เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 กลับทำให้ข้าผู้นี้สนใจในตัวเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว!

บทที่ 22 กลับทำให้ข้าผู้นี้สนใจในตัวเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว!

บทที่ 22 กลับทำให้ข้าผู้นี้สนใจในตัวเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว!


บทที่ 22 กลับทำให้ข้าผู้นี้สนใจในตัวเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว!

ในด้านฝีมือการทำอาหารนี้ หลี่ฉางอันประเมินแล้วว่าตนเองคงสิ้นหวังเกินเยียวยา

ด้วยเหตุนี้ หลี่ฉางอันจึงทำได้เพียงเลือกที่จะใช้วิธีล้างสมองนางในทุกๆ วัน เพื่อให้อึ้งย้งจดจำความดีของตนเองเอาไว้

ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งนางเกิดซาบซึ้งใจขึ้นมา แล้วยอมอยู่ทำอาหารให้ตนไปชั่วชีวิต

เมื่อนั้นต่างหากที่หลี่ฉางอันจะถือว่าได้กำไรมหาศาล

เพื่อของกินเพียงคำเดียว หลี่ฉางอันรู้สึกว่าตนเองก็ได้ทุ่มเทความคิดความพยายามอย่างยิ่งยวดแล้ว!

ทว่ามันคุ้มค่าอย่างแน่นอน

หากขาดซึ่งอาหารเลิศรส หลี่ฉางอันรู้สึกว่าชีวิตในอนาคตของตนคงจะไม่สมบูรณ์แบบเป็นแน่

เมื่อได้ยินถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากของหลี่ฉางอันอย่างแผ่วเบา อึ้งย้งก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ

นางรู้สึกอยู่เสมอว่าคำพูดของหลี่ฉางอันนั้นแปลกประหลาดอยู่บ้าง

แต่เมื่อลองคิดให้ละเอียดแล้ว อึ้งย้งก็บอกไม่ได้ว่ามันมีปัญหาตรงไหน

เพราะหลังจากที่ได้ใช้เวลาร่วมกันมาหลายวัน ดูเหมือนว่าหลี่ฉางอันจะดีต่อนางมากจริงๆ

ของดีๆ ถูกนำออกมาทีละอย่าง ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยเก็บงำไว้เป็นส่วนตัวเลย

ด้วยเหตุนี้ อึ้งย้งจึงตอบกลับไปว่า:“ข้ารู้แล้วน่า! เห็นแก่ที่เจ้าดีต่อข้าถึงเพียงนี้ ต่อไปข้าจะทำอาหารเพิ่มให้เจ้าอีกหนึ่งอย่างก็แล้วกัน”

หลี่ฉางอันมองอึ้งย้งอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า:"ตกลงตามนี้ เจ้าห้ามคืนคำเด็ดขาด"

เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของเขา อึ้งย้งก็เอ่ยอย่างจนใจ :“ก็แค่ของกินไม่ใช่หรือ จำต้องจริงจังถึงเพียงนี้เชียว”

หลี่ฉางอันกล่าวอย่างเป็นเรื่องปกติ:“เหตุใดจึงจะไม่จำเป็นเล่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง คนคือเหล็ก ข้าวคือเหล็กกล้า  เมื่อได้ลิ้มรสของดีแล้ว จะให้กลับไปกินของไม่อร่อยอีก ข้าย่อมไม่ยินยอมเป็นแน่”

คนคือเหล็ก ข้าวคือเหล็กกล้า (人是铁饭是钢 - Rén shì tiě fàn shì gāng): เป็นสำนวนจีนที่รู้จักกันดี มีความหมายว่า อาหารมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างยิ่งยวด ขาดไม่ได้ เหมือนกับที่เหล็กกล้าแข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดา

อึ้งย้ง:“...”

นางเหลือบมองหลี่ฉางอันด้วยสีหน้าดูแคลนแล้วกล่าวว่า:“เจ้ามีความปรารถนาเพียงเท่านี้เองรึ เป็นแค่เรื่องของกินเท่านั้นเอง”

หลี่ฉางอันรินสุราลงถ้วยตนอีกคราจนได้แปดส่วน เขายกขึ้น ก่อนจะเอ่ยอย่างเนิบนาบ “ความปรารถนาเช่นนี้ไม่ดีตรงไหนกัน”

จากนั้น เขาก็จิบสุราชั้นเลิศอีกคำหนึ่ง ไม่รอให้อึ้งย้งได้เอ่ยปาก หลี่ฉางอันก็กล่าวต่อ

“คนเราเมื่อเกิดมาบนโลกใบนี้ ย่อมมีสิ่งที่ปรารถนามากมาย ทว่าเมื่อสืบสาวถึงต้นสายปลายเหตุแล้ว ก็ไม่พ้นเรื่องเกียรติยศชื่อเสียงลาภยศ กับเรื่องปากท้องในชีวิตประจำวัน”

“เพียงแต่...อย่างแรกนั้นสำหรับผู้ทะเยอทะยาน ส่วนอย่างหลังสำหรับสามัญชนทั่วไป”

“ทว่าหากมองให้ถึงแก่นแท้แล้ว แท้จริงทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงความคาดหวังต่ออนาคตเท่านั้น”

“ความคาดหวังถึงภาพชีวิตอีกแบบหนึ่งหลังจากที่ได้รับสิ่งเหล่านั้นมา”

“แต่ในบางครั้ง สิ่งที่ยังมิได้มาครอบครองต่างหากคือสิ่งล้ำค่าที่สุด ครั้นเมื่อได้มาแล้ว กลับพบว่ามันก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง”

“กลับกัน มันกลับทำให้ขาดซึ่งความใฝ่ฝันและแรงผลักดันในยามที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย”

“ข้ามิได้แสวงหาชื่อเสียงลาภยศ ทั้งมิกังวลเรื่องปากท้อง แต่กลับคาดหวังถึงชีวิตอันดีงามเป็นพิเศษ”

“ดังนั้นเรื่องของความปรารถนานั้น ในมุมมองของข้าแล้วหาได้มีสูงต่ำไม่”

“มีเพียงความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ เป็นสิ่งที่ใจปรารถนาอย่างแท้จริงหรือไม่...เพียงเท่านั้นเอง”

เมื่อได้ฟังสิ่งที่หลี่ฉางอันกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอึ้งย้งหรือเอี้ยง้วย ต่างก็เปลี่ยนจากท่าทีไม่ใส่ใจในตอนแรกมาเป็นการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งในตอนนี้

คำพูดของหลี่ฉางอันนั้นไม่ได้ลึกซึ้งจนน่าตกตะลึงอะไร

แต่ความหมายที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นกลับชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

อึ้งย้งนึกถึงตอนที่ตนเองออกมาจากเกาะดอกท้อ

ตลอดเส้นทางได้ปลอมตัวเป็นขอทานเพื่อท่องไปในโลกหล้าอย่างสนุกสนาน

ก่อนที่จะได้ทำนั้น นางเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังอย่างแท้จริง

แต่เมื่อได้ปลอมเป็นขอทานจริงๆ แล้ว กลับรู้สึกเบื่อหน่ายไร้ความตื่นเต้นไปเสียอย่างนั้น

หลังจากดื่มสุราที่เหลืออยู่ในถ้วยจนหมดในรวดเดียว หลี่ฉางอันก็ลูบศีรษะของอึ้งย้งเบาๆ แล้วกล่าวว่า:"บางครั้ง การสามารถใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามัญได้ต่างหาก คือความไม่ธรรมดาที่แท้จริง"

กล่าวจบ หลี่ฉางอันก็ลุกขึ้นและเดินกลับไปยังห้องของตนอย่างเชื่องช้า

ขณะมองตามแผ่นหลังหลี่ฉางอันที่กลับเข้าห้องของตนไปแล้วปิดประตูลง อึ้งย้งก็จัดแต่งทรงผมที่เมื่อครู่ถูกหลี่ฉางอันทำให้ยุ่งเหยิงไปพลางบ่นพึมพำไปพลาง

“หากเกียจคร้านก็บอกมาตามตรงเถิด ใยต้องอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ให้มากความ”

หลังจากส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ อึ้งย้งก็กล่าวลาเอี้ยง้วยคำหนึ่งแล้วหันกายกลับเข้าห้องของตนไปเช่นกัน

ทิ้งไว้เพียงเอี้ยง้วยที่นั่งอยู่ในลานบ้านตามลำพัง นางจิบสุราชั้นเลิศไปพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่หลี่ฉางอันเพิ่งกล่าวไปพลาง

นางไม่เหมือนกับอึ้งย้ง

แม้อึ้งย้งจะเกิดบนเกาะดอกท้อ แต่นางก็ยังเยาว์วัยนัก

เรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่สลักสำคัญ

แต่เอี้ยง้วยแตกต่างออกไป

ในฐานะประมุขแห่งวังบุปผา ยอดฝีมือที่ตายด้วยน้ำมือของนางในช่วงหลายปีมานี้ต่อให้ไม่ถึงร้อยก็ต้องมีหลายสิบคน

ทั้งประสบการณ์ชีวิตและเรื่องราวที่ผ่านมา ล้วนยากที่คนธรรมดาจะเทียบเคียงได้

ด้วยเหตุนี้ เอี้ยง้วยจึงเข้าถึงถ้อยคำก่อนหน้าของหลี่ฉางอันได้อย่างลึกซึ้งและจริงแท้ยิ่งกว่า

ก็เหมือนกับเมื่อก่อนตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหรือขุมกำลังฝ่ายตรงข้ามของวังบุปผา

ในช่วงแรกมันยังพอสามารถดึงดูดความสนใจของเอี้ยง้วยได้บ้าง

แต่เมื่อเอี้ยง้วยกำจัดศัตรูหรือขุมกำลังเหล่านั้นลงได้ ความรู้สึกสะใจอย่างที่ควรจะเป็นกลับไม่ปรากฏขึ้น

ตรงกันข้าม กลับมีความรู้สึกจืดชืดไร้รสชาติเข้ามาแทนที่

เมื่อลองมาคิดดูตอนนี้ ก็พบว่าเป็นจริงดั่งที่หลี่ฉางอันกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน

เพียงแต่ว่า เรื่องทั้งหมดนี้ ที่ผ่านมาเอี้ยง้วยไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลย

จนกระทั่งวันนี้ เป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากคำพูดของหลี่ฉางอัน นางจึงได้เริ่มขบคิดในแง่มุมใหม่

สายตาของนางหันไปยังห้องที่ยังคงมีแสงไฟสว่างไสว พลางมองดูเงาของหลี่ฉางอันที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้อง

มือข้างหนึ่งของเอี้ยง้วยหมุนถ้วยสุราในมือเบาๆ ส่วนมืออีกข้างก็เคาะลงบนโต๊ะหินอย่างเลื่อนลอย

“คนผู้นี้...อายุอานามดูใกล้เคียงกับข้า แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีระดับจิตใจสูงส่งถึงเพียงนี้”

“การที่สามารถใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสามัญได้ต่างหาก คือความไม่ธรรมดาที่แท้จริง….. น่าสนใจ!”

“กลับยิ่งทำให้ข้าสนใจในตัวเจ้าขึ้นทุกที!”

ทว่า ในขณะที่เอี้ยง้วยกำลังนั่งอย่างสงบนั้นเอง พลันมีเสียงประหลาดสายหนึ่งดังแว่วเข้ามาในหูของนาง

ในชั่วขณะแรกที่รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหว ดวงตาของเอี้ยง้วยก็หรี่ลงเล็กน้อย

จากนั้น ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง เอี้ยง้วยก็กลายร่างเป็นเงาสีขาวเลือนรางและหายวับไปจากจุดเดิมในทันที

อย่างน้อยก็ เปลวเทียนบนพื้นซึ่งอยู่ใกล้กับร่างของเอี้ยง้วย กลับมิได้สั่นไหวแม้แต่น้อยนิด

“คารวะท่านจ้าววัง”

เมื่อเอี้ยง้วยเหินร่างมาปรากฏกายนอกลานเรือน ศิษย์วังบุปผากลุ่มหนึ่งก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งคารวะในทันที

“ว่ามา!”

เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าศิษย์ของวังบุปผา ถ้อยคำเพียงสองพยางค์ก็ถูกเปล่งออกมาจากปากของเอี้ยง้วย

ความรู้สึกหยิ่งทระนง เย็นชาเดียวดาย และอำนาจอันท่วมท้นถาโถมเข้าใส่ดั่งคลื่นกระทบฝั่ง วนเวียนอยู่ในใจของศิษย์วังบุปผาทุกคน

“เรียนท่านจ้าววัง มีศิษย์รายงานมาว่า คนของกลุ่มสิบสองนักษัตรได้เดินทางไปถึงเมืองว่านไห่แล้วเจ้าค่ะ”

เอี้ยง้วยขมวดคิ้วมุ่น

“เมืองว่านไห่? ชายแดนของต้าถังงั้นหรือ?”

ในสายตาของเอี้ยง้วย ฝีมือของกลุ่มสิบสองนักษัตรนั้น หากมองไปทั่วทั้งยุทธภพแล้วก็นับว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร

คาดไม่ถึงว่าพวกมันจะมีความสามารถในการหลบหนียอดเยี่ยมถึงเพียงนี้

แม้จะเผชิญกับการปิดล้อมของวังบุปผา ก็ยังสามารถหลบหนีไปถึงชายแดนของต้าถังได้

ครั้นความคิดวาบผ่านอย่างรวดเร็ว เอี้ยง้วยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ช่างเถิด ส่งคนไปจับตาดูไว้ หากพบว่าคนของกลุ่มสิบสองนักษัตรกลับมายังต้าหมิงเมื่อใด ให้รีบรายงานทันที”

“ส่วนคนที่เหลือ กลับวังบุปผาได้แล้ว”

เมื่อเห็นเอี้ยง้วยกล่าวจบและเตรียมจะจากไป ศิษย์ผู้เป็นหัวหน้าจึงรีบเอ่ยขึ้น “ท่านจ้าววัง รองจ้าววังส่งข่าวมา สอบถามว่าท่านจะกลับเมื่อใด”

“กลับ?”

เอี้ยง้วยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

ไม่รู้ด้วยเหตุใด ในหัวของนางกลับปรากฏภาพช่วงหลายวันที่ผ่านมาซึ่งได้อยู่กับหลี่ฉางอันขึ้นมาอย่างกะทันหัน

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอี้ยง้วยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า:“เจ้าไปบอกเลี้ยงแชว่า ข้าผู้นี้ยังมีเรื่องอื่นต้องทำที่นี่ ยังไม่กลับไปในตอนนี้”

สิ้นเสียงของนาง ร่างของเอี้ยง้วยก็ได้หายวับไปจากจุดเดิม

จบบทที่ บทที่ 22 กลับทำให้ข้าผู้นี้สนใจในตัวเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว