เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้!

บทที่ 39 ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้!

บทที่ 39 ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้!


บทที่ 39 ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้!

ทันทีที่อึ้งย้งเดินเข้าครัว เสี่ยวเจียวที่อยู่ด้านข้างก็รีบตามนางเข้าไปทันที

เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของเสี่ยวเจียว หลี่ฉางอันก็ทอดถอนใจ “มีเพียงเสี่ยวเจียวนี่แหละที่ว่าง่ายเชื่อฟังที่สุด!”

เสียงเพิ่งจะขาดคำ หลี่ฉางอันก็สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบที่จับจ้องมายังร่างของตน

เขาหันไปมองเอี้ยง้วยที่กำลังยืนจ้องมองเขาเงียบๆ โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ หลี่ฉางอันก็เปรยขึ้นเบาๆ “หรือ…ให้ข้าชมเจ้าว่าเชื่อฟังบ้างดีหรือไม่?”

เอี้ยง้วยมองหลี่ฉางอันพลางแย้มยิ้ม “เจ้าลองดูได้”

หลี่ฉางอัน: “…..”

แม้จะเป็นเพียงคำพูดธรรมดาๆ แต่พอออกจากปากของเอี้ยง้วยแล้ว มันกลับทำให้หลี่ฉางอันรู้สึกราวกับกำลังถูกคุกคามอย่างบอกไม่ถูก

‘สตรีผู้สูงส่งและทรงอำนาจ... ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้!’

หลี่ฉางอันคร่ำครวญในใจ ก่อนจะบิดขี้เกียจคราหนึ่ง แล้วจึงเดินกลับเข้าห้องพักของตนไป

สายตาของเอี้ยง้วยจับจ้องแผ่นหลังของหลี่ฉางอันจนกระทั่งเขาหายลับเข้าห้องไป รอยยิ้มที่มุมปากของนางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น

นางหันกลับไปทอดสายตามองแสงอาทิตย์ยามอัสดงที่ย้อมท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม ก่อนจะหลับตาลงดื่มด่ำไปกับมัน

ความรู้สึกสงบสุขและเนิ่นช้าเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเคลิบเคลิ้มอย่างน่าประหลาด

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง หลังจากกลับเข้ามาในห้อง หลี่ฉางอันพลันสื่อสารกับระบบในใจ

“ระบบ ข้าต้องการเช็คอิน”

สิ้นความคิดนั้น เสียงอันคุ้นเคยของระบบก็พลันดังก้องในห้วงมโนสำนึก พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

【ติ๊ง! เช็คอิน ณ ฐานที่มั่นของโอตาคุสำเร็จ สะสมเวลาเช็คอินครบหนึ่งเดือน】

【ติ๊ง! เช็คอินสำเร็จ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับทองคำหนึ่งพันตำลึง】

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับโพธิ์โลหิต 10 ผล 】

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับไอเทมพิเศษ—แก่นยุทธ์ร้อยสำนัก 】

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับการ์ดอาชีพเสริมระดับปรมาจารย์ 1 ใบ 】

【รางวัลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในช่องเก็บของของระบบแล้ว โปรดโฮสต์ตรวจสอบและนำออกมาใช้ด้วยตนเอง】

เมื่อเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง ดวงตาของหลี่ฉางอันก็เปล่งประกายขึ้นมา หลังจากกวาดตามองรายการรางวัลอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาโดยไม่รู้ตัว

ตามคำอธิบายของระบบ “โพธิ์โลหิต” นี้มีโลหิตแก่นโลหิตกิเลนอยู่ภายใน การกินเข้าไปเพียงหนึ่งผลไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มพลังวัตรได้ถึงสิบปี แต่ยังมีสรรพคุณในการล้างพิษและรักษาอาการบาดเจ็บสาหัสได้อย่างน่าอัศจรรย์ สรรพคุณของมันเทียบชั้นได้กับ ‘ยาเม็ดมหาวฏะ’ สุดยอดโอสถล้ำค่าของวัดเส้าหลินเลยทีเดียว

ถัดมาคือ “แก่นยุทธ์ร้อยสำนัก” ซึ่งรวบรวมทฤษฎีและแก่นแท้ของวรยุทธ์อันแข็งแกร่งลึกซึ้งเอาไว้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการ์ดอาชีพเสริมระดับปรมาจารย์อีกหนึ่งใบ

ของรางวัลล้ำค่าเหล่านี้ทำเอาหลี่ฉางอันอดไม่ได้ที่จะส่งเสียง ‘จึ๊ๆ’  ในใจ... การรอคอยมาตลอดหนึ่งเดือนนี้ ช่างคุ้มค่าโดยแท้!

หลังจากพิจารณาสรรพคุณของรางวัลจากการเช็คอินครั้งนี้แล้ว หลี่ฉางอันก็ตัดสินใจเปิดใช้งาน “แก่นยุทธ์ร้อยสำนัก” เป็นอันดับแรก

สิ้นความคิด ข้อมูลมากมายมหาศาลก็หลั่งไหลถาโถมเข้าสู่ห้วงสำนึกของเขาทันที!

เนื้อหาภายในนั้นครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง...  ไม่ว่าจะเป็นเพลงดาบ เพลงกระบี่ เพลงทวนที่พบเห็นได้ทั่วไป หรือแม้กระทั่งกระบวนท่าและหลักการใช้อาวุธพิสดารที่ไม่เป็นที่นิยม ‘เหล็กแหลมเอ๋อเหมย’  ก็ล้วนรวมอยู่ในนั้น

นอกจากนี้ยังสอดแทรกทฤษฎีลมปราณและหลักการแพทย์ว่าด้วยร่างกายมนุษย์ก็ยังมีรวมอยู่ด้วย

แม้จะมีระบบคอยช่วยเหลือ หลี่ฉางอันยังต้องใช้เวลาหนึ่งเค่อเต็มๆ ในการซึมซับทฤษฎีความรู้ทั้งหมดสำเร็จ

เขาผ่อนลมหายใจยาว พลางนวดคลึงขมับที่ปวดตุบๆ ของตน

ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับยิ่งปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ

โบราณว่าไว้ ‘ตึกสูงหมื่นจั้งล้วนก่อจากรากฐาน’

สำหรับหลี่ฉางอันแล้ว “แก่นยุทธ์ร้อยสำนัก” นี้ มีประโยชน์ยิ่งกว่าการได้รับวิชาบำเพ็ญหรือทักษะยุทธ์ระดับสวรรค์เสียอีก

จริงอยู่ที่ระดับพลังบำเพ็ญของเขาจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์ ทะยานขึ้นสู่ขอบเขตยุทธ์ระดับสองขั้นกลางได้ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน แต่ตั้งแต่เริ่มฝึกยุทธ์มาจนถึงตอนนี้ ครั้งเดียวที่เขาเคยลงมือก็คือตอนที่ได้ประลองสั้นๆ กับอึ้งย้งเท่านั้น

หากพูดถึงประสบการณ์การต่อสู้และความเข้าใจในทฤษฎีวรยุทธ์แล้ว ตัวเขาก็แทบไม่ต่างอะไรกับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง

ทว่าบัดนี้ “แก่นยุทธ์ร้อยสำนัก” ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้นในพริบตา!

การมี “แก่นยุทธ์ร้อยสำนัก” ทำให้หลี่ฉางอันเปรียบเสมือนได้ประมือกับยอดฝีมือนับร้อย และศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งมานานนับสิบปี

ความสำคัญของมันย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัด ไม่อาจประเมินค่าได้

โดยที่ไม่ต้องลงมือฝึกฝนแม้แต่น้อย ความแข็งแกร่งของเขากลับถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด ... เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ มีหรือจะไม่ทำให้เขารู้สึกสุขใจจนต้องยกยิ้มกว้าง

จากนั้น ความสนใจของหลี่ฉางอันก็กลับสู่หน้าต่างระบบอีกครั้ง

“ระบบ, ใช้งานการ์ดอาชีพเสริมระดับปรมาจารย์”

ชั่วอึดใจต่อมา เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นในห้วงสำนึกของเขา:

【ติ๊ง! กำลังใช้งานการ์ดอาชีพเสริมระดับปรมาจารย์ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านได้รับอาชีพ แพทย์ “ระดับปรมาจารย์” สำเร็จ】

ข้อความแจ้งเตือนของระบบเพิ่งปรากฏขึ้น

ในวินาทีต่อมา ข้อมูลมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของหลี่ฉางอันอย่างรวดเร็ว และในครั้งนี้ ปริมาณข้อมูลกลับมีมากกว่า เมื่อครั้งได้รับความรู้ของนักปรุงสุราระดับปรมาจารย์หลายเท่า

หลี่ฉางอันต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามเต็ม จึงจะซึมซับและทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้สำเร็จ

เมื่อสัมผัสได้ถึงศีรษะที่ปวดหนึบ เขาก็ได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น

“ดูท่า ….ครั้งต่อไปคงต้องทยอยรับรางวัลทีละอย่างเสียแล้ว มิเช่นนั้นข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันเช่นนี้… มันเจ็บปวดจนฉันแทบจะทนไม่ไหว”

หลี่ฉางอันส่ายศีรษะที่หนักอึ้งเล็กน้อยแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง แม้ศีรษะจะยังปวดอยู่ แต่ความยินดีบนใบหน้าของเขากลับปิดไม่มิด

อาชีพเสริมของระบบแบ่งออกเป็นเก้าระดับ ในจำนวนนี้ ระดับหนึ่งถึงสามจัดเป็นระดับต้น, ระดับสี่ถึงหกเป็นระดับกลาง, และระดับเจ็ดถึงเก้าเป็นระดับสูง

และด้วยเลขเก้าคือที่สุดของจำนวน เหนือกว่าระดับเก้าขึ้นไปจึงจะสามารถเรียกขานได้ว่าเป็น ‘ปรมาจารย์’

ในยุทธภพนี้ เหล่าหมอเทวดาเลื่องชื่ออย่าง หูชิงหนิว (โอ้วแชงู้), เซวียมู่หัว, หรือกระทั่งผิงอีจื่อ ต่างก็มีวิชาแพทย์อยู่ในระดับเจ็ดเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘หมอเทวดา’ และยังมีชื่อปรากฏอยู่ในทำเนียบหมอเทวดาของไป่เสี่ยวเซิงอีกด้วย

เช่นนี้แล้ว... วิชาแพทย์ระดับปรมาจารย์ของเขาที่อยู่เหนือกว่าขั้นเก้า จะน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนกัน?

อาจกล่าวได้ว่า... ด้วยวิชาแพทย์ของเขาในตอนนี้ ตราบใดที่ศีรษะยังไม่หลุดจากบ่า และคนผู้นั้นยังไม่หมดลมหายใจโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดหลี่ฉางอันก็สามารถช่วยชีวิตกลับมาได้อย่างแน่นอน

ส่วนเรื่อง ‘ชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อหนังจากโครงกระดูกขาว’ นั้นยังคงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน

หมอเทวดาก็คือหมอเทวดา... หาใช่เทพเซียนผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

คนเราเกิดมามีเพียงชีวิตเดียว สำหรับคนธรรมดาแล้ว การเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดช่วงชีวิต

แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว... กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

พวกเขามีพลังลมปราณโคจรอยู่ทั่วร่าง ทั้งยังมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมากนักด้วยเหตุนี้ หากไม่ล้มป่วยก็แล้วไป แต่หากล้มป่วยเมื่อใด...  ก็มักจะเป็นอาการสาหัสที่อันตรายถึงชีวิต ชนิดที่ว่าหากไม่ได้รับการรักษา ก็มีแต่ต้องรอความตายสถานเดียว

ด้วยเหตุนี้ ในยุทธภพจึงมีกฎเกณฑ์ที่มิได้เขียนไว้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม นั่นก็คือ…. ‘บุญคุณความแค้น ไม่พาดพิงถึงหมอผู้รักษา’

เว้นเสียแต่จะเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่มิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้

มิเช่นนั้นแล้ว ผู้ใดที่หาญกล้าไปล่วงเกินหมอ เมื่อข่าวแพร่ออกไป ก็อย่าได้หวังว่าหมอคนใดในใต้หล้าจะยื่นมือช่วยเหลืออีก เหล่าหมอเทวดาส่วนใหญ่ล้วนหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี ยอมตายไม่ยอมก้มหัวให้

ด้วยเหตุนี้ ขอเพียงเป็นหมอที่มีฝีมือสูงส่ง ไม่ว่าจะย่างกรายไปแห่งหนใด ล้วนได้รับการยกย่องนับถือ

หากถามว่าก่อนหน้านี้หลี่ฉางอันกังวลเรื่องใดมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการเจ็บไข้ได้ป่วย

แต่ตอนนี้สบายใจได้แล้ว

เมื่อมีวิชาแพทย์ระดับปรมาจารย์ติดตัว ปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลาย!

การเจ็บป่วยน่ะหรือ? ไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอน ไม่มีทางเกิดขึ้นกับเขาอีกต่อไป ขอเพียงร่างกายของเขาเริ่มมีอาการ เขาก็สามารถรักษาตนเองได้ในทันที

การพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องร้องขอผู้ใดเช่นนี้... ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมโดยแท้

เมื่อคิดได้ดังนั้น รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของหลี่ฉางอันก็ยิ่งทอประกายสดใส

จบบทที่ บทที่ 39 ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้!

คัดลอกลิงก์แล้ว