เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ดูครั้งเดียวก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า

บทที่ 17 ดูครั้งเดียวก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า

บทที่ 17 ดูครั้งเดียวก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า


บทที่ 17 ดูครั้งเดียวก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า

แม้ชีวิตในยุคโบราณจะมีข้อดีอยู่หลายอย่าง

ทว่าก็ยังขาดความสะดวกสบายเหมือนในชาติก่อน

อย่างเช่นการอาบน้ำแต่ละครั้งล้วนเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องเสียเวลากว่าครึ่งชั่วยามไปกับการต้มน้ำร้อนปริมาณมากเพื่อเทลงถังไม้ สิ้นเปลืองทั้งแรงกายและเวลาอย่างยิ่ง

การได้แช่น้ำอุ่นทุกค่ำคืนจึงเป็นเพียงเอกสิทธิ์ของเหล่าขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่งเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความคับข้องใจให้หลี่ฉางอันมาโดยตลอด

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว

เมื่อมีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ในมือ ขอเพียงพรุ่งนี้หลี่ฉางอันหามุมเหมาะๆ ในเรือนเพื่อสร้างบ่อน้ำพุร้อนให้แล้วเสร็จ หลังจากนี้ไป ทุกค่ำคืนก่อนเข้านอนเขาก็จะสามารถลงแช่ได้อย่างสบายใจ

ในยามค่ำคืนอันมืดมิด... ได้นอนแช่น้ำพุร้อน….. จิบสุราชั้นเลิศ… ทอดสายตาชมจันทร์กระจ่างฟ้า….

หากครึ้มอกครึ้มใจก็ยังสามารถขับขานบทเพลงคลอเคล้าเสียงลม

เพียงนึกภาพตาม หัวใจของเขาก็พลันเต้นรัวอย่างมิอาจควบคุม

นี่สิจึงเรียกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริง ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาย่อมสุขสบายขึ้นอีกระดับ

สิ่งนี้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ฉางอันปรากฏค้างอยู่อย่างนั้น

วันรุ่งขึ้น ยามรุ่งอรุณมาเยือน

ทันทีที่อึ้งย้งก้าวเข้าสู่ครัว นางก็พบว่าหลี่ฉางอันเดินตามนางเข้ามาพร้อมกับกระดาษและพู่กันในมือ อึ้งย้งจึงมองเขาด้วยความสงสัย

“เจ้าทำอะไรน่ะ?”

หลี่ฉางอันตอบด้วยสีหน้าเป็นปกติ “ก็ฝีมือทำอาหารของข้ามันไม่เอาไหนไม่ใช่หรือ? วันนี้เลยอยากจะมาดูว่าเจ้าทำอย่างไร? จะได้เรียนรู้ไว้เสียหน่อย!”

นับตั้งแต่ล่วงรู้ว่าแม่ครัวคนงามของเขาคนนี้มี 'เบื้องหลัง' คือเกาะดอกท้อ หลี่ฉางอันก็อดหวั่นใจไม่ได้ กลัวว่าสักวันหนึ่งนางอาจจะหายตัวไปโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

ถึงตอนนั้น หากไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสอีก ชีวิตของเขาคงจะอับเฉาไร้สีสันเป็นแน่

เพื่อเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า หลี่ฉางอันจึงคิดว่าตนควรเตรียมแผนสำรองไว้

ฉวยโอกาสที่อึ้งย้งยังอยู่ แอบเรียนรู้วิชาเสียหน่อย

ขอเพียงฝีมือการทำอาหารของตนพัฒนาขึ้น เขาก็ย่อมไม่ต้องร้อนใจอีกต่อไป

เมื่อได้ฟังเหตุผลของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้น

จากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายวัน ความขี้เกียจของหลี่ฉางอันได้ฝังรากลึกลงในใจของนางแล้ว

คนผู้นี้โดยพื้นฐานแล้วหากนอนได้ก็จะไม่เดิน

หากนั่งได้ก็ไม่มีทางยืน

แต่วันนี้กลับคิดจะเรียนทำอาหารกับนางด้วยตนเอง ในสายตาของอึ้งย้งแล้ว มันดูไม่ปกติอยู่บ้าง

ทว่าฝีมือการทำอาหาร ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก

อึ้งย้งก็ขี้เกียจจะใส่ใจ

ในเมื่อหลี่ฉางอันอยากจะดู ก็ให้เขาดูไป

หลังจากนั้น ระหว่างที่อึ้งย้งลงมือทำอาหาร หลี่ฉางอันก็สำแดง 'จิตวิญญาณแห่งความเป็นมืออาชีพ' ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

มือข้างหนึ่งจับชีพจรตนเองเพื่อใช้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็น 'นาฬิกาชีวภาพ' สำหรับจับเวลา ส่วนมืออีกข้างก็ตวัดพู่กันจดบันทึกอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ชื่ออาหาร, วัตถุดิบ, ลำดับการใส่ส่วนผสม, เวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน ไปจนถึงเคล็ดลับการใช้ไฟและเทคนิคการควงตะหลิว... ทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดยิบ

เมื่ออึ้งย้งทำอาหารเช้าเสร็จ หลี่ฉางอันก็ได้จดบันทึกไปแล้วหลายหน้ากระดาษ

และทันทีที่วางตะเกียบหลังมื้อเช้า เจ้าตัวก็พุ่งพรวดกลับเข้าไปในครัวทันที...

เมื่อเห็นท่าทางรีบร้อนของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “เขาทำอะไรน่ะ?”

อึ้งย้งเหลือบมองหลี่ฉางอันที่เข้าไปในครัวแล้ว ใบหน้าของนางเองก็เต็มไปด้วยความสงสัย

“ตึง ตึง ตึง...”

ขณะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังสงสัย ทันใดนั้นก็มีเสียงหั่นผักบนเขียงดังมาจากในครัว

ด้วยความอยากรู้ ทั้งสองจึงเดินเข้าไปในครัว

สิ่งที่เห็นคือหลี่ฉางอันกำลังเทียบเนื้อหาที่จดไว้เมื่อตอนเช้าพลางลงมือทำอาหาร

เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการจะลอกเลียนแบบอาหารสองสามอย่างที่อึ้งย้งทำก่อนหน้านี้

หนึ่งก้านธูปต่อมา…

เมื่อมองอาหารสามจานที่ดำเป็นตอตะโกซึ่งเพิ่งยกออกจากกระทะ เอี้ยง้วยเพียงแค่ปรายตามองครั้งเดียวก็ไม่คิดจะมองเป็นครั้งที่สอง

ยิ่งเมื่อได้กลิ่นไหม้ที่โชยออกมาจากสิ่งที่พอจะเรียกว่า “อาหาร” ทั้งสามอย่างนี้ เอี้ยง้วยก็ถอยออกไปยืนที่ประตูครัวอย่างแนบเนียน

ส่วนอึ้งย้งนั้นมองวัตถุปริศนาที่ดำราวกับถ่านในจานกระเบื้องสีขาวทั้งสามใบแล้วมุมปากก็กระตุกไม่หยุด

“เจ้าจดบันทึกมาตลอดทั้งเช้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นของพรรค์เนี่ยนะ?”

เมื่อได้ยินคำถามแทงใจดำของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันมองสิ่งที่อยู่บนโต๊ะแล้วรู้สึกสับสนในชีวิตเช่นกัน

“ไม่ถูกสิ! ข้าทำตามขั้นตอนของเจ้าเมื่อเช้าทุกอย่าง เหตุใดถึงยังออกมาเป็นเช่นนี้?”

อึ้งย้งอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่

การทำอาหารนั้นดูเหมือนง่าย แต่ก็มีเคล็ดลับซ่อนอยู่มากมาย

ตัวอย่างเช่น การควบคุมไฟ เทคนิคการปรุง และอื่นๆ

แต่ถึงจะเป็นคนธรรมดา ตามหลักแล้วหลังจากดูวิธีการทำไปหนึ่งรอบ แม้จะทำออกมาได้ไม่ดี ก็ไม่น่าจะแย่จนดูไม่ได้

แต่กรณีของหลี่ฉางอันนั้น……

ไม่เพียงแต่จดบันทึก ทั้งยังเห็นอึ้งย้งทำอาหารอย่างชัดเจน แต่กลับยังทำ"ถ่านหิน" ออกมาได้ถึงสามจาน อึ้งย้งเองก็รู้สึกว่าตนเองยังเยาว์วัยและมีประสบการณ์น้อยเกินไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ อึ้งย้งทำได้เพียงสรุปว่าหลี่ฉางอันไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารมาแต่กำเนิด

หลี่ฉางอันมองอาหารสามจานตรงหน้าที่ตนใช้เวลาทำไปเกือบครึ่งชั่วยาม

เขาลองคีบเข้าปากอย่างไม่ยอมแพ้

“ถึงหน้าตาจะไม่น่ากิน แต่ถ้าหากรสชาติอร่อยเล่า?”

ด้วยความคาดหวังเช่นนี้ หลี่ฉางอันจึงส่งอาหารเข้าปาก

เคี้ยว

เคี้ยว

เคี้ยวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

จากนั้น….. หลี่ฉางอันก็เทอาหารทั้งสามจานลงในถังไม้ด้วยใบหน้าเฉยเมย

“ขยะ! แม้แต่หมายังไม่กิน!”

เขาเดินออกจากครัวโดยไม่พูดอะไรสักคำ กลับเข้าห้องของตนเองไป

จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง

เหม่อมองไปยังเพดาน ดวงตาที่กระจ่างใสของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัยระคนสับสน

ก่อนหน้านี้ตอนที่ดูอึ้งย้งทำอาหาร มันช่างดูง่ายดายเหลือเกิน

ช่างเข้ากับสำนวนที่ว่า ‘มองดูเขาก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า’โดยแท้

นี่มันเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่? นี่มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ?

“ข้าที่ฉลาดขนาดนี้ เหตุใดพรสวรรค์ด้านการทำอาหารถึงได้ติดลบสวนทางกับมันสมองเช่นนี้! โลกนี้ช่างไร้ความยุติธรรมสิ้นดี!”

ที่หน้าประตู เอี้ยง้วยที่เห็นหลี่ฉางอันเดินคอตกเข้าห้องไปทิ้งตัวลงบนเตียงเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก จึงเอ่ยถาม “เขาเป็นอะไรไป?”

อึ้งย้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “บางที...จิตใจอาจถูกระทบกระเทือนล่ะมั้ง?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เอี้ยง้วยพลันนึกถึงเรื่องก่อนหน้าขึ้นมาได้ นางจึงหันไปถาม “ทำอาหารมันยากมากหรือ?”

อึ้งย้งเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วตอบ “ไม่ยากนะ! มองดูครั้งเดียวก็เข้าใจแล้ว!”

เมื่อเห็นดังนั้น เอี้ยง้วยที่กำลังว่างอยู่ก็นึกได้ว่าตนเองไม่เคยทำอาหารมาก่อน จึงเกิดความสนใจขึ้นมาบ้าง

“ให้เจ้าลองสอนข้าดูดีหรือไม่?”

เมื่อเผชิญกับข้อเสนอของเอี้ยง้วย อึ้งย้งเหลือบมองหลี่ฉางอันที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียง แล้วพยักหน้าเบาๆ

หนึ่งเค่อ ต่อมา

เมื่อมองดูผัดผักในจานที่ทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติล้วนสมบูรณ์แบบ อึ้งย้งก็ยกนิ้วโป้งให้ “คาดไม่ถึงว่าพี่สาวเล้งจะเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ เรียนครั้งเดียวก็ทำเป็นแล้ว”

เอี้ยง้วยลองชิมอาหารที่ตนเองทำ มุมปากของนางก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ

ทว่าในสายตาของอึ้งย้ง แม้จะเป็นรอยยิ้มธรรมดาของเอี้ยง้วย ก็ยังดูสูงส่งและเย็นชาอย่างน่าประหลาด

แต่แล้วในตอนนั้นเอง หลี่ฉางอันกลับเดินเข้ามาในครัวอย่างเงียบงัน

เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าหญิงสาวทั้งสอง มองอาหารบนโต๊ะสลับกับมองเอี้ยง้วย

“เจ้าทำรึ?”

เอี้ยง้วยพยักหน้าเบาๆ เป็นการยอมรับ

เมื่อได้รับการยืนยันจากเอี้ยง้วย หลี่ฉางอันก็นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก

“เหอะ ไม่เลว!”

ไม่กี่อึดใจต่อมา

หลี่ฉางอันตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็ไม่เหมือนยิ้ม จากนั้นเขาก็วางตะเกียบลง แล้วเดินลากสังขารของตนเองกลับไปยังห้องของตน

ในวินาทีนี้ หลี่ฉางอันได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งแล้วว่าความรู้สึก ‘เจ็บจี๊ด’ และถูก ‘ตอกย้ำ’ นั้นเป็นเช่นไร

จบบทที่ บทที่ 17 ดูครั้งเดียวก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า

คัดลอกลิงก์แล้ว