- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 180 ปราชญ์อริยะจิ้นซื่อ จิ้นซื่อพระราชทาน
บทที่ 180 ปราชญ์อริยะจิ้นซื่อ จิ้นซื่อพระราชทาน
บทที่ 180 ปราชญ์อริยะจิ้นซื่อ จิ้นซื่อพระราชทาน
เขาจัดการหลินซูไม่สำเร็จ หลินซูก้าวเข้าสู่สะพานสายรุ้งไปแล้ว เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะลงมือโจมตีครั้งที่สอง
ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำของเขาในครั้งนี้ ผู้อื่นอาจไม่ล่วงรู้ แต่ตัวหลินซูย่อมรู้อยู่แก่ใจ สายตาสุดท้ายที่หลินซูมองมา ทำให้จางเหวินหยวนหวนนึกถึงประโยคที่มหาปราชญ์แห่งเมืองหลวงหลี่ผิงปัวเคยกล่าวไว้... 'อาภรณ์ขาวชุ่มโชกโลหิตจากไป ปีหน้าใครเล่าจะล่วงรู้?'
คนผู้นี้ในยามนี้ยังดูอ่อนแอ แต่เขาจะแข็งแกร่งขึ้นในไม่ช้า บางทีอีกสามวันให้หลัง เมื่อเขาเดินออกจากสนามสอบ เขาอาจจะอยู่ในระดับเดียวกันกับตนแล้วก็เป็นได้ และเมื่อใดที่เขาเข้มแข็งขึ้น ใครเล่าจะกดข่มเขาลงได้อีก?
ยังมีอีกเรื่อง จางฮง… จางเหวินหยวนทอดสายตามองลงต่ำ ก็เห็นจางฮงที่อยู่ข้างกาย
ใบหน้าของจางฮงนั้นซีดเผือดไร้สีเลือด 'ท่านพ่อลงมือพลาด เขาจบเห่แล้ว! การเกี่ยวดองกับตระกูลอริยปราชญ์ ก็จบสิ้นแล้วเช่นกัน!'
การปะทะกันยกนี้ คนข้างกายหลินซูล้วนไม่ระแคะระคาย
หลินเจียเหลียงกล่าว "น้องสาม อย่าได้ไปต่อปากต่อคำให้เสียเวลาเลย ก้าวผ่านเส้นทางสอบเตี้ยนซื่อไปก่อน วันหน้ายังมีโอกาสอีกมาก"
เขาคิดว่าน้องสามต้องการจะประฝีปากกับจางเหวินหยวนก่อนสอบ ด้วยวาทศิลป์ของน้องสาม เขาสามารถทำให้จางเหวินหยวนอับอายขายหน้าได้อย่างแน่นอน แต่มันไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อย
ทว่าเขานึกไม่ถึงเลยว่า เมื่อครู่นี้ จางเหวินหยวนกับหลินซูได้ปะทะกันไปแล้วรอบหนึ่ง และการปะทะนี้ ไกลเกินกว่าการประฝีปาก แต่มันคือการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างแท้จริง
หลินซูสูดลมหายใจลึก "ไปกันเถอะ!"
ภายในสะพานสายรุ้ง นาวารับส่งปรากฏขึ้น เหล่าผู้เข้าสอบก้าวขึ้นนาวา ทะยานผ่านเมฆา ร่อนลงสู่ลานสอบ
จางเหวินหยวนสะบัดมือ คว้าตัวจางฮง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางแผดเสียงร้องโหยหวนว่า "ไม่" ของจางฮง กลับไปยังห้องหนังสือของตน
"ท่านพ่อ..." จางฮงร้องไห้โฮ
เขาถูกตัดสิทธิ์การสอบอย่างเป็นทางการแล้ว ค้อนอันหนักอึ้งนี้ทุบทำลายจนบัณฑิตหนุ่มอนาคตไกลได้ตระหนักถึงความโหดร้ายของใต้หล้า
วูบ! ลมพายุพัดกรรโชก จางฮงถูกลมพัดกระเด็นออกจากห้องหนังสือ
ตราลัญจกรขุนนางของจางเหวินหยวนสว่างวาบขึ้น เงาร่างของฉินฟั่งเวงปรากฏขึ้น "พี่จาง ท่านบอกว่าสามารถสกัดกั้นเขาไม่ให้เข้าสอบได้แน่นอนมิใช่หรือ? เหตุใดเขาจึงเข้าสนามสอบไปได้อย่างราบรื่นเช่นนี้?"
จางเหวินหยวนจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา ไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
"พี่จาง ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น? ท่านพูดสิ!" ฉินฟั่งเวงเริ่มร้อนรน
"ข้าทำสุดความสามารถแล้ว!" จางเหวินหยวนเอ่ยช้าๆ เพียงสี่คำ แล้วไม่มีคำอธิบายอื่นใดอีก
ฉินฟั่งเวงจ้องมองเส้นผมที่สั่นระริกของอีกฝ่าย ท้ายที่สุดก็ทนดูไม่ได้ "พี่จาง ข้าก็รู้ว่าท่านทำเต็มที่แล้ว ตอนนี้พวกเราคงทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่ด่านสุดท้าย ขอเพียงเขาไม่ได้ติดหนึ่งในแปดสิบเอ็ดคนแรก ก็ยังมีโอกาส!"
ดวงตาของจางเหวินหยวนค่อยๆ สว่างขึ้น 'ใช่สิ ยังมีอีกด่านหนึ่ง!'
ด่านอะไร? นั่นก็คือด่าน…จิ้นซื่อ!
จิ้นซื่อในการสอบเตี้ยนซื่อแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือผู้ที่วิหารอริยปราชญ์คัดเลือกโดยตรง แต่ละรุ่นมีเพียงแปดสิบเอ็ดคน ซึ่งแปดสิบเอ็ดคนนี้เรียกว่า 'ปราชญ์อริยะจิ้นซื่อ' นับเป็นจิ้นซื่อที่มีคุณค่าสูงสุด
แคว้นต้าซางมีสี่สิบมณฑล แต่ละมณฑลในแต่ละรุ่นจะมีผู้สอบผ่านจูเหรินประมาณ สองร้อยถึงแปดร้อยคน เมื่อรวมผู้ที่มีสิทธิ์สอบเตี้ยนซื่อทั้งหมด ก็มีนับหมื่นคน และยังต้องนับรวม 'ศิษย์ตกค้าง' จากปีก่อนๆ ที่มีสิทธิ์สอบแต่ยังสอบไม่ผ่าน
กองทัพศิษย์ตกค้างนี้มีขนาดมหึมา รวมแล้วมีมากถึงหนึ่งแสนคน ล้วนเป็นผู้ที่สอบตกในการสอบเตี้ยนซื่อรุ่นก่อนหน้า กล่าวคือ ในทางเหตุและผล แต่ละรุ่นมีผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าสอบนับแสนคน แน่นอนว่าคนเหล่านี้บ้างก็ล้มหายตายจาก บ้างก็แก่ชรา บ้างก็รู้ตัวว่าสอบไม่ติดก็ถอดใจไป ผู้ที่เข้าสอบเตี้ยนซื่อจริงๆ ในแต่ละรุ่นจะมีประมาณสามถึงห้าหมื่นคน
การสอบเตี้ยนซื่อแคว้นต้าซางในครั้งนี้ จำนวนผู้เข้าสอบถือว่าสูงกว่าปีก่อนๆ มาก มีมากถึงห้าหมื่นสามพันคน และในจำนวนห้าหมื่นสามพันคนนี้ วิหารอริยปราชญ์คัดเลือกปราชญ์อริยะจิ้นซื่อเพียงแปดสิบเอ็ดคน อัตราส่วนนี้น้อยจนน่าใจหาย
ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะสอบได้เป็นปราชญ์อริยะจิ้นซื่อ แม้แต่หุ้ยหยวนระดับมณฑลก็ยังไม่มีความมั่นใจนี้
การสอบขุนนางจัดขึ้นสามปีครั้ง หากรับคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านี้ จะไปพอใช้งานได้อย่างไร? ดังนั้น วิหารอริยปราชญ์จึงมอบอำนาจให้แก่ราชสำนักโลกมนุษย์ โดยจัดสรรสิทธิ์ให้แต่ละแคว้น อนุญาตให้แคว้นเหล่านี้คัดเลือกจิ้นซื่อเพิ่มเติมจากนอกเหนือกลุ่ม แปดสิบเอ็ดอัจฉริยะนั้น
จิ้นซื่อประเภทนี้เรียกว่า 'จิ้นซื่อพระราชทาน'
สิทธิ์จิ้นซื่อพระราชทานจะถูกกำหนดโดยวิหารอริยปราชญ์ก่อนการสอบ โดยพิจารณาจากขนาดของแคว้น ความเข้มแข็งของบ้านเมือง อิทธิพลของแคว้น และปัจจัยอื่นๆ สำหรับแคว้นต้าซาง โควตาจิ้นซื่อพระราชทานอยู่ในระดับกลางค่อนข้างต่ำ ในรุ่นนี้ได้รับอนุญาตสามร้อยหกสิบคน
นี่แสดงว่าฮ่องเต้มีอำนาจในการคัดเลือกขุนนางอย่างมากใช่หรือไม่?
แน่นอน! สามร้อยหกสิบคนนี้คือคนที่พระองค์เลือก โดยพื้นฐานแล้วขึ้นอยู่กับคำตัดสินของพระองค์ แต่ทว่า อำนาจของพระองค์ก็มีข้อจำกัด ฮ่องเต้จะคัดเลือกขุนนาง ต้องเลือกจากกรอบที่วิหารอริยปราชญ์กำหนดไว้เท่านั้น
กรอบนั้นคืออะไร?
คือในตอนสอบ วิหารอริยปราชญ์จะคัดเลือกเองแปดสิบเอ็ดคน และจะส่งรายชื่อผู้ที่ได้ผลคะแนนดีเยี่ยมอีกหนึ่งพันคนมาให้ ซึ่งรายชื่อนี้เรียกว่า 'ว่าที่จิ้นซื่อ' และฮ่องเต้ทำได้เพียงคัดเลือกคนสามร้อยหกสิบคนจากรายชื่อนี้เท่านั้น เพื่อแต่งตั้งเป็น 'จิ้นซื่อพระราชทาน' อย่างเป็นทางการ
กลไกนี้เกิดขึ้นจากการประนีประนอมและความร่วมมือระยะยาวระหว่างวิหารอริยปราชญ์กับราชสำนักโลกมนุษย์ และเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นต้องทำ
วิหารอริยปราชญ์ควบคุมเส้นทางอักษร แต่ก็ไม่อาจขาดการสนับสนุนจากราชสำนักโลกมนุษย์ หากบ้านเมืองบริหารไม่ดี เกิดสงครามยาวนาน บัณฑิตย่อมไม่มีทางได้ร่ำเรียน วิถีปราชญ์ก็ยากจะรุ่งเรือง
ในเมื่อต้องการการสนับสนุนจากราชสำนักโลกมนุษย์ ก็ต้องแบ่งปันอำนาจให้ราชสำนักบ้าง หากทุกอย่างเกี่ยวกับบัณฑิต ราชสำนักแตะต้องไม่ได้ ให้ความก้าวหน้าไม่ได้ ให้พลังอำนาจไม่ได้ แล้วจะให้บัณฑิตยอมถวายชีวิตรับใช้ราชสำนักได้อย่างไร?
ดังนั้น จึงเกิดแนวทาง 'ผ่อนปรนอำนาจลงบางส่วน' ขึ้นมา
วิหารอริยปราชญ์เลือกกลุ่มยอดพีระมิด ฮ่องเต้เลือกกลุ่มระดับสูง ส่วนคนที่เหลือ ก็รอไปก่อนเถอะ
ความหมายของฉินฟั่งเวงนั้นชัดเจน ในเมื่อหลินซูเข้าไปในสะพานสายรุ้งแล้ว ก็ไม่มีทางลากตัวออกมาได้ ผลลัพธ์ของหลินซูจะเป็นอย่างไร? มีเพียงสามทาง หนึ่งคือสอบได้ปราชญ์อริยะจิ้นซื่อโดยตรง สองคือติดอยู่ในรายชื่อว่าที่จิ้นซื่อ และสามคือสอบตก
หากเป็นกรณีแรก เขาได้เป็นปราชญ์อริยะจิ้นซื่อโดยตรง ก็ถือว่าเขาแน่จริง ฮ่องเต้ก็แทรกแซงไม่ได้ หากเป็นกรณีที่สาม สอบตก ก็ไม่ต้องเปลืองสมอง
แต่ถ้าเป็นกรณีที่สอง 'ว่าที่จิ้นซื่อ' เล่า? พื้นที่ในการจัดการของพวกเขาก็จะมาถึง ฮ่องเต้ไม่ทรงโปรดหลินซูอยู่แล้ว บวกกับฎีกาจากขุนนางอีกไม่กี่ฉบับ ต่อให้หลินซูมีบทกวีกระดาษเขียว หรือลำนำกระดาษเขียวที่เลื่องลือชื่อระบือไกล ก็สามารถเขี่ยอีกฝ่ายทิ้งได้
เช่นนั้น หลินซูมีความเป็นไปได้ที่จะก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในก้าวเดียว เข้าสู่ทำเนียบปราชญ์อริยะจิ้นซื่อได้หรือไม่?
จางเหวินหยวน ฉินฟั่งเวง จ้าวซวิน และคนอื่นๆ ไม่คิดเช่นนั้น แม้พรสวรรค์ด้านกวีของเขาจะเป็นเลิศ แต่เขามาจากตระกูลหลินที่ตกอับ บรรพบุรุษแปดชั่วโคตรตระกูลหลินล้วนเป็นแม่ทัพจับดาบ จะมีรากเหง้าทางอักษรลึกซึ้งเพียงใดกันเชียว?
การสอบเตี้ยนซื่อไม่เหมือนการสอบหุ้ยซื่อ ในการสอบเตี้ยนซื่อ ลำพังแค่วิชาอรรถกถาอริยวจนะก็กินคะแนนไปถึงครึ่งหนึ่งแล้ว ลำพังแค่บทกวีไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาโดดเด่นเหนือใคร
แน่นอน หลายเดือนมานี้หลินซูได้รับการสนับสนุนจากเป่าซานผู้มีชื่อเสียง แต่เป่าซานจะนับเป็นตัวอะไรได้? ตอนเป่าซานสอบเตี้ยนซื่อ วิชาเซ่อลุ่นก็เละเทะ วิชาอรรถกถาอริยวจนะยังด้อยกว่าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ เขาจะทำให้หลินซูเก่งกว่าอาจารย์จนถึงขั้นคว้าตำแหน่งปราชญ์อริยะจิ้นซื่อได้ในเวลาไม่กี่เดือนอย่างนั้นหรือ? หึ หึ ใครจะเชื่อ?
ดังนั้น บทสรุปโดยรวม หลินซูมีความเป็นไปได้สูงที่จะอาศัยทักษะกวีติดเข้าไปในรายชื่อ 'ว่าที่จิ้นซื่อ' และรอรับการย่ำยีจากพวกเขา...
ท่านเสนาบดีทั้งสองหลังจากผิดหวัง ก็พบจุดที่ทำให้ตื่นเต้นได้ใหม่อีกครั้ง
…..
หลินซูร่อนลงสู่ลานกว้างหน้าสนามสอบก้งเอวี่ยน มองเห็นบัณฑิตหนาแน่นยั้วเยี้ย ต่อให้หลินซูผู้เจนจัดโลกมามาก ก็ยังอดตกใจเงียบๆ ไม่ได้ 'คนเยอะขนาดนี้เชียวหรือ?'
บนลานกว้างอันไร้ขอบเขตเมื่อคาดคะเนดูแล้ว อย่างน้อยต้องมีห้าหมื่นคน แต่เมื่อไตร่ตรองให้ดีแล้ว ก็พอจะเข้าใจได้
การสอบขุนนางสามปีมีหนหนึ่ง แต่ละคราทั่วหล้าจะมีจูเหรินกำเนิดขึ้นนับหมื่น คนเหล่านี้เก้าในสิบส่วนล้วนต้องมุ่งหน้ามาสอบ ทว่านี่มิใช่คนกลุ่มใหญ่ที่สุด ที่มากที่สุดกลับเป็นเหล่า 'บัณฑิตตกค้าง' จากปีก่อนๆ
ผู้ที่ผ่านการสอบเตี้ยนซื่อมีเพียงหนึ่งในร้อยส่วน อีกเก้าสิบเก้าส่วน ที่เหลือล้วนต้องตกค้างสะสมทับถมกันไปเรื่อยๆ ลองตรึกตรองดูเถิดว่า จำนวนผู้คนจะมากมายมหาศาลปานใด?"
ในหมู่ผู้เข้าสอบมีทั้งคนชราผมขาวโพลน และวัยกลางคนที่ใบหน้ากรำศึกชีวิต แต่กลุ่มหลักยังคงเป็นคนหนุ่มวัยยี่สิบสามสิบปี หลินซูปัจจุบันอายุสิบเก้าปี ในกลุ่มคนมหึมานี้จึงดูอ่อนเยาว์และโดดเด่นเป็นพิเศษ
แต่เขาก็ไม่กล้าดูแคลนสหายอาวุโสเหล่านี้ ซึ่งคนชราเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่อ่านตำรามาหลายสิบปี ไม่ว่าเรื่องอะไร การทำมาหลายสิบปี ย่อมต้องเชี่ยวชาญถึงขั้นบรรลุ ใครจะกล้าฟันธงว่ารากฐานของพวกเขาไม่ลึกซึ้งกัน?
คนห้าหมื่นกว่าคน แย่งชิงตำแหน่งปราชญ์อริยะจิ้นซื่อเพียงแปดสิบเอ็ดที่นั่ง และเมื่อรวมกับจิ้นซื่อพระราชทานสามร้อยหกสิบที่นั่ง หลินซูรู้สึกว่าวิหารอริยปราชญ์ช่างใจร้ายเหลือเกิน นี่มันไม่ถึงหนึ่งในร้อยเลยด้วยซ้ำ!
ผู้อื่นอาจมีโอกาสหนึ่งในร้อยส่วน ทว่าสำหรับเขา... โอกาสนั้นกลับริบหรี่ยิ่งกว่า ด้วยตระหนักดีว่าหากปรารถนาจะสอบผ่าน หนทางรอดเดียวคือต้องติดอยู่ใน แปดสิบเอ็ดอันดับแรก เท่านั้น! หากหล่นไปอยู่ที่ลำดับแปดสิบสองแม้เพียงก้าวเดียว... ประตูสู่ความสำเร็จย่อมปิดตาย!
ผู้อื่นที่รั้งอันดับแปดร้อยยี่สิบยังมีหนทาง แต่เขาผู้ครองอันดับแปดสิบสองกลับไร้ซึ่งโอกาส เหตุผลนั้นเรียบง่ายนัก... เป็นเพราะฮ่องเต้มิประสงค์ให้เขาผ่าน
ขอเพียงฮ่องเต้มีช่องทางแทรกแซงแม้เพียงนิด ตาเฒ่าผู้นั้นจะต้องเหยียบย่ำเขาจนจมธรณีเป็นแน่
สถานการณ์บีบคั้นเพียงนี้ เขาหวั่นไหวหรือไม่?... หามิได้! ต่อให้มีคู่แข่งนับหมื่นพันแล้วอย่างไร ข้าก็คือข้า เปรียบประดุจพญากระเรียนที่ยืนตระหง่านท่ามกลางฝูงไก่!
หึ หึ...
"น้องสาม ศึกสุดท้าย! สำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ครั้งนี้!" หลินเจียเหลียงจับมือเขาทั้งสองข้าง จ้องมองตาเขาโดยตรง
"ศึกสุดท้าย! ทุ่มสุดตัว!" หลินซูบีบมือพี่รองแน่น
ระฆังทองดังกังวาน ผู้เข้าสอบเข้าประจำที่ หลินซูแยกทางกับพี่รอง เข้าสู่ห้องสอบของตนเอง
ห้องสอบที่ 32532
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องสอบส่วนตัว รอบด้านพลันเงียบสงัดลงอย่างผิดปกติ ชั้นแสงศักดิ์สิทธิ์ลอยขึ้น ปกคลุมทั่วทั้งสนามสอบ แสงศักดิ์สิทธิ์นี้มาจากวิหารอริยปราชญ์
ต่อให้เป็นจักรพรรดิปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับมรรคผลมรรคา ก็อย่าหวังจะทำลายเข้ามาได้ แต่หากเกิดสงครามระหว่างสองแคว้นเล่า? ก็สามารถทำให้ด้านนอกฆ่ากันเลือดนองแผ่นดิน แต่ภายในห้องยังคงสงบเงียบได้
ระฆังทองดังสามครั้ง การสอบเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ด้านบนเปิดออกราวกับม่าน ม้วนข้อสอบร่วงลงมา หลินซูเริ่มจากอริยวจนะ ข้อสอบอริยวจนะหนาที่สุด เพราะเนื้อหาข้างในเยอะที่สุด นี่คือข้อสอบเติมคำ ขอเพียงเป็นคนที่คุ้นเคยกับคัมภีร์อริยปราชญ์ ล้วนเติมได้
ไม่วัดความสามารถ วัดแค่พื้นฐาน
หลินซูตอบไปทีละข้อ แม้ความเร็วจะไม่เร็วมาก แต่ก็ไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย อริยวจนะในการสอบเตี้ยนซื่อนี้ ระดับความยากสูงกว่าการสอบหุ้ยซื่ออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหัวข้อซับซ้อนกว่า ถามในจุดที่คนไม่ค่อยสนใจกว่า ในจำนวนนี้อย่างน้อยสองส่วนไม่ได้มาจากคัมภีร์หลักสิบสามเล่ม แต่มาจากคัมภีร์รองยี่สิบเจ็ดเล่ม
คัมภีร์หลักสิบสามเล่ม คนที่เข้ามาถึงการสอบเตี้ยนซื่อได้ล้วนแม่นยำ แต่คัมภีร์รองยี่สิบเจ็ดเล่ม คนส่วนใหญ่ไม่ได้แม่นยำเป็นพิเศษ โชคดีที่เป็นหลินซู ขอบเขตการอ่านของเขากว้างขวางเหลือเกิน คัมภีร์เหล่านี้เขาอ่านมาหมดแล้ว ภายใต้การหล่อเลี้ยงของภูผาอักษร แท่นอักษร และรากฐานอักษรอันเป็นเฉพาะของเขา มันฝังแน่นราวกับประทับตราไว้บนภูผาอักษร ตอบได้ทั้งหมด ไม่มีตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว
ตอบหัวข้อสอบพื้นฐานอริยวจนะหนึ่งร้อยข้อเสร็จ เวลาผ่านไปสามเค่อ
หลินซูหยิบ 'อรรถกถาอริยวจนะ' ขึ้นมา นี่เป็นวิชาที่ผู้เข้าสอบเตี้ยนซื่อทุกคนปวดศีรษะ หากเป็นหลินเจียเหลียง หรือเจิงสื่อกวี้เมื่อก่อน เห็นอรรถกถาอริยวจนะนี้คงเหงื่อท่วมหลัง
แต่สำหรับหลินซู นี่คืองานที่ง่ายที่สุด เขาตวัดพู่กันเขียน บางข้อเขียนเพียงสิบกว่าตัวอักษร บางข้อเขียนเป็นย่อหน้ายาว อรรถกถาอริยวจนะตรงหน้าลดน้อยลงเรื่อยๆ หน้าสุดท้ายหลินซูเขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายลงไป 'อรรถกถาอริยวจนะ' เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด
เขาเงยหน้ามองเวลา ผ่านไปหนึ่งชั่วยามพอดี
หลินซูพ่นลมหายใจยาว อรรถกถาอริยวจนะเหล่านี้ แปดส่วนอยู่ใน 'สิบสามอรรถกถา' ของเขา พี่รองจะได้อันดับใดกันหนอ? หากหวังถึงขั้น 'เจี่ย' เกรงว่าคงยากจะเอื้อมถึง ทว่าหากเป็นขั้น 'อี่' ย่อมไม่มีปัญหาอันใด หากสำแดงความสามารถได้ดีสักหน่อย แม้แต่ขั้น 'อี่ซ่าง' ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
"อรรถกถาอริยวจนะ" มีคะแนนถึงครึ่งหนึ่งในการสอบ ขอเพียงได้ระดับอี่ซ่าง การสอบเตี้ยนซื่อของเขาก็สามารถติดหนึ่งในพัน เข้าสู่รายชื่อว่าที่จิ้นซื่อได้อย่างมั่นคง
แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง ฮ่องเต้จะกดหัวเขาหลินซู แล้วจะกดหัวหลินเจียเหลียงด้วยหรือไม่? นี่เป็นปัญหาจริงๆ หากหลินเจียเหลียงติดหนึ่งในพัน แต่ฮ่องเต้จงใจไม่เลือกเขา นั่นก็น่ารังเกียจพอดู
หวังว่าฮ่องเต้พระองค์นี้จะยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง… ก็ได้แต่หวัง
การสอบเตี้ยนซื่อมีห้าวิชา หลินซูใช้เวลาหนึ่งชั่วยามทำเสร็จไปสองวิชา ส่วนวิชาที่สาม หลินซูหยิบขึ้นมาคือเซ่อลุ่น แต่พอหยิบขึ้นมาดู หลินซูก็ตกใจเล็กน้อย เป็นหัวข้อเรื่องการล่มสลายของแคว้นอีกแล้ว!
"ในอดีตกาล... แคว้นฮวาถิงเคยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ราชวงศ์แผ่กิ่งก้านสาขาไพศาล องค์ราชันผู้ทรงธรรมได้จัดสรรปันส่วนแผ่นดิน พระราชทานแก่เหล่าอ๋องเชื้อพระวงศ์ ให้แยกย้ายไปปกครอง"
"ในครานั้น แผ่นดินเจริญรุ่งเรืองสุดประมาณ แม้รายล้อมด้วยศัตรูภายนอก แต่ฮวาถิงกลับแข็งแกร่งจนชายแดนไร้กังวล"
"ทว่ากาลต่อมา... เหล่าอ๋อง กลับหันคมดาบเข้าหากัน ก่อศึกสายเลือดแย่งชิงความเป็นใหญ่ เป็นเหตุให้ขุมกำลังของแคว้นทรุดโทรมลง จนในท้ายที่สุด... ก็มิอาจต้านทานการรุกรานจากแคว้นเย่หลาง และต้องสิ้นแว่นแคว้นไปในที่สุด"
"ขอให้บัณฑิตทุกท่านสวมบทบาทเป็นกุนซือ ถวายแผนฟื้นฟูแคว้นแก่ฮ่องเต้พระองค์สุดท้ายแห่งฮวาถิง เพื่อหลีกเลี่ยงการสิ้นแคว้น"
หลินซูหลับตาครุ่นคิด… แคว้นโบราณฮวาถิงล่มสลายไปแล้ว ถูกแคว้นเย่หลางทำลาย แล้วมันล่มสลายได้อย่างไร? แต่ก็อย่างที่หัวข้อบอก แคว้นโบราณฮวาถิง จริงๆ แล้วถือไพ่ดีอยู่ในมือ
ฮ่องเต้ทรงธรรม ไม่ได้เลอะเลือนแม้แต่น้อย ตายไปร้อยกว่าปีผู้คนนับไม่ถ้วนยังระลึกถึง ลูกหลานราชวงศ์ก็มากมี ไม่มีวี่แววของการขาดทายาทสืบสกุลจนสิ้นแคว้น
กองทัพฮวาถิงได้รับฉายาว่าทัพเหล็กพายัพ อานุภาพกองทัพและขุนศึกมากมาย ยังคงเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ แคว้นเย่หลางในตอนนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้แม้แต่น้อย…แล้วทำไมถึงเสื่อมถอยได้เล่า? …ทำไมถึงสิ้นแคว้นได้เล่า?
เหตุผลมีเพียงข้อเดียว องค์ชายภายในแก่งแย่งชิงดีกันเอง ก่อให้เกิดสถานการณ์ 'หนึ่งฮ่องเต้หลายอ๋อง' และ 'ดาราจรัสแสงจันทราหม่นหมอง
ขุนศึกแบ่งแยกดินแดนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คำสั่งราชสำนักส่งไปไม่ถึงท้องถิ่น ฮ่องเต้อันยิ่งใหญ่แท้จริงแล้วแตกเป็นเสี่ยงๆ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แคว้นเย่หลางร่วมมือกับองค์ชายเจ็ดอ๋องฉู่ซาน บุกยึดเมืองหลีเจียงขององค์ชายแปด จากนั้นก็ลงมือสังหารองค์ชายแปด คมดาบจึงชี้ตรงไปยังอ๋องเกาซานผู้เป็นเสด็จอาที่มีอำนาจมากที่สุด
ราชสำนักโกรธกริ้ว ต้องการระดมกองทัพขององค์ชายสามไปปราบกบฏ แต่ใครจะคิดว่าองค์ชายสามมีแผนในใจ สิ่งที่เขาหวาดระแวงที่สุดคืออ๋องเกาซาน เขาหวังให้องค์ชายเจ็ดปะทะกับอ๋องเกาซานสักครา ดังนั้นเขาจึงนิ่งเฉยไม่เคลื่อนพล
ภายหลังสถานการณ์ก็หลุดการควบคุมโดยสิ้นเชิง สุดท้ายเหล่าองค์ชายและเสด็จอาทั้งหลายก็ทำตัวเองจนพินาศ ใช้เวลาเพียงสามปี ราชวงศ์ฮวาถิงที่รุ่งเรืองก็พังทลายลง แคว้นเย่หลางเข้ายึดครองฮวาถิง กลายเป็นเจ้าแห่งทิศตะวันตก
บทความว่าด้วยการปกครองฉบับนี้แตกต่างจากฉบับก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ฉบับก่อนๆ คือการหาสาเหตุการล่มสลายของแคว้น เพื่อถอดบทเรียน แต่บทความครั้งนี้ หัวข้อคือให้ถวายแผนแก่ฮ่องเต้พระองค์สุดท้าย กอบกู้ฮวาถิงที่กำลังจะล่มสลาย
ความยากระดับนี้ เรียกได้ว่ายากขึ้นจากเดิมเป็นสิบเท่า! และแผนการกู้แคว้น บัณฑิตทั่วไปต้องหัวหมุนอย่างแน่นอน
ต่อให้เป็นบัณฑิตระดับอัจฉริยะ จะมีสักกี่คนที่ตอบได้? ต้องรู้ก่อนว่า ฮวาถิงในยุคนั้นก็มีวัฒนธรรมรุ่งเรือง อัจฉริยะมากมาย มหาปราชญ์มีอยู่ดาดดื่น ขุนนางที่มีทั้งเหตุและผลและประสบการณ์จริงมีนับพัน เผชิญกับภัยสิ้นแคว้นเช่นนี้ มีหรือจะไม่ขบคิดหาแผนกู้แว่นแคว้น?
แม้นแต่ยอดคนเหล่านั้นยังมิอาจค้นพบอุบายพลิกฟื้นแผ่นดิน แล้วเหล่าบัณฑิตรุ่นหลังในการสอบเตี้ยนซื่อ จะแสวงหาหนทางเจอได้อย่างไร? นี่มิใช่ว่าตีราคาพวกเขาสูงส่งเกินไปหรอกหรือ? ต่อให้พวกเขามีสติปัญญาปราดเปรื่องเพียงใด ก็คงมิอาจเทียบเคียง เหล่ามหาปราชญ์ที่เคยยืนตระหง่านเต็มราชสำนัก ในกาลก่อนได้กระมัง
หลินซูครุ่นคิดอยู่นาน ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างวาบ 'เขาคิดแผนการหนึ่งออกแล้ว แผนการนี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'แผนอุบายเปิดเผยอันดับหนึ่งในรอบสามพันปี'!'