- หน้าแรก
- จอมเวทอย่างข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ
- บทที่ 9 รสชาติของการผจญภัยก็ไม่เลวเหมือนกัน
บทที่ 9 รสชาติของการผจญภัยก็ไม่เลวเหมือนกัน
บทที่ 9 รสชาติของการผจญภัยก็ไม่เลวเหมือนกัน
บทที่ 9 รสชาติของการผจญภัยก็ไม่เลวเหมือนกัน
เศษเหล็กที่เหลือถูกวอลเลซใช้วิธีเดียวกันค่อยๆ ดึงออกมาจนหมด
เกรย์ในตอนนี้หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก
เซลเลียร์อดลุ้นไปกับเกรย์ไม่ได้
ผ่าตัดสดไม่ใช้ยาชาแบบนี้เจ็บเจียนตายจริงๆ ไม่รู้ว่ากวนอูทนตอนหมอฮูโต๋ขูดกระดูกรักษาพิษไปได้ยังไง... ใจเด็ดเกินคนไปแล้ว
เกรย์คายผ้าที่อุดปากทิ้งอย่างหมดแรง
“ถ้าข้าไม่ได้กลับไปแบบมีลมหายใจ ฝากบอกแม่สาวแมเรียนที่ร้านเหล้าด้วยนะว่าข้ารักนาง”
“เพ้อเจ้ออะไร ใครใช้ให้เจ้าคายผ้าทิ้ง” วอลเลซขมวดคิ้ว ยัดผ้ากลับเข้าไปในปากเกรย์ใหม่ แล้วเช็ดน้ำลายที่เปื้อนมือกับเสื้อเกรย์ด้วยท่าทางรังเกียจ
แผลที่เกิดจากโลหะสกปรกแบบนี้ต้องฆ่าเชื้อให้ดี ไม่อย่างนั้นถ้าติดเชื้อขึ้นมา โอกาสรอดยากมาก
วินาทีที่วอลเลซเปิดจุกขวดเหล้าไฟ สีหน้าของเกรย์ก็เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวสุดขีด
เหล้าเกรดต่ำราคา 30 เหรียญทองแดงขวดนี้ไม่มีอะไรดีนอกจากความแรงบาดคอ แม้แต่คนแคระที่ขึ้นชื่อเรื่องคอทองแดงยังต้องคิดหนักก่อนกระดก
ไม่เปิดโอกาสให้เกรย์ทำใจ วอลเลซราดเหล้าลงบนแผลสดๆ ทันที
“อื้ออออ...!”
กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกผสมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เกรย์ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด ขาทั้งสองข้างถีบไปมาอย่างบ้าคลั่ง ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะสงบลงได้
เห็นเกรย์ทรมานขนาดนี้ เซลเลียร์ก็รู้สึกสงสารจับใจ
“ก่อนออกมาไม่ได้ซื้อพวกน้ำยาฟื้นฟูอะไรติดมาบ้างเหรอ ใช้ของพวกนั้นน่าจะดีกว่าไหม?”
“เจ้าหมายถึงโพชั่นเพิ่มเลือดใช่ไหม? ของหรูหราที่พวกนักบวชทำน่ะ ใครจะมีปัญญาซื้อไหว”
วอลเลซใช้ผ้าขาวเช็ดแผลเกรย์พลางตอบ “ขวดเดียวก็พอจะซื้อชีวิตหมอนี่ได้แล้วมั้ง”
โพชั่นเพิ่มเลือด... แพงขนาดนั้นเชียวหรือ เซลเลียร์ชะงัก
ดูท่าทรัพยากรการรักษาในโลกนี้จะหายากและราคาแพงกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว
ขั้นตอนหลังจากนั้นถือว่าปรานีสำหรับเกรย์ขึ้นมาหน่อย
พอล้างแผลเสร็จ ก็โรยผงห้ามเลือด แล้วใช้ผ้าลินินพันแผลไว้ เป็นอันเสร็จพิธี
“เรียบร้อย” วอลเลซปัดมือ
“ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าครั้งนึงนะ วอลเลซ” เกรย์พูดเสียงอ่อย
“พอๆ เลิกพูดจาเลี่ยนๆ ได้แล้ว ไม่มีใครติดค้างใครทั้งนั้น ถ้าเจ้าไม่ช่วยถ่วงเวลามิสต์วอล์คเกอร์ไว้ พวกเราก็ฆ่ามันไม่ได้หรอก” วอลเลซลุกขึ้นยืน
เซลเลียร์เอาผ้าห่มคลุมตัวให้เกรย์ ให้เขาพิงต้นไม้นั่งพักสักครู่
สายลมอ่อนๆ พัดพาหมอกหนาให้จางหาย ทิวทัศน์ขาวโพลนค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมของป่าเกรย์วู้ด
ใครจะไปคิดว่าเมื่อครู่เพิ่งจะมีการต่อสู้นองเลือดเกิดขึ้นในที่แห่งนี้
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว มาร์คัสก็เริ่มจัดการกับของรางวัล
เขาหยิบมีดสั้นขึ้นมา ค่อยๆ ชำแหละศพของมิสต์วอล์คเกอร์อย่างระมัดระวัง
คมมีดกรีดลงไป ของเหลวสีแดงดำข้นคลั่กไหลเยิ้มออกมาตามรอยแผล ส่งกลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียน
“ระวังหน่อย อย่าให้โดนตัว มันมีฤทธิ์กัดกร่อน” วอลเลซเตือน
ร่างกายของมิสต์วอล์คเกอร์ไม่มีอะไรที่มีราคา เพราะมันเกิดจากการปะติดปะต่อซากศพเน่าเปื่อย สิ่งที่มีค่าจริงๆ คือแกนอสูรที่อยู่ตรงหัวใจ
มาร์คัสกรีดเปิดห้องหัวใจที่หนาเตอะ ใช้ปลายมีดเขี่ยผลึกชิ้นหนึ่งออกมา แล้วใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด
“แกนอสูรนี่ขายได้เท่าไหร่?” มาร์คัสถาม
วอลเลซชะโงกหน้าไปดู
มันเป็นผลึกรูปทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่มีไอหมอกจางๆ ล้อมรอบ ภายในอัดแน่นไปด้วยพลังเวทมหาศาล
แกนอสูรของมิสต์วอล์คเกอร์สามารถนำไปทำแกนไม้กายสิทธิ์ ปรุงยา หรือใช้เป็นวัตถุดิบเล่นแร่แปรธาตุได้สารพัดประโยชน์
“ข้าดูไม่ค่อยเป็นหรอก แต่เกรดขนาดนี้น่าจะขายได้ไม่ต่ำกว่าสิบห้าเหรียญทองนะ?” วอลเลซประเมิน
“ว้าว...” เซลเลียร์เลิกคิ้วสูง
ถ้าแบ่งกันคนละเท่าๆ กัน เขาจะได้ส่วนแบ่งเกือบสี่เหรียญทอง ซึ่งเทียบเท่ากับสี่ร้อยเหรียญเงิน เทียบกับค่าจ้างล่าหมาป่าสิบเอ็ดเหรียญเงินแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย!
“ค่อยคุ้มค่าเจ็บตัวหน่อย” เกรย์ยิ้มออก ความเจ็บปวดดูจะทุเลาลงไปเยอะ
“งั้นตกลงตามนี้ เราแบ่งเท่ากันตามธรรมเนียม”
มาร์คัสเก็บแกนอสูรเข้ากระเป๋า แล้วตบไหล่เซลเลียร์เบาๆ
“ข้าไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะได้ฆ่ามิสต์วอล์คเกอร์ การชวนเจ้าเข้าทีมเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ ทำได้ดีมากเจ้าหนู”
ระดับขั้นอาชีพของนักรบก็คล้ายกับนักเวท เริ่มจากนักรบฝึกหัด, นักรบระดับล่าง, นักรบระดับกลาง, นักรบระดับสูง พอทะลุระดับสูงไปได้ก็ต้องเลือกสายอาชีพเฉพาะทาง
มาร์คัสติดอยู่ที่ระดับนักรบระดับล่างมานานหลายปี เพราะไม่สามารถปลุกพลังปราณให้ตื่นขึ้นได้ จึงเลื่อนขั้นเป็นนักรบระดับกลางไม่ได้สักที
พอเจอสัตว์อสูรอย่างมิสต์วอล์คเกอร์ที่ต้องใช้พลังปราณหรือเวทมนตร์เจาะเกราะ เขาจึงได้แต่หนีหัวซุกหัวซุนมาตลอด
พลังเวทมาจากเมล็ดพันธุ์เวท ส่วนพลังปราณมาจากหัวใจแห่งปราณ
แต่การตื่นของเมล็ดพันธุ์เวทขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และโชคชะตา บังคับกันไม่ได้ ส่วนการฝึกฝนหัวใจแห่งปราณนั้นเข้าถึงง่ายกว่า
ต่อให้หัวทึบแค่ไหน ถ้าขยันฝึกฝนสักหลายสิบปี ก็ยังมีโอกาสยกระดับหัวใจแห่งปราณจนใช้พลังปราณได้
ในแง่หนึ่ง พลังปราณกับพลังเวทก็คล้ายกัน คือช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
ต่างกันตรงที่พลังปราณมักใช้เสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย ในขณะที่พลังเวทสามารถปลดปล่อยออกมาภายนอกในรูปของเวทมนตร์เพื่อสร้างผลลัพธ์หลากหลาย
หลังจากจัดข้าวของเสร็จ พวกเขาก็ช่วยพยุงเกรย์มุ่งหน้ากลับเข้าเมือง
ตลอดทางราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ
ป่าเริ่มโปร่งตาลง ท้องฟ้าสีครามสดใสทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า เบื้องล่างเส้นขอบฟ้านั้น เงาของสิ่งปลูกสร้างในเมืองแบล็คสโตนปรากฏชัดเจน
เริ่มเห็นผู้คนสัญจรไปมา ชาวบ้านที่ออกมาทำงานต่างมองดูปาร์ตี้ของพวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซลเลียร์สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด รอยยิ้มแห่งความผ่อนคลายปรากฏบนใบหน้า
นี่สินะความรู้สึกของการทำภารกิจสำเร็จแล้วได้กลับบ้าน มันช่างน่าอภิรมย์จริงๆ...
ออกงานครั้งแรก ผลตอบแทนถือว่าอู้ฟู่ทีเดียว
ได้เงินสี่เหรียญทองกับอีกสิบเอ็ดเหรียญเงิน ปลดล็อกวิถีมนตราจำลอง อัปเลเวลสองขั้น แถมยังได้มหาเวทสร้างสรรค์และอ้อมกอดแห่งม่านหมอกมาใส่ในคิววิเคราะห์อีก
การผจญภัยในต่างโลก... ดูเหมือนจะเข้าท่าดีเหมือนกันนะ
เมืองแบล็คสโตน สมชื่อของมัน คือเมืองที่สร้างขึ้นรอบเหมืองแร่
หินสีดำที่ขุดได้ในท้องถิ่นคือออบซิเดียนหรือแก้วภูเขาไฟสีดำสนิท เป็นวัสดุชั้นดีสำหรับงานหัตถกรรม และยังนิยมนำไปทำหัวลูกธนูซึ่งเป็นที่ต้องการของเหล่าเรนเจอร์ชั้นสูง
บวกกับทรัพยากรไม้และสัตว์ป่าจากป่าเกรย์วู้ดที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เมืองแบล็คสโตนค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมื่อเทียบกับเมืองขนาดเดียวกันในอาณาจักรเธียร์
หลังจากเดินเท้ามาค่อนวัน ในที่สุดปาร์ตี้ก็มาถึงเขตชานเมือง
กำแพงเมืองที่สร้างอย่างหยาบๆ จากไม้ซุงสีเข้มและก้อนหินมหึมาปรากฏแก่สายตา
บนกำแพงเมือง ทหารยามสวมชุดเกราะโซ่ถักเก่าๆ ยืนพิงระแนงกันตกด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
หน้าประตูเมืองมีแถวยาวเหยียด ส่วนใหญ่เป็นชาวนาเข็นรถเข็นล้อเดียว หรือไม่ก็นายพรานที่เตรียมนำสินค้าเข้าไปขายในเมือง
จบบทที่ 9