เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 คุณค่าแห่งอำนาจและชาติกำเนิด

บทที่ 37 คุณค่าแห่งอำนาจและชาติกำเนิด

บทที่ 37 คุณค่าแห่งอำนาจและชาติกำเนิด


บทที่ 37 คุณค่าแห่งอำนาจและชาติกำเนิด

พลังฝีมือและฐานะของเอี้ยง้วยนั้นนับว่าแกร่งกล้าเกินไป อีกทั้งในยุทธภพยังร่ำลือกันหนาหูว่า ประมุขวังบุปผาเอี้ยง้วยมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ทั้งยังมีอารมณ์แปรปรวนสุดจะคาดเดา

ชื่อเสียงของคนดุจเงาของไม้ ย่อมเป็นที่ยำเกรง

เมื่อเห็นเอี้ยง้วยทำท่าจะอาละวาด อึ้งย้งและเสี่ยวเจียวจะบอกว่าไม่กลัวก็คงเป็นเรื่องโป้ปด

ทว่าเมื่อเผชิญกับการกระทำของเอี้ยง้วย หลี่ฉางอันกลับขมวดคิ้วมุ่น กล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “อย่าก่อเรื่องน่า ข้ากำลังรีบทำของนี่ให้เสร็จ หากเจ้าทำมันพังหมดคืนนี้จะเอาไรเล่นเล่า”

เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นของหลี่ฉางอัน แรงกดดันที่แผ่ออกจากร่างเอี้ยง้วยก็สลายสิ้นไปในพริบตา ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นางปรบมือเบาๆ พลางมองหลี่ฉางอันด้วยความสนใจ “ดูท่า...เจ้าไม่กลัวข้าเลยจริงๆ”

หลี่ฉางอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ “คนน่ากลัวที่แท้จริง คือพวกซ่อนมีดไว้ในรอยยิ้มต่างหาก”

กล่าวจบ เขาก็เลือกท่อนไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาลงมือแกะสลักต่อ

เอี้ยง้วยแย้มยิ้มอย่างไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ก่อนจะใช้พลังภายในดึงท่อนไม้ท่อนหนึ่งลอยขึ้นมาเช่นกัน

เมื่อคนทั้งสี่ร่วมลงแรง  เวลาพลันล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ไพ่นกกระจอกชุดแรกในโลกหล้าก็เสร็จสมบูรณ์

ยามได้เห็นลวดลายอันคุ้นตาบนหน้าไพ่ หลี่ฉางอันก็แย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ

……..

รัตติกาลมาเยือน

หลังจากทุกคนขึ้นมาจากบ่อน้ำพุร้อน แต่ละคนยังมีกลิ่นสุราหอมกรุ่นติดกาย หลี่ฉางอันก็ไม่รอช้า รีบเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ลานเรือน เลื่อนโต๊ะที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับเล่นไพ่นกกระจอกออกมา แล้วจึงเริ่มอธิบายกติกาให้สตรีทั้งสามฟัง

เมื่อทั้งหมดพอจะเข้าใจกฎเกณฑ์คร่าวๆ แล้ว อึ้งย้งพลันหยิบไพ่ขึ้นมาตัวหนึ่ง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะมองมายังหลี่ฉางอัน

“กติกาก็ง่ายดี แล้วจะเดิมพันด้วยอะไรเล่า?”

หลี่ฉางอันตบกระดาษเซวียนที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าว “แพ้หนึ่งตาจ่ายหนึ่งเหวิน จำกัดไว้ที่สี่เหวินต่อตา”

แม้จะกล่าวว่าพนันเล็กน้อยเพื่อความเพลิดเพลิน แต่หนึ่งเหวินนั้นนับว่าเล็กน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ บัดนี้หลี่ฉางอันมีเงินทองมากมายจนใช้ไม่หมด เรื่องเงินจึงหาใช่สิ่งสำคัญไม่

“เพียงแค่นี้?”

เมื่อได้ยินของเดิมพันที่หลี่ฉางอันกล่าว อึ้งย้งก็แสดงสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นท่าทีของอึ้งย้ง มีหรือที่หลี่ฉางอันจะไม่รู้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้คิดการใดอยู่? นางคิดจะใช้ไพ่นกกระจอกเอาชนะเขา เพื่อทวงสัญญาพนันที่เคยแพ้ไปกลับคืนมาอย่างชัดเจน

หากเป็นหมากล้อมห้าตัว หลี่ฉางอันยังสามารถใช้ประสบการณ์อันโชกโชนเพื่ออยู่ในจุดที่ไร้พ่ายได้ ทว่าไพ่นกกระจอกนั้นแตกต่างออกไป เว้นแต่จะใช้วิชาโกงไพ่แล้วนั้น โชคชะตาก็คือปัจจัยสำคัญที่ตัดสินผลแพ้ชนะ

ในเกมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ หากอึ้งย้งกับเอี้ยง้วยร่วมมือกัน เกรงว่าเพียงคืนเดียว เขาคงมีงานบ้านกองพะเนินให้ทำไปอีกพักใหญ่เป็นแน่

ผู้มีปัญญาย่อมไม่ยืนในที่อันตราย เรื่องเช่นนี้มีหรือที่หลี่ฉางอันจะปล่อยให้เกิดขึ้น?

หลังจากทราบว่าของเดิมพันเป็นเพียงแค่เงิน ในตอนแรกทั้งอึ้งย้ง เอี้ยง้วย หรือแม้แต่เสี่ยวเจียวต่างก็หมดความสนใจ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สตรีทั้งสามกลับเริ่มติดลม

ความสนุกของไพ่นกกระจอกอยู่ที่ใดกัน? ก็คือการที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าไพ่ใบต่อไปที่จะจั่วขึ้นมาคืออะไร และไม่อาจรู้ว่าเมื่อใดคู่ต่อสู้จะทิ้งไพ่ที่เราต้องการลงมา

ด้วยเหตุนี้เอง การเล่นไพ่นกกระจอกจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกคาดหวังอยู่เสมอ

ดังนั้น หลังจากเล่นไปได้ไม่กี่ตา สตรีทั้งสามก็เริ่มสนุกขึ้นมา

และแล้ว…

สตรีทั้งสามก็แพ้ยับเยิน

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เอี้ยง้วยยังคงนับว่าไม่เป็นอะไร ด้วยฐานะเบื้องหลังที่ใหญ่โตมั่งคั่ง ต่อให้เล่นพนันเช่นนี้ไปชั่วชีวิต ก็เห็นทีจะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย

ส่วนอึ้งย้งกับเสี่ยวเจียวนั้น เงินในถุงถูกกวาดไปกองอยู่ตรงหน้าหลี่ฉางอันจนเกลี้ยง

เมื่อเห็นว่าเงินของอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวหมดไม่มีเหลือแล้ว หลี่ฉางอันจึงแบ่งเงินค่ากับข้าวสำหรับวันพรุ่งนี้คืนให้อึ้งย้งก่อน จากนั้นจึงเก็บเงินที่เหลือบนโต๊ะใส่ถุงเงินของตนแล้วเดินกลับห้องไปอย่างสบายอารมณ์

เมื่อมองแผ่นหลังที่เปี่ยมสุขของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ

เรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงแค่ร้อยกว่าเหวิน แพ้ก็คือแพ้ แต่ที่น่าเจ็บใจจนแทบคลั่งคือความรู้สึกพ่ายแพ้นี้ต่างหาก ทุกคราที่นางคิดว่าชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อม หลี่ฉางอันกลับชิงตัดหน้าไปได้ก่อนเพียงหนึ่งก้าวเสมอ

อึ้งย้งลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “ข้าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย” จากนั้นก็ทะยานร่างหายลับไปในพริบตา

เสี่ยวเจียวมองอึ้งย้งที่จากไปแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเอี้ยง้วย “แม่นางย้งจะออกไปเดินเล่นยามวิกาลเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”

เอี้ยง้วยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอย่างเย็นชา “นางไปหาเงิน”

“หาเงิน... ในยามค่ำคืนเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”

เมื่อได้ยินคำตอบของเอี้ยง้วย เสี่ยวเจียวก็มีสีหน้างุนงง แต่ในวินาทีถัดมา คำสี่คำว่า ‘ปล้นคนรวยช่วยคนจน’ ก็ปรากฏขึ้นในสมองของนาง

เมื่อเข้าใจแล้วว่าอึ้งย้งออกไปทำอะไร สีหน้าของเสี่ยวเจียวก็พลันแปลกประหลาดขึ้นมา

“ทำเช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ?”

ขณะที่เสี่ยวเจียวกำลังเก็บไพ่นกกระจอก เอี้ยง้วยก็สะบัดชายแขนเสื้อแล้วหันหลังเดินกลับห้องของตนไป

ทว่า ทันทีที่เอี้ยง้วยเดินถึงประตู นางก็พลันหยุดชะงัก

วินาทีต่อมา ร่างของเอี้ยง้วยก็ไหววูบหายไปจากจุดเดิม ก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านนอกลานเรือนของหลี่ฉางอัน

และที่นอกลานเรือน เหล่าศิษย์วังบุปผากำลังรอคอยอยู่แล้ว

เมื่อเห็นเอี้ยง้วย ศิษย์วังบุปผาทุกคนก็รีบคุกเข่าคารวะในทันที

“ท่านจ้าววัง!”

เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าศิษย์วังบุปผา น้ำเสียงของเอี้ยง้วยเย็นเยียบเปี่ยมด้วยความหยิ่งทะนง “มีเรื่องอันใด?”

ศิษย์วังบุปผาผู้เป็นหัวหน้าเร่งตอบกลับ “เรียนท่านจ้าววัง มีข่าวแจ้งมาว่าพรรคสุริยันจันทราได้ส่งผู้อาวุโสมายังเมืองฉางซานแล้ว คาดว่าคงมาเพราะเรื่องที่พรรคไผ่เขียวถูกทำลายเจ้าค่ะ”

ดวงตางามของเอี้ยง้วยไหวระริกเล็กน้อย

“พรรคสุริยันจันทรา? เหอะ….เคลื่อนไหวรวดเร็วดีนี่!”

ในยุทธภพนั้น แม้จะมีขุมกำลังมากมายซับซ้อน แต่ก็มีลำดับชั้นที่เข้มงวดเช่นกัน

และหนึ่งในสิ่งที่แสดงถึงความเข้มงวดนั้นก็คือการส่งส่วย

การฝึกยุทธ์หาใช่การบำเพ็ญเซียน จำเป็นต้องใช้ทุนทรัพย์และกำลังคนมหาศาลในการสนับสนุน หลักสี่ประการอันได้แก่ ‘ทรัพย์ คู่หู เคล็ดวิชา และสถานที่’ นั้น หาใช่เพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่

ยิ่งขุมกำลังใดแข็งแกร่งมากเท่าใด ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หากต้องการให้สำนักพัฒนาและดำเนินต่อไปได้ เงินทองย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ดังนั้น รายได้จากกิจการน้อยใหญ่ในแต่ละเมืองหรือแม้กระทั่งหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าต๋งจากการค้าหรือค่าคุ้มครองจากชาวบ้าน จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเสมอ

ส่วนหนึ่งส่งให้ราชสำนัก

อีกส่วนหนึ่งถูกจัดสรรโดยขุมกำลังในยุทธภพ

และขุมกำลังในยุทธภพระดับล่าง ก็จำเป็นต้องส่งบรรณาการรายเดือนให้แก่สำนักระดับสูงที่ควบคุมพื้นที่นั้นๆ อีกทอดหนึ่ง

อย่างเช่นเมืองฉางซานแห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เดิมทีเป็นเขตอิทธิพลของพรรคสุริยันจันทรา ทุกสำนักในดินแดนตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้จำเป็นต้องส่งมอบทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้แก่พรรคสุริยันจันทราทุกเดือน

และเมืองฉางซานก็เป็นศูนย์กลางการค้า ทำให้เงินที่เก็บได้ในแต่ละเดือนนั้นมีจำนวนมากกว่าเมืองทั่วไป

เดิมทีเอี้ยง้วยคิดว่าต่อให้พรรคสุริยันจันทราจะเคลื่อนไหว ก็คงต้องรออีกหลายวัน แต่คาดไม่ถึงว่าเพียงวันที่สองก็มีการตอบโต้แล้ว

ดูท่าว่าในเมืองฉางซานแห่งนี้ คงมีสายข่าวของพรรคสุริยันจันทราอยู่แล้วเป็นแน่

เอี้ยง้วยพลันเปลี่ยนความคิด นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พรรคสุริยันจันทราไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่ต้องใส่ใจ แต่หากมีผู้ใดเข้าใกล้ลานเรือนนี้ ก็ฆ่าทิ้งเสีย”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายเผด็จการอันเย็นเยียบเสียดกระดูก วาจาดุจคมดาบ เปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหาร

“เจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินคำสั่งของเอี้ยง้วย เหล่าศิษย์วังบุปผาก็ขานรับในทันที

เมื่อเห็นดังนั้น เอี้ยง้วยจึงเตรียมหันกายกลับเข้าสู่ลานเรือน

แต่แล้ว ขณะที่กำลังจะก้าวเท้า นางพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงชักเท้ากลับ พร้อมกับมองไปยังศิษย์วังบุปผาที่อยู่ใกล้ที่สุด

“เอาเงินบนตัวเจ้ามาให้เปิ่นจั่ว”

“หา? อ้อ… เจ้าค่ะ!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์วังบุปผาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาอันเย็นเยียบของเอี้ยง้วย หัวใจก็พลันกระตุกวูบ รีบหยิบเงินของตนเองส่งให้ด้วยสองมือ

หลังจากรับถุงเงินมาจากศิษย์ผู้นั้น เอี้ยง้วยก็ลองชั่งน้ำหนักในมือดู เมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักที่หนักอึ้งของถุงเงิน รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง

ประโยชน์และคุณค่าของอำนาจและเบื้องหลังได้ปรากฏชัดในยามนี้

เมื่ออึ้งย้งไม่มีเงิน นางก็ต้องลงมือเสาะหาด้วยตนเองเพื่อให้มีกินมีใช้ แต่สำหรับเอี้ยง้วยแล้ว นางทำเพียงพูดประโยคเดียวเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างทั้งสอง ช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน

จบบทที่ บทที่ 37 คุณค่าแห่งอำนาจและชาติกำเนิด

คัดลอกลิงก์แล้ว