เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 179 การโจมตีครั้งสุดท้าย

บทที่ 179 การโจมตีครั้งสุดท้าย

บทที่ 179 การโจมตีครั้งสุดท้าย


หลินซูมองจ้าวซวินด้วยแววตาไร้เดียงสา "ใต้เท้า ท่านว่าข้าควรขีดฆ่าหรือไม่ขีดฆ่าดี?"

จ้าวซวินสุดจะทานทน "คุณชายหลินเห็นว่าการพูดจายียวนเช่นนี้สนุกนักหรือ?"

"ฮ่าๆ ก็ข้ากำลังจะก้าวเข้าสู่วังวนขุนนางในเร็ววันนี้แล้วมิใช่หรือ? ก็แค่ฝึกฝนวิธีเจรจาพาทีแบบขุนนางอย่างพวกท่านล่วงหน้าเท่านั้นเอง... ใต้เท้าจ้าว ยินดีกับคุณชายตระกูลท่านด้วย ที่ได้กลับสู่เส้นทางสอบขุนนาง อนาคตสดใสราวกับผ้าไหมอันงดงาม!"

มือขยับวูบเบาๆ ชื่อของจ้าวหยวนสยงก็สลายกลายเป็นควันจางหายไป จากนั้น หลินซูก็ประสานมือคารวะ แล้วเดินออกจากประตูห้องหนังสือ

จ้าวซวินจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา หน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ แม้ภัยคุกคามของบุตรชายจะถูกขจัดไปแล้ว แต่หากเป็นไปได้ เขาก็ยังอยากจะ สับเจ้าเด็กคนนี้ให้แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ทว่า เขาก็ยังไม่ลืมกระบี่ที่พาดผ่านท้องฟ้ายามราตรีเมื่อคืนวาน ยอดฝีมือผู้นั้นต้องติดตามอารักขาเขาอยู่อย่างแน่นอน หากผู้ใดคิดร้ายต่อเขา ย่อมต้องเผชิญกับการตอบโต้ดุจสายฟ้าฟาด

ข่าวแพร่ไปถึงจวนตระกูลจางอย่างรวดเร็วตามคาด ทันทีที่จางเหวินหยวนได้ยินข่าวนี้ ใบหน้าของเขาก็ทึมทึบจนแทบจะหยดออกมาเป็นน้ำ หลินซูไปเยี่ยมคารวะจ้าวซวินอย่างเอิกเกริก มอบสุราชั้นดีสิบไห น้ำหอมชุนเล่ยสิบขวด แถมด้วยเงินอีกสามพันตำลึง แล้วขีดฆ่าชื่อจ้าวหยวนสยงทิ้ง!

'หลินซู! จ้าวซวิน! รังแกกันเกินไปแล้ว!'

ตูม! คลื่นพลังไร้รูปกวาดม้วนไปทั่วห้องหนังสือ ตำราทุกเล่มกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

"นายท่าน!" พ่อบ้านวิ่งเข้ามา พอเห็นฝุ่นผงคลุ้งเต็มห้อง พ่อบ้านก็ยืนตะลึงงัน

"มีเรื่องอันใด?" ฝุ่นผงม้วนตัวรวมกันแล้วจางหายไป จางเหวินหยวนยืนสงบนิ่งอยู่กลางห้องหนังสือ

พ่อบ้านกล่าว "ทางฝั่งตระกูลอริยปราชญ์ส่งข่าวมาขอรับ"

จางเหวินหยวนสะดุ้งเฮือก "ว่าอย่างไร?"

"คุณหนูตระกูลอริยปราชญ์ฝากคำมาว่า หากคุณชายจางฮงไม่สามารถเข้าร่วมการสอบขุนนางรอบนี้ได้ การเกี่ยวดองเป็นอันยกเลิก!"

กลัวสิ่งใดสิ่งนั้นก็มาเยือนจริงๆ เส้นเลือดบนหน้าผากของจางเหวินหยวนเต้นตุบๆ

ว่ากันตามตรง เขาไม่สนว่าจางเถาจะตาย หรือต่อให้บุตรชายตระกูลจางคนใดตายไป บุตรชายตั้งมากมายตายไปสักไม่กี่คนจะนับเป็นเรื่องใหญ่อะไร? แต่ทว่า เขาให้ความสำคัญกับการเกี่ยวดองกับตระกูลอริยปราชญ์!

หากสามารถเกี่ยวดองกับตระกูลอริยปราชญ์ได้ ตระกูลจางของเขาก็จะได้ชื่อว่าเป็น ญาติเกี่ยวดองของอริยปราชญ์ ซึ่งการเป็นญาติกับตระกูลอริยปราชญ์นั้นเปรียบเสมือนกิ่งทองใบหยกเดียวกัน แม้บ้านเมืองจะล่มสลาย แต่ตระกูลก็อาจอยู่รอดปลอดภัย ไม่มีอำนาจทางโลกใดๆ กล้าทำให้ตระกูลอริยปราชญ์ขุ่นเคือง

เขาเป็นขุนนางมานานปี มีหรือจะไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าทองคำของการเป็นญาติกับตระกูลอริยปราชญ์?

เห็นอยู่ว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น จู่ๆ กลับเกิดเรื่องบ้าบอพรรค์นี้ขึ้นในจังหวะสำคัญ… เหลือเวลาอีกเพียงสามวันเท่านั้น สามวันจะช่วยให้จางฮงหลุดพ้นพันธนาการได้หรือ? ยากเกินไป! ยากเกินไปแล้ว! แทบจะเรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้!

หลินซูเหวี่ยงแหจับปลาห้าตัว ปล่อยไปแล้วสี่ตัว เป้าหมายที่แท้จริงยังคงเป็นปลาตัวนี้ที่อยู่ในแหของเขา! ซึ่งคนอื่นเขาปล่อยได้ แต่จางฮง เขาไม่มีทางปล่อยเด็ดขาด! เพราะเขารู้ว่าจางฮงคือหมากตัวสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลอริยปราชญ์ เขาต้องการจะทำลายกระดานหมากนี้

แม้จางเหวินหยวนจะรู้ดีว่ายากแสนเข็ญ แต่ด้วยภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการเกี่ยวดองกับตระกูลอริยปราชญ์ เขาจึงตัดสินใจว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเจรจากับหลินซูให้ได้ ไม่ว่าหลินซูจะยื่นเงื่อนไขอะไรมา ก็รับปากไปก่อนค่อยว่ากัน…

น่าเสียดาย คนที่เขาคัดเลือกอย่างพิถีพิถันส่งไปที่ตระกูลฉวี่ กลับไม่เจอตัวหลินซูเลย เรือนอี้เซียนว่างเปล่าไร้ผู้คนอีกครั้ง คนของเขาตามไปที่เรือนหลังเล็กทางทิศตะวันตกที่หลินซูเคยพักอาศัย ที่นั่นก็ไม่มีเขาเช่นกัน หลินซูราวกับระเหยหายไปจากโลกมนุษย์

เป็นดังคาด โอกาสนั้นเขามอบให้ผู้อื่น แต่สำหรับตระกูลจาง ไม่ให้!

วันเวลาผ่านไปทีละวัน พริบตาเดียวก็ถึงวันสอบเตี้ยนซื่อ

นี่คือช่วงเวลาสุดท้ายแล้ว จางเหวินหยวนสูดลมหายใจลึก ร่างกายของเขาประหนึ่งแม่ทัพใหญ่ที่กำลังจะก้าวสู่สนามรบ เขามองการสอบขุนนางที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นการตัดสินแพ้ชนะครั้งสุดท้าย จึงมารออยู่ที่ทางเข้าแต่เช้าตรู่

จางฮงก็มาแล้วเช่นกัน แม้สีหน้าจะดูไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังพอมีแสงแห่งความหวังริบหรี่ 'ท่านพ่อออกโรงด้วยตนเอง ทั่วหล้านี้ใครบ้างจะไม่ไว้หน้า? การขีดฆ่าชื่อใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา เขารออยู่ตรงนี้ ขอเพียงชื่อถูกขีดฆ่า เขาก็พร้อมเข้าสนามสอบได้ทุกเมื่อ'

…..

ณ เรือนเล็กแห่งหนึ่งในเขตตะวันออก หลินซูเดินออกจากห้อง สตรีสามคนเดินเข้ามาต้อนรับพร้อมกัน ยกชาม 'บะหมี่เบิกชัย' เข้ามา "ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับคุณชายที่มีชื่อในทำเนียบทอง!"

หลินซูหัวเราะ "ข้ากับเย๋าเย่มีข้อตกลงกันแล้ว หากข้ามีชื่อในทำเนียบทอง นางจะเรียกข้าว่าท่านพี่ แล้วพวกเจ้าสองคนเล่า? จะทำข้อตกลงเพิ่มเติมด้วยหรือไม่?"

"เอาด้วย!" ลู่อี๋ยกมือเห็นด้วยทันที

เฉินซื่อหน้าแดงระเรื่อ ไม่พูดอะไร ลู่อี๋จึงเดินเข้ามาจับมือเฉินซื่อชูขึ้นฟ้า

มีความเห็นพ้องต้องกัน! ส่วนเรื่องการเรียกท่านพี่หรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือการมีชื่อในทำเนียบทอง ถือเป็นฤกษ์งามยามดี...

หลินซูกินบะหมี่หมดแล้ว กางแขนออกรวบตัวทั้งสามเข้ามากอดพร้อมกัน "อาเฉิน เย๋าเย่ พวกเจ้าเรียนรู้วิธีเรียก 'ท่านพี่' จากลู่อี๋ก่อนก็ได้ นางเรียกท่านพี่ได้คล่องปากแล้วนี่"

ลู่อี๋สะดุ้งโหยง "ข้าเปล่านะ!"

เฉินซื่อแย้งทันควัน "ข้าได้ยิน! อย่างน้อยก็สองครั้ง"

อั้นเย่ทำสายตาดูแคลนนาง "แค่สองครั้งที่ไหนกัน... ตอนอยู่บนเตียงนางเรียกไม่หยุด คืนหนึ่งตั้งเจ็ดแปดรอบ"

'หา?' ลู่อี๋ร้อนรน เย๋าเย่เจ้าคนหน้าหนา

หลินซูหัวเราะร่า เดินออกจากบ้านเช่า

…..

จวนตระกูลลู่ เรือนใน ตอนที่สาวใช้นามเสี่ยวลิ่วตื่นนอน ลู่อิ้วเวยก็ตื่นแล้ว กำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ที่ริมหน้าต่าง

เสี่ยวลิ่วตกใจ "คุณหนู วันนี้... วันนี้มีงานชุมนุมกวีหรือเจ้าคะ?"

"ไม่มี"

"เช่นนั้น... เหตุใดคุณหนูตื่นเช้านักเล่า?"

ลู่อิ้วเวยเอ่ยเสียงเบา "ข้าจะขึ้นไปดูบนระเบียงชั้นบน"

นางแต่งตัวเสร็จสรรพ ขึ้นไปบนระเบียงชั้นบน มองออกไปทางทิศเหนือ แสงรุ่งอรุณย้อมถนนหนทางจนดูงดงามดั่งความฝัน เหล่าบัณฑิตนับไม่ถ้วนกำลังมุ่งหน้าสู่สถานที่สอบทางทิศเหนือ ลู่อิ้วเวยเฝ้ามองอย่างเงียบงัน เสื้อคลุมตัวหนึ่งถูกคลุมลงบนไหล่ของนางจากด้านหลัง ลู่อิ้วเวยจับมันไว้เบาๆ

"คุณหนู ท่านกำลังมองดูพี่ชายของท่าน... หรือว่าพี่เป่าของท่านกันแน่เจ้าคะ?"

เรื่องหงโหลวมิ่งหรือความฝันในหอแดง คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เสี่ยวลิ่วรู้ เพราะทุกครั้งที่ไปรับต้นฉบับนิยายที่จวนตระกูลฉวี่ ก็เป็นนางที่ไปรับ ปัจจุบันเขียนถึงตอนที่สามสิบเจ็ดแล้ว เสี่ยวลิ่วก็อ่านหงโหลวมิ่งเช่นกัน และนางก็คลั่งไคล้หงโหลวมิ่งยิ่งนัก บทกวีอันวิจิตรบรรจงนับไม่ถ้วนในเรื่องนางอาจจำไม่ได้ทั้งหมด แต่น้องไต้อวี้กับพี่เป่านั้นเป็นคำติดปากของนาง

ลู่อิ้วเวยยื่นมือไปด้านหลัง บิดแขนเสี่ยวลิ่วทีหนึ่งโดยไม่หันกลับไปมอง แต่เสี่ยวลิ่วมองเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของคุณหนูชัดเจนว่ากำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ

"คุณหนู วันนี้เขากินบะหมี่เบิกชัย ว่ากันว่าบะหมี่นี้เขาเป็นคนคิดค้นขึ้น กินแล้วสัมผัสได้ถึงรสมือของเขา คุณหนู ข้าจะให้ห้องครัวทำมาให้ท่านสักชามดีหรือไม่เจ้าคะ?"

ลู่อิ้วเวยตวัดสายตาค้อน "นังเด็กบ้า พูดจาเหลวไหล อยากโดนตีอีกแล้วรึ?"

นางยกมือทำท่าจะตี ส่วนเสี่ยวลิ่วหัวเราะคิกคักแล้ววิ่งหนีไป ทำให้ลู่อิ้วเวยยืนพิงหอสูงเพียงลำพัง แววตาที่เขินอายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอย...

"ม่านไม้ไผ่เซียงม้วนครึ่งบานประตูแง้ม บดน้ำแข็งต่างดิน หยกต่างกระถาง ขโมยความขาวสามส่วนจากเกสรหลี ยืมจิตวิญญาณหนึ่งสายจากดอกเหมย เซียนจันทราเย็บอาภรณ์ขาว หญิงสาวในห้องหอฤดูใบไม้ร่วงซับน้ำตา"

"เอียงอายไร้คำจำนรรจา จะบอกกล่าวผู้ใดเล่า พิงสายลมตะวันตกอย่างอ่อนล้า ราตรีมืดมัว... คุณชาย บทกวีนี้ท่านยืมมือไต้อวี้เขียนขึ้น แต่กลับบรรยายความในใจของข้า ไต้อวี้ไม่รู้ว่าจะ 'เอียงอายไร้คำจำนรรจา จะบอกกล่าวผู้ใด' ตัวข้าเองก็เฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามนี้เช่นกัน"

…..

เมืองทิศเหนือ ภายนอกสถานที่สอบ สะพานสายรุ้งทอดตัวกั้นระหว่างโลกมนุษย์กับสถานที่สอบ นอกสะพานสายรุ้ง เหล่าบัณฑิตทยอยกันมาถึง เหยียบย่างลงบนบันไดหินสีเขียว บันไดทอดยาวขึ้นไปอย่างช้าๆ ปลายสุดราวกับเสียดฟ้าอยู่ในหมู่เมฆขาว

นี่คือเส้นทางเมฆาเขียว

การสอบเตี้ยนซื่อ ณ สถานที่สอบ ผู้ที่มีชื่อในทำเนียบทอง จะได้รับ 'หัวใจอักษร'

ผู้ครองพลังวิถีอักษร สามารถพลิกฟ้าคว่ำดิน และนี่คือแรงดึงดูดของพลังแห่งวิถีอักษร และยังมีแรงดึงดูดอีกสองประการ ที่ทำให้คนทั่วหล้าแย่งชิงกันไขว่คว้า นั่นคืออำนาจและชื่อเสียง

ผู้ที่มีหัวใจอักษร ก็เท่ากับเคาะประตูสู่ราชสำนัก เป็นขุนนางในเมืองหลวง ผู้คนแปดทิศต่างมาร่วมยินดี หากไปเป็นขุนนางต่างเมือง ก็เป็นขุนนางใหญ่ครองแคว้น อย่างต่ำที่สุดก็เป็นเจ้าเมืองดูแลอำเภอ

นอกจากนี้ ผู้ที่มีหัวใจอักษร จะถูกขนานนามว่า 'มหาปราชญ์' ซึ่งมหาปราชญ์สามารถ เปิดสำนักตั้งนิกาย พบขุนนางมิต้องคุกเข่า หากต่ำกว่าระดับเจ้ามณฑล ไม่มีอำนาจพิพากษาโทษ และยังมีสิทธิ์ถวายฎีกาถึงราชสำนักโดยตรง

กล่าวคือ ขอเพียงมีชื่อในทำเนียบทองจากการสอบเตี้ยนซื่อ ไม่ว่าจะรับราชการหรือไม่ แท้จริงแล้วล้วนเป็นบุคคลชั้นนำของใต้หล้านี้

การก้าวกระโดดจากชนชั้นล่างสู่ชนชั้นสูง อยู่ที่การสอบเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว เช่นนี้แล้ว คนทั่วหล้าจะไม่คลั่งไคล้ได้อย่างไร?

มิใช่เพียงบัณฑิตยากไร้ที่ปรารถนาจะเปลี่ยนชีวิตผ่านการสอบ ตระกูลมหาเศรษฐี ตระกูลชั้นสูง ลูกหลานขุนนางในราชสำนัก ต่างก็คาดหวังเช่นกัน เพราะเหตุใด? เพราะพวกเขาต้องการผู้สืบทอด ต้องการให้ความรุ่งโรจน์ของตระกูลสืบสานต่อไป

ผู้ที่มีหัวใจอักษร ไม่ว่าจะอยู่ในตระกูลใด สถานะย่อมไม่ธรรมดาสามัญ ถึงขั้นอยู่เหนือความสัมพันธ์บิดามารดาและบุตร หมายความว่าอย่างไร? สมมติว่าตระกูลเศรษฐีที่ไม่มีหัวใจอักษร จู่ๆ มีลูกหลานสอบได้จิ้นซื่อ จิ้นซื่อผู้นี้ก็จะกลายเป็นผู้นำตระกูลโดยปริยาย แม้แต่บิดามารดายังต้องเชื่อฟัง

หลินซูเดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ

ห่างจากเส้นทางเมฆาเขียวอีกเพียงร้อยก้าว มีคนกลุ่มหนึ่งรอเขาอยู่ หลินเจียเหลียง ชิวโม่ฉือ เจิงสื่อกวี้ และฉวี่เจ๋อ ทั้งสี่คนยืนรออยู่ บนใบหน้าของชิว เจิง และฉวี่ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

เจ็ดวันนี้ สำหรับพวกเขาคือเจ็ดวันที่ไม่อาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต พวกเขาใช้เวลาสั้นๆ นี้อ่าน 'สิบสามอรรถกถาอริยวจนะ' ที่หลินซูเขียนขึ้น แม้เวลาจะสั้น การทำความเข้าใจอาจยังไม่ลึกซึ้งนัก แต่การศึกษาเพิ่มเติมครั้งนี้เปรียบเสมือนกระบวนการ 'ฟองน้ำดูดซับน้ำ' แต่ละวันล้วนมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ครบเจ็ดวัน ทั้งสี่คนมีความเข้าใจในอริยวจนะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ในใจเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี

เกี่ยวกับที่มาของสิบสามอรรถกถาอริยวจนะ พวกเขาสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง เจิงสื่อกวี้ยังพอทำเนา เชื่อตามที่หลินเจียเหลียงบอกว่า นี่เป็นมรดกตกทอดจากมหาปราชญ์ในเมืองหลวง

แต่ชิวโม่ฉือและฉวี่เจ๋อเดิมทีมาจากตระกูลที่มีพื้นฐานความรู้แน่นหนา จะเชื่อลงได้อย่างไร? อรรถกถาทั้งสิบสามบทนี้ แม่นยำเป็นหนึ่งไม่มีสอง ยอดเยี่ยมเป็นหนึ่งไม่มีสอง ดีกว่าอรรถกถาที่พวกเขาเคยอ่านมาไม่รู้กี่ร้อยเท่า

ไม่รู้จริงๆ ว่ามหาปราชญ์ลึกลับผู้นี้เป็นบุคคลระดับใด?

พวกเขานัดแนะกันว่า หลังสอบเสร็จ ไม่ว่าอย่างไรต้องไปกราบคารวะมหาปราชญ์ท่านนี้ให้ได้ ต่อให้มหาปราชญ์ไม่รับแขก พวกเขาก็ต้องไปโขกศีรษะหน้าประตูบ้านท่านสักสามที

"น้องสาม!"

"พี่หลิน!"

หลินซูยิ้มบางๆ ให้พวกเขาทั้งสี่ "เตรียมตัวพร้อมแล้วหรือ?"

ชิวโม่ฉือกล่าวด้วยความตื่นเต้น "พี่หลิน ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ... เรื่องบางเรื่อง เอาไว้คุยกันหลังสอบเถอะ"

ดี! ห้าคนออกเดินทางพร้อมกัน เบื้องหน้ามีคนรออยู่อีกสามคน คือจางฮ่าวหราน ฮั่วฉี่ และหลี่หยางซิน หลินซูทักทายทั้งสาม สายตาพลันถูกดึงดูดด้วยคนอีกผู้หนึ่ง คนผู้นี้เป็นบัณฑิตหนุ่มเช่นกัน ยืนอยู่ด้านหลังจางฮ่าวหราน มีรอยยิ้มประดับหน้า มองมาที่หลินซู

"ลี่เสี้ยวเทียนแห่งโยวโจว พี่ลี่!" หลินซูจำได้ทันที

คนผู้นี้คือบัณฑิตที่ลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าจางเหวินหยวนบนภูเขาซีซานในวันนั้น เขาเคยแนะนำตัวว่า 'ข้าลี่เสี้ยวเทียนแห่งโยวโจว คนทั้งตระกูลถูกแคว้นต้าอวี๋สังหารสิ้น หากโจรเฒ่าจางต้องการ ก็เชิญฆ่าข้าลี่ผู้นี้เสียด้วยเถิด'

ลี่เสี้ยวเทียนหัวเราะ "พี่หลิน หลายวันมานี้ข้าตั้งใจจะไปเยี่ยมท่านที่ตระกูลฉวี่ แต่พวกเขาสามคนบอกว่าท่านมีเรื่องสำคัญต้องทำ ไม่สะดวกให้รบกวน จึงไม่ได้ไป"

หลินซูก็หัวเราะเช่นกัน "วิญญูชนคบหาอยู่ที่รู้ใจ หลังสอบเสร็จ เราค่อยสังสรรค์กันก็ยังไม่สาย"

"ตกลง วันนี้เป็นจูเหรินก่อนเข้าสอบ อีกสามวันเป็นจิ้นซื่อ ให้พวกเรารอคอยไปด้วยกัน!"

จางฮ่าวหรานยิ้มบางๆ "พี่หลินมักจะมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยสนใจคู่แข่ง ท่านอาจจะไม่ทราบว่า พี่ลี่ของเราท่านนี้ คือหุ้ยหยวนของโยวโจวเมื่อสมัยที่แล้ว... ครั้งกระนั้นเดิมทีเขาจะได้เข้าร่วมสอบเตี้ยนซื่อ แต่ทางบ้านประสบเคราะห์กรรมใหญ่หลวง จึงได้..."

ลี่เสี้ยวเทียนกล่าว "เพราะเคราะห์กรรมใหญ่หลวงทำให้พลาดการสอบเตี้ยนซื่อเมื่อสามปีก่อน แต่ก็เพราะเคราะห์กรรมนี้ทำให้ข้าได้รู้จักพี่น้องทุกท่าน นับเป็นเทียมรรคาจัดสรร... พี่หลิน ข้างหน้ายังมีคนรออยู่อีกคน ข้าคิดว่าน่าจะรอท่าน"

หลินซูเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับสายตาคู่หนึ่งพอดี มันเป็นสายตาแบบใดกัน? แฝงไว้ด้วยอำนาจบารมีของผู้กุมชะตาใต้หล้า...

หลินซูยิ้ม "พบปะสหายก่อนเข้าสอบ เป็นเรื่องสำราญของชีวิต แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้พูดคุยกับข้า"

หัวใจของทุกคนกระตุกวูบพร้อมกัน จางเหวินหยวน เสนาบดีกรมกลาโหมแห่งราชสำนัก มารออยู่ที่บันไดทางเข้าสนามสอบ นี่ถือว่าให้เกียรติเจ้าอย่างสูงแล้ว เท่ากับยอมอ่อนข้อให้เจ้าต่อหน้าคนทั้งหล้า เจ้าจะไม่ยอมลงบันไดนี้จริงๆ หรือ?

เขาก้าวเดินอย่างมั่นคง จนมาถึงเบื้องหน้าจางเหวินหยวน

จางเหวินหยวนเอ่ยเรียกเสียงเบา "คุณชายหลินซู!"

หลินซูเอียงตัวเล็กน้อย ก้าวผ่านข้างกายจางเหวินหยวนไป

ใบหน้าของจางเหวินหยวนเคร่งขรึมลงทันที "คุณชายหลินซู โปรดช้าก่อน!"

หลินซูเหยียบย่างลงบนบันไดหินสีเขียวแล้ว กำลังจะเดินผ่านสะพานสายรุ้ง

"คุณชายหลิน ทำคนอย่าทำจนสุดทาง วันหน้ายังต้องพบเจอกัน!"

ประโยคนี้จางเหวินหยวนส่งผ่านมาด้วยพลังแห่งวิถีอักษร เสียงที่ส่งมาคมกริบประดุจกระบี่ พุ่งตรงเข้าสู่สมองของหลินซู ภูผาอักษรของหลินซูสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผนังทั้งเก้าสว่างวาบพร้อมกัน พลังวิถีอักษรอันแข็งแกร่งห่อหุ้มภูผาอักษรทั้งลูกเอาไว้ แต่สมองของเขาก็ยังคงส่งเสียงวิ้งๆ

ดวงตาของหลินซูทอประกายอำมหิตเจิดจ้า

จางเหวินหยวน เหิมเกริมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงกับกล้าใช้พลังวิถีอักษรโจมตีโดยตรงที่หน้าสะพานสายรุ้ง? หากมิใช่เพราะภูผาอักษรของเขามั่นคงแข็งแกร่งผิดปกติ การโจมตีเมื่อครู่ คงทำให้ภูผาอักษรของหลินซูแตกร้าวคาที่ไปแล้ว

จางเหวินหยวนเองก็ตกใจเช่นกัน

เขาเป็นมหาปราชญ์ผู้มีหัวใจอักษร คนตรงหน้าต่อให้เป็นอัจฉริยะเพียงใดก็เป็นเพียงจูเหริน การโจมตีฉับพลันของเขา ต่อให้เป็นผู้มีหัวใจอักษร เกรงว่าก็ยากจะหลุดพ้นจากสภาวะมึนงงสับสน ภูผาอักษรของคนผู้นี้เหตุใดจึงมั่นคงถึงเพียงนี้?

หลินซูก้าวข้ามสะพานสายรุ้งไปหนึ่งก้าว ค่อยๆ หันกลับมา เส้นผมของเขาปลิวไสว ในดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด

หัวใจของจางเหวินหยวนดิ่งวูบ… วันนี้เขาดูเหมือนจะยอมอ่อนข้อต่อหน้าคนทั้งหล้า แต่แท้จริงแล้วก็เป็นหมากตาเดินเสี่ยงตายครั้งสุดท้าย

เขาเสี่ยงใช้พลังวิถีอักษรโจมตี

ขั้นแรกคือควบคุมภูผาอักษรของอีกฝ่าย บีบให้ยอมรับปากปล่อยตัวจางฮง ขั้นที่สองคือฝังหมากมืดเอาไว้ เมื่อเขาเข้าสู่ห้องสอบ ภูผาอักษรของเขาจะเสียหายอย่างหนัก เส้นทางการสอบขุนนางของเขาก็จะขาดสะบั้น

ทว่านี่เป็นข้อห้ามร้ายแรง หากถูกเปิดโปง ผลที่ตามมาเขาไม่อาจแบกรับไหว แต่เพื่อจางฮง เพื่อการเกี่ยวดองกับตระกูลอริยปราชญ์ เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามใหญ่นี้ให้พ้นจากการสอบขุนนาง เขาจึงยอมเสี่ยง!

ในตำแหน่งของเขา การตัดสินใจเช่นนี้ยากที่สุด แต่เมื่อตัดสินใจทำแล้ว หลินซูก็ควรจะพ่ายแพ้อย่างไร้ข้อกังขา

ทว่า เขาคิดไม่ถึงว่าภูผาอักษรของหลินซูจะมั่นคงถึงเพียงนี้ นี่แตกต่างจากข้อมูลที่เขาได้รับอย่างสิ้นเชิง จางฮงบุตรชายของเขาได้ข้อมูลที่แม่นยำมาจากฉิวจื่อซิ่วว่า หลินซูเกิดความผิดพลาดตอนรับภูผาอักษร ได้รับเพียงภูผาอักษรระดับต่ำกว่าสีเขียว แล้วภูผาอักษรขยะเช่นนั้น ไม่มีทางต้านทานเขาได้

แต่เขาคิดผิด! หรือจะพูดว่า ทุกคนล้วนคิดผิด! จางเหวินหยวนมั่นใจได้เลยว่า ภูผาอักษรของหลินซูไม่ใช่ระดับต่ำกว่าสีเขียวอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นภูผาสีม่วง เผลอๆ อาจจะเป็นภูผาทองคำในตำนานด้วยซ้ำ!

ความผิดพลาดครั้งนี้ ผลลัพธ์ร้ายแรงเกินไปแล้ว

จบบทที่ บทที่ 179 การโจมตีครั้งสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว