18 - 19
18 - 19
18 - สามประโยค ทำเอาเก้าพันปีจนกรอบ
สองยายแก่ปลอบโยนจ้าวมู่อีกไม่กี่ประโยค พร้อมสั่งให้หมอหลวงจัดยาบำรุงขนานใหญ่ แล้วจึงนำเหล่าขุนนางจากไป
แสงสว่างในดวงตาของจ้าวมู่ดับวูบลง
เขาส่งกลิ่นอายแห่งความเสื่อมทรมออกมาจากภายในสู่ภายนอก
ในตอนนั้นเอง หวังโหย่วเต๋อ รีบปิดประตูห้องบรรทมทันที เขามองจ้าวมู่ด้วยความเลื่อมใส "ฝ่าบาท ท่านช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!"
"เจ้าพูดถูกแล้ว ข้ามันก็แค่ท่อนไม้โง่ๆ ตัวหนึ่ง!"
จ้าวมู่นอนแผ่หลาอยู่บนแท่นมังกร น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว
ฝ่าบาทผู้นี้ ไฉนถึงด่าทอตัวเองอีกแล้วเล่า?
หวังโหย่วเต๋องุนงงสงสัย ในสายตาของเขานั้น แผนการไม่เข้าประชุมเช้าของจ้าวมู่นับว่าล้ำเลิศยิ่งนัก
เป็นการปั่นหัวคนเหล่านั้นให้อยู่ในกำมือ
ไม่เพียงทำให้เซียวไทเฮายอมผ่อนปรน แต่ยังทำให้การสืบสายเลือดมังกรกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับ
หากภายหลังฮองเฮาหรือคนอื่นๆ กล้าปฏิเสธฝ่าบาท นั่นย่อมถือเป็นความผิดมหันต์
ขอเพียงฝ่าบาทมีรัชทายาท รากฐานของบ้านเมือย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น
เขาเลื่อมใสในใจอย่างที่สุด
เมื่อครู่ยังคิดว่าฝ่าบาททรงเล่นสนุก แต่ตอนนี้พอกลับมาคิดดู เป็นเพราะเขาสายตาสั้นเกินไปเอง
ยิ่งเขามองจ้าวมู่ก็ยิ่งรู้สึกว่ายากจะหยั่งถึง
ผ่านไปครู่ใหญ่จ้าวมู่ลุกขึ้นนั่งพรวด "เชวียเต๋อเจ้าคิดว่าข้าล้มเหลวมากใช่ไหม?"
"หาไม่ได้ บ่าวคิดว่าฝ่าบาททรงยอมอดทนต่อความอัปยศ เพื่อทำการใหญ่ในภายหลัง ช่างเป็นวีรบุรุษตัวจริง เป็นมหาราชผู้ทรงปรีชาโดยแท้!" หวังโหย่วเต๋อเอ่ยชมจากก้นบึ้งของหัวใจ
เพียะ!
จ้าวมู่ฟาดฝ่ามือใส่ทันที "เลิกประจบสอพลอเสียที ข้าต้องการฟังความจริง!"
หวังโหย่วเต๋อกุมหน้า เอ่ยอย่างน้อยใจ "ที่บ่าวพูดคือความจริงพะยะค่ะ!"
เขารู้สึกน้อยใจจริงๆ
เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีพอตัว
ฮ่องเต้องค์ก่อนๆ ต่อให้บีบคั้นเขา เขาก็พูดคำหวานเลี่ยนแบบนี้ไม่ออก
แต่ตอนนี้ ทุกคำล้วนมาจากใจจริง!
"ข้าเห็นเจ้าตอนนี้ ถึงได้เข้าใจซึ้งถึงคำว่า 'เพื่อนร่วมทีมโง่' จริงๆ"
จ้าวมู่ถลึงตาใส่หวังโหย่วเต๋ออย่างดุดัน
เมื่อครู่เขาพิจารณาความผิดพลาดอย่างถี่ถ้วน จนในที่สุดก็เข้าใจจุดหนึ่ง
ทำไมหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่เห็นอยู่ว่าใกล้จะสำเร็จ แต่กลับต้องมาพังทลายในวินัยสุดท้าย
นั่นเป็นเพราะเขาไม่มีเพื่อนร่วมทีมที่คอยประสานงานด้วย
หวังโหย่วเต๋อโง่เกินไป ไม่มีไหวพริบปฏิภาณ และไม่สามารถวางแผนให้เขาได้
ทุกครั้งเขาคิดว่ามีความมั่นใจถึงเก้าในสิบส่วนครึ่ง แต่กลับล้มเหลวทุกคราว
ดังนั้น เขาจึงต้องการเพื่อนร่วมทีมเพิ่มเพื่อมาช่วยสนับสนุน
แน่นอนว่าต้องเป็นพวกที่ดู 'ฉลาดปราดเปรื่อง' แบบนั้น
คำว่าฉลาดปราดเปรื่องในที่นี้ไม่ใช่คำชม แต่เป็นคำด่า!
เพราะมีคำกล่าวว่า คนชั่ววางแผนอย่างแยบคาย ไม่สู้คนโง่ที่คิดอะไรขึ้นมาได้โดยบังเอิญ!
หากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ต้องขยายพรรคพวก!
หวังโหย่วเต๋อหดคอลง "ฝ่าบาท บ่าวพยายามเต็มที่แล้วพะยะค่ะ!"
"ไอ้เศษเดน ข้าให้เจ้าตั้งกรมตงฉ่างไปถึงไหนแล้ว?"
"เพิ่งผ่านมาแค่สองวัน ขอฝ่าบาทโปรดประทานเวลาให้บ่าวอีกสักนิด!"
"ถ้าครึ่งเดือนยังลากคนมาตั้งกลุ่มไม่ได้ ข้าจะไม่ทนอยู่กับเจ้าแล้ว"
"ขอบอกเจ้าไว้เลยนะเชวียเต๋อ ข้าทำให้เจ้าขึ้นมาได้ ก็ทำให้เจ้าลงไปได้เหมือนกัน!"
"ที่ข้าต้องการไม่ใช่เจ้ากรม แต่ต้องการหมาบ้าที่ฟังคำสั่ง สั่งให้กัดที่ไหนก็ต้องกัดที่นั่น!"
"เจ้าดูหน้าตาเจ้าสิ ช่างดูเจ้าเล่ห์เพทุบายเหลือเกิน พ่อแม่เจ้าช่างให้หน้าตาที่ดูเป็นคนชั่วร้ายมาเสียเปล่าจริงๆ!"
สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในใจของหวังโหย่วเต๋อ
เขารู้ดีว่าผลงานสองครั้งที่ผ่านมาของเขานั้นย่ำแย่จริงๆ
ทำให้ฮ่องเต้ทรงผิดหวัง
ครึ่งเดือน คือกำหนดการสุดท้ายที่ฮ่องเต้มอบให้เขา!
แต่เขาก็มีความลำบากจริงๆ เช่นกัน!
"ฝ่าบาท การตั้งกรมตงฉ่างใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ นะพะยะค่ะ แม้ใต้เท้าบ่าวจะมีขันทีน้อยอยู่บ้าง แต่การตั้งองค์กรเช่นนี้ย่อมต้องใช้เงินทอง!"
"ท่านจะกรุณาประทาน... เงินให้บ่าวสักหน่อยได้ไหมพะยะค่ะ?"
จ้าวมู่โกรธจนจมูกเบี้ยว เข้าไปถีบสองโครมจนหวังโหย่วเต๋อ ร้องโอดโอยไม่หยุด
"ที่บอกว่าเจ้าเป็นเศษเดนนี่ไม่ผิดเลยจริงๆ เจ้าเป็นถึงเจ้ากรมแล้ว ยังจะมาแบมือขอเงินข้าอีกหรือ?"
"ท้องพระคลังส่วนตัวของข้า ขนาดหนูวิ่งเข้าไปยังต้องร้องไห้วิ่งออกมา แล้วข้าจะเอาเงินที่ไหนไปให้เจ้า?"
"พวกตาแก่เหล่านั้นกำเงินในคลังหลวงไว้แน่น พวกเขาจะยอมให้ข้าหรือ?"
"จะให้ข้าเอาชีวิตให้เจ้าเลยไหม?"
"บ่าวไม่กล้า!" หวังโหย่วเต๋อ รีบคุกเข่าขอขมา
"บอกว่าเจ้ามันเศษเดนนี่ยังเป็นการยกย่องเกินไปเสียอีก โง่เหมือนสุกรจริงๆ ไม่รู้ว่าเจ้ามีชีวิตรอดในวังมานานขนาดนี้ได้อย่างไร"
จ้าวมู่ส่ายหัวด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง "ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักจับตาดูพวกขุนนางกังฉินเหล่านั้นเล่า? เจ้าก็ไปค้นบ้านพวกมันสิ ไปรับสินบนสิ นี่คืออำนาจที่ข้ามอบให้เจ้า ทำไมเจ้าถึงใช้ไม่เป็นกันนะ?"
หวังโหย่วเต๋อหูตาสว่างทันที
จริงด้วย
ทำไมจู่ๆ เขาถึงกลายเป็นเหมือนขันทีน้อยที่เพิ่งเข้าวังไปได้?
อำนาจอยู่ในมือ ไฉนต้องแบมือขอเบื้องบน แน่นอนว่าต้องรีดไถจากเบื้องล่างสิ!
เขารีบคุกเข่าลง "บ่าวขอบพระทัยฝ่าบาทที่ช่วยชี้ทางสว่างให้พะยะค่ะ!"
"อีกอย่าง ข้ารู้ว่าช่วงแรกของการตั้งตงฉ่างย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น แต่ข้าไม่มีเงินให้แม้แต่อีแปะเดียว"
จ้าวมู่เอ่ยอย่างวางก้ามแบบคนจน "แต่ข้ารู้ว่าหลายปีมานี้ เจ้าต้องแอบเก็บเงินไว้ไม่น้อยแน่ๆ เจ้าจงควักกระเป๋าตัวเองออกมาตั้งกรมตงฉ่างก่อน!"
หวังโหย่วเต๋อ หมอบลงกับพื้น เหงื่อเย็นไหลท่วมตัวด้วยความหวาดกลัว "ฝ่าบาท บ่าวไม่ได้มี..."
"พอแล้ว พวกเจ้าที่เป็นขันทีก็ไม่มีทายาทสืบสกุล ทั้งยังยุ่งกับผู้หญิงไม่ได้ จะรักเงินทองแล้วมันจะทำไม?"
"ข้าเองไม่เพียงรักเงินทอง แต่ยังรักสาวงามด้วย"
จ้าวมู่ฮึดฮัดกล่าว "เงินที่เจ้าเคยโกงกินมาแต่ก่อน ข้าจะถือว่าประทานให้เจ้าก็แล้วกัน!"
"บ่าวจะขอถวายตัวรับใช้จนกว่าชีวิตจะหาไม่!" หวังโหย่วเต๋อ โขกศีรษะขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณ
"เลิกประจบได้แล้ว เจ้ามันประจบไม่เก่ง เอาอย่างนี้ เจ้าไปหาคนประจบเก่งๆ มาให้ข้าสักสองคนเพื่อมาคอยรับใช้"
"พะยะค่ะฝ่าบาท บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!"
หวังโหย่วเต๋อ รู้สึกถึงวิกฤตอย่างรุนแรง ฝ่าบาททรงรังเกียจที่เขาปรนนิบัติไม่ดี จึงคิดจะเลื่อนตำแหน่งคนอื่นขึ้นมาแทนหรือ?
ไม่ได้เด็ดขาด ขันทีอันดับหนึ่งข้างกายฝ่าบาท จะต้องเป็นเขา และต้องเป็นเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น!
"เชวียเต๋อ อย่าทำให้ข้าผิดหวังเชียวล่ะ!" จ้าวมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายลึกซึ้ง
"ฝ่าบาททรงวางพระทัย บ่าวจะไม่ทำให้ทรงผิดหวังเด็ดขาดพะยะค่ะ!"
จ้าวมู่จึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง
การเริ่มต้นให้ขันทีมีอำนาจปกครองบ้านเมือง ต่อไปเรื่องที่พวกคนเหล่านี้ทำ ย่อมจะถูกบันทึกไว้ว่าเป็นความผิดของเขา
เท่าที่เขารู้จักพวกขันทีเหล่านี้มา พวกมันย่อมจะทำให้ราชสำนักและบ้านเมืองปั่นป่วนแน่นอน
การฆ่าขุนนางกังฉินนั้นไม่ผิด แต่พวกมันยังจะทำลายขุนนางตงฉินด้วย!
เมื่อถึงตอนนั้นราษฎรย่อมก่นด่าไปทั่ว
นั่นแหละยอดเยี่ยมที่สุด!
อย่างไรก็ตาม นี่คืองานระยะยาว ยากจะเห็นผลในเวลาอันสั้น
ดังนั้นยังต้องหาเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนมาช่วยสนับสนุน
หากไม่มีความมั่นใจเต็มสิบส่วน ต่อไปเขาจะไม่ลงมือทำอะไรโดยง่ายเด็ดขาด!
"เอาละ ออกไปได้แล้ว ข้าเหนื่อยแล้ว อยากจะนอนต่ออีกสักงีบ ก่อนที่ข้าจะตื่น ใครกล้ามาส่งเสียงรบกวนข้า ข้าจะตอนเจ้าเสีย!"
หวังโหย่วเต๋อ ยิ้มแห้ง "ฝ่าบาท บ่าวถูกตอนไปแล้วพะยะค่ะ!"
"อย่างนั้นส่วนไหนของเจ้าที่มันยื่นออกมา ข้าก็จะตัดตรงนั้นแหละ!"
หวังโหย่วเต๋อ รีบกุมจมูกตามสัญชาตญาณ "พะยะค่ะ บ่าวทราบแล้ว!"
หลังจากปรนนิบัติจ้าวมู่ให้พักผ่อนแล้ว เขาก็ปิดประตู จากนั้นจึงเรียกขันทีน้อยมา "ฟังให้ดี ไม่ว่าใครก็ตามที่บังอาจมารบกวนฝ่าบาท ฆ่าเสีย!"
"ทราบแล้วท่านเก้าพันปี!"
"อีกอย่าง ต่อไปห้ามเรียกข้าว่าเก้าพันปี"
"แล้วจะให้เรียกวาอะไรพะยะค่ะ?"
"เรียกข้าว่า เจ้ากรม (ฉ่างกง)!"
"ทราบแล้ว ท่านเจ้ากรม!"
หวังโหย่วเต๋อ พยักหน้าอย่างพอใจ เขากลับไปยังที่พักของตน เปิดห้องลับใต้ดิน แล้วขนเงินทองแก้วแหวนเงินทองทั้งหมดออกมา
มีเงินมากถึงหนึ่งล้านตำลึง
เขาเอ่ยอย่างปวดใจ "ฝ่าบาท เพื่อท่านแล้ว บ่าวขอยอมทุ่มสุดตัวจริงๆ!"
เขาผ่านมารวมสามรัชกาล จ้าวมู่คือฮ่องเต้องค์เดียวที่ทำให้เขายอมควักกระเป๋าจนเกลี้ยงด้วยความเต็มใจ!
กระทั่งเขายังมีความรู้สึกผิดที่ว่าตนเองควรจะกตัญญูต่อฝ่าบาท
เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แล้วเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า "วิชาปกครองของฝ่าบาท ช่างก้าวเข้าสู่ขั้นสูงสุดยอดแล้วจริงๆ!"
—
19 - วิชาลับก้นหีบ
ในเวลาเดียวกัน หลังจากเลิกประชุมเช้า
เว่ยจ้าวหยวนตามมาทันกู่ว่านลี่ "พี่เขย โปรดรอก่อน!"
กู่ว่านลี่ขมวดคิ้ว ต่อหน้าคนนอก เขาและน้องเมียมักจะทำตัวห่างเหินกัน
เพราะเขาคือขุนนางอันดับหนึ่งแห่งสภาเน่ยเก๋อ ส่วนเว่ยจ้าวหยวนกุมอำนาจทหารไว้ในมือ หากทั้งสองใกล้ชิดกันเกินไป ย่อมตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย
"มีธุระอันใด?"
ต่อท่าทีที่เย็นชาของกู่ว่านลี่นั้น เว่ยจ้าวหยวนไม่ได้ใส่ใจ "เรื่องเมื่อวาน ข้าขออภัยแทนอิ้งสยงด้วย!"
"เหอะ" กู่ว่านลี่ แค่นเสียงเย็นชา "เจ้าไม่ควรมาขอโทษข้า เจ้าควรพาไอ้ตัวกาลกินีนั่นไปขอขมาต่อหน้าไทเฮา และไปขอขมาต่อหน้าฝ่าบาทเสียก่อน!"
พอพูดถึงเรื่องนี้ กู่ว่านลี่ก็ยิ่งโกรธ
วันนี้เขาเพิ่งถูกโจมตีมา
มีคนกล่าวหาว่าฮองเฮาไม่สำรวม ว่าตระกูลกู่ไม่มีขื่อมีแป โดยมีเยี่ยเซี่ยงตงเป็นแกนนำเรียกร้องให้ถอดถอนฮองเฮา
หากไม่ใช่เพราะเซียวไทเฮาทรงยืนกรานช่วยเหลือ เขาคงต้องยอมให้ลูกสาวถูกตรวจร่างกายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไปแล้ว
เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้ลูกสาวไม่มีปัญหา เขาก็จะกลายเป็นตัวตลกอย่างสมบูรณ์ ชื่อเสียงย่อยยับป่นปี้
ชาวบ้านร้านตลาดไม่สนใจความจริงหรอก พวกเขารู้เพียงว่ากู่ชิงอวิ๋นกับเว่ยอิ้งสยง คบชู้กันในวัง บีบคั้นฮ่องเต้
เว่ยจ้าวหยวนเองก็รู้ว่าพี่เขยโกรธมาก จึงเอ่ยว่า "อิ้งสยงได้รับโทษแล้ว ทั้งยังถูกปลดจากตำแหน่ง เท่านี้น่าจะเพียงพอแล้วกระมัง?"
กู่ว่านลี่เอ่ยอย่างไร้อารมณ์ "เว่ยจ้าวหยวน ข้าว่าเจ้าเริ่มจะลำพองใจเกินไปแล้ว!"
มองตามหลังของกู่ว่านลี่ไป เว่ยจ้าวหยวนขมวดคิ้วแน่น เขารู้ดีว่าเรื่องนี้จัดการได้ยากแล้ว
กู่ว่านลี่เดินทางมาถึงกรมเน่ยเก๋อ เขารีบเรียกบุตรชายกู่ชิงซงมาหาทันที "เจ้ากลับไป นำจดหมายฉบับนี้ให้แม่ของเจ้า บอกนางให้รีบเข้าวังไปเดี๋ยวนี้ ต้องเร็วที่สุด!"
กู่ชิงซงยังไม่เคยเห็นพ่อมีสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้มาก่อน เขาจึงถือจดหมายแล้วรีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นเองหยางฉีเดินเข้ามา "พี่กู่ยุ่งอยู่หรือไม่?"
"มีธุระอันใด?"
หยางฉีเอ่ย "จะเรื่องอะไรอีกล่ะ ก็เรื่องที่ฝ่าบาทฟื้นคืนชีพนั่นแหละ มีคนต้องการจะสืบสวน..."
"การที่ฝ่าบาทฟื้นคืนชีพคือความเมตตาจากสวรรค์ เป็นวาสนาของฝ่าบาท พวกเราที่เป็นขุนนางควรจะถนอมไว้และรับใช้ฝ่าบาทให้ดี มีอะไรต้องสืบสวนกันอีก?" กู่ว่านลี่ เอ่ยเรียบๆ
"สืบสวนไว้หน่อยก็ดี ไม่เช่นนั้น หากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกจะทำอย่างไร?"
หยางฉีถอนหายใจ "สามสิบปี เปลี่ยนฮ่องเต้ไปสิบองค์ เรื่องแบบนี้คงมีแต่ในแคว้นต้าชิงเรานี่แหละ หากไม่ใช่เพราะบรรพบุรุษฮ่องเต้มีลูกหลานมาก พวกเราคงหาคนมาครองบัลลังก์ไม่ได้แล้ว!"
"ครั้งนี้ ยังหาตัวซื่อจื่อแห่งฝูอ๋องมาครองราชย์ได้ ครั้งต่อไปก็ไม่รู้จะเลือกใครแล้ว!"
กู่ว่านลี่เลิกคิ้ว "เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฝูอ๋อง?"
"ก่อนที่ความจริงจะปรากฏ ทุกคนล้วนมีส่วนน่าสงสัย รวมถึงสองพระองค์นั้นด้วย!"
หยางฉีเอ่ยต่อ "อ้อ จริงด้วย เจ้าหนุ่มตระกูลเว่ยครั้งนี้ก่อเรื่องร้ายแรงเกินไป พี่กู่โปรดช่วยตักเตือนเว่ยกว๋อจิ้ว (ญาติภรรยาฮ่องเต้) ให้เข้มงวดกวดขันด้วย!"
พูดจบหยางฉีก็เดินจากไป
สีหน้าของกู่ว่านลี่ย่ำแย่อย่างยิ่ง
ฮ่องเต้แกล้งตาย จากนั้นเว่ยอิ้งสยงก็นำทหารบุกตำหนักเหยียนคัง แถมยังดึงกู่ชิงอวิ๋นเข้าไปพัวพันด้วย
เหอไทเฮาออกหน้าสั่งโบยเว่ยอิ้งสยงยี่สิบไม้ ทั้งยังยึดตำแหน่งแม่ทัพองครักษ์คืน
แล้ววันนี้ฮ่องเต้ก็ไม่เข้าประชุมเช้า จากนั้นก็มีการคุยกันเรื่องทายาทฮ่องเต้
และแล้ว ตระกูลกู่ก็ถูกลากเข้ามาพัวพัน
นี่คือมีคนคิดจะลงมือกับเขาแล้ว
"อวิ๋นเอ๋อเอ๋ยอวิ๋นเอ๋อ เจ้าอย่าได้ทำให้พ่อผิดหวังเชียว ไม่เช่นนั้น..." แววตาของกู่ว่านลี่ ฉายแววเย็นเยียบ
ขณะนั้น สวีซื่อภรรยาของกู่ว่านลี่ เมื่อได้รับจดหมายจากสามี ก็รีบเดินทางมายังตำหนักไป่ฝูที่กู่ชิงอวิ๋นพำนักอยู่อย่างร้อนรน
"ท่านแม่ ท่านมาได้อย่างไรกัน?"
สวีซื่อมองซ้ายมองขวา สั่งให้กู่ชิงอวิ๋นไล่คนรับใช้ออกไป แล้วดึงนางไปหลังฉากกั้น จากนั้นเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า "เจ้าจงบอกความจริงกับแม่มา เจ้ากับอิ้งสยงได้ทำเรื่องที่ไม่ควรทำไปหรือไม่?"
ใบหน้าสวยของกู่ชิงอวิ๋นแดงก่ำทันที "ท่านแม่ อยู่ดีๆ ท่านถามเรื่องนี้ทำไมกัน?"
เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของบุตรสาว ใจของสวีซื่อก็จมดิ่งลง "เจ้าไม่ต้องสนใจ เจ้าบอกความจริงมา มีหรือไม่?"
กู่ชิงอวิ๋นส่ายหัว "ลูกกับเปียวเกอวางตัวอยู่ในกรอบศีลธรรมเสมอมา แม้จะมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน แต่ก็ไม่เคยล่วงเกินกันเลยแม้แต่ก้าวเดียว กระทั่งมือก็ไม่เคยจูง จะไปทำเรื่องที่ไม่ควรทำได้อย่างไร"
สวีซื่อเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่กันไว้ดีกว่าแก้ นางชี้ไปที่แท่นหงส์ "ขึ้นไป ถอดกางเกงออก แล้วโก้งโค้งเสีย!"
"ท่านแม่ จะทำอะไรน่ะ?"
"ทำตามที่บอกเถอะ!"
"ท่านแม่ ท่านไม่เชื่อลูกหรือ?" กู่ชิงอวิ๋นเม้มปาก สีหน้าปรากฏความเศร้าสร้อย "ท่านพ่อสั่งให้ท่านมาใช่หรือไม่?"
"อวิ๋นเอ๋อ ตอนนี้เจ้าคือฮองเฮา คือมารดาของแผ่นดิน หากทำเรื่องที่เสื่อมเสียศีลธรรมเช่นนั้น พวกเราทั้งตระกูลย่อมพินาศ พ่อของเจ้าก็ทำเพื่อตัวเจ้าเอง!"
กู่ชิงอวิ๋นเอ่ยอย่างน้ำตานองหน้า "หากทำเพื่อลูกจริง คงไม่บังคับให้ลูกแต่งงานกับฮ่องเต้ปัญญาอ่อนผู้นั้น!"
"เงียบเสีย เจ้าไม่กลัวคนอื่นมาได้ยินหรือ?" สวีซื่อรีบเอามือปิดปากบุตรสาว "อวิ๋นเอ๋อ แม่รู้ว่าเจ้าลำบากใจ แต่ผู้หญิงเราเมื่อแต่งออกไปแล้วก็ต้องตามสามี เจ้าอย่าได้ตัดพ้อเลย แม้แม่จะไม่ได้พบฮ่องเต้กี่ครั้ง แต่ชื่อเสียงของเขาภายนอกวังยังนับว่าดีอยู่ เขาเองก็ปฏิบัติต่อเจ้าดีไม่ใช่หรือ?"
"ผู้หญิงเรานะ แต่งงานก็หวังจะได้สามีที่ทำดีต่อเรานั่นแหละ!"
กู่ชิงอวิ๋นร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางปีนขึ้นไปบนเตียง แล้วค่อยๆ เลื่อนกางเกงลง
สวีซื่อรีบเข้าไปตรวจดูทันที
นางเป็นผู้ที่ผ่านโลกมามาก เพียงแค่มองแวบเดียวก็ดูออกว่าบุตรสาวยังเป็นหญิงพรหมจรรย์อยู่
นางถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที "ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว!"
นางช่วยบุตรสาวสวมกางเกงให้เรียบร้อย แล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า "ฮ่องเต้ก็น้อยก็จะถึงวัยสวมกว่านแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นไทเฮาก็ต้องคืนอำนาจการปกครอง เจ้าต้องรีบตั้งครรภ์มังกรให้ได้ เข้าใจหรือไม่?"
กู่ชิงอวิ๋นพอคิดถึงภาพจ้าวมู่ที่ขยับไปมาบนตัวนาง นางก็รู้สึกสะอิดสะเอียน
ในใจนั้นไม่ยินยอมเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง
แต่นางรู้ดีว่าต่อให้พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
"มานี่ รับนี่ไว้!" สวีซื่อ หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างมีลับลมคมในแล้วยัดใส่มือบุตรสาว
"นี่คือหนังสืออะไรกัน?"
กู่ชิงอวิ๋นเดิมทีคิดว่าเป็นหนังสืออบรมกุลสตรี แต่พอเปิดดู ใบหน้าก็แดงซ่านทันที
นางแทบทนดูไม่ได้ รีบปิดหนังสือลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านแม่ นี่มันเรื่องอะไรกัน!"
"เด็กโง่ เรื่องระหว่างชายหญิงก็มีเพียงเท่านี้แหละ เจ้าต้องพบเจอมันเข้าสักวัน มีคำกล่าวว่า หากขัดขืนไม่ได้ ก็จงสนุกกับมันเสีย!"
สวีซื่อ แนะนำว่า "ภาพพวกนี้มีประโยชน์มากนะ เจ้าจงเรียนรู้ไว้ จะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้ หากเจ้าเรียนรู้จนจบเล่ม รับรองว่าจะทำให้ฮ่องเต้น้อยหลงเสน่ห์จนหัวปักหัวปำ ทรงโปรดปรานเจ้าเพียงคนเดียว!"
"ย้อนกลับไปตอนนั้นแม่ของเจ้า ก็เพราะเรียนรู้วิชาจากหนังสือเล่มนี้แหละ พ่อของเจ้าถึงได้เชื่อฟังแม่ขนาดนี้ นี่คือวิชาลับก้นหีบของแม่เชียวนะ หากไม่ใช่ลูกสาวแม่ แม่ย่อมไม่มอบให้เด็ดขาด!"
กู่ชิงอวิ๋นมองมารดาผู้ดูสง่างามยิ่งนัก พอจินตนาการว่ามารดาต้องทำท่าทางน่าอายตามรูปภาพในหนังสือ นางก็รู้สึกเหมือนท้องฟ้าพังทลายลงมา!
นี่ยังใช่แม่ของนางอยู่หรือไม่?
นางถูกปีศาจจิ้งจอกเข้าสิงไปแล้วหรืออย่างไร?
---