เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 199 หุบเขาเย่าเสินกู่ถูกล้างสำนัก

บทที่ 199 หุบเขาเย่าเสินกู่ถูกล้างสำนัก

บทที่ 199 หุบเขาเย่าเสินกู่ถูกล้างสำนัก


มหาปราชญ์หัวใจอักษร เป็นเพียงขอบเขตที่สี่แห่งวิถีอักษร หากเทียบชั้นภูมิ ย่อมต่อกรได้เพียงยอดศัตราวุธ ซึ่งเป็นขอบเขตที่สี่แห่งวิถียุทธ์เท่านั้น

หากเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับพิศมนุษย์ ย่อมต้องตกตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่า วิถีอักษรคือผู้นำแห่งเบญจวิถี ส่วนวิถียุทธ์นั้นเป็นปลายแถวแห่งเบญจวิถี ผู้มีหัวใจอักษรที่เข้มแข็งสักหน่อย ก็สามารถต่อกรกับผู้ก้าวข้ามขอบเขตพิศมนุษย์ขั้นต้นได้

และหลินซู หาใช่เพียงแค่ 'เข้มแข็งสักหน่อย' ไม่? เพราะเขาคือผู้ครอบครองภูผาอักษรตามเนื้อแท้ที่อยู่เหนือกว่าภูผาทองคำ เขาคือผู้มีหัวใจอักษรระดับสุดยอด!

พลังแห่งวิถีอักษรของเขาพลิกแพลงได้ดั่งใจนึก! และแน่นอนว่า ลำพังเพียงเท่านี้ เขาก็ทำได้เพียงต่อกรกับผู้ก้าวข้ามขอบเขตพิศมนุษย์ขั้นกลางได้อย่างทัดเทียม หรือเทียบเท่าเจ้าหุบเขาเจิ้งเท่านั้น

แต่เขายังมีลำนำสงครามแสงครามสืบทอดชั่วกาลนาน!

บทกวีสงครามระดับแสงทองสำหรับมหาปราชญ์วิถีอักษรแล้ว สามารถเพิ่มพูนพลังโจมตีได้หนึ่งถึงสองส่วน หากเป็นระดับสืบทอดชั่วกาลนานย่อมเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัว ยิ่งลำนำแสงครามบทนี้ หลินซูเป็นผู้รังสรรค์ขึ้นเอง… พลังย่อมทวีคูณขึ้นไปอีก!

นั่นหมายความว่า ยามที่หลินซูใช้ลำนำแสงครามบทนี้ พลังของเขาย่อมเทียบเท่าเจิ้งโย่วชิงอย่างน้อยสี่คน!

ไม่ว่าจะเป็นฉินฟั่งเวง หรือเจิ้งโย่วชิง ต่างก็ประเมินเขาต่ำเกินไป และการดูแคลนเพียงครั้งนี้ ส่งผลให้หุบเขาเย่าเสินกู่สูญเสียกำลังรบไปทั้งสำนัก

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด นั่นคือเหตุการณ์ที่คนของหุบเขาเย่าเสินกู่สังหารมือปราบสามสิบคน และฟันขุนนางราชสำนักอย่างเฉินเล่ยจนขาดเป็นสองท่อน และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ หลินซูได้ใช้ตราลัญจกรบันทึกภาพเอาไว้ แล้วส่งสำเนาชุดหนึ่งไปยังกรมตรวจสอบที่เมืองหลวง และอีกชุดหนึ่งส่งให้ฉินฟั่งเวง

การส่งข่าวครั้งนี้ ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

ทันทีที่ฉินฟั่งเวงได้รับ 'ภาพบันทึกเหตุการณ์' นี้ ตราลัญจกรในมือก็สั่นระริก ท่าทีที่เคยสุขุมคัมภีรภาพดั่งผู้กุมชะตาโลก มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในบัดดล...

ที่ปรึกษาข้างกายตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง "ช่างเป็นพลังการต่อสู้ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก นี่ดูไม่เหมือนผู้ที่เพิ่งก้าวสู่ระดับมหาปราชญ์แม้แต่น้อย ราวกับเป็นยอดคนระดับเส้นทางอักษร! ใต้เท้าขอรับ เป็นเพราะลำนำสงครามแสงครามบทใหม่นั่นหรือ?"

ฉินฟั่งเวงไม่ตอบคำ สีหน้าเขียวคล้ำดุจเหล็กกล้า

"ใต้เท้าขอรับ เขาเข่นฆ่าผู้คนในหุบเขาเย่าเสินกู่มากมาย ถึงอย่างไรก็... เราสามารถใช้เหตุผลนี้ยื่นฎีกาถอดถอนเขาในข้อหาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้หรือไม่"

สายตาของฉินฟั่งเวงตวัดลงต่ำทันที "เจ้าคิดว่าเขาจะโง่เง่าเหมือนเจ้าหรือ? ถอดถอนเขาข้อหาฆ่าผู้บริสุทธิ์? ใครคือผู้บริสุทธิ์? ฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน สังหารขุนนางราชสำนัก เรื่องราวทั้งหมดถูกเขาบันทึกไว้หมดสิ้น หุบเขาเย่าเสินกู่จะบริสุทธิ์ได้อย่างไร? อีกทั้งเขายังไม่ได้เข่นฆ่าตามอำเภอใจ เขาเพียงแค่ทำลายวรยุทธ์ของยอดฝีมือทั้งหุบเขาเท่านั้น"

ใช่แล้ว หลินซูไม่ได้ฆ่าคน ไม่ได้ฆ่าเลยแม้แต่คนเดียว!

"เช่นนั้นจะทำอย่างไรขอรับ?"

"ส่งคนไปที่หุบเขาเย่าเสินกู่เดี๋ยวนี้ ใครควรจับก็จับ ใครควรฆ่าก็ฆ่า!" ฉินฟั่งเวงเอ่ยเสียงขรึม ซึ่งหุบเขาเย่าเสินกู่ก็เป็นเพียงหุบเขาเย่าเสินกู่ ยามเมื่อต้องสละเบี้ยเพื่อรักษาขุน ก็ต้องแสดงจุดยืนตัดขาดให้ชัดเจน

วูบ! แสงทองทาบทาฟากฟ้า ฉินฟั่งเวงนำเหล่าเจ้าหน้าที่ระดับล่างอาศัยตราลัญจกรเป็นสะพาน ร่อนลงตรงหน้าหลินซู

เจิ้งโย่วชิงเดิมทีสิ้นหวังจนถึงที่สุด เมื่อเห็นฉินฟั่งเวง ดวงตาก็พลันลุกวาว "ใต้เท้าฉิน..." เสียงเรียกของเขาแหบโหยราวกับเสียงร้องไห้ ประหนึ่งเด็กน้อยที่ถูกรังแกแล้วมองเห็นมารดา...

ฉินฟั่งเวงตวัดมือขึ้น ตวาดเสียงกึกก้อง "บังอาจสังหารขุนนางราชสำนัก สังหารมือปราบ ความผิดมหันต์จนยากอภัย เด็กๆ จับกุมตัวพวกมันทั้งหมด!"

เจิ้งโย่วชิงตกตะลึง 'นี่คือการสละเบี้ยเพื่อรักษาขุนนาง ใต้เท้าฉิน ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้' เขาตั้งใจจะโต้แย้ง แต่พลันพบว่า ตนเองไม่สามารถเอ่ยปากได้แม้แต่คำเดียว เขาถูกผนึกเสียงแล้ว หากเขายังมีวรยุทธ์ระดับพิศมนุษย์ ฉินฟั่งเวงย่อมผนึกเขาไม่ได้ แต่บัดนี้ เขาเป็นเพียงคนพิการเท่านั้น

หัวใจของเขาดิ่งวูบลงสู่ก้นเหว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักถึงสถานการณ์ของหุบเขาเย่าเสินกู่อย่างแท้จริง

เหล่าเจ้าหน้าที่เริ่มลงมือ ลากตัวเจิ้งโย่วชิงออกไป จับกุมยอดฝีมือที่ถูกทำลายวรยุทธ์ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วทิศ และเปิดประตูสวนด้านหลัง เหล่าสตรีเปลือยเปล่าในนั้นเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทางการ ต่างพากันคุกเข่าร่ำไห้ สาปแช่งความชั่วช้าของหุบเขาเย่าเสินกู่ ราวกับได้พบสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาโปรด

รอบด้านไร้ผู้คน ฉินฟั่งเวงและหลินซูเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

"ท่านผู้ตรวจการ วิธีการยอดเยี่ยมนัก!" ฉินฟั่งเวงเอ่ยช้าๆ

"เรื่องนี้ข้าคงไม่ต้องถ่อมตน ในเมื่อประกาศชัดแล้วว่าจะประลองกำลังกับใต้เท้า ก็ต้องให้ใต้เท้าได้เห็นวิธีการของข้าหลินซูเสียบ้าง!" หลินซูยิ้มบางๆ

ฉินฟั่งเวงหัวเราะ "วิธีการของใต้เท้าช่างร้ายกาจ จัดการหุบเขาเย่าเสินกู่ได้ราบคาบ แต่ทำเช่นนี้จะเล่นงานข้าได้รึ?"

"ข้าบอกท่านตามตรง วันนี้ที่มาเมืองฮุ่ยซาง เดิมทีข้าก็ไม่ได้คิดจะเล่นงานท่าน สิ่งที่ข้าต้องการ คือการล่มสลายของหุบเขาเย่าเสินกู่!"

ฉินฟั่งเวงชะงักไปเล็กน้อย...

หลินซูกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ที่ข้าส่งสัญญาณว่าจะต่อกรกับท่าน จุดประสงค์มีเพียงหนึ่งเดียว คือเพื่อให้ท่านรู้สึกถึงวิกฤต และสั่งการให้เจิ้งโย่วชิงลงมือสังหารข้า ข้าถึงจะมีข้ออ้างยัดข้อหา 'สังหารขุนนางราชสำนัก' ให้เขา เพื่อนำไปสู่การกวาดล้างหุบเขาเย่าเสินกู่"

บนใบหน้าของฉินฟั่งเวงมีเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธแค้นในอกปะทุขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า...

เป้าหมายของหลินซูคือการกวาดล้างหุบเขาเย่าเสินกู่ แต่เขาหาข้ออ้างไม่ได้ ต่อให้หลินซูตรวจพบ 'สวนบุปผาเปลือย' ของหุบเขาเย่าเสินกู่ ก็ทำได้เพียงรายงานต่อฉินฟั่งเวง ไม่อาจลงมือทำลายหุบเขาได้โดยตรง

ดังนั้นเขาจึงเล่นเล่ห์ เพ่งเล็งปล่อยกลิ่นอายคุกคามใส่ฉินฟั่งเวง บีบให้ฉินฟั่งเวงหาทางฆ่าเขา เขาเดาออกแต่แรกแล้วว่าฉินฟั่งเวงต้องใช้มือเจิ้งโย่วชิงลงมือในหุบเขาเย่าเสินกู่ และเขาก็ฉวยโอกาสนี้ใช้เป็นข้ออ้างในการลงมือสังหาร นายอำเภอเฉินและมือปราบสามสิบกว่าคนที่เขาเจาะจงพาไปด้วย

แท้จริงแล้วคือ 'เครื่องสังเวย' ที่เขาส่งไปให้หุบเขาเย่าเสินกู่เชือด เพื่อแลกกับข้อหาหนัก 'สังหารขุนนางราชสำนัก' และแลกกับความพินาศย่อยยับของยอดฝีมือแปดร้อยคนแห่งหุบเขาเย่าเสินกู่

แผนการลึกล้ำ วิธีการอำมหิตเช่นนี้ ฉินฟั่งเวงยังต้องหนาวเหน็บในใจ

ขุนนางใหญ่สองท่านเดินทอดน่องในหุบเขาเย่าเสินกู่ คนที่รู้ตื้นลึกหนาบางอยู่ด้านหลังต่างรู้สึกว่าบรรยากาศช่างพิกลพิลึก

ฉินฟั่งเวงอยากฆ่าหลินซู หลินซูก็อยากฆ่าฉินฟั่งเวง แต่ทั้งสองกลับเดินเคียงคู่กัน มองจากไกลๆ ยังเห็นเสี้ยวหน้าเปื้อนยิ้มของหลินซูด้วยซ้ำ

คนที่ไม่รู้เรื่องราว คงนึกว่าพวกเขามีมิตรภาพอันดีต่อกัน หารู้ไม่ว่า พวกเขาไม่เพียงเป็นศัตรูคู่อาฆาต แต่วาจาทุกคำที่เอ่ยออกมายังเปิดเผยความตั้งใจที่จะเอาชีวิตอีกฝ่ายอย่างไม่ปิดบัง

"แผนอันยอดเยี่ยมของใต้เท้าหลินครานี้ช่างไร้เทียมทานจริงๆ! ไม่ทราบว่าเป็นแผนที่ท่านคิดเอง? หรือเป็นสติปัญญาของขุนนางท่านใดในราชสำนัก?" ฉินฟั่งเวงถามเสียงเย็นยะเยือก

"เป็นข้าเองแล้วอย่างไร? หรือเบื้องหลังข้ามีคนอื่นแล้วจะอย่างไร? ใต้เท้าฉินทำได้เพียงเบิ่งตามองตาปริบๆ จะลงมือจัดการรึ? ไม่ใช่ข้าดูถูกท่านนะ แต่ท่านไม่มีปัญญาทำได้หรอก!" หลินซูโค้งคำนับเล็กน้อย "ขอลา!"

มือตวัดเขียนอักษร ร่างพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าทันที จากนั้นเขาก็ร่อนลงที่ท่าเรือ เสื้อขุนนางและหมวกขุนนางปรากฏขึ้น ฝูงชนที่ท่าเรือต่างตื่นตระหนกพร้อมกัน

ท่ามกลางความเงียบงัน บนเรือใหญ่ที่จอดนิ่งอยู่นอกท่าเรือ หลินเจียเหลียงและเจิงสื่อกวี้ก็ทะยานร่างฝ่าอากาศ ร่อนลงข้างกายเขา "น้องสาม!"

"พี่หลิน! สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"

"หุบเขาเย่าเสินกู่ฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน เปิดสวนบุปผาเปลือย เจ้าหน้าที่ทางการเข้าตรวจสอบ หุบเขาเย่าเสินกู่บังอาจสังหารขุนนางราชสำนัก ความผิดสำเร็จแล้ว เจิ้งโย่วชิงและยอดฝีมือระดับพิศมนุษย์อีกสองคน ตันเถียนแตกสลาย วรยุทธ์สูญสิ้น ส่วนพวกระดับขอบเขตจอมยุทธ์และยอดศัตราวุธอีกแปดร้อยคนก็ถูกทำลายตันเถียนจนหมด หุบเขาเย่าเสินกู่จบสิ้นแล้ว ส่วนที่เหลือไม่ใช่เรื่องของเรา กลับกันเถอะ"

หัวใจของหลินเจียเหลียงและเจิงสื่อกวี้เต้นระรัว

หลินซูและคณะขึ้นเรือ เดินทางกลับเมืองไห่หนิง

ผู้คนรอบด้านต่างอกสั่นขวัญแขวน 'เจ้าหุบเขาเย่าเสินกู่ถูกทำลายวรยุทธ์? กองกำลังทั้งหมดของหุบเขาถูกกวาดล้างในคราวเดียว? นี่เรื่องจริงหรือ?'

ท่าเรือคือแหล่งข่าวสารที่รวดเร็วที่สุด ข่าวสารใดๆ หากแพร่งพรายที่ท่าเรือ เพียงชั่วครู่ย่อมแพร่สะพัดไปไกลนับพันลี้

ผู้ที่รู้ข่าวเป็นกลุ่มแรกคือกุลีแบกหามที่ท่าเรือ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งพลันตัวสั่นสะท้าน สายตาตวัดมองตรงไปยังทิศทางของหุบเขาเย่าเสินกู่ เขามีนามว่า หลิวจ้งซาน เป็นลูกคนที่สาม เขายังมีน้องสาวอีกคนหนึ่ง ทว่าน้องสาวถูกคนของหุบเขาเย่าเสินกู่ฉุดไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน พี่ใหญ่และพี่รองของเขาบุกไปช่วยคน แต่ช่วยไม่ได้ ซ้ำยังต้องทิ้งชีวิตไว้ในหุบเขาทั้งสองคน

บัดนี้ ถึงตาของเขาแล้ว! เขาเหวี่ยงคานหาบทิ้งอย่างแรง แล้วพุ่งตัวออกจากท่าเรือ

ณ หมู่บ้านตะวันตก ชายฉกรรจ์หลายคนวิ่งออกมา สีหน้าตื่นเต้นสุดขีด มุ่งหน้าสู่หุบเขาเย่าเสินกู่

ณ ค่ายโจรชิงเฟิง หัวหน้าค่ายโจรแหงนหน้ากู่ร้องก้องฟ้า เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นขุนเขา เขาเป็นยอดฝีมือระดับยอดศัตราวุธ ในป่าเขาแห่งนี้เขาคือราชา แต่เขาไม่อาจลืมเลือนได้เลยว่าวันนั้นหุบเขาเย่าเสินกู่กระทำย่ำยีบิดามารดา บุตรและภรรยาของเขาอย่างไร แต่วันนี้ สวรรค์มีตาแล้ว...

ณ เมืองหลวง กรมตรวจสอบ จูสือยุ่นรีบร้อนเข้าไปพบเหลยเจิ้ง ทันทีที่ปิดประตูห้อง เขาก็ถลันเข้าไปรายงานต่อหน้าเหลยเจิ้งอย่างตื่นตระหนก เมื่อฟังรายงานจบ เหลยเจิ้งถึงกับตะลึงงัน

ระหว่างทางกลับบ้าน แวะพักที่เมืองฮุ่ยซาง ฉีกหน้าฉินฟั่งเวง แล้วอ้างเรื่องตรวจคดี นำนายอำเภอและมือปราบสามสิบคนบุกหุบเขาเย่าเสินกู่ เจ้าหุบเขาสังหารนายอำเภอและมือปราบ

คมดาบมุ่งเป้าไปที่ตัวการหลักคือจ้วงหยวน จ้วงหยวนร่ายลำนำแสงครามบทเดียว ทำลายตันเถียนทะเลปราณของสามยอดฝีมือ และปลดอาวุธกองกำลังทั้งหมดของหุบเขาจนสิ้นซาก โดยทิ้งความวุ่นวายไว้ให้ฉินฟั่งเวง แล้วล่องเรือกลับบ้านอย่างสบายใจเฉิบ?

ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดของจูสือยุ่นคือ 'จ้วงหยวนผู้นี้ช่างมีพลังการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก'

ส่วนเหลยเจิ้งกลับมึนงง 'เป้าหมายที่แท้จริงของจ้วงหยวนผู้นี้คืออะไรกันแน่? ต้องการสอบสวนคนของหุบเขาเย่าเสินกู่เพื่อหาหลักฐานเอาผิดฉินฟั่งเวงหรือ? หากเป็นเช่นนั้น ก็ช่างไร้เดียงสาเกินไปแล้ว คนของหุบเขาเย่าเสินกู่ต่อให้ถูกจับ ก็เป็นฉินฟั่งเวงที่สอบสวนเอง มีหลักฐานอะไรเขาก็ปิดปากเงียบหมดไม่ใช่หรือ?'

ในที่สุด คำพูดประโยคหนึ่งของจูสือยุ่นก็ทำให้เขาเข้าใจ หุบเขาเย่าเสินกู่เคยล่วงเกินจ้วงหยวน ไม่แน่ว่าเป้าหมายของเขาคือการทำลายล้างหุบเขาให้สิ้นซาก

แผ่นหลังของเหลยเจิ้งค่อยๆ ชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น 'เพียงเพราะตอนที่เจ้าสอบได้หุ้ยหยวน นายน้อยของหุบเขาเคยลอบสังหารเจ้าไม่สำเร็จเพียงครั้งเดียว วันรุ่งขึ้นเจ้าฆ่านายน้อยทิ้งยังไม่พอ ครึ่งปีให้หลัง ถึงกับถอนรากถอนโคนหุบเขาเย่าเสินกู่ทั้งสำนัก? จิตใจอาฆาตแค้นรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?'

'ตัวเขาเป็นถึงหัวหน้าสูงสุดของกรมตรวจสอบ หากวันหน้าไปล่วงเกินเขาเข้า จะถูกเขาจ้องเล่นงานหรือไม่? ผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้ชักจะควบคุมยากเสียแล้ว ต้องหาวิธีย้ายเขาออกไปให้พ้นๆ นิสัยพูดไม่เข้าหูแล้วล้างโคตรเช่นนี้ หัวหน้าอย่างเขาก็หวาดผวาเช่นกัน'

เรือแล่นอยู่กลางแม่น้ำ บนดาดฟ้าเรือ หญิงสาวสามคนนั่งเรียงเป็นหน้ากระดาน พี่น้องตระกูลหลินและเจิงสื่อกวี้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ลู่อี๋ตั้งคำถามขึ้นมาข้อหนึ่งว่า "ท่านทำเช่นนี้ หุบเขาเย่าเสินกู่จะพินาศจริงๆ หรือ?"

ได้ยินคำถามนี้ หลินเจียเหลียงและเจิงสื่อกวี้ใจเต้นระรัว นี่เป็นมุมมองใหม่

ในสายตาคนทั่วไป เมื่อเรื่องฆ่าขุนนางฆ่ามือปราบและฉุดคร่าหญิงชาวบ้านถูกเปิดโปง ก็มีแต่ตายสถานเดียว ไม่มีข้อยกเว้น แต่หุบเขาเย่าเสินกู่เป็นสุนัขที่ฉินฟั่งเวงเลี้ยงไว้ ในมือของฉินฟั่งเวง เรื่องราวใดบ้างที่บิดเบือนไม่ได้?

ยุคสมัยนี้ คนสี่ขาหายาก แต่แพะรับบาปสองขาหาง่ายยิ่งนัก ไม่แน่ว่าฉินฟั่งเวงสอบสวนไปมา อาจจะได้จำเลยที่สาม โยนความผิดว่าคนฆ่าขุนนางไม่ใช่คนของหุบเขา ส่วนหญิงสาวที่ถูกฉุดมา ก็คงมีสัญญาขายตัวมายืนยันว่าไม่ใช่หญิงชาวบ้านที่ดี

หลินซูยิ้มบางๆ "ไม่! หุบเขาเย่าเสินกู่ต้องพินาศอย่างแน่นอน!" เขามั่นใจอย่างยิ่ง เอาอะไรมามองโลกในแง่ดีปานนั้น?

ลู่อี๋กล่าวว่า "ข้าเดิมพันว่าฉินฟั่งเวงจะเร่งเตรียมคำให้การทั้งคืน จะสรรหาวิธีร้อยแปดพันประการเพื่อช่วยให้หุบเขาพ้นผิด และความผิดทั้งหมด เขาจะช่วยล้างมลทินให้เจ้าพวกนั้นจนหมดสิ้น และเขาจะไม่คิดว่านี่คือความพ่ายแพ้แต่อย่างใด"

"เพราะเหตุใดน่ะหรือ? เพราะสำหรับเขาแล้ว เทพโอสถจะมีกำลังรบหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ หุบเขาเย่าเสินกู่คือถุงเงินถุงทองของเขา ขอเพียงคนยังอยู่ โอสถยังอยู่ ช่องทางยังอยู่ หุบเขาเย่าเสินกู่ก็ยังคงทำเงินมหาศาลให้เขาได้อย่างต่อเนื่อง"

หลินซูกล่าวว่า "ใช่แล้ว เรื่องพวกนี้เขาทำได้ แต่หากเขาทำเช่นนั้นจริง หุบเขาเย่าเสินกู่จะพินาศย่อยยับยิ่งกว่าเดิม"

"ทำไมหรือเจ้าคะ?"

"หลายปีมานี้ หุบเขาเย่าเสินกู่ทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ไว้มาก มีศัตรูอยู่เต็มเมือง หุบเขามีกำลังรบปกป้อง จึงไม่มีใครทำอะไรพวกเขาได้ ตอนนี้ข้าได้ส่งสัญญาณออกไปแล้ว ผู้คนที่ถูกเจ้าพวกนั้นฉุดคร่าลูกและภรรยา ผู้ที่ถูกฆ่าล้างตระกูล ผู้ที่อยากยึดหุบเขาตั้งตัวเป็นโจรป่า ทั้งหมดจะเคลื่อนไหว! หากเจิ้งโย่วชิงคิดได้ถึงจุดนี้ เขาอาจจะภาวนาให้ตนเองไม่ต้องออกจากคุกเจ้าเมืองไปชั่วชีวิต!"

ดวงตาของลู่อี๋สว่างวาบ 'หลินซูถกเถียงเรื่องคดีอย่างเปิดเผยที่ท่าเรือ สายตาคนรอบข้างดูแปลกๆ นางยังนึกว่าสามีเพิ่งเป็นขุนนางมือใหม่ จึงไม่รู้ธรรมเนียมข้อห้าม แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า นี่คือหมากกระดานหนึ่งที่เขาวางไว้ เป้าหมายของเขาคือการกระจายข่าวนี้ไปทั่วทั้งเมือง เพื่อให้ศัตรูของหุบเขารับรู้...'

กลางดึกคืนนั้น เจิ้งโย่วชิงถูกปล่อยตัวกลับมา คนทั้งหุบเขาก็กลับมาครบถ้วน หญิงสาวในสวนบุปผาเปลือยที่นึกว่าชะตากรรมจะพลิกผัน แต่ใครจะคาดคิด พอขุนนางผู้ตรวจการจากไป ทุกอย่างก็กลับสู่วังวนนรกเดิม

เสียงร่ำไห้ระงมดังขึ้นจากสวนบุปผาเปลือย ด้านนอก คนของหุบเขาเย่าเสินกู่หัวเราะร่าอย่างลำพอง

ทันใดนั้นเอง กลุ่มคนกลุ่มใหญ่ก็พุ่งเข้ามาจากภายนอก บนภูเขาสี่ทิศ คบเพลิงสว่างไสวเสียดฟ้า คบเพลิงนับไม่ถ้วนถูกขว้างลงมาในหุบเขา ไฟลุกท่วม ที่หน้าประตูคือชายฉกรรจ์จากสิบลี้แปดตำบล บนเขาด้านซ้ายคือพรานป่าจากทั่วสารทิศ บนเขาด้านขวาคือสมุนโจรค่ายชิงเฟิง ส่วนบนเขาด้านหลังยังมีคนอีก…

สีหน้าของเจิ้งโย่วชิงเปลี่ยนไป หากเป็นวันวานโจรระดับนี้ เขาเพียงยกมือเดียวก็ฆ่าได้หมดสิ้น แต่คืนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร ในหุบเขาไร้ซึ่งยอดฝีมือ ไร้กระทั่งคนที่มีวรยุทธ์ การสังหารหมู่ที่นองเลือดที่สุดจึงบังเกิดขึ้น พร้อมกับความแค้นที่ไร้ขอบเขต

เพียงชั่วคืนเดียว คนของหุบเขาเย่าเสินกู่นับพันคนศีรษะหลุดจากบ่า เลือดชโลมย้อมหุบเขาจนแดงฉาน

ร่างกายของเจิ้งโย่วชิงถูกฟันไม่ต่ำกว่าร้อยแผล ศีรษะถูกแขวนประจานอยู่บนยอดไม้ ยอดฝีมือระดับพิศมนุษย์ผู้เกรียงไกร จบชีวิตลงด้วยน้ำมือของชาวบ้านธรรมดา ตายตาไม่หลับ

รุ่งสาง ฉินฟั่งเวงได้รับรายงานด่วน เมื่อเขามาถึง หุบเขาเย่าเสินกู่ก็เต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกลาด ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือแม้แต่คนเดียว

สายลมภูเขาพัดผ่าน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งหนาวเหน็บ ตราลัญจกรในมือฉินฟั่งเวงสว่างวาบ ติดต่อหาหลินซูโดยตรง

"ใต้เท้าหลิน หุบเขาเย่าเสินกู่เกิดจลาจล คนนับพันถูกฆ่าตัดหัว นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการจริงๆ ใช่หรือไม่?"

หลินซูยืนอยู่ที่กราบเรือ จ้องมองฉินฟั่งเวงในตราลัญจกรด้วยสายตาเย็นชา "ใต้เท้าฉิน ท่านต้องหาคำอธิบายไปกราบทูลฝ่าบาทแล้วกระมัง เจิ้งโย่วชิงก่อคดีอุกฉกรรจ์ที่มิอาจนิรโทษกรรม สมุนในหุบเขาล้วนมือเปื้อนเลือดชาวบ้าน เวลานี้พวกเขาไม่ควรจะถูกขังอยู่ในคุกเจ้าเมืองหรอกหรือ? เหตุไฉนจึงมาตายอยู่กลางวงจลาจลได้?"

ในดวงตาของฉินฟั่งเวงมีประกายเลือดหมุนวน "เจ้าคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิดจลาจล? หรือจะพูดว่า การปลุกปั่นให้เกิดจลาจล คือแผนการที่เจ้าวางไว้แต่แรก?"

หลินซูหัวเราะลั่น "ฉินฟั่งเวง อย่ามาเสียเวลาใส่ร้ายข้าเลย ข้าไม่ได้ไร้สติปัญญาเช่นท่าน การสืบคดีเป็นหน้าที่ของข้า กระบวนการทั้งหมดถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน ไม่มีส่วนใดผิดกฎระเบียบ ไม่มีส่วนใดก้าวก่ายอำนาจ! ส่วนเรื่องจลาจล เรื่องคดีฆาตกรรม นั่นเป็นเรื่องของท่าน เกี่ยวอันใดกับข้า?"

แสงจากตราลัญจกรดับวูบ ตัดขาดการสื่อสาร

—-------------

ปล. ฮ่า ฮ่า ฮ่า เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 199 หุบเขาเย่าเสินกู่ถูกล้างสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว