เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน

บทที่ 36 เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน

บทที่ 36 เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน


บทที่ 36 เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน

หลังจากลงนามในสัญญากับเถ้าแก่ร่างท้วมแล้ว หลี่ฉางอันก็เดินกลับบ้านอย่างไม่รีบร้อน

ทว่าทันทีที่เงาร่างของหลี่ฉางอันลับหายไป เถ้าแก่เจ้าเนื้อซึ่งกำลังไล่สายตาอ่านต้นฉบับด้วยความเร็วประดุจอ่านสิบแถวในปราดเดียว พลันรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ

แรกเริ่มเถ้าแก่ยังคงลูบเคราพลางอมยิ้มให้กับความรักแสนหวานของตัวละคร แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินถึงกลางเล่ม รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง...ก่อนที่หยาดน้ำตาของบุรุษจะร่วงหล่นลงบนหน้ากระดาษ

บัดนี้ เถ้าแก่จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นจึงกำชับนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายชื่อผู้แต่งออกไปเป็นอันขาด

หากหลี่ฉางอันยังอยู่ในร้านหนังสือ เถ้าแก่ที่เพิ่งอ่านบทสุดท้ายจบลง คงมิอาจทานทน เป็นต้องปรี่เข้าไปประเคนหมัดอวบๆ นี้ให้เขาสักหลายตุ้บเป็นแน่!

เนื้อเรื่องมันช่างบีบคั้นหัวใจเสียเหลือเกิน!

หากเป็นเรื่องราวโศกเศร้าตั้งแต่ต้นจนจบก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่...พับผ่าเถอะ! นิยายเรื่อง 'จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า?' ของหลี่ฉางอัน ในช่วงแรกหวานล้ำดุจน้ำผึ้งเดือนห้า ชวนให้ผู้อ่านแย้มยิ้มแก้มแทบปริ แต่แล้วผู้ใดจะคาดคิดว่าครึ่งหลังจะพลิกผันปานนั้น

ช่วงแรกหวานล้ำเพียงใด ช่วงหลังขมขื่นปานดีพญางู!

โดยเฉพาะบทกวีบทสุดท้าย

“ผู้ใจสลายรอนแรมสุดหล้า”

ยิ่งตอกย้ำความรันทดให้ซึมลึกไปถึงกระดูก

ทำเอาเถ้าแก่ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสาย

ทว่าคร่ำครวญได้เพียงชั่วครู่ เถ้าแก่พลันเปลี่ยนความคิดแล้วหัวเราะร่าออกมา

“ฮ่าๆๆ! ดี! ดีนัก!”

ขนาดชายวัยกลางคนอย่างตนอ่านแล้วยังสะท้านสะเทือนใจได้ถึงเพียงนี้ แล้วเหล่าคุณหนูในห้องหอหรือบัณฑิตใจบางเล่า จะไม่ทุ่มเงินซื้อผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตากันจนหมดตลาดรึ?

เห็นที...ตำราเล่มนี้จะทำเงินให้เขาเป็นกอบเป็นกำแล้ว!

...

ขณะเดินอยู่บนถนน หลี่ฉางอันคาดคะเนเวลาแล้วเห็นว่ายังพอมีเหลือเฟือ จึงตั้งใจจะแวะซื้อขนมขบเคี้ยวกลับไป

อย่างไรเสีย ดื่มชาทุกวันก็ต้องมีของว่างเครื่องเคียงไว้บ้าง

และในขณะที่หลี่ฉางอันกำลังจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตูร้านนั่นเอง พลันมีเสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในหูของเขา

“ได้ยินข่าวหรือยัง? เมื่อคืน...พรรคไผ่เขียวถูกล้างบางสิ้นซากแล้ว!”

“ผู้ใดบ้างจะไม่รู้เล่า? ยามข้าเดินผ่านตรอกนั้นเมื่อเช้ามืด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแทบอาเจียน เลือดนองท่วมธรณีประตู...น่าสยดสยองนัก!”

“ไม่รู้ว่าพรรคไผ่เขียวไปล่วงเกินขุมกำลังใดเข้า  เมื่อวานยังกร่างอยู่ทั่วตลาด วันนี้กลับกลายเป็นกองซากศพไร้ชื่อไปเสียแล้ว...”

สุ้มเสียงเหล่านั้นทำให้ย่างก้าวของหลี่ฉางอันชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงเป็นประกายวูบหนึ่ง

ในหัวเขาพลันนึกถึงรอยเท้าเปื้อนดินและคราบน้ำหน้าประตูบ้านเมื่อคืนก่อนขึ้นมาทันที

เมื่อนำมาปะติดปะต่อกับเรื่องที่ได้ยิน.. ในใจของหลี่ฉางอันก็มีข้อสันนิษฐานลางๆ ผุดขึ้นมา

เขาจ่ายเงินค่าขนมแล้วหิ้วถุงกระดาษกลับเรือนด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเก่า

……

เมื่อกลับถึงเรือน เสี่ยวเจียวรีบออกมารับถุงขนมไปจัดแจง หลี่ฉางอันก็นั่งลงมองเอี้ยง้วยที่กำลังสร้างไพ่นกกระจอกออกมาทีละตัวอย่างรวดเร็ว

ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมอง เอี้ยง้วยเหลือบมองมาพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย

“มีเรื่องอันใด?”

หลี่ฉางอันเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เมื่อคืน...พรรคไผ่เขียวในเมืองถูกถอนรากถอนโคน”

สิ้นเสียงของเขา พลันเกิดความเงียบชั่วขณะ การเคลื่อนไหวในมือของอึ้งย้งที่อยู่ข้างๆ ก็ชะงักงัน นางมองไปยังหลี่ฉางอันโดยไม่รู้ตัว

หลังจากสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง  มุมปากของเอี้ยง้วยก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง “เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือข้าหรือ?”

หลี่ฉางอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ข้าเดาว่านังหนูนั่นจัดการกับพวกหนูสกปรกที่มาหาเรื่องเมื่อคืน ส่วนการล่มสลายของพรรคไผ่เขียวน่าจะเป็นฝีมือเจ้า”

อึ้งย้งที่อยู่ด้านข้างอุทานอย่างตกตะลึง “หา? พรรคไผ่เขียวถูกทำลายแล้วหรือ?”

เห็นได้ชัดว่าอึ้งย้งที่วันนี้ยังไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้าน ยังไม่ทราบข่าวนี้

เมื่อเห็นว่าหลี่ฉางอันคาดเดาได้อย่างแม่นยำ เอี้ยง้วยก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย

“เจ้าเดาได้อย่างไร?”

หลี่ฉางอันกรอกตามอง “มันยากนักหรือ? แม้พรรคไผ่เขียวจะเป็นเพียงมดปลวกในยุทธภพ แต่เบื้องหลังก็มีพรรคสุริยันจันทราคอยหนุนอยู่”

“ถือเป็นงูเจ้าถิ่นในเมืองฉางซานแห่งนี้”

“เมื่อคืนรอยเท้าเปื้อนดินและคราบน้ำที่หน้าประตูชัดเจนถึงเพียงนั้น เห็นได้ชัดว่ามีคนบุกมาหลังจากที่ข้ากับเสี่ยวเจียวออกไปแล้ว”

“อีกทั้งตอนที่ข้ากลับมา รองเท้าของย้งยี้ก็เปียกชื้นไปกว่าครึ่ง เห็นได้ชัดว่านางออกไปข้างนอกมา”

“แต่…ด้วยวรยุทธ์ของนาง จัดการกับอันธพาลไม่กี่คนที่บุกรุกยามวิกาลย่อมมิใช่ปัญหา แต่การจะล้างบางพรรคไผ่เขียวได้ในชั่วเวลาสั้นๆ เกรงว่านางยังต้องฝึกบำเพ็ญอีกหลายปี”

แม้หลี่ฉางอันจะไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็สื่อความได้ชัดเจนยิ่งแล้ว

เมื่อเห็นหลี่ฉางอันปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย อึ้งย้งก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ

เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่ประหลาดใจของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็หัวเราะเบาๆ แล้วถามว่า “เป็นอย่างไรเล่า เก่งใช่หรือไม่?”

พอได้ยินเช่นนั้น ประกายตาชื่นชมในดวงตาอึ้งย้งพลันมลายหายไป แปรเปลี่ยนเป็นแววตาดูแคลนระคนหมั่นไส้ในทันที

เมื่อเห็นว่าการอนุมานของตนถูกต้องทุกประการ หลี่ฉางอันก็อารมณ์ดียิ่งขึ้น ปลายมีดในมือพลิกพลิ้ว สะบัดเศษไม้ออกอย่างสบายอารมณ์

เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้ากับพรรคไผ่เขียวมีเรื่องบาดหมางกันหรือ?”

หลี่ฉางอันทำหน้าประหลาดใจ “ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่ชอบเก็บตัวอยู่ในเรือน จะไปมีเรื่องราวใดกับคนในยุทธภพได้เล่า?”

เอี้ยง้วยหรี่ตา: “เช่นนั้นเหตุใดพอพรรคไผ่เขียวล่มสลาย เจ้าจึงได้ดูยินดีนัก?”

หลี่ฉางอันวางมีดแกะสลักลงพลางตอบด้วยรอยยิ้ม “พรรคไผ่เขียวเป็นขุมกำลังในสังกัดของพรรคสุริยันจันทรา แต่เจ้ากลับทำลายพวกมันได้ตามใจชอบ เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่ได้ไว้หน้าพรรคสุริยันจันทราเลยแม้แต่น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าฐานะของแม่นางเล้งนั้นไม่ธรรมดาเพียงใด”

“มีร่มไม้ใหญ่เช่นเจ้าให้พักพิง ข้าย่อมเบาใจได้ว่าจะไม่มีมดปลวกตัวใดมารังควานอีก นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งมิใช่หรือ?”

ขณะที่พูด หลี่ฉางอันกลับส่งเสียง ‘จึ๊ จึ๊’ อยู่ในใจ ‘มีผู้คุ้มกันระดับนี้มาอาศัยอยู่ในเรือนโดยไม่ต้องจ่ายเงินสักเหวิน เรื่องน่ายินดีถึงเพียงนี้ หากไม่ยินดีก็คงเป็นคนโง่แล้ว!’

หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายวินาที เอี้ยง้วยก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ดูท่า...เจ้าจะล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของข้าแล้วกระมัง”

หลี่ฉางอันยักไหล่ “ก็คงประมาณนั้น... วังบุปผา จ้าววังเอี้ยง้วย”

พรรคสุริยันจันทรานั้นถือเป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งแห่งแคว้นต้าหมิง หากมองไปทั่วทั้งแคว้นต้าหมิง ขุมกำลังที่กล้าหักหน้าพรรคสุริยันจันทราอย่างเปิดเผยเช่นนี้มีน้อยจนนับนิ้วได้

และในบรรดาขุมอำนาจเหล่านั้น ผู้ที่มีทั้งรูปโฉมงดงาม วรยุทธ์ลึกล้ำ นอกจากเจ้าวังบุปผาแล้ว หลี่ฉางอันก็นึกถึงคนอื่นไม่ออกจริงๆ

เดิมทีตอนที่ได้พบกับเอี้ยง้วยครั้งแรก หลี่ฉางอันก็เคยสงสัยว่าเล้งเหลียนเยว่ผู้นี้อาจเป็นคนเดียวกับจ้าววังเอี้ยง้วย ทว่าเมื่อนึกถึงกิตติศัพท์อันน่าพรั่นพรึงของนางแล้ว เขาจึงไม่กล้าปักใจเชื่อว่าจะเป็นคนๆเดียวกัน

ใครเลยจะคาดคิดว่าเรื่องราวจะกลับกลายเป็นราวกับละครได้ถึงเพียงนี้

สตรีที่มาเช่าเรือนของเขา ทั้งยังลงแช่น้ำพุร้อนด้วยกันทุกวี่วัน แท้จริงแล้วกลับเป็นจ้าววังบุปผาผู้มีชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าไปเสียได้

เรื่องนี้ทำให้หลี่ฉางอันรู้สึกว่า ยังมิต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงแค่ได้ลงแช่น้ำพุร้อนร่วมกับเอี้ยง้วย ก็นับเป็นเรื่องที่เขาสามารถนำไปโอ้อวดได้อีกนานโขแล้ว

ท่าทีของหลี่ฉางอันที่เอ่ยถึงฐานะอันสูงส่งนั้นยังคงเป็นปกติ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ส่วนอึ้งย้ง ที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าประหลาดใจแต่อย่างใด ทว่าเสี่ยวเจียวนั้นต่างออกไป นางดวงตาเบิกกว้าง ร่างสั่นสะท้านน้อยๆ จ้องมองไปยังเอี้ยง้วยด้วยความตกตะลึง

ในใต้หล้านี้ สตรีที่คู่ควรกับคำว่า ‘อัจฉริยะแห่งยุคสมัย’ มีเพียงหยิบมือ และจ้าววังเอี้ยง้วยแห่งวังบุปผาคือผู้ที่เจิดจรัสที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา!

ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุถึงระดับเทพยุทธ์ ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือการมีชื่ออยู่บนทำเนียบเทพยุทธ์ของไป่เสี่ยวเซิง หรือการเป็นประมุขของวังบุปผาซึ่งเป็นขุมกำลังระดับสุดยอดที่แม้แต่ราชสำนักยังต้องเกรงใจหลายส่วน...

คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเพียงพอที่จะทำให้เอี้ยง้วยเจิดจรัสเปล่งประกาย คนธรรมดาทั่วไปเพียงคิดจะพบนางสักครั้งก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ

ทว่ายามนี้กลับมาปรากฏกายอยู่ในเมืองเล็กๆ ห่างไกลเช่นเมืองฉางซาน!

เมื่อเห็นหลี่ฉางอันเอ่ยฐานะของตนออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน มุมปากของเอี้ยง้วยก็ยกขึ้นเล็กน้อย

แต่ในวินาทีถัดมารอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้างามพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ไพ่นกกระจอกที่เพิ่งก่อร่างขึ้นในมือนางพลันแหลกสลายเป็นผงธุลี ร่วงหล่นผ่านร่องนิ้ว

ชั่วพริบตาที่สีหน้าเปลี่ยนไป จิตสังหารอันเยียบเย็นพลันแผ่พุ่งออกมาจากร่างของนาง กดทับลงมาจนอากาศโดยรอบราวกับจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง!

ภายใต้แรงกดดันอันน่าพรั่นพรึงนี้ บรรยากาศภายในเรือนพลันหนักอึ้งลงถนัดตา

ทั้งอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมจับจ้องไปยังเอี้ยง้วย ในใจพลันบังเกิดความตึงเครียดและกระสับกระส่ายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

จบบทที่ บทที่ 36 เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน

คัดลอกลิงก์แล้ว