- หน้าแรก
- จอมเวทอย่างข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ
- บทที่ 30 ค้างคาวปีกยักษ์
บทที่ 30 ค้างคาวปีกยักษ์
บทที่ 30 ค้างคาวปีกยักษ์
บทที่ 30 ค้างคาวปีกยักษ์
“ชิ... เจ้าพวกฮาล์ฟออร์คป่าเถื่อน ไม่นึกว่าจะโผล่หัวมาถึงที่นี่” วอลเลซแค่นเสียงฮึดฮัด
“พวกเจ้าสองคนก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ ทำไมต้องตั้งแง่ใส่เขาขนาดนั้น?” เกรย์เลิกคิ้วถาม
“ใครเหมือนมัน?”
วอลเลซตาโต “ข้าเป็นเอลฟ์ เจ้านั่นเป็นออร์ค!”
“ก็เป็นลูกผสมเหมือนกันทั้งคู่นี่นา ต่างกันตรงไหน” เกรย์ทำหน้ายียวน
“คุยกับคนอย่างเจ้านี่มันป่วยการจริงๆ!” วอลเลซโกรธจนพูดไม่ออก
“ทะเลาะอะไรกันอีกแล้วเนี่ย”
มาร์คัสเดินกลับมาหลังจากลงทะเบียนสมาชิกปาร์ตี้เสร็จ เขาโยนเหรียญทองให้เซลเลียร์กับวอลเลซคนละเหรียญ
“นี่เป็นเงินชดเชยจากสำนักงานกิจการทั่วไปคราวที่แล้ว รวมทั้งหมดสามเหรียญทอง แบ่งกันคนละเหรียญ”
“สำนักงานกิจการทั่วไปใจป้ำใช้ได้เลยนี่” เซลเลียร์เก็บเหรียญทองเข้ากระเป๋า
“ตอนข้าไม่อยู่ พวกเจ้ารวยกันไปถึงไหนแล้วเนี่ย” เกรย์มองตาค้างด้วยความอิจฉา
“มีเจ้าอยู่ตัวหารก็เพิ่มขึ้นสิ” วอลเลซเหลือบมองเกรย์ด้วยหางตา
หลังจากรับภารกิจเรียบร้อย วันรุ่งขึ้นทีมก็มารวมพลกันที่ด่านตรวจเมืองแบล็คสโตนเช่นเคย
เนื่องจากภารกิจครั้งนี้สร้างแรงกดดันให้มาร์คัสค่อนข้างมาก เขาจำเป็นต้องต้านทานการโจมตีของค้างคาวปีกยักษ์ที่กำลังคลุ้มคลั่งให้ได้ มาร์คัสจึงลงทุนเปลี่ยนมาใช้โล่คอมโพสิตคุณภาพสูงกว่าเดิม
ตัวโล่ทำจากไม้เนื้อเหนียวอัดซ้อนกันหลายชั้น ผิวหน้าไม่ใช่ไม้ธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นแผ่นเหล็กกล้าทั้งแผ่น ยึดด้วยหมุดอย่างแน่นหนา
พลังป้องกันเหนือกว่าโล่กลมเล็กและโล่มือเดียวอันเก่าหลายเท่าตัว
แน่นอนว่าราคาก็แพงระยับ เล่นเอาเงินเก็บของมาร์คัสหายวับไปหนึ่งเหรียญทองเต็มๆ
จุดที่ค้างคาวปีกยักษ์อาศัยอยู่อยู่ทางตะวันตกของป่าเกรย์วู้ด มีระบุไว้ชัดเจนในแผนที่
แต่เพื่อความไม่ประมาท มาร์คัสไม่ได้มุ่งหน้าไปที่นั่นทันที เขาเลือกจะแวะไปที่หมู่บ้านหุบเขาธารใสที่ถูกค้างคาวปีกยักษ์รังควานก่อน
ไปดูสถานการณ์จริงก่อนลงมือย่อมดีกว่า เผื่อข้อมูลผิดพลาดขึ้นมาจะยุ่ง
หมู่บ้านหุบเขาธารใส
สมชื่อหมู่บ้าน มันตั้งอยู่ในหุบเขาเล็กๆ มีลำธารไหลผ่าน บรรยากาศร่มรื่นสวยงาม
แต่ทว่า ยังไม่ทันที่กลุ่มของเซลเลียร์จะก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติ
ทั้งที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ แต่กลับมองไม่เห็นผู้คนในหมู่บ้านเลยสักคน ทุ่งนาก็ไร้เงาคนทำไร่ไถนา ดูวังเวงน่าขนลุกชอบกล
“แปลกพิลึก” เซลเลียร์กระซิบ
“เรื่องปกติ เจอภัยพิบัติจากสัตว์อสูรเข้าไป ชาวบ้านตาดำๆ ไม่มีกำลังจะสู้ก็ต้องหลบสิ”
มาร์คัสเห็นจนชินชาแล้ว
“ยิ่งเป็นค้างคาวปีกยักษ์ที่บินได้ด้วยแล้ว อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่โดนมันโฉบลงมาทีเดียวก็ถูกหิ้วไปกินแล้ว คนอื่นทำได้แค่ยืนมองตาปริบๆ ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
เมื่อก้าวเข้าสู่หมู่บ้าน ในที่สุดก็มีความเคลื่อนไหวจากบ้านหลังหนึ่ง
ประตูไม้ที่แง้มอยู่ถูกเปิดออก ชายชราถือไม้เท้าเดินกะเผลกๆ รีบตรงเข้ามาหา
“ขอบคุณพระผู้สร้าง... พวกท่านคือนักผจญภัยที่มารับภารกิจใช่ไหม? ในที่สุดก็มากันเสียที!”
ชายชราจับมือมาร์คัสไว้แน่น “ข้าคือผู้ใหญ่บ้าน ชื่อบาร์ต”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของปู่บาร์ต ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ทยอยเดินออกมาจากบ้าน
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู พวกเขาจะเงยหน้ามองท้องฟ้าโดยสัญชาตญาณ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“นักผจญภัย!”
“ท่านนักผจญภัยมาแล้ว หมู่บ้านเรารอดแล้ว!”
“ฆ่าไอ้ค้างคาวผีตัวนั้นที”
เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นรอบทิศ มาร์คัสเริ่มรับมือไม่ไหว เขาต้องยกมือขึ้นปราม
“ทุกท่านใจเย็นๆ ก่อนครับ... ก่อนจะเริ่มงาน เราต้องขอยืนยันข้อมูลที่แน่ชัดก่อน”
“ปู่บาร์ต เจ้าค้างคาวปีกยักษ์นั่นเริ่มปรากฏตัวเมื่อไหร่ครับ?”
“น่าจะสักห้าหกวันก่อนได้มั้ง...”
ปู่บาร์ตเริ่มรำลึกความหลัง
“มันบินโฉบผ่านหมู่บ้าน สัตว์เลี้ยงตายไปหลายตัว ตอนแรกเรานึกว่าเป็นพวกเหยี่ยว ก็เลยให้พรานลองยิงธนูไล่ แต่มันดันคลั่ง บินโฉบลงมาโจมตีทันที”
ใบหน้าของปู่บาร์ตเต็มไปด้วยความหวาดผวา แค่นึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนนั้นก็ตัวสั่นแล้ว
“คนในหมู่บ้านสู้มันไม่ได้เลย จอห์นโดนกรงเล็บมันฉีกหัวขาดกระจุย... คนอื่นก็บาดเจ็บกันระนาว”
“ตั้งแต่นั้นมา ทุกวันมันจะมาบินวนเวียนอยู่เหนือหมู่บ้านพักหนึ่ง พอเห็นคนเมื่อไหร่ก็พุ่งลงมาทำร้ายทันที พวกเราต้องรอจังหวะที่มันไม่อยู่ถึงจะกล้าส่งคนไปแจ้งข่าวที่เมืองแบล็คสโตน...”
“ตัวมันใหญ่ขนาดไหน?” วอลเลซถามแทรก
“ถ้ากางปีกออก... ก็น่าจะสักห้าหกเมตรได้”
พรานคนหนึ่งในหมู่บ้านตอบ “ที่ปลายปีกมีกรงเล็บกระดูก แหลมคมมาก ฟันก็แหลม แถมยังปล่อยคลื่นลมเหมือนวินด์เบลดออกมาได้ด้วย!”
“มั่นใจนะว่าเป็นตัวเดียวกันทุกครั้ง?” วอลเลซถามย้ำ
“มั่นใจ!” พรานตอบเสียงหนักแน่น
เมื่อซักถามจนแน่ใจ ทั้งสี่คนก็หันมาสบตากัน
ข้อมูลที่ชาวบ้านบอกตรงกับในใบคำร้อง
“ท่านนักผจญภัย จะเริ่มลงมือเมื่อไหร่หรือครับ?” ปู่บาร์ตถามเสียงสั่น
“ตอนนี้เลย ช่วงเที่ยงวันเป็นเวลาที่มันอ่อนแอที่สุด” มาร์คัสตอบ
ก่อนออกเดินทาง เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้ามากอดขาเซลเลียร์ เธอเงยหน้ามองด้วยน้ำตานองหน้า
“ท่านพี่นักผจญภัย ช่วยแก้แค้นให้พ่อหนูด้วยนะคะ...”
เซลเลียร์ย่อตัวลง ลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน
“วางใจเถอะ พี่จะจัดการให้แน่นอน”
ทีมมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน ตรงไปยังทางออกของหุบเขา หลังจากข้ามสะพานไม้ซุงที่พาดผ่านแม่น้ำ พวกเขาก็มาถึงปากทางเข้าป่าทึบ
ต่อให้เป็นสัตว์อสูร แต่ธรรมชาติของค้างคาวปีกยักษ์ก็ยังชอบที่มืดและเกลียดแสงแดด ป่าแห่งนี้ต้นไม้หนาทึบกว่าที่อื่นมาก แม้จะเป็นตอนกลางวัน แต่ข้างในก็ยังดูมืดสลัว
บวกกับเมนูอาหารของค้างคาวปีกยักษ์ที่กินสัตว์ใหญ่เป็นหลัก ที่นี่จึงเป็นแหล่งกบดานที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับมัน
“เซลเลียร์ ใช้ไลท์ส่องทาง เจ้ากับวอลเลซเตรียมพร้อมโจมตีตลอดเวลา เกรย์คอยระวังข้างๆ จังหวะที่ข้าล่อมัน ให้เล็งทำลายปีกก่อน จะได้บินไม่ขึ้น!” มาร์คัสสั่งการ
“รับทราบ!”
ลูกบอลแสงค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือหัวทุกคน ส่องสว่างสภาพแวดล้อมรอบข้าง
วอลเลซเงยหน้าสังเกตการณ์
ต้นไม้ที่นี่สูงเสียดฟ้า เรือนยอดหนาทึบซ้อนทับกันจนแทบบดบังท้องฟ้ามิด รากไม้ยมหึมาเลื้อยพันกันบนพื้นดินราวกับงูยักษ์
กิ่งไม้หลายกิ่งมีร่องรอยถูกหักด้วยแรงมหาศาล ตามลำต้นก็มีรอยกรงเล็บขูดขีด
ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในป่าทึบ ทุกคนในทีมก็ตื่นตัวเต็มที่
อากาศร้อนชื้นอบอ้าวราวกับอยู่ในซึ้งนึ่ง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคลุ้งในอากาศ น่าจะมาจากซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย
สมาชิกในทีมต่างสังหรณ์ใจขึ้นมาพร้อมกัน
ใกล้มันเข้าไปทุกทีแล้ว
“ทุกคน ระวังข้างบน” มาร์คัสกระซิบเสียงเบา
เขาเลิกเดินดุ่มๆ แต่เปลี่ยนมาย่องเงียบๆ ลัดเลาะไปตามรากไม้ พร้อมกับยกโล่ขึ้นเหนือหัว
หูแหลมๆ ของวอลเลซกระดิกไปมา เขาคอยดักฟังเสียงเล็กเสียงน้อย พร้อมกับกวาดตามองระวังภัยบนท้องฟ้าอย่างไม่วางตา
จบบทที่ 30