- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 229 เยือนเขาหลิงอิ่นพบคนคุ้นเคย
บทที่ 229 เยือนเขาหลิงอิ่นพบคนคุ้นเคย
บทที่ 229 เยือนเขาหลิงอิ่นพบคนคุ้นเคย
หลินซูกล่าวว่า "ใต้เท้าจู คดีใหญ่ของฉินฟั่งเวง เกี่ยวพันกับกฎเหล็กข้อแรกของต้าชาง เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก ในฐานะผู้ตรวจการ ข้าได้ยื่นรายงานการตรวจสอบต่อท่านอย่างเป็นทางการแล้ว และข้าขอบอกตามตรงว่า การส่งมอบงานในวันนี้ข้าได้บันทึกไว้ในตราลัญจกรทั้งหมดแล้ว"
"หากท่านบังอาจไม่ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักจงซู ข้าจะยื่นฎีกาถอดถอนท่านข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ทันที ในภายภาคหน้าหากเผ่ามารกระดูกดำถูกปลดผนึก สรรพชีวิตต้องเดือดร้อนแสนสาหัส ข้าจะเปิดเผยบันทึกนี้ให้ทั่วหล้าได้รับรู้"
"เมื่อถึงตอนนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าฝ่าบาทจะประหารเก้าชั่วโคตรท่านหรือไม่? แต่สำนักเซียนทั่วหล้าและราษฎรนับหมื่นนับล้าน จะต้องลุกขึ้นมาสังหารล้างตระกูลท่านเก้าชั่วโคตรอย่างแน่นอน!"
ร่างของจูสือยุ่นพลันปรากฏปราณสีม่วงลุกโชน ดวงตาคมกริบจ้องมองหลินซูเขม็ง
หลินซูเผชิญหน้ากับเขาด้วยความเย็นชา "วันนั้นหุบเขาเย่าเสินกู่สังหารขุนนางและเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ตามกฎหมายแผ่นดินต้องประหารชีวิตทันที แต่ฉินฟั่งเวงกลับกล้าปล่อยตัวหัวหน้าโจรในวันเดียวกัน จนเป็นเหตุให้เกิดจลาจล"
"เวลาผ่านไปสองเดือน ราชสำนักกลับไม่เอาความใดๆ ข้าก็รู้แล้วว่า มีขุนนางจำนวนนับไม่ถ้วนคอยหนุนหลังเขาอยู่ ในจำนวนนั้นจะมีท่านใต้เท้าจูรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ข้าขอแจ้งให้ท่านทราบชัดๆ ตรงนี้เลยว่า ในเมื่อข้ากล้าชักกระบี่ใส่ฉินฟั่งเวง ข้าก็ไม่สนว่าจะต้องเป็นศัตรูกับจูสือยุ่นเพิ่มอีกสักคน!"
จูสือยุ่นสูดลมหายใจเข้าลึกยาว "ท่านจ้วงหยวน นี่คิดจะเชือดไก่ให้ลิงดู ข่มขวัญตัวข้าผู้เป็นขุนนางอย่างนั้นรึ?"
"แล้วแต่ท่านจะคิด!" หลินซูตอบ "นอกจากรายงานในมือท่านที่ต้องส่งขึ้นไปแล้ว ยังมีฎีกาอีกสองฉบับที่จะส่งไปถึงสำนักจงซูพร้อมกันในวันนี้!"
"ฎีกาของใคร?"
"ฉบับหนึ่งเป็นของเจ้าเมืองไห่หนิง หยางเหวินเจ๋อ อีกฉบับเป็นของข้าหลินซู!" หลินซูกล่าวต่อ "ใต้เท้าอย่าได้ลืมว่า ท่านจ้วงหยวนผู้นี้ นอกจากจะเป็นขุนนางใต้บังคับบัญชาของท่านแล้ว ยังเป็นมหาปราชญ์ที่สามารถถวายฎีกาถึงพระเนตรพระกรรณได้โดยตรง"
เขายกมือขึ้น ตราลัญจกรเปล่งแสงเจิดจ้า จดหมายถอดถอนฉบับหนึ่งถูกสร้างขึ้นผ่านตราลัญจกร แล้วส่งตรงไปยังสำนักจงซู จากนั้นหลินซูก็เดินอาดๆ ออกจากห้องทำงาน และก้าวพ้นประตูจวนกรมตรวจสอบออกไป
ผู้คนที่อยู่ด้านหลังต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะมีพลังวิถีอักษรปิดกั้นเสียงทำให้ไม่ได้ยินบทสนทนาภายใน แต่สีหน้าของทั้งสองคนนั้นทุกคนต่างเห็นชัดเจน ทุกคนรู้ดีว่าจูสือยุ่นกับหลินซูมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
จูสือยุ่นในยามนี้ไหนเลยจะแค่ไม่สบอารมณ์? เขาแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว! ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ถึงกับกล้าชี้หน้าด่าเขา สามหาว! อวดดี! แต่งานในมือชิ้นนี้กลับร้อนลวกมือเหลือเกิน
เรื่องส่วนตัวไม่แน่ใจให้ถามพ่อบ้าน เรื่องราชการไม่แน่ใจให้ถามเจ้ากรม
จูสือยุ่นรีบออกจากห้อง ตรงไปหาเหลยเจิ้งทันที เหลยเจิ้งแปลกใจยิ่งนัก "เจ้ามีเรื่องกับหลินซูรึ? เกิดอะไรขึ้น?"
"ใต้เท้า… เจ้าคนแซ่หลินนี่เก็บเขาไว้ไม่ได้จริงๆ นะขอรับ เขากล้ามาข่มขวัญข้าน้อยถึงที่ ท่านดูสิ นี่คือสิ่งที่เขาทำตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง ช่าง..."
เหลยเจิ้งหยิบมาดู ก็ต้องตกตะลึงเช่นกัน 'ข้อหาใหญ่โตปานนี้เชียวหรือ?'
"เหล่าจู เจ้าลองพิเคราะห์ดูสิ นี่เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ?"
"จะเป็นเรื่องจริงไปได้อย่างไรขอรับ? ท่านลองตรองดู ฉินฟั่งเวงเป็นขุนนางขั้นสองของราชสำนัก เงินก็มี อำนาจก็มี บารมีก็มี ต้องสติฟั่นเฟือนเพียงใดถึงจะไปเปิดแดนผนึกมารอะไรนั่น?"
"ตอนที่หลินซูเดินทางกลับบ้านเกิด ก็เคยหาเรื่องฉินฟั่งเวงมาแล้ว เรื่องหุบเขาเย่าเสินกู่นั่นเขาก็วางแผนเองกับมือ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าฉินฟั่งเวงจะยืมมือหุบเขาเย่าเสินกู่มากำจัดเขา"
"เขาก็ยังจงใจพาจือเซี่ยนและมือปราบกลุ่มหนึ่งไปด้วย พอคนของหุบเขาเย่าเสินกู่ลงมือ ขุนนางและมือปราบเหล่านั้นก็กลายเป็นหัวมนุษย์ที่ส่งมาให้เชือดถึงที่ เพื่อที่เขาจะได้มีหลักฐานมัดตัว ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก เรื่องเจ้าเล่ห์พรรค์นั้นเขายังทำได้ แล้วจะมีน้ำสกปรกอะไรที่เขาไม่กล้าสาดอีก?"
"ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล แต่ทว่า... แต่ทว่า ในเมื่อเป็นรายงานการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และเกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ กรมตรวจสอบเราจะเก็บเงียบไว้เองก็ไม่ได้ เราส่งต่อให้สำนักจงซูเถอะ ท่านอัครเสนาบดีย่อมมีดุลยพินิจเอง"
เขาต่างกับจูสือยุ่น เขาคือเรื่องส่วนตัวถามพ่อบ้าน เรื่องราชการถามอัครเสนาบดี
…..
ณ สำนักจงซู ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังรวบรวมฎีกาต่างๆ ประจำวัน งานนี้ยุ่งวุ่นวายยิ่งนัก ทว่าชายหนุ่มกลับเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่ง งานชิ้นแรกก็เป็นงานระดับสูงเช่นนี้ แล้วจะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร?
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็หยุดชะงัก "หลินซู? ไอ้เด็กบ้านี่รับตำแหน่งวันแรกก็ยื่นฎีกาถอดถอนเลยรึ เจ้าตัวป่วนแห่งวงการอักษรเปลี่ยนอาชีพมาเป็นตัวป่วนวังวนขุนนางแล้วหรือไร?"
เมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียด เขาก็ต้องตกตะลึง ยังมีฎีกาอีกฉบับ ของเจ้าเมืองไห่หนิง หยางเหวินเจ๋อ และรายงานการตรวจสอบที่ส่งมาจากกรมตรวจสอบ
ชายหนุ่มถึงกับตะลึงงัน รีบคว้าเอกสารทั้งสามฉบับเดินจ้ำอ้าวไปยังห้องหนังสือด้านหน้า ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของลู่เทียนฉง ผู้กุมอำนาจสูงสุดในสำนักจงซู
เสียงอันทรงอำนาจดังออกมาจากด้านใน "เข้ามา!"
ชายหนุ่มเดินเข้าไป "คารวะท่านอัครเสนาบดี!"
"ฮ่าวหราน วันนี้ทำงานเป็นวันแรก... มีเรื่องด่วนอันใดหรือ?"
ใช่แล้ว…ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือจางฮ่าวหราน
บัณฑิตจิ้นซื่อปีนี้ล้วนได้รับราชการ หากวัดกันที่ลำดับ จางฮ่าวหรานเดิมทีมาไม่ถึงสำนักจงซู ทว่าเขามีท่านปู่ผู้ทรงอำนาจคอยหนุนหลัง เป็นถึงมหาบัณฑิตแห่งหอเหวินยวน แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องไว้หน้า จึงจัดแจงให้จางฮ่าวหรานมาอยู่ที่สำนักจงซู แม้จะเป็นเพียงคนรับส่งเอกสาร แต่ก็ทำให้สหายร่วมรุ่นต้องอิจฉาตาร้อนกันถ้วนหน้า
จางฮ่าวหรานยื่นฎีกาทั้งสามฉบับ "ท่านอัครเสนาบดี หลินซู เจ้าเมืองไห่หนิงหยางเหวินเจ๋อ และกรมตรวจสอบ สามฝ่ายรายงานเรื่องเดียวกัน เกี่ยวพันถึงกฎเหล็กข้อแรกของต้าชางขอรับ"
สีหน้าของลู่เทียนฉงเคร่งขรึมลงทันที 'สามฝ่ายรายงานเรื่องเดียวกัน แถมยังเกี่ยวกับกฎเหล็กข้อแรก เรื่องนี้ร้ายแรงแล้ว'
รับมาเปิดอ่าน สีหน้าของลู่เทียนฉงพลันเขียวคล้ำ เจ้าเมืองหยางเน้นรายงานผลการสอบสวน เป็นเพียงการแถลงข้อเท็จจริง ส่วนรายงานของกรมตรวจสอบ เป็นเพียงเบาะแสการตรวจสอบ
แต่ถ้อยคำในฎีกาถอดถอนของหลินซูนั้นแหลมคมไร้ผู้เปรียบ ประการแรกถอดถอนฉินฟั่งเวงข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายแผ่นดิน ลักลอบปล่อยตัวนักโทษอุกฉกรรจ์ หลักฐานมัดตัวแน่นหนา
ประการที่สองคือข้อหาคิดเปิดแดนผนึกมาร ฝ่าฝืนกฎสวรรค์...
ข้อแรกนั้นหลักฐานชัดเจนจริง หากหุบเขาเย่าเสินกู่ไม่เกิดจลาจล ฉินฟั่งเวงอาจจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่าไม่ได้ปล่อยตัว แต่คืนนั้นเกิดจลาจล คนของหุบเขาเย่าเสินกู่กว่าแปดร้อยคนตายเกลื่อนหุบเขา ฉินฟั่งเวงจะบอกว่าไม่ได้ปล่อยตัวได้อย่างไร? หัวหน้าโจรที่ควรจะอยู่ในคุกเจ้าเมือง ไปตายอยู่ที่หุบเขาเย่าเสินกู่ได้อย่างไร?
ข้อที่สองแม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่เรื่องราวกลับร้ายแรงอย่างที่สุด
เผ่ามารกระดูกดำ คือความเจ็บปวดชั่วนิรันดร์ของราชวงศ์ต้าชาง มหันตภัยยุคสร้างแคว้นที่ไม่เคยมีมาก่อน จนปฐมฮ่องเต้ต้องละทิ้งทางโลก
"เก็บเข้าแฟ้มเถอะ!" ลู่เทียนฉงเอ่ยออกมาเพียงสามคำช้าๆ
จางฮ่าวหรานสะดุ้งเล็กน้อย "ท่านอัครเสนาบดี จะรายงานเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทอย่างไรหรือขอรับ?"
ลู่เทียนฉงค่อยๆ เบนสายตามามอง "เรื่องที่จับมือใครดมไม่ได้ จะกราบทูลฝ่าบาทได้อย่างไร? ฮ่าวหราน ในเมื่อเจ้ามาเป็นขุนนาง ก็ควรรู้ข้อห้ามในวังวนขุนนาง เรื่องราวในหอฎีกา เมื่อก้าวพ้นประตูหอไปแล้ว ห้ามวิพากษ์วิจารณ์เด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืน ลงโทษสถานหนัก!"
"..."
"ออกไปได้แล้ว!"
จางฮ่าวหรานถอยออกจากหอจงซู กลับมายังหอฎีกา ในใจรู้สึกเศร้าสลด เรื่องของฉินฟั่งเวง ถูกปล่อยผ่านไปง่ายๆ เช่นนี้เองหรือ ไม่มีทางเข้าถึงพระกรรณของฝ่าบาทได้แม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นขุนนางใหญ่ฝ่ายปกครอง ท่านจ้วงหยวน หรือกรมตรวจสอบ หากรายงานขึ้นมา ก็ล้วนถูกปิดกั้นทั้งหมด และเจตนาของท่านอัครเสนาบดี ยังห้ามวิพากษ์วิจารณ์อีกด้วย
ความผิดของฉินฟั่งเวง ข้อหาฝ่าฝืนกฎเหล็กข้อแรกนั้น จางฮ่าวหรานเองก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ แต่ข้อหาอีกข้อที่หลินซูกล่าวถึง เรื่องฉินฟั่งเวงปล่อยตัวนักโทษอุกฉกรรจ์ อย่างไรก็มีหลักฐานทนโท่ จะไม่ตรวจสอบเลยหรือ? จะไม่เอาผิดเลยหรือ?
เขาอยากจะติดต่อหลินซูใจจะขาด แต่ในยามนี้คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาตัวติดอยู่ที่หอฎีกาในสำนักจงซู
หลินซูออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่เส้นทางเขาซีซาน ซึ่งเขาซีซานในฤดูกาลนี้ เขียวขจีร่มรื่น บรรยากาศเงียบสงบ ยามฤดูร้อนที่อากาศร้อนระอุ ที่นี่คือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชั้นดีของชาวเมืองหลวง
สายลมเย็นพัดมา เส้นผมของหลินซูปลิวไสว เบื้องหน้าคือดินแดนแห่ง 'บุปผาร่วงอักษรริน' อันเลื่องชื่อ ยามนี้ยังมีบัณฑิตเล่นสนุกกับใบไม้ร่วงอักษรริน ช่างเป็นความสำราญในยุคทอง ภูผาแห่งความสงบสุขของโลกมนุษย์โดยแท้
วัดหลิงอิ่นซ่อนตัวอยู่บนยอดเขา ศาลาเก๋งจีนโบราณ กลิ่นธูปหอมอบอวล...
หลินซูมาถึงประตูวัด สายตายังคงเบนไปยัง 'เรือนกึ่งภูผา' สถานที่พำนักของปี้เสวียนจี ปี้เสวียนจี หนึ่งในสามยอดหญิงแห่งเมืองหลวง และในวันนี้ นางยังมีอีกสถานะหนึ่งเพิ่มเข้ามา นางคือพี่สาวของลู่อี๋
การเข้าเมืองหลวงครานี้ ลู่อี๋ไม่ได้เอ่ยปาก แต่เขารู้ดีว่าลู่อี๋อยากมาเยี่ยมพี่สาวใจจะขาด เพียงติดที่สถานะพิเศษของพี่สาว จึงไม่กล้ามา เขาจึงขอทำหน้าที่มาเยี่ยมเยียนนางแทนภรรยาตัวน้อยของเขาก็แล้วกัน
ประตูห้องถูกเคาะเบาๆ ราวกับสายลมพัดผ่าน กลอนประตูเปิดออกอย่างเงียบเชียบ หลินซูผลักเบาๆ ประตูเปิดออก ปี้เสวียนจียืนอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาทอประกายระยิบระยับ "คุณชายหลิน เป็นท่าน! ...เข้าเมืองหลวงมาเมื่อใดเจ้าคะ?"
"มาถึงเมื่อคืนวาน เพิ่งไปรับตำแหน่งที่กรมตรวจสอบ เลยแวะมาเยี่ยมแม่นางเป็นพิเศษ"
'มาเยี่ยมข้าหรือ?' แม้ปี้เสวียนจีจะบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นจิตนิ่งสงบดุจขุนเขาไท่ซานถล่มตรงหน้าก็ไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ก็ยังมีอารมณ์หวั่นไหววูบหนึ่ง
"เชิญเข้ามาเถิด!"
หลินซูเดินเข้าสู่เรือนกึ่งภูผา ประตูรั้วปิดลงเบาๆ เบื้องหลัง
เบื้องหน้าคือกำแพงเงาไผ่ ไผ่ไม่กี่กิ่งพาดเฉียง ใต้กำแพงคือที่นั่งสมาธิของนาง มีเบาะนั่ง เก้าอี้ โต๊ะ และม้วนคัมภีร์พระธรรม อ้อ ยังมีกาน้ำชาหนึ่งใบ ถ้วยชาสองใบ
กาน้ำชาต้มน้ำเดือดส่งเสียงซู่ซ่า
หลินซูยกมือขึ้น นำสิ่งของออกมาสองสามอย่าง และสิ่งนั้นก็คือ ชุดน้ำชาเครื่องเคลือบขาวชั้นยอดหนึ่งชุด หนึ่งกาแปดถ้วย ล้วนวิจิตรบรรจง น้ำหอมชุนเล่ยสิบขวด ด้านนอกเป็นกล่องไม้แกะสลักประณีต
"นี่ท่าน... เอาของกำนัลมาให้ข้าหรือ" ปี้เสวียนจีเอ่ยถาม
"ไม่ใช่ข้าให้!" หลินซูตอบ "ลู่อี๋ฝากมาให้แม่นางต่างหาก"
ลู่อี๋? ลมหายใจของปี้เสวียนจีชะงักกึก "นาง... ทำไมนางต้องฝากของกำนัลเหล่านี้มาให้ข้า?"
"วันนั้นที่ศาลาริมทาง การจากลาอาจเป็นเพียงสายตาปกติสำหรับแม่นาง แต่สำหรับลู่อี๋แล้ว นางบอกข้าว่า นางรู้สึกผูกพันกับท่านเหมือนคนคุ้นเคยแต่แรกเห็น"
ปี้เสวียนจีกระจ่างแจ้งในใจ 'น้องสาวจำนางได้แล้ว!' คำว่า 'เหมือนคนคุ้นเคยแต่แรกเห็น' ที่เขากล่าวอย่างมีความหมายแฝงนั้น เปิดเผยทุกสิ่ง การพบกันครั้งนี้ มิใช่แค่เหมือน แต่คือ 'คนคุ้นเคย' จริงๆ!
สิบสามปีแล้ว สองพี่น้องสิ้นแคว้นพลัดพรากมาอยู่ต่างถิ่น ในที่สุดก็ได้พบกัน ชั่วขณะนี้ น้ำตาเอ่อล้นในดวงตาของปี้เสวียนจี...
หลินซูไม่ได้มองแววตาของอีกฝ่าย เพียงก้มหน้ายกกาน้ำชา รินชาลงในถ้วยสองใบ และเมื่อยื่นถ้วยชาใส่มือปี้เสวียนจี น้ำตาในดวงตาของนางก็เลือนหายไปแล้ว
"นาง... สบายดีหรือไม่?" ห้าคำนี้ เป็นตัวแทนของความห่วงหาตลอดสิบสามปี
หลินซูยิ้มบางๆ "เมื่อก่อนนางว่างเกินไป วันๆ เอาแต่คะยั้นคะยอให้ข้าเขียนนิยายให้อ่าน พอได้นิยายเน่าๆ ไปสักเล่มก็นั่งกอดไม่สนใจข้า ข้าจะยอมนางได้หรือ? ตอนนี้มีกิจการงานใหญ่เริ่มเดินหน้า นางเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ยุ่งจนหัวหมุน เที่ยวลากคนโน้นคนนี้มาช่วยงาน"
ถ้อยคำช่วงหนึ่ง แฝงไว้ด้วยความสนิทสนม ความไว้วางใจ และความรักใคร่เอ็นดูอย่างเปี่ยมล้น
กระแสความอบอุ่นไหลผ่านใจปี้เสวียนจี "นางรับผิดชอบกิจการงานใหญ่อะไรหรือเจ้าคะ ถึงได้ยุ่งเพียงนั้น?"
"ข้าเช่าที่ดินสามร้อยลี้ที่หาดอี้สุ่ยเหนือ เอามาปลูกดอกไม้ ก่อนข้าเข้าเมืองหลวง เมล็ดพันธุ์ดอกไม้สี่ห้าพันชั่งได้ถูกหว่านลงไปแล้ว รอให้ดอกไม้เหล่านี้บานสะพรั่ง น้ำหอมชุนเล่ยจะมีชุดใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายกลิ่น กำลังการกลั่นก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า"
น้ำหอมชุนเล่ยขวดหนึ่งหาซื้อยากยิ่งกว่าทอง ปัจจุบันชุนเล่ยเป็นกิจการที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า? กิจการที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ มอบให้น้องสาวของนางดูแลทั้งหมด สถานะของน้องสาวในใจเขา ย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก 'น้องหญิง ในที่สุดข้าก็รู้ว่าเจ้ามีความสุขดี เจ้าได้พบสามีที่ดี พี่สาว... ดีใจจริงๆ'
"ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ดอกไม้ชุดแรกจะเริ่มบาน หาดอี้สุ่ยเหนือจะกลายเป็นสวนดอกไม้สุดลูกหูลูกตา หากแม่นางว่าง ลองแวะไปชมดอกไม้ได้"
ปี้เสวียนจีพยักหน้าเบาๆ "ข้าจะไปเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงปีนี้หรือไม่"
นางอยากจะบอกว่าลู่อิ้วเวยกำลังป่วยหนัก ไม่รู้ว่าจะสิ้นใจในฤดูใบไม้ร่วงนี้หรือไม่ แต่นางไม่ได้เอ่ยออกมา เปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทน "วันนี้ท่านมาหาข้า นอกจากมาเยี่ยมเยียนแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอื่นอีกหรือไม่?"
ลู่อิ้วเวย สหายสนิทของนาง สหายรักของนาง สองเดือนก่อนหน้านี้ นางยังทุ่มเทใจคิดจะจับคู่เขากับลู่อิ้วเวย เพื่อให้สหายรักสมหวังในสิ่งที่ปรารถนามาตลอดชีวิต แต่บัดนี้ ความคิดของนางเริ่มเบี่ยงเบน ลู่อิ้วเวยเปรียบดั่งดอกไม้ที่ร่วงโรยแน่แล้ว ไยต้องไปกวนน้ำในบ่อใจของเขาให้ขุ่นมัว?
"มีเรื่องหนึ่งจริงๆ ข้าอยากขอพบท่านเจ้าอาวาสวัดหลิงอิ่น"
"ข้าจะพาท่านไป"
ปี้เสวียนจีพาหลินซูเข้าสู่วัดหลิงอิ่นทางประตูข้าง ขณะผ่านหอเก๋งเล็กๆ แห่งหนึ่ง หลินซูเห็นสมณะน้อยหัวโล้นกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในหอเก๋ง ปี้เสวียนจียิ้มบางๆ "จะไปทักทายลูกศิษย์ราคาถูกของท่านหน่อยหรือไม่?"
"อย่าเลย! ข้าว่าสมณะน้อยตอนอ่านตำราน่าเอ็นดูกว่าเยอะ สมณะน้อยที่เจอหน้าแล้วโขกศีรษะโป๊กๆ นั่นน่าปวดหัวจะตาย"
ปี้เสวียนจียิ้ม รอยยิ้มของนางดูเหมือนจะก้าวข้ามทางโลกไปแล้ว
เบื้องหน้าคืออารามเก่าแก่… หลวงจีนชรารูปหนึ่งยืนหันหลังให้ประตู อยู่ต่อหน้าพระโพธิสัตว์โบราณ โลกทั้งสี่ทิศดูเหมือนจะเงียบสงัดลงในฉับพลัน
"ท่านเจ้าอาวาส!" ปี้เสวียนจีคารวะเบาๆ "มีคุณชายท่านหนึ่งขอพบเจ้าค่ะ"
ท่านเจ้าอาวาสค่อยๆ หันกลับมา ศีรษะโล้นสวมจีวรสีเขียว ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้พฤกษาฮ่วยอายุสามร้อยปี แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก หลินซูพอเห็นดวงตาคู่นี้ถึงกับตะลึง 'คนในพุทธจักร เป็นพวกประหลาดแบบนี้กันหมดหรือ? แบบที่มองไม่ออกว่าอายุเท่าไร?'
ท่านเจ้าอาวาสยิ้มเล็กน้อย "อาตมาก็นึกว่าผู้ใด ที่กล้ารบกวนศิษย์หลานเสวียนจีให้นำทางมาด้วยตนเอง ที่แท้ก็ประสกหลินนี่เอง"
หลินซูโค้งคำนับเล็กน้อย "ไต้ซือรู้จักข้าด้วยหรือ?"
"วันนั้นอาชาสวรรค์ตรวจตราสวรรค์ ท่านจ้วงหยวนท่องไปทั่วขอบฟ้า อาตมาย่อมจำได้"
ท่านเจ้าอาวาสผายมือเชิญ "ประสกหลิน เชิญนั่งที่ศาลาเชิดชูปราชญ์"
หลินซูรู้สึกเลื่อมใสหลวงจีนเฒ่ารูปนี้ขึ้นมาอีกหลายส่วน จ้วงหยวนขี่อาชาสวรรค์ คนทั่วไปไม่มีทางมองเห็นโฉมหน้าแท้จริงของจ้วงหยวนได้ เพราะยามนั้นพลังแห่งวิถีอักษรแสดงปาฏิหาริย์ปกคลุมฟ้าดิน
คนทั่วไปเห็นเพียงเมฆหมอกไหลเวียน มีเพียงคนสองประเภทที่มองเห็น หนึ่งคือยอดคนผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง สองคือผู้มีดวงตาแห่งปัญญา และหลวงจีนเฒ่ารูปนี้มองเห็นโฉมหน้าแท้จริงของเขา ย่อมไม่ธรรมดา
ปี้เสวียนจีเองก็ตะลึงเล็กน้อย ศาลาเชิดชูปราชญ์ มิใช่ศาลาทั่วไป คนทั้งวัดหลิงอิ่นต่างรู้ดีว่า ผู้ที่ได้เข้าสู่ศาลาเชิดชูปราชญ์ ล้วนเป็นแขกผู้มีเกียรติสูงสุด ซึ่งคนทั่วไป อย่างมากก็ได้นั่งแค่ศาลารับรองด้านข้าง ศาลาเชิดชูปราชญ์ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเขตอาราม
"ศิษย์หลานเสวียนจี ก็เชิญมาด้วยกันเถิด" ท่านเจ้าอาวาสกล่าว
"เจ้าค่ะ!" ปี้เสวียนจีจึงติดตามเข้าสู่ศาลาเชิดชูปราชญ์ด้วย
เมื่อก้าวเข้าสู่ศาลาเชิดชูปราชญ์ ความเงียบสงัดอันไร้ที่เปรียบก็เข้าปกคลุม ราวกับในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ ได้ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ให้ทุกคนได้เผชิญหน้ากับหัวใจของตนเอง