- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินยุทธภพ ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็ม
- บทที่ 40 รอยยิ้มนั้น... งดงามเกินบรรยาย
บทที่ 40 รอยยิ้มนั้น... งดงามเกินบรรยาย
บทที่ 40 รอยยิ้มนั้น... งดงามเกินบรรยาย
บทที่ 40 รอยยิ้มนั้น... งดงามเกินบรรยาย
สำหรับ “โพธิ์โลหิต” ซึ่งเป็นของรางวัลชิ้นสุดท้าย หลี่ฉางอันยังไม่คิดจะใช้มัน
แม้ว่าโพธิ์โลหิตจะสามารถกินได้โดยตรง แต่สรรพคุณก็จะลดทอนลงไปกว่าสี่ส่วน อีกทั้ง ‘โพธิ์โลหิต’ ที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีใดๆ จะแฝงไว้ด้วย ‘พิษอัคคี’ อยู่ภายในหนึ่งส่วน
พิษอัคคีชนิดนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่เพียงแต่จะขับออกไม่ได้ แต่ยังแทรกซึมและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายเลือด เมื่อเวลาผ่านไป มันจะค่อยๆ กัดกร่อนโลหิต และอาจส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะจนผู้กินวิปลาสได้
หนทางที่ดีที่สุดในการใช้มันมีอยู่สองวิธี
วิธีแรกคือการหลอมโอสถ วิธีที่สองคือการหมักสุรา
ช่างบังเอิญนัก ในหัวของหลี่ฉางอันมีตำรับสุราอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ในจำนวนนั้นยังมีตำรับที่ปรุงขึ้นโดยเฉพาะสำหรับวัตถุดิบฟ้าดินอย่างโพธิ์โลหิตหรือแม้กระทั่งกระวานหอมสวรรค์อีกด้วย
ประกอบกับตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลี่ฉางอันและสามสาวได้ดื่มกินกันทุกวัน ทำให้สุราที่หมักไว้เมื่อเดือนก่อนใกล้จะหมดลงแล้ว พรุ่งนี้คงจะต้องหมักเพิ่มเสียหน่อย
หลังจากอิ่มเอมใจกับการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ หลี่ฉางอันก็เดินออกมาอย่างไม่รีบร้อน ทิ้งตัวลงนั่งบนขั้นบันไดริมลานเรือน แล้วใช้มือทั้งสองข้างเท้าคาง
เมื่อทอดสายตาออกไปไกล ท้องฟ้าส่วนใหญ่ในยามนี้ก็เริ่มมืดลงแล้ว เหลือเพียงแสงสุดท้ายที่ยังฉาบไล้ปลายฟ้าอยู่รำไร
กลิ่นอาหารหอมกรุ่นที่ลอยออกมาจากห้องครัว พร้อมกับกลิ่นควันฟืนจางๆ…
เมื่อรวมกับเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวที่ดังแว่วมาจากในครัวเป็นครั้งคราว
ภาพฉากอันแสนธรรมดานี้ ทำให้หัวใจของหลี่ฉางอันเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง
“ชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้... ช่างดีเสียจริง”
เขาพึมพำกับตนเอง แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงถอนใจดี พลันมีน้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นจากด้านข้าง
“ก็ไม่เลว”
ได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันจึงหันไปมอง ก็เห็นเอี้ยง้วยมาอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
“เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด?”
“ตอนที่เจ้าเพิ่งนั่งลง”
เอี้ยง้วยตอบสั้นๆ ก่อนจะทำในสิ่งที่น่าประหลาดใจ นางเลียนแบบท่าทางของเขา ไม่สนใจอาภรณ์สีขาวราวกับเม็ดทรายของตนเลยแม้แต่น้อย นั่งลงข้างกายหลี่ฉางอัน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองไปยังท้องฟ้าที่ห่างไกล
ทั้งสองนั่งชิดกันมากจนชายแขนเสื้อแทบจะสัมผัสกัน ทว่าสำหรับสัมผัสที่ใกล้ชิดเช่นนี้ เอี้ยง้วยกลับไม่มีทีท่าอึดอัดแม้แต่น้อย
ภายใต้แสงสุดท้ายของวัน ดวงหน้าของนางยามนี้ดูอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด ทั้งสองนั่งข้างกันเงียบๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป จนกระทั่งแสงสุดท้ายบนขอบฟ้าจางหายไปจนสิ้น…
ในที่สุด เอี้ยง้วยก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงก่อน
“ข้าประหลาดใจนัก... เห็นได้ชัดว่าเจ้าอายุยังน้อย แต่เหตุใดกลับมีกลิ่นอายสงบนิ่งราวกับผู้ที่ปล่อยวางจากทางโลกที่ต้องการเพียงใช้ชีวิตอย่างสงบและไม่ดิ้นรน?”
เมื่อถูกถามเช่นนั้น หลี่ฉางอันเพียงตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก “อะไรคือปล่อยวางจากทางโลก? ข้าไม่ใช่หลวงจีนเสียหน่อย” พูดจบ ไม่รอให้เอี้ยง้วยตอบ เขาก็กล่าวต่อว่า “ก็แค่สิ่งที่แต่ละคนแสวงหาและชื่นชอบนั้นแตกต่างกันก็เท่านั้น”
“สิ่งที่ข้าปรารถนาคือวันเวลาอันสงบสุขดั่งสายน้ำไหลเอื่อย หาใช่ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่โหมกระหน่ำดั่งคลื่นยักษ์”
เอี้ยง้วยกล่าวเบาๆ :“แต่การซุกกายอยู่ในมุมสงบ ไม่ทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน... ไม่นับว่าเป็นการปล่อยชีวิตให้สูญเปล่าหรอกหรือ?”
หลี่ฉางอันส่ายหน้า “แก่นแท้ของชีวิตคือการค้นหาความสุขในแบบของตน บางคนมีความสุขกับการอยู่เหนือผู้อื่น บางคนสุขใจกับกองเงินกองทอง”
“ขอเพียงเราใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างสบายใจ... จะสูญเปล่าหรือไม่สูญเปล่ามันสำคัญตรงไหนหรือ?”
“จะดีหรือร้าย ร้อนหรือเย็น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าตัวรู้ดีที่สุดมิใช่หรือ?”
ในชาติภพก่อน หลี่ฉางอันได้ครอบครองเกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น เขากลับยิ่งซาบซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตอันเรียบง่ายในปัจจุบัน
เขายังจำได้ดี ไม่รู้กี่ค่ำคืนที่เขาพักอยู่ในโรงแรมห้าดาว ถือแก้วไวน์แดงพลางมองดูการจราจรที่ขวักไขว่นอกหน้าต่าง
แต่สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวกลับเป็นวันเวลาสมัยมัธยม ภาพของตนเองที่นั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่าง ปล่อยให้แสงแดดอุ่นอาบไล้ใบหน้าครึ่งหนึ่ง พลางลอบมองเด็กสาวที่แอบชอบเงียบๆ…
น่าเสียดาย ที่เขาไม่อาจย้อนกลับไปได้อีก โรงเรียนเก่าไม่อนุญาตให้ศิษย์เก่าอายุสามสิบกว่ากลับไปรำลึกความหลัง เว้นแต่จะร่วมบริจาคเงินก้อนโต เรื่องนี้ทำให้หลี่ฉางอันรู้สึกเศร้าสร้อยไปเป็นเวลานาน
ดังนั้น เขาจึงพึงพอใจกับชีวิต ‘เจ้าของบ้านเช่า’ ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง
ชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนกังวลเรื่องปากท้อง ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องวุ่นวายจนหัวหมุน ในใจไม่ต้องแบกรับเรื่องราวหนักอึ้งมากมาย สามารถปล่อยสมองให้ว่างเปล่า สัมผัสการไหลผ่านของกาลเวลาได้อย่างเงียบสงบทุกที่ทุกเวลา
สุขสบาย ปลอดโปร่ง และไร้กังวล
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่ฉางอันก็หันไปมองเอี้ยง้วยซึ่งกำลังมีสีหน้าครุ่นคิด
เขาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะลงบนไหล่ของนางเบาๆ
“รอจนกว่าวันที่เจ้าได้ทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะชอบชีวิตแบบทุกวันนี้มากขึ้นก็ได้”
เมื่อมองดูท่าทีที่อ่อนโยนของหลี่ฉางอันในยามนี้ ดวงตาคู่งามของเอี้ยง้วยก็ไหวระริกเล็กน้อย ในใจของนางราวกับมีสายใยบางอย่างที่มองไม่เห็นถูกสะกิดอย่างแผ่วเบา
“คุณชาย ได้เวลาอาหารแล้วเจ้าค่ะ!”
ทว่าในตอนนั้นเอง เสี่ยวเจียวที่กำลังยกอาหารออกมาจากครัวก็เอ่ยขึ้น
เมื่อเสียงนั้นดังเข้าหู ดวงตาของหลี่ฉางอันก็ทอประกายวูบหนึ่ง…
ปรัชญาชีวิตเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งไปในทันที เขาไม่แม้แต่จะคิด ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังโต๊ะหินที่อยู่ด้านข้าง
ก่อนจะคว้าตะเกียบขึ้นมาเตรียมพร้อม...
รอคอยมื้อค่ำอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันกวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะไปมา แถมยังหยิบตะเกียบขึ้นมาถือไว้ในมือแล้ว เอี้ยง้วยก็อดไม่ได้ที่จะนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
แต่แล้วในวินาทีต่อมา รอยยิ้มที่เด่นชัดก็พลันผลิบานขึ้นบนดวงหน้าของนาง
รอยยิ้มนั้น... งดงามราวกับน้ำแข็งพันปีละลาย ดุจมวลบุปผาพร้อมใจกันเบ่งบาน ช่างงดงามเกินกว่าจะเอ่ยคำใดบรรยาย
ครู่ต่อมา เอี้ยง้วยก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินไปยังโต๊ะหินกลางลานเรือน แล้วนั่งลงข้างหลี่ฉางอันอย่างเป็นธรรมชาติ
…..
ณ ผาไม้ดำ
สถานที่ซึ่งใบเมเปิลแดงฉานราวกับเปลวเพลิง หน้าผาหินดำสนิทดุจน้ำหมึก
ลึกเข้าไปในอาณาบริเวณภูเขาด้านหลัง ริมหน้าผาอันสูงชัน
ยากจะจินตนาการได้ว่า บนภูเขาด้านหลังของผาไม้ดำอันเป็นที่หวาดเกรงของผู้คนในยุทธภพและถูกขนานนามว่าเป็นที่ตั้งของพรรคมาร จะมีป่าท้อที่กำลังเบ่งบานสะพรั่งอยู่แห่งหนึ่ง
สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านจนเสียดกระดูก ทำให้กิ่งก้านและใบของต้นท้อไหวเอนเบาๆ กลีบบุปผาสีชมพูระเรื่อปลิวว่อนไปในอากาศ
ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน... กลีบบุปผาบอบบางกลีบหนึ่งได้ร่วงหล่นลงบนบ่าอาภรณ์สีแดงเพลิง
ร่างนั้นสวมใส่อาภรณ์สีแดงสดหรูหราอลังการยิ่งกว่าชุดวิวาห์ของจักรพรรดินี เส้นผมสีนิลถูกรวบเกล้าไว้ด้วยรัดเกล้าสีทองคำ สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามล่มเมืองนางนี้แม้จะเพียงยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ แต่ไม่ว่าผู้ใดได้พบเห็น ก็ล้วนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเย็นเยียบและบารมีอันทรงอำนาจที่ราวกับติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด
ด้วยเครื่องแต่งกาย รูปโฉม และกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ ทั่วทั้งผาไม้ดำ... ย่อมมีเพียงผู้เดียว
ประมุขพรรคสุริยันจันทรา, ตงฟางปู้ป้าย