเด็กเหลือขอเหล่านี้ปีกกล้าขากแข็งกันหมดแล้ว ช่างนึกไม่ออกเลยว่าเมื่อก่อนพวกเขาเคยเดินต้อยๆ ตามหลังตนเองอย่างไร

สิ่งของยังอยู่ แต่คนเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

"ยังมีธุระอะไรอีกหรือไม่" หลี่เทียนมิ่งไม่อยากจะเสวนากับพวกเขาในเวลานี้จริงๆ บัญชีแค้นบางอย่างรอไปสะสางตอนคัดเลือกของสำนักยั้นหวงก็ยังไม่สาย ท้ายที่สุดแล้ว น้องชายคนนี้คือคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดของเขาในตอนนั้น

"ไม่มีแล้ว เจ้าหลีกทางไปก็พอ"

หลี่จื่อเฟิงหัวเราะจนเหนื่อยแล้ว จึงโบกมือไล่

หลี่เทียนมิ่งหันกลับไปมอง ที่แท้ด้านหลังเขาก็คอที่ตั้งของ 'หอเฟ่ยชุ่ย' นี่คือสถานเริงรมย์ที่โด่งดังที่สุดในเมืองหลีหัว ภายในมีเหล่าหญิงงามลือชื่อทั่วทั้งเมือง

เขาเข้าใจแล้ว คนกลุ่มนี้ร่อนลงมาไม่ใช่เพราะตนเองเลย พวกเขาเพียงแค่จะมาเที่ยวหอเฟ่ยชุ่ยเท่านั้น

หลี่เทียนมิ่งหลีกทางให้พวกเขาเข้าไป

"ไอ้เด็กเวรพวกนี้ช่างรู้จักเสพสุขเสียจริง หอเฟ่ยชุ่ยนี่ แม้แต่ข้ายังไม่เคยเข้าไปเลย"

หลี่เทียนมิ่งเบ้ปาก เมื่อก่อนเขามุ่งมั่นกับการปลูกฝัง ทั้งหลี่เหยียนเฟิงและมารดาต่างก็เข้มงวดกับเขามาก ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างมีวินัยในตนเอง

ไม่นึกเลยว่าตอนนี้หลี่เหยียนเฟิงจะแม้กระทั่งความประพฤติของหลี่จื่อเฟิงก็ยังไม่สนใจ แล้วอาศัยเหตุใดเมื่อก่อนเขาจึงมาเข้มงวดกับตนเองมากมายถึงเพียงนั้น

เหล่าแม่นางแห่งหอเฟ่ยชุ่ยออกมาต้อนรับแล้ว หญิงสาวที่แต่งกายยั่วยวน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นทีละคนๆ ต่างห้อมล้อมหลี่จื่อเฟิงและพรรคพวกเข้าไป หลี่จื่อเฟิงที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมบุปผางาม ยิ่งขับเน้นให้ดูเป็นคุณชายเจ้าสำราญ

"เดี๋ยวก่อน"

หลี่จื่อเฟิงหันกลับมามองหลี่เทียนมิ่งอีกครั้ง กล่าวด้วยท่าทีที่เหนือกว่าว่า "เห็นแก่ที่เมื่อก่อนท่านปกป้องข้า จนถูกท่านพ่อเฆี่ยนตีไปไม่น้อย ข้าจะเรียกท่านว่าพี่เป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน และจะให้คำแนะนำแก่ท่านอีกสักข้อ"

"มีเรื่องอะไรก็รีบว่ามา"

หลี่เทียนมิ่งกล่าว

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้องชายเช่นนี้ อารมณ์ความรู้สึกก็ยากที่จะไม่ซับซ้อน ความแค้นถึงตายน่ะไม่มี แต่บางที อาจจำเป็นต้องสั่งสอนสักครั้ง

"เจ้าฟังให้ดีก็พอ สิ่งที่ข้าจะแนะนำเจ้าก็คือ รีบไสหัวออกไปจากเมืองหลีหัวเสียเถอะ ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหน เจ้าก็คือตัวตลกของครอบครัวเรา คือตัวตลกของเมืองหลีหัวทั้งเมือง ตอนนี้เจ้าก็เป็นแค่หมาจรจัดเหม็นเน่าตัวหนึ่ง เจ้ารู้ตัวหรือไม่"

หลี่จื่อเฟิงกล่าวประโยคนี้จบลงด้วยท่าทีจริงจังอย่างยิ่ง

"งั้นเจ้าก็กำลังบอกว่าทั้งครอบครัวของเราเป็นตระกูลหมาจรจัดอย่างนั้นรึ แล้วหลี่เหยียนเฟิงก็คือตัวที่ใหญ่ที่สุดงั้นสิ" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะ

เด็กน้อยที่เคยเฝ้ามองตนเองด้วยความชื่นชมในวันวาน เติบโตขึ้นแล้ว และมีความคิดเป็นของตนเองแล้ว

"เอาเถอะ หายตัวไปเสียเถอะ มันดีต่อทุกคน"

หลี่จื่อเฟิงไม่อยากพูดมากความอีก เขาโอบกอดแม่นางไว้ข้างละคน หันหลังเดินอาดๆ เข้าไปในหอเฟ่ยชุ่ย เสียงหัวเราะหยอกล้อของเหล่าหญิงงามดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย สระสุราป่าน้ำเนื้อและการเต้นรำขับขานอันสงบสุขภายใน ล้วนเป็นความสุขสำราญของโลกมนุษย์

หลังจากพวกเขาจากไปแล้ว เหลือเพียงหลี่เทียนมิ่งที่ยังคงหยุดยืนอยู่ที่เดิม

ที่นี่มีผู้คนมากมายมุงดูอยู่ ทุกคนต่างทอดสายตาสมเพชเวทนามาให้ จริงอยู่ที่พวกเขารู้สึกว่าหลี่เทียนมิ่งในตอนนี้น่าสงสารมาก แต่หลังจากความสงสารนั้น พวกเขาก็ต้องถอนหายใจกล่าวเสริมประโยคหนึ่งว่า "คนที่น่าสงสาร ย่อมมีส่วนที่น่ารังเกียจ!"

เหอะๆ

"ความประพฤติของหลี่เทียนมิ่งดูเหมือนจะดีกว่าหลี่จื่อเฟิง แต่จากเรื่องที่สำนักยั้นหวงแล้ว คนหน้าซื่อใจคดเช่นเขา น่ารังเกียจยิ่งกว่าหลี่จื่อเฟิงเสียอีก"

"เขาควรไสหัวออกไปจากเมืองหลีหัวได้แล้วจริงๆ ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกขายหน้าแทน"

หลี่เทียนมิ่งทำเป็นหูทวนลม ท้ายที่สุดแล้ววันคัดเลือกของสำนักยั้นหวงก็ใกล้เข้ามาในพริบตา คนฉลาดต้องรู้จักเลือกเวลาที่เหมาะสม ใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ให้คนทั้งใต้หล้าได้ประจักษ์ ว่าสิ่งใดคือตัวตนที่แท้จริงของตน

เขาเดินไปข้างๆ เด็กผู้หญิงขาหักคนนั้น บิดาของนางมาถึงแล้ว ชายร่างผอมคล้ำผู้นี้น้ำตาแทบจะเหือดแห้ง แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ เขา กลับไม่เคยมองหลี่จื่อเฟิงด้วยสายตาเคียดแค้นเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาหวาดกลัว

กลับกัน พอหลี่เทียนมิ่งเดินเข้ามา เขากลับจ้องมองหลี่เทียนมิ่งอย่างดุร้าย พลางกล่าวว่า "เป็นเพราะแกทั้งหมด หลี่เทียนมิ่ง แกรีบไสหัวไป!"

เขาทำท่าทางดุร้ายราวกับยักษ์มาร ดูเหมือนอยากจะฉีกร่างหลี่เทียนมิ่งเป็นชิ้นๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีความกล้าถึงเพียงนั้น

หลี่เทียนมิ่งไม่ได้สนใจเขา เขาย่อตัวลง ลูบศีรษะของเด็กคนนั้นเบาๆ นางเลือดไหลออกมามาก และใกล้จะหมดสติเต็มทีแล้ว

"แม่หนู เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าใครคือคนที่ทำร้ายเจ้า" หลี่เทียนมิ่งกล่าวอย่างอ่อนโยน

ท่ามกลางความเจ็บปวดจนสติเลือนราง นางพยักหน้า ผู้ใหญ่มักจะตาบอด แต่ดวงตาของเด็กนั้นสว่างไสเสมอ

สำหรับหลี่เทียนมิ่ง เช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว เขาหยิบหยกอัคคีออกมาสิบก้อน สำหรับคนธรรมดาทั่วไป นี่คือทรัพย์สมบัติมหาศาลอย่างแน่นอน เขาวางหยกอัคคีลงบนมือของบิดาเด็กหญิงคนนั้น กล่าวว่า "พานางไปรักษา ต่อขานางให้กลับมาดีดังเดิม"

บิดาของเด็กหญิงตกตะลึงไป เงินก้อนนี้มากพอที่จะทำให้เด็กหญิงกลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง แทนที่จะต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต

"แกคิดว่าข้าจะซาบซึ้งใจแกรึ!" เขาเก็บหยกอัคคีขึ้นมา พลางพูดกับหลี่เทียนมิ่งอย่างดุร้าย ทว่าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้น หลี่เทียนมิ่งก็หายตัวไปแล้ว

"อ้าว คนหายไปไหนแล้ว! กลัวความผิดเลยหนีไปแล้วรึ" บิดาของเด็กหญิงกล่าวด้วยท่าทีแข็งกร้าวทั้งที่ภายในหวาดกลัว

ฝูงชนที่มุงดูก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาเผลอเพียงชั่วพริบตาเดียว หลี่เทียนมิ่งก็หายตัวไปแล้ว

มีเพียงผู้ควบคุมสัตว์ที่แข็งแกร่งมากเท่านั้นจึงจะสามารถอาศัยวิชาตัวเบาทำเช่นนี้ได้

"ผีหลอกกลางวันแสกๆ!" ทุกคนอุทาน

มีเพียงเด็กผู้หญิงคนนั้นที่กำหมัดแน่นทั้งสองข้าง ปล่อยให้น้ำตาไหลริน

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 6 นกเมิ่งม่วงตานัยน์ทอง

คัดลอกลิงก์แล้ว