เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170 กันอุทกภัยได้ทว่ามิอาจกันใจคน

บทที่ 170 กันอุทกภัยได้ทว่ามิอาจกันใจคน

บทที่ 170 กันอุทกภัยได้ทว่ามิอาจกันใจคน


เมื่อมวลน้ำหลากระลอกสุดท้ายผ่านพ้นไป สายฝนที่โหมกระหน่ำต่อเนื่องนานกว่าสิบวันก็ได้สงบลง เมฆาทมิฬเคลื่อนคล้อยลับไป สุริยาฉายแสงสาดส่องลงมาอีกครา

เหนือแนวเขื่อนริมน้ำ มวลชนต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดี ผู้คนนับหมื่นนับแสนต่างทรุดกายลงคุกเข่าท่ามกลางโคลนตม หยาดน้ำตาไหลรินด้วยความตื้นตัน แม้แต่ดวงตาของเจ้าเมืองหยางก็รื้นไปด้วยหยดน้ำใสๆ

ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา เขาประหนึ่งได้รับบทเรียนล้ำค่าบทหนึ่ง บทเรียนนั้นคือ 'วิถีแห่งขุนนาง' ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสั่งสมมาครึ่งค่อนชีวิตก็ยังมิอาจเทียบเท่ากับสิ่งที่ได้รับในครานี้

เขานำตราลัญจกรขุนนางออกมา ทว่ามิรู้ด้วยเหตุใด เขาจึงมิได้รายงานความปลอดภัยต่อเจ้าเมืองฉินผู้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่กลับรังสรรค์นาวาหงส์ทองให้โผบินมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงแทน

…..

ณ จวนตระกูลฉวี่ ยามนี้สายฝนสิ้นสุดฟ้าเปิดโปร่ง

หลินซูวางผงส่วนผสมในมือลง พลางทอดสายตามองดูสุริยาที่มิได้พบเห็นมาเนิ่นนาน

ชั้นบนของเรือนอี้เซียน ฉวี่ซิ่ววางนิยายหงโหลวมิ่งตำนานในหอแดงในมือลง นางเดินออกจากศาลาพักผ่อนพลางทอดสายตามองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ยามนี้ม่านหมอกในแดนไกลค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นภูผาอักษรอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังสำนักศึกษาหลวง

วิหคทองคำตัวหนึ่งโผบินมาจากแดนไกล มุ่งตรงมายังชั้นบนที่พวกเขายืนอยู่

หลินซูก้าวออกจากห้องเล็กๆ นาวาหงส์ทองนั้นก็ร่อนลงบนฝ่ามือของเขา ก่อนจะสลายกลายเป็นตัวอักษรหนึ่งแถวว่า "ฤดูฝนผ่านพ้น เขื่อนริมน้ำไห่หนิงสี่สิบลี้มั่นคงไร้รอยตำหนิ ชาวบ้านหาดเจียงทานมิมีผู้ใดวายชนม์! ข่าวมงคลยิ่งใหญ่ ขอมอบแด่ท่านผู้เดียว!"

ชั้นบนของเรือนอี้เซียน ทุกคนต่างพากันกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี สุ้มเสียงแห่งความปิติรื่นเริงดังก้องไปทั่วทั้งจวน

หลินซูหัวเราะเสียงดังร่า "วันนี้ช่างเป็นวันมงคลซ้อน มงคลแรกคือเมืองไห่หนิงแคล้วคลาดปลอดภัย ทุกท่านลองทายดูเถิดว่ามงคลที่สองคือสิ่งใด?"

ฉวี่ซิ่วใจสั่นไหว "น้องสาม หรือว่า... หรือว่าสีย้อมผ้าสำเร็จแล้ว?"

"ถูกต้องแล้ว!" หลินซูเอ่ย "อาเฉิน เจ้าสามารถร่วมมือกับพี่สะใภ้เพื่อก่อตั้งโรงย้อมผ้าแห่งใหม่ได้แล้ว!"

เฉินซื่อเดินออกจากห้อง หลังจากตรากตรำทำงานหนักมาเกือบสิบวัน ร่างกายของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยสีสันนานาชนิด ทว่าใบหน้าของนางกลับดูงดงามจับใจยิ่งนัก

"สะใภ้รองเจ้าคะ คุณชายตรากตรำตลอดสิบวัน ในที่สุดก็รังสรรค์สีย้อมผ้าตำรับพิเศษได้สำเร็จ ข้าเพิ่งจะตรวจสอบไปเมื่อครู่ มีทั้งหมดสิบแปดสี ทุกสีล้วนงดงามตราตรึงใจ และที่เหนือจินตนาการยิ่งกว่านั้นคือสียังคงทนถาวร ต่อให้ซักล้างนับสิบครั้งสีก็ยังสดใสราวกับใหม่ น้ำที่ใช้ซักมิมีร่องรอยของสีหลุดรอดออกมาแม้เพียงนิดเจ้าค่ะ"

'จะเป็นไปได้อย่างไร?'

ฉวี่ซิ่วและฉวี่เจวียนต่างยืนตะลึงงันประหนึ่งหุ่นปั้นหิน 'ซักล้างนับสิบครั้งทว่าสีมิหลุดลอกอย่างนั้นหรือ? นี่คือเรื่องที่มิอาจเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง!'

'โรงย้อมตระกูลติงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงย้อมที่ดีที่สุด ผ้าที่พวกเขาย้อมเพียงซักคราเดียวสีก็เริ่มตก หากซักถึงสิบครั้งสีจะจางลงอย่างมาก และหากซักนับสิบครั้ง ต่อให้สีมิหายไปสิ้น ทว่าสีเดิมเป็นเช่นไรย่อมมิอาจดูออกได้อีกแล้ว'

'เขาใช้เวลาเพียงสิบวัน ก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องการย้อมสีได้สำเร็จ? มิหนำซ้ำยังเปิดปฐมบทใหม่แห่งวงการโรงย้อมอย่างนั้นหรือ? ซึ่งตัวนางเองหรือแม้แต่คนในตระกูลฉวี่ ต่างก็คิดเพียงแค่การเลียนแบบ ทว่ามิเคยมีผู้ใดกล้าคิดฝันว่าจะก้าวข้ามจนถึงขั้นเหนือชั้นกว่าเพียงนี้!'

ลู่อี๋และอั้นเย่ต่างสบตากันด้วยความฉงน 'สำเร็จแล้วอย่างนั้นหรือ?'

'อาเฉินกล่าวว่าเขาตรากตรำทำงานหนักตลอดสิบวัน เขาลำบากที่ใดกัน? ในช่วงสิบวันนี้ เขาใช้เวลารื่นรมย์กับลู่อี๋ถึงสี่ราตรี กับอั้นเย่อีกห้าราตรี ทั้งยังเจียดเวลาเขียนนิยายหงโหลวมิ่งได้ถึงสิบบท วันๆ ก็เพียงแค่นอนจิบชาหมิงเฉียนอยู่ชั้นบนเรือน และนอนกลางวันอย่างเป็นนิจ มิเคยขาดแม้แต่วันเดียว เช่นนี้เรียกตรากตรำได้ที่ใดกัน?'

เฉินซื่อและพี่น้องตระกูลฉวี่จากไปเพื่อจัดตั้งโรงงานขนาดใหญ่ มิใช่สิ… ต้องเรียกว่าก่อตั้งโรงย้อม! พวกนางจากไปพร้อมกับความตื่นเต้นและความอัศจรรย์ใจที่ยังมิอาจเชื่อสนิทใจ

เสี่ยวลิ่วได้รับนิยายหงโหลวมิ่งบทที่สิบห้าจากหลินซู นางรีบควบม้ากลับจวนเพื่อนำไปมอบให้ลู่อิ้วเวยผู้เป็นนายที่เฝ้ารอคอยจนนัยน์ตาแทบหลุดลอย ทั้งยังเล่าเรื่องราวที่ได้พบเห็นในวันนี้ให้ฟัง นางเล่าว่าทันทีที่ก้าวเข้าจวนตระกูลฉวี่ ก็ได้เห็นนาวาหงส์ทองโผบินมาจากแดนไกล และได้เห็นผู้คนที่อยู่ชั้นบนของเรือนโห่ร้องแสดงความยินดี

ในสายตาของนาง เรื่องราวเหล่านี้ช่างลึกลับอัศจรรย์ยิ่งนัก ผู้คนบนดาดฟ้านั้นล้วนมีพรสวรรค์ทางอักษรเลิศล้ำ ผู้อื่นรังสรรค์กวีแสงทองเพื่อเชิดชูวงศ์ตระกูล ทว่าเขารังสรรค์กวีอมตะตำนานราวกับเป็นเรื่องเล่นสนุก

ผู้อื่นได้รับเงินเพียงไม่กี่เฉียนก็ยินดีปรีดา ทว่าเขามีรายได้วันละหลายพันหลายหมื่นตำลึงกลับมิรู้สึกยินดีอันใด

ทว่าวันนี้เหตุใดจึงเปลี่ยนไป? ในเวลาต่อมา นางจึงได้ล่วงรู้สาเหตุ ที่เมืองไห่หนิงนั้น เขื่อนริมน้ำความยาวสี่สิบลี้มั่นคงไร้รอยตำหนิ นางเล่าเรื่องนี้ให้ลู่อิ้วเวยอย่างมิได้ใส่ใจนัก

ลู่อิ้วเวยละสายตาจากตำราด้วยความตกตะลึง...

"คุณหนูเจ้าคะ เรื่องนี้... เป็นเรื่องใหญ่หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวลิ่วมิสู้จะเข้าใจนัก

ลู่อิ้วเวยสูดลมหายใจลึก "เขาได้กล่าวหรือไม่ว่าเขื่อนนี้มีความเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร?"

"มิได้กล่าวเจ้าค่ะ ทว่าผู้น้อยคิดว่าคงต้องมีความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน ผู้น้อยคิดว่า ทรัพย์สินของตระกูลเขาน่าจะอยู่แถบเขื่อนริมน้ำนั้น เมื่อเขื่อนมิเป็นไร ทรัพย์สินย่อมปลอดภัยเจ้าค่ะ"

ลู่อิ้วเวยเอ่ย "ทว่าข้าทราบมาว่าเขื่อนที่เมืองไห่หนิงนั้นแตกทุกปี มิเคยมีข้อยกเว้น เหตุใดเขาจึงกล้าสร้างทรัพย์สินไว้ในสถานที่เสี่ยงภัยเช่นนั้น? ข้าต้องไปหาท่านปู่..."

นางยอมวางนิยายหงโหลวมิ่งในมือลงเป็นคราแรก และไปยืนรออยู่ที่หน้าห้องหนังสือของท่านปู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามเต็ม จนกระทั่งท่านปู่เลิกงานกลับมา

"ท่านปู่เจ้าคะ ท่านปู่รีบตรวจสอบสถานการณ์อุทกภัยที่เมืองไห่หนิงเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ"

ลู่เทียนฉงชะงักไปเล็กน้อย "หรือว่า... ตระกูลหลินจะประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่?"

"มิใช่เจ้าค่ะ!" ลู่อิ้วเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "เขาเพิ่งได้รับข่าวสารมาว่า หาดเจียงทานที่เมืองไห่หนิงความยาวสี่สิบลี้นั้น แคล้วคลาดปลอดภัยจากอุทกภัยในครานี้อย่างสมบูรณ์!"

"เมื่อปีกลาย เขาใช้เงินหนึ่งแสนตำลึงลงนามในสัญญาแคว้น เพื่อมอบบ้านที่มั่นคงให้แก่ราษฎรหาดเจียงทานนับแสนชีวิต ขุนนางใหญ่ในราชสำนักต่างพากันหัวเราะเยาะว่าเขาเป็นคนล้างผลาญ ทว่ายามนี้เขื่อนริมน้ำมั่นคง ราษฎรมิมีผู้ใดวายชนม์ บ้านที่เขาต้องการมอบให้ราษฎร เขาทำได้จริงแล้วเจ้าค่ะ! ท่านปู่ ท่านมิคิดว่าเรื่องนี้มีลับลมคมในหรือเจ้าคะ?"

ลู่เทียนฉงสะดุ้งสุดตัว

ในช่วงที่ผ่านมา เขารับฎีกามามากมายจนจำมิได้ว่ามาจากที่ใดบ้าง ทว่าเมื่อนำมารวบรวมดูคร่าวๆ สองฝั่งแม่น้ำจางเจียงล้วนมิมีผืนดินใดสงบสุข ทว่าเมื่อฟังหลานสาวกล่าวเช่นนี้ เขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่า มณฑลชวีโจวเป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างหนัก ทว่าเมืองไห่หนิงที่อยู่ภายใต้การปกครองของชวีโจวนั้น… กลับมิมีข่าวสารส่งมาแม้แต่น้อย!'

ในอดีตเมืองไห่หนิงคือพื้นที่ที่ประสบภัยหนักที่สุด!

เจ้ามณฑลชวีโจวฉินฟั่งเวงมักจะส่งฎีกามายังราชสำนักเสมอ ว่าราษฎรเมืองไห่หนิงล้มตายไปเท่าใด สูญเสียที่อยู่อาศัยไปเท่าใด และขอให้ราชสำนักเร่งบรรเทาทุกข์ ทว่าปีนี้ กลับมิเห็นชื่อเมืองไห่หนิงปรากฏอยู่ในฎีกา!

หรือว่าปีนี้เมืองไห่หนิงมิประสบอุทกภัยจริงๆ? แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร? มวลน้ำบ่าไหลเชี่ยว เมืองไห่หนิงเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ผู้ใดจะมีฤทธานุภาพปานสวรรค์สั่งให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางได้? ต้องรีบติดต่อหาฉินฟั่งเวงโดยพลัน...

ลู่เทียนฉงเตรียมการในทันที ทว่าในเวลาต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจ และติดต่อหาเจ้าเมืองหยางแห่งเมืองไห่หนิงโดยตรง

ตราลัญจกรขุนนางเปล่งประกาย เจ้าเมืองหยางปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าเขาและโน้มกายคำนับ "คารวะท่านอัครเสนาบดี ท่านอัครเสนาบดีเรียกพบผู้น้อยด้วยตนเอง ผู้น้อยคาดมิถึงจริงๆ ขอรับ"

สายตาของลู่เทียนฉงมองข้ามร่างของเจ้าเมืองหยางไป และพลันเห็นแนวเขื่อนริมน้ำที่อยู่เบื้องหลัง เป็นแนวเขื่อนที่เหยียดตรงเป็นเส้นเดียวทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาประหนึ่งไร้ที่สิ้นสุด

หัวใจของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เหตุใดจึงมีแนวเขื่อนเช่นนี้ปรากฏขึ้นมา? สร้างขึ้นเมื่อใด? ผู้ใดเป็นผู้อนุมัติงบประมาณ? เหตุใดเขาจึงมิทราบ? หากมิใช่เพราะเห็นส่วนโค้งของแม่น้ำจางเจียงและหอคอยว่างเจียงอันเป็นโบราณสถานที่มีชื่อเสียง เขาแทบจะมิเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือเมืองไห่หนิง

"เจ้าเมืองหยาง เบื้องหลังเจ้านั่นคือ..."

เจ้าเมืองหยางหันกลับไปมอง เมื่อหันกลับมาก็คลี่ยิ้ม "เรียนท่านอัครเสนาบดี สถานที่ที่ผู้น้อยยืนอยู่นี้ คือหาดเจียงทานของผู้อพยพลี้ภัยในกาลก่อน เขื่อนริมน้ำนี้สร้างขึ้นในช่วงเดือนสิบถึงเดือนสิบเอ็ดของปีกลาย เนื่องจากมิได้ใช้งบประมาณจากท้องพระคลัง ผู้น้อยจึงมิได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาขอรับ"

ลู่เทียนฉงขมวดคิ้วแน่น "มิได้ใช้เงินจากท้องพระคลังหรือ? แล้วผู้ใดเป็นผู้สนับสนุน?"

"เหล่าผู้อพยพลี้ภัยริมหาดสร้างขึ้นเองขอรับ ทว่าความดีความชอบหลักย่อมต้องยกให้คุณชายสามหลินซู เขาได้สร้างโรงงานสามแห่งที่นี่ และมอบสิ่งของเกือบทั้งหมดให้โดยมิคิดมูลค่า ชาวบ้านหาดเจียงทานออกแรงกาย เขาเป็นผู้ออกสิ่งของ ในที่สุดจึงบังเกิดเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ขึ้นมาขอรับ"

ลู่เทียนฉงยิ่งตกใจ "เขื่อนริมน้ำที่มีขนาดมหึมาเพียงนี้ งบประมาณที่ใช้ย่อมมหาศาลข้าจินตนาการได้ เขาแบกรับเพียงผู้เดียวอย่างนั้นหรือ? อีกทั้งการใหญ่เช่นนี้จะสร้างเสร็จภายในเวลาเพียงปีเดียวได้อย่างไร? ต้องใช้กลวิธีอัศจรรย์อันใดกันแน่?"

เจ้าเมืองหยางยิ้มกล่าว "ท่านอัครเสนาบดีคงคิดว่าเขื่อนนี้สร้างจากหินใช่หรือไม่? มิใช่เลยขอรับ! เมืองไห่หนิงเป็นพื้นที่ราบร้อยลี้ จะมีหินมากมายเพียงนั้นได้อย่างไร? นี่คือผลงานชิ้นเอกที่คุณชายสามสร้างขึ้น เรียกว่า 'นฤมิตศิลา'! การนำมาใช้สร้างทำนบกั้นน้ำช่างประดุจของวิเศษจากสรวงสวรรค์ ราคาถูกทว่าแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ข้อดีที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือสะดวกต่อการก่อสร้าง เขื่อนยาวสี่สิบลี้แห่งนี้ ท่านอัครเสนาบดีอาจมิเชื่อ ทว่ามันใช้เวลาสร้างเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นขอรับ"

ลู่เทียนฉงถึงกับหน้าถอดสี 'สร้างเสร็จภายในหนึ่งเดือนอย่างนั้นหรือ? ราคาถูกอย่างนั้นหรือ? ทั่วใต้หล้าอุทกภัยล้นหลาม ทุกฤดูฝนล้วนเป็นวันแห่งความทุกข์ยากของราษฎรทั่วแผ่นดิน หากวัสดุก่อสร้างอันอัศจรรย์นี้สามารถนำไปใช้อย่างกว้างขวางได้ เช่นนั้นมันย่อมต้อง...'

หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น อยากจะไปหาหลินซูในทันที

ทว่าด้วยความเป็นขุนนางมาหลายปี เขายังคงความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ "เจ้าเมืองหยาง เจ้าทำได้ดีมาก! ราชสำนักจะเร่งส่งของบรรเทาทุกข์ไปยังมณฑลต่างๆ โดยเร็ว เจ้าจงรีบรายงานความเสียหายในเมืองของเจ้าต่อเจ้าเมืองฉิน และจงปลอบโยนราษฎรผู้ประสบภัยให้ดี"

เจ้าเมืองหยางเอ่ย "ท่านอัครเสนาบดีขอรับ สิบสามมณฑลทางใต้ภัยพิบัติล้นหลาม ที่เมืองของผู้น้อยท่านมิจำเป็นต้องส่งของบรรเทาทุกข์มาหรอกขอรับ ผู้น้อยได้ตกลงกับตระกูลหลินแล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะมีการบรรเทาทุกข์ทั่วทั้งเมืองขอรับ"

"ตระกูลหลินบรรเทาทุกข์อย่างนั้นหรือ?" สีหน้าของลู่เทียนฉงพลันมืดมนลง "เจ้าเมืองหยาง เจ้าเองก็รับราชการมาหลายปี เหตุใดจึงล่วงละเมิดข้อห้ามร้ายแรงเช่นนี้?"

ยามเผชิญกับภัยพิบัติ การบรรเทาทุกข์จากราชสำนักจึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หากมีตระกูลผู้ใจบุญต้องการบริจาคทานเล็กๆ น้อยๆ ทางการย่อมยกย่องว่าเป็นคนดี ทว่าหากขอบเขตของการบรรเทาทุกข์กว้างขวางเกินไป นั่นย่อมเป็นข้อห้ามร้ายแรง

เจ้าต้องการสิ่งใดกัน? ต้องการซื้อใจราษฎรอย่างนั้นหรือ?

เจ้าเมืองหยางถึงกับตกตะลึง ดูเหมือนเขาจะถูกข่าวดีทำให้เลอะเลือนไปชั่วขณะ เขาเพิ่งจะได้พบกับหลินฮูหยินผู้เป็นมารดาของหลินซู ซึ่งหลินฮูหยินท่านนั้นช่างมีจิตใจเมตตาเหนือผู้ใด

ยามยากลำบากก็รักษาตนให้บริสุทธิ์ ยามมั่งมีก็เผื่อแผ่ผลประโยชน์แก่ใต้หล้า ทันทีที่ทราบว่าในเมืองไห่หนิงมีราษฎรประสบภัยจำนวนมาก นางก็แจ้งทันทีว่าตระกูลหลินยินดีแบกรับงบประมาณบรรเทาทุกข์หนึ่งแสนตำลึง

'อย่างไรเสียซูเอ๋อร์ก็หาเงินเก่งอยู่แล้ว เขามิใช่มักจะบ่นว่าข้าชอบล้างผลาญอยู่เสมอหรอกหรือ? เช่นนั้นข้าก็มิอาจแบกรับชื่อเสียงว่าล้างผลาญทว่ากลับมิได้ลงมือทำเรื่องล้างผลาญจริงๆ ได้'

ในตอนนั้น บรรดาสาวใช้ต่างพากันหัวเราะร่าด้วยความชอบใจ แม้แต่เจ้าเมืองหยางเองก็ยังรู้สึกตื้นตันใจ

ทว่ายามนี้เมื่อฟังท่านอัครเสนาบดีกล่าวเช่นนี้ เขาก็พลันตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาในทันที

ตระกูลอื่นอาจจะยังพอจัดการได้ ทว่าตระกูลหลินนั้นเป็นกลุ่มคนที่เปราะบางยิ่งนัก ต้องทราบก่อนว่ากวีบทแรกของหลินซูที่โด่งดังไปทั่วหล้า ก็มีเค้าลางของกวีกบฏแฝงอยู่ "บุปผาสะพรั่งรับแขกสามพันคน ดาบเล่มเดียวข่มขวัญสี่สิบมณฑลให้หนาวสะท้าน"

ให้ตายเถอะ! นี่มันคือบทกวีกบฏชัดๆ! บทกวีเช่นนี้ ต่อให้เป็นเจ้าเมืองหยาง ก็คงมิกล้าแบกรับความผิดเป็นแน่!

'หากยามนี้เขาใช้กำลังของตระกูลเพียงแห่งเดียว บรรเทาทุกข์คนทั้งเมือง เช่นนั้นคนทั้งเมืองย่อมต้องจดจำความดีของตระกูลหลินไว้เหนือหัวมิใช่หรือ?' เจ้าเมืองหยางตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเอง จึงกล่าวขอบคุณอัครเสนาบดีที่ตักเตือน ก่อนจะอำลาไป

ลู่เทียนฉงเก็บตราลัญจกรขุนนางลง ทรวงอกกระเพื่อมไหวเล็กน้อย...

"ท่านปู่เจ้าคะ ท่านปู่ต้องรีบกราบทูลต่อฝ่าบาท และสั่งการให้แต่ละมณฑลรีบจัดซื้อวัตถุวิเศษนี้ เพื่อเร่งซ่อมแซมเขื่อนริมน้ำในทุกพื้นที่ บางทีในปีหน้า อาจจะมิเกิดภัยพิบัติที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้อีกเจ้าค่ะ"

ลู่เทียนฉงยังคงยืนนิ่ง แววตาลังเลมิแน่ชัด

ลู่อิ้วเวยเริ่มร้อนใจ "ท่านปู่เจ้าคะ มิว่าเขาจะเป็นคนเช่นไร ทว่ามันก็มิอาจลดทอนความจริงที่ว่าเขาคืออัจฉริยะที่หาได้ยากในใต้หล้า ราษฎรต้าซางต้องการเขา ต้องการวัตถุวิเศษของเขา นฤมิตศิลา! ถ่านหิน! เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของราษฎรนับล้านนะเจ้าคะ! ท่านปู่"

ลู่เทียนฉงค่อยๆ พยักหน้า "เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตราษฎรนับล้านจริงๆ! ปู่ย่อมเข้าใจความสำคัญของมัน... เอาเถิด ปู่จะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท!"

ลู่เทียนฉงเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท และเล่าสถานการณ์ที่เมืองไห่หนิงให้ทรงทราบ เขาสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า พระพักตร์ของฮ่องเต้มิได้ดูแจ่มใสขึ้น ทว่ากลับดูมืดมนลงยิ่งกว่าเดิม หัวใจของลู่เทียนฉงก็พลอยดิ่งวูบลงอย่างเงียบเชียบ

ฮ่องเต้ทรงเรียกขุนนางใหญ่คนอื่นๆ มาเข้าเฝ้าเพื่อปรึกษาหารือ ส่วนขุนนางแต่ละคนต่างพากันแสดงความคิดเห็น

จางเหวินหยวนกล่าวว่า "การใช้หินกันน้ำคือกฎเหล็กมาแต่โบราณ จะมี 'นฤมิตศิลา' ที่ใดกันที่สามารถกันน้ำได้? เว้นเสียแต่เขาจะใช้วิชาพรายในโคลนตมนั้น! ต้องทราบก่อนว่า เรื่องที่เขาคบหากับเผ่าปีศาจนั้น เป็นที่ล่วงรู้ไปทั่วใต้หล้า"

เมื่อข้อกล่าวหาเรื่องวิชาพรายถูกยกขึ้นมา ทุกคนต่างก็ตกตะลึง

"ถูกแล้ว!" จ้าวซวินกล่าวเสริม "ตระกูลหลินซ่อนเร้นเจตนาชั่วร้าย เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งใต้หล้า เรื่องที่เกี่ยวพันถึงความเป็นอยู่ของราษฎรและบ้านเมืองเช่นนี้ จะปล่อยให้เขาวางแผนการตามอำเภอใจได้อย่างไร? หากวันหนึ่งเขาชูธงก่อกบฏ และสั่งให้กลไกปีศาจที่วางไว้ตามสายน้ำทำงาน จนเขื่อนริมน้ำแตกสลายจะทำเช่นไร?"

ซ่งตูรายงานว่า "เพิ่งได้รับฎีกาจากเจ้าเมืองฉิน เขากล่าวว่าในช่วงที่เกิดอุทกภัยครานี้ เหนือเมืองไห่หนิงมีกลิ่นอายปีศาจพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า มิทราบว่าเป็นนิมิตดีหรือร้าย"

ลู่เทียนฉงถอนหายใจมองท้องนภา

ยามที่ได้ยินข่าวเรื่องการป้องกันอุทกภัยอันยอดเยี่ยม และได้ประจักษ์ถึงความอัศจรรย์ของมันด้วยตาตนเอง เขามีความรู้สึกพลุ่งพล่านที่อยากจะเปลี่ยนยุคสมัยนี้ แม้ความพลุ่งพล่านนั้นจะแฝงไปด้วยความต้องการในชื่อเสียงและผลงานขุนนางอยู่บ้าง ทว่ามันก็คือวิถีความคิดที่ถูกต้องของขุนนางผู้หนึ่ง ทว่าในเวลาต่อมาเขาก็เข้าใจว่า เรื่องราวกลับมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น

เมื่อพระพักตร์ของฮ่องเต้มืดมนลง เขาก็ทราบทันทีว่าผลสรุปของการประชุมในครานี้จะเป็นเช่นไร วิชาพรายเป็นเพียงข้ออ้าง ทว่าการกดดันตระกูลหลินต่างหากคือเหตุผลที่แท้จริง และการที่ฮ่องเต้ทรงเกรงกลัวในตัวหลินซูก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งเช่นกัน

ต่อให้ราษฎรในใต้หล้าต้องล้มตายนับล้านชีวิต แล้วมันเกี่ยวอันใดกับพวกเขากัน? ทว่าการช่วยส่งเสริมชื่อเสียงให้ตระกูลหลิน และช่วยให้ตระกูลหลินซื้อใจราษฎรทั่วใต้หล้าได้นั้น กลับเป็นสิ่งที่อาจสั่นคลอนการปกครองของพวกเขาได้อย่างแท้จริง และนี่คือวิถีความคิดของผู้ที่อยู่เบื้องบน

เรื่องเหล่านี้ ลู่อิ้วเวยมิเข้าใจ ทว่ามีหรือที่ลู่เทียนฉงจะมิเข้าใจ?

ด้วยเหตุนี้ ปาฏิหาริย์ที่เมืองไห่หนิงจึงมิเพียงแต่จะไม่ถูกกล่าวขานไปทั่วหล้า ทว่าแม้แต่ภายในตราลัญจกรขุนนางในแต่ละพื้นที่ เรื่องราวของเมืองไห่หนิงกลับกลายเป็นข้อห้ามที่มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง

ราษฎรในเมืองอื่นมิทราบเลยว่า เครื่องมือการป้องกันอุทกภัยที่มีประสิทธิภาพที่สุดได้ปรากฏขึ้นแล้ว ทว่ากลับถูกฝังกลบไว้ด้วยวาจาของผู้มีอำนาจ

…..

เรื่องนฤมิตศิลานั้น หลินซูคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาถึงกับติดต่อหาลี่โยวผู้ดูแลโรงงานนฤมิตศิลาโดยตรง และสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละวัน เขาตระหนักว่าในอีกมิช้าจะมีใบสั่งซื้อจำนวนมหาศาลส่งมา

มหาอุทกภัยครั้งหนึ่งเปรียบดั่งการทดสอบครั้งใหญ่ เมืองไห่หนิงโดดเด่นออกมาจากการทดสอบนี้ ทางการย่อมต้องให้ความสนใจ และเมื่อได้รับความสนใจ ใครเล่าจะมิหวั่นไหว? ฤดูวสันต์ของนฤมิตศิลากำลังจะมาถึงแล้ว

ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาก็คือ เวลาผ่านไปสามวันแล้ว ทว่ากลับมิมีผู้ใดมาเจรจากับเขาเรื่องนฤมิตศิลาแม้แต่น้อย ที่เมืองไห่หนิงยังมีข่าวลือแพร่สะพัดว่า นฤมิตศิลาคือวิชาพราย ความแข็งแกร่งที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา หากเจ้าจัดซื้อมาจริงๆ เพียงคนของตระกูลหลินดีดนิ้วคราเดียว นฤมิตศิลาที่แข็งแกร่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเพียงโคลนตมในพริบตา...

เมื่อได้ยินข่าวลือเหล่านี้ หลินซูก็พลันโกรธกริ้วขึ้นมาจริงๆ เขาประเมินความต่ำช้าของเหล่าขุนนางในราชสำนักต่ำเกินไปจริงๆ!

หลินเจียเหลียงยิ่งโกรธแค้นหนักขึ้น "คนพวกนี้ช่างไร้ยางอายสิ้นดี เพื่อที่จะกดดันตระกูลหลิน แม้แต่ชีวิตของราษฎรนับล้านก็ยังมิใส่ใจ"

"น้องสาม ยามนี้ข้าปรารถนาที่จะได้ดำรงตำแหน่งขุนนางโดยเร็วเหลือเกิน" หากเขาได้ดำรงตำแหน่งขุนนางปกครองดินแดนสักแห่ง เมื่อนั้นเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนปณิธานของน้องสามให้กลายเป็นความจริงได้

หลินซูคลี่ยิ้ม "การสอบเตี้ยนซื่อเหลือเวลาอีกเพียงเจ็ดวันเท่านั้น ในช่วงเจ็ดวันนี้จะยังเกิดเรื่องราวอีกมากมาย ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่จะมิแปรเปลี่ยน นั่นคือพี่รอง... ท่านจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นคนแรกที่ก้าวเดินออกจากตระกูลหลิน และดินแดนใต้การปกครองของท่าน จะเป็นดินแดนแห่งความผาสุกของเหล่าราษฎร!"

หลินเจียเหลียงกุมมือเขาไว้แน่น "น้องสาม พวกเราจะเป็นเช่นนั้นด้วยกัน! ด้วยความสามารถที่ครอบคลุมทั้งฟ้าดินและหัวใจที่ห่วงใยราษฎรของเจ้า หากมิอาจดำรงตำแหน่งขุนนางได้ กฎแห่งสวรรค์ย่อมมิอาจยอมรับ!"

ภายนอกมีสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น "คุณชาย มีผู้มาเยือนเจ้าค่ะ!"

—---------------

ปล.ขุนนางเรื่องนี้ น่าดีดนิ้วทิ้งลงหลุมเสียจริง ตั้งแต่ฮ่องเต้ยันเหล่าขุนนาง

จบบทที่ บทที่ 170 กันอุทกภัยได้ทว่ามิอาจกันใจคน

คัดลอกลิงก์แล้ว