- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 150 ข้อพิพาทแห่งการสังหารทูต
บทที่ 150 ข้อพิพาทแห่งการสังหารทูต
บทที่ 150 ข้อพิพาทแห่งการสังหารทูต
บทที่ 150 ข้อพิพาทแห่งการสังหารทูต
ภายในใจของจางอี้อวี่คุกรุ่นไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งอยากจะลงมือสั่งสอนเขา ทว่าเรื่องราวที่เขาเล่านั้นนางกลับรู้สึกพึงใจที่จะรับฟังอยู่บ้าง ทว่าความหมั่นไส้ในตัวเขากลับมิได้ลดน้อยถอยลงเลย นางพยายามสงบจิตใจแล้วเอ่ยถาม "สตรีนางนั้นมีรูปลักษณ์เป็นเช่นไร?"
"หากข้ากล่าวออกไปเจ้าคงมิเชื่อเป็นแน่ สตรีนางนั้นมีเส้นผมห้าสี ยามที่นางฝึกปรือวิชา เส้นผมของนางจะพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน เชื่อมต่อกับสายน้ำที่ไหลหลากลงมา ราวกับว่าสายน้ำเหล่านั้นถูกสูบฉีดเข้าไปในร่างกายของนาง ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ยิ่งนัก"
จางอี้อวี่มีสีหน้าเคร่งขรึมลง "หากท่านกล่าวมาเช่นนี้ ข้าจึงจะยอมเชื่อท่านจริงๆ! ...แล้วอย่างไรต่อ?"
ไฉ่จูเหลียน สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักวูซาน มีรูปลักษณ์ที่พิเศษเหนือปุถุชนด้วยเส้นผมห้าสีอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ผู้คนทั่วหล้าต่างประจักษ์ ทว่าหากมิได้เห็นด้วยตาตนเอง ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ว่ายามที่นางฝึกวิชาจะเปลือยเปล่าเช่นนั้น?
ใครเล่าจะล่วงรู้ว่า 'เคล็ดตัดวารี' หนึ่งในเก้าเคล็ดวิชาสูงสุดของสำนักวูซานมีท่วงท่าเช่นไร? ความลับขั้นสุดยอดเช่นนี้ แม้แต่ศิษย์ระดับล่างของสำนักวูซานเองก็ยังมิล่วงรู้ แล้วเขาย่อมมิมีเหตุผลอันใดที่จะล่วงรู้ได้เองนอกจากจะได้เห็นมาจริงๆ
"ต่อมา สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นก็ดูเหมือนจะเสียสติไปชั่วขณะ นางบอกว่ามีผู้อาวุโสในสำนักของนางถูกผนึกไว้ในถ้ำมานานนับร้อยปีจนมิล่วงรู้ว่าเป็นตายร้ายดีประการใด มีเพียงอัจฉริยะด้านการคำนวณเท่านั้นที่จะสามารถทำลายค่ายกลที่ผนึกถ้ำนั้นได้"
"นางมิล่วงรู้ว่าไปได้ยินมาจากที่ใด ว่าจางฮ่าวหรานพี่ชายของเจ้าถูกเจ้าพาไปที่สำนักเซียนปี้สุ่ยเพื่อถอดความคัมภีร์สวรรค์มหาจักรพรรดิเหวินหวัง นางจึงให้ข้าใช้ความสามารถที่มีเพื่อชดเชยความผิด"
"เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ข้าขอยกย่องในไหวพริบของตนเองยิ่งนัก นับว่าเป็นโชคดีที่ข้าสวมรอยเป็นพี่ชายของเจ้า และนับว่าเป็นโชคดีที่การคำนวณของข้ากับพี่ชายเจ้าสูสีกัน ข้าจึงสามารถถอดความและเปิดผนึกนั้นได้สำเร็จ..."
'ต้องเป็นอัจฉริยะด้านการคำนวณเท่านั้นจึงจะทำลายผนึกได้? หรือว่าถ้ำแห่งนั้นจะเป็นอีกหนึ่งเศษเสี้ยวของคัมภีร์สวรรค์มหาจักรพรรดิเหวินหวัง?' หัวใจของจางอี้อวี่เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
"แล้วอย่างไรต่อ?"
"แล้วอย่างไรต่อน่ะหรือ?" หลินซูทอดถอนใจ "สำนักวูซานช่างเป็นสรวงสวรรค์ของบุรุษ... อ้อ มิใช่สิ ช่างเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุรุษเสียมากกว่า เคล็ดวิชาฝึกปรือของพวกนางช่างประหลาดล้ำ เหตุใดพวกนางถึงชอบเปลื้องผ้าฝึกวิชากันนักนะ? แม้แต่ผู้อาวุโสผู้นั้นก็ยังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า"
ใบหน้าของจางอี้อวี่แปรเปลี่ยนไปมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย "สตรีผู้นั้นเดินทางไกลนับหมื่นลี้เพื่อตามล่าท่าน เพียงเพราะท่านทำลายผนึกที่คุมขังนางไว้ แล้วบังเอิญไปเห็นร่างเปลือยเปล่าของนางอย่างนั้นหรือ?"
"ข้าบอกแล้วว่ามิใช่การตามล่าสังหาร!" หลินซูเอ่ย "เจตนารมณ์ของนางคือการเร่งเดินทางมาเพื่อแสดงความขอบคุณข้าต่างหาก ลองตรองดูเถิด นางถูกจองจำมานานนับร้อยปี เมื่อข้าช่วยปลดปล่อยนางออกมาได้ แม้จะล่วงเกินไปเห็นสิ่งที่มิควรเห็น แต่นั่นก็เป็นเพียงเหตุสุดวิสัย ยอดคนระดับผู้อาวุโสย่อมมิอาจไร้เหตุผลถึงเพียงนั้น เจ้าว่าจริงหรือไม่?"
จางอี้อวี่นิ่งเงียบไปโดยสิ้นเชิง นางเตรียมใจไว้แล้วว่าคำพูดทุกคำที่ออกจากปากชายผู้นี้มิควรเชื่อถือได้โดยง่าย ทว่านางกลับมิอาจหาจุดบกพร่องหรือข้อพิรุธในเรื่องที่เขาเล่าได้เลย
สำนักวูซานนั้นมีแต่สตรีเป็นหลัก และมีผู้อาวุโสที่สาบสูญไปนับร้อยปีจริงๆ คนผู้นั้นคือ วูเซวี่ย สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักวูซานผู้เลื่องลือเมื่อศตวรรษก่อน อีกทั้งเคล็ดวิชาขั้นสูงของสำนักวูซานที่เน้นการหลอมรวมฟ้าดินเป็นหนึ่งเดียวนั้น โดยปกติแล้วผู้ฝึกจะต้องเปลื้องผ้าออกจริงๆ
ข้อมูลเหล่านี้มิใช่สิ่งที่เขาจะสามารถกุเรื่องขึ้นมาได้เอง ทุกประเด็นที่เขากล่าวมาล้วนสอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือว่าสตรีที่น่าสะพรึงกลัวผู้นั้นจะเป็นวูเซวี่ยจริงๆ? เมื่อลองพิจารณาดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงยิ่งนัก!
หากเป็นจริงดังที่เขาว่า วูเซวี่ยนอกจากจะมิใช่ศัตรูของเขาแล้ว ยังอาจจะกลายเป็นพนักพิงอันแข็งแกร่งให้แก่เขาได้อีกด้วย!
หลินซูที่ดูเหมือนจะพ่นคำบ่นออกมาอย่างไร้สาระ แท้จริงแล้วเขามีเจตนาแอบแฝงอยู่
เจตนาประการแรกคือ ผู้อาวุโสสำนักวูซานผู้นั้นได้พบกับจางอี้อวี่แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่จะแพร่งพรายความสามารถในการเข้าใจค่ายกลของเขาออกมา ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าอันตรายยิ่ง เพราะอาจจะดึงดูดความสนใจจากสำนักเซียนปี้สุ่ย เขาจึงจำเป็นต้องหาข้ออ้างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
ดังนั้นเขาจึงบอกจางอี้อวี่ว่า ต่อให้ผู้อื่นจะกล่าวถึงค่ายกลประการใด แท้จริงแล้วนั่นหาใช่ค่ายกลไม่ ทว่าคือวิชาการคำนวณต่างหาก
เจตนาประการที่สองคือ เขาต้องการสร้างเกราะป้องกันให้ตนเอง โดยการดึงเอาวูเซวี่ยเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้กลายเป็นผู้สนับสนุนลับๆ ของเขา เพื่อให้ผู้ที่คิดจะล้างแค้นเขาต้องบังเกิดความยำเกรงอยู่บ้าง
เมื่อสังเกตจากสีหน้าของจางอี้อวี่แล้ว เจตนาทั้งสองประการของเขาล้วนสัมฤทธิ์ผล
ประการแรก จางอี้อวี่ได้มองข้ามเรื่องค่ายกลไปโดยสิ้นเชิง
ประการที่สอง จางอี้อวี่เริ่มคิดที่จะติดต่อกับท่านอาจารย์ เพื่อให้ท่านอาจารย์ช่วยควบคุมเหล่าผู้อาวุโสของสำนักเซียนปี้สุ่ย มิให้ลงมือจัดการกับหลินซูรุนแรงจนเกินไป เพราะหากเบื้องหลังของเขามีวูเซวี่ยคอยหนุนหลังอยู่จริงๆ สำนักเซียนปี้สุ่ยอาจจะต้องประสบกับความสูญเสียที่มิอาจรับไหว
หลินซูมีเรื่องบาดหมางกับสำนักเซียนปี้สุ่ย จางอี้อวี่ที่อยู่ตรงกลางย่อมลำบากใจยิ่ง นางปรารถนาจะช่วยเขาหาทางออกทว่ากลับไร้ซึ่งเหตุผล ในยามนี้หลินซูได้มอบเหตุผลนั้นแก่นางแล้ว นั่นคือเบื้องหลังของเขามีวูเซวี่ย! การจะเจรจาด้วยเหตุผลกับสำนักเซียนปี้สุ่ยบางครั้งก็ทำได้ยากยิ่ง ทว่าเมื่อเหตุผลมิอาจใช้ได้ผล ผลลัพธ์ที่น่าสะพรึงกลัวอาจจะช่วยให้ทุกคนกลับมามีสติสัมปชัญญะได้อีกครั้ง...
คนทั้งสองเดินเคียงคู่กันลงจากเขา จางฮ่าวหรานก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเร่งรายงานสถานการณ์ให้หลินซูทราบว่า "ท่านปู่ได้มุ่งหน้าไปยังหอเหวินหยวนตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว เพื่อรอฟังข่าวและหารือเรื่องที่ท่านสังหารทูตสู่ขอ ท่านมิต้องวิตกกังวลจนเกินไป ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว…"
ยังมิทันที่เขาจะกล่าวจบ จางอี้อวี่ก็ถลึงตาใส่พลางเอ่ยขัด "ท่านพี่ ท่านช่างเป็นคนที่หลอกง่ายเสียจริง ท่านยังมิล่วงรู้ถึงฤทธิ์เดชของตัวป่วนแท่นอักษรผู้นี้อีกหรือ? ท่านเคยเห็นเขาเสียเปรียบผู้ใดบ้างหรือไม่? เขาน่ะขุดเอากฎเหล็กสิบสามประการแห่งแคว้นต้าซางออกมาใช้เป็นเกราะคุ้มกันตนเองเรียบร้อยแล้ว..."
…..
ข่าวการสังหารทูตสู่ขอได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงอย่างไร้เสียง ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่มิอาจมองเห็นหรือได้ยิน ทว่าเหล่าชนชั้นสูงในราชสำนักต่างสัมผัสได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัวขึ้น
ณ หอเกอเตี้ยน สถานที่พำนักของเหล่าทูตต่างเมืองและผู้ติดตาม ทันทีที่ขบวนทูตแคว้นต้าอวี๋เดินทางกลับมาถึง ภายในห้องพักห้องหนึ่งก็บังเกิดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว "สังหารทูตของข้า? แถมยังปล่อยให้มันลอยนวลไปได้รึ? พวกเจ้าเป็นองครักษ์ทองคำผู้เกรียงไกร หรือว่าเป็นเพียงกระต่ายขี้ขลาดกันแน่? ไสหัวเข้ามาให้หมด"
กลุ่มคนพากันคุกเข่าต่อหน้าองค์ชายเจ็ด เจิงเคอ ผู้กำลังเดือดดาล
หลิวจาง รองเสนาบดีกรมพาหิรพิธีแห่งแคว้นต้าซาง ก้มตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม "ทูลองค์ชาย เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนมิอาจขัดขวางได้ทันท่วงที กระหม่อมมีความผิดที่ละเลย ทว่าเจ้าคนถ่อยผู้นั้นอ้างถึง 'กฎเหล็กสิบสามประการแห่งแคว้นต้าซาง' ซึ่งถือเป็นกฎมณเฑียรบาลของบรรพชน"
"ข้าล่วงรู้เพียงกฎหมายของแคว้นต้าอวี๋เท่านั้น มิเคยศึกษาเรื่องกฎมณเฑียรบาลบ้าบอของแคว้นพวกเจ้า!" องค์ชายเจ็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ข้าจะให้ทางเลือกแก่เจ้าอย่างหนึ่ง จงเร่งไปกราบทูลฮ่องเต้ของพวกเจ้าเดี๋ยวนี้ หากมิส่งตัวฆาตกรที่สังหารทูตของข้ามา กองทัพม้าเหล็กของแคว้นต้าอวี๋จะกรีธาทัพบุกสี่หัวเมือง และมุ่งเป้าสู่ใจกลางแผ่นดินจงหยวนทันที! ไสหัวไป!"
เดิมทีเป็นเพียงเรื่องราวความขัดแย้งเล็กน้อย ทว่าองค์ชายเจ็ดกลับยกระดับเรื่องราวถึงขั้น 'มุ่งเป้าสู่ใจกลางแผ่นดิน' ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นทันที เมื่อเผชิญกับเรื่องราวใหญ่โตที่อาจนำไปสู่สงครามระหว่างแคว้น รองเสนาบดีมีหรือจะกล้าเพิกเฉย? เขาจึงรีบรายงานสถานการณ์ต่อผู้บังคับบัญชาในทันที
ฝ่ายอิ่นอวี้อิ๋ง เสนาบดีกรมพาหิรพิธีก็มิกล้าล่าช้า รีบเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อกราบทูลเรื่องราว
ณ ตำหนักอู๋อิง ฮ่องเต้ทรงเรียกประชุมขุนนางเพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์กะทันหันนี้
จางเหวินหยวน เสนาบดีกรมกลาโหม เอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว "การที่แคว้นต้าซางและแคว้นต้าอวี๋สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะพระปรีชาสามารถของฝ่าบาท ซึ่งกว่าจะได้มานั้นยากเย็นเพียงใด? ทว่าเจ้าเด็กเมื่อวานซืนคนนี้กลับโผล่มาทำลายความสงบสุข ชัดเห็นว่ามิได้คำนึงถึงความปลอดภัยของบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย ความผิดนี้ใหญ่หลวงนัก สมควรประหารเจ็ดชั่วโคตร"
จ้าวซวิน จั๋วต้าฟู กล่าวเสริม "กฎมณเฑียรบาลที่ห้ามชูธงศึกต่างแคว้นในแผ่นดินเกิดนั้น ย่อมมิควรล่วงละเมิด ทว่าชาวแคว้นต้าอวี๋เป็นเพียงชนเผ่าป่าเถื่อนจากทุ่งหญ้า พวกเราจะไปลดตัวลงไปมีเรื่องกับคนป่าเถื่อนเช่นนั้นได้อย่างไร? ควรจะใช้ความเมตตาเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน และใช้วิถีปราชญ์ในการเจรจาเกลี้ยกล่อม ทว่าการที่สามัญชนลงมือสังหารทูตต่างเมืองอย่างอุกอาจเช่นนี้ เป็นเรื่องที่มิอาจให้อภัยได้"
กัวเซียงถาน เจ้ากรมตรวจการ เอ่ยขึ้น "อริยปราชญ์กล่าวไว้ว่า เริ่มต้นด้วยการสยบด้วยคุณธรรม ตามด้วยสยบด้วยอำนาจบารมี และสุดท้ายจึงสยบด้วยกำลัง แคว้นต้าซางสถาปนาขึ้นด้วยวิถีอักษร และปกครองแผ่นดินด้วยอริยวจนะ เรื่องการใช้กำลังสังหารคนเช่นนี้ย่อมมิอาจนิ่งเฉยได้ หากปล่อยไว้คงจะกลายเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีและเกิดภัยพิบัติตามมามิรู้จบ"
เพียงชั่วครู่ บรรดาขุนนางต่างพากันเห็นพ้องต้องกันว่าหลินซูสมควรตาย และตระกูลหลินสมควรถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังนิ่งเฉยมิได้แสดงความคิดเห็น
สีหน้าของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนไปมาอย่างยากจะคาดเดา พระองค์กวาดพระเนตรมองไปยังกลุ่มคนที่ยังนิ่งเฉย ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญยิ่ง
ซ่งตู รองเสนาบดีกรมขุนนาง แม้ตำแหน่งมิได้สูงส่งนัก ทว่าบทบาทกลับมิธรรมดา เพราะเขาเป็นญาติของตระกูลหลิน เขาผู้นี้จะกล่าวประการใด?
ลู่เทียนฉง อัครเสนาบดี ประมุขแห่งเหล่าขุนนาง เขาจะตัดสินเรื่องนี้อย่างไร?
ต้วนซานเกา เจ้ากรมตรวจการ ตัวแทนของเหล่าขุนนางฝ่ายตรวจสอบ เขาจะกล่าวตำหนิหรือไม่?
จางจวีเจิ้ง มหาบัณฑิตแห่งหอเหวินหยวน ตัวแทนของขั้วอำนาจฝ่ายบัณฑิต เขาจะตีความวิถีปราชญ์อย่างไร?
และยังมีอีกคนหนึ่งที่พิเศษที่สุด นั่นคือ ฉวี่เหวินตง แม้เขาจะลาออกจากราชการไปแล้วและมิมีสิทธิเข้าร่วมการประชุมในห้องโถงทองคำ ทว่าในวันนี้ฮ่องเต้กลับทรงรับสั่งให้เขาเข้าร่วมในฐานะตัวแทนพิเศษ
ต้วนซานเกา เจ้ากรมตรวจการ ซึ่งปกติมักจะเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นได้ดุเดือดที่สุด ทว่าในวันนี้เขากลับดูเหมือนคนที่ยังมิได้สติ
จางจวีเจิ้ง มหาบัณฑิตแห่งหอเหวินหยวน ก็เช่นเดียวกัน เขาดูเหมือนกำลังจมดิ่งอยู่ใน ห้วงภวังค์แห่งปุจฉาปราชญ์บางประการ จิตวิญญาณหลุดลอยไปไกลแสนไกล
ลู่เทียนฉง ผู้เป็นอัครเสนาบดี มีนิสัยที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานคือการมิชิงกล่าววาจาก่อน เพราะหากเขากล่าววาจาออกไปแล้ว ผู้อื่นย่อมมิอาจโต้แย้งได้ ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับการรอให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นจนครบถ้วนก่อน แล้วจึงค่อยทำการสรุป
ดังนั้น จึงเหลือเพียงญาติทั้งสองคนของหลินซูเท่านั้น
ฉวี่เหวินตงเงยหน้าขึ้น พลันสายตาของทุกคนในโถงพระโรงต่างก็มุ่งตรงมาที่เขา ฉวี่เหวินตงคุกเข่าลง "ฝ่าบาท ในเมื่อกระหม่อมได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าร่วมประชุมในโถงทองคำแห่งนี้ กระหม่อมย่อมมิอาจมิกราบทูลตามตรงได้ ขอฝ่าบาททรงโปรดประทานอภัยโทษให้แก่กระหม่อมล่วงหน้าด้วยเถิด"
ฮ่องเต้แย้มพระสรวลเล็กน้อย "ในเมื่อเป็นการหารือกัน การกล่าววาจาผิดพลาดมิถือเป็นความผิด ย่อมเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา จงกล่าวมาเถิดท่านฉวี่ มิมีผู้ใดเอาความเจ้าหรอก"
ฉวี่เหวินตงน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ แล้วจึงเริ่มกล่าววาจา "กฎเหล็กสิบสามประการแห่งแคว้นต้าซาง ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า หากผู้ใดชูธงศึกต่างแคว้นในแผ่นดินเกิด ทุกคนล้วนมีสิทธิชอบธรรมที่จะสังหารทิ้งได้ในทันที ในเมื่อเป็นกฎเหล็กย่อมมิมีช่องว่างให้โต้แย้ง"
"การที่หลินซูสังหารทูตนั้นเป็นไปตามกฎเหล็ก หากจะนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการเอาผิดเขา กระหม่อมเกรงว่าผู้คนทั่วหล้าจะมิยอมรับ! อีกทั้งยังเป็นการบั่นทอนพระบารมีของฝ่าบาท และเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของแคว้นต้าซางอีกด้วย! ขอฝ่าบาททรงโปรดพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยเถิด"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศภายในโถงพระโรงพลันเงียบสงัดลงทันที
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎเหล็ก ใครเล่าจะกล้าตั้งข้อสงสัย? ต่อให้เป็นฮ่องเต้เองก็มิอาจละเมิดได้ หากพระองค์ทรงเอาผิดหลินซูด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนทั่วหล้าจะกล่าวหาว่ากฎเหล็กแห่งแคว้นต้าซางหาใช่กฎเหล็กไม่ มิเป็นการทำลายพระพักตร์ของฝ่าบาท และทำลายศักดิ์ศรีของแคว้นหรอกหรือ?
ซ่งตู รองเสนาบดีกรมขุนนาง ก้าวออกมาข้างหน้าแล้วคุกเข่าลง "ฝ่าบาท กระหม่อมเองก็เห็นพ้องกับคำกล่าวของท่านราชบัณฑิตฉวี่ หากจะสังหารเขาด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนทั่วหล้าจะมิยอมรับเป็นแน่"
ทุกคนต่างหันมองหน้ากัน ต่างคิดในใจว่าญาติย่อมต้องเข้าข้างญาติเป็นธรรมดา
ทว่าซ่งตูกลับพลิกลิ้นกล่าวต่อ "ทว่ากระหม่อมได้ยินมาว่า หลินซูผู้นี้มีจิตใจที่ยากจะหยั่งถึง ในวันที่เขาเขียนบทกวี 'กระบี่เดียวหนาวเหน็บสี่สิบมณฑล' แม้จะมิอาจเอาผิดเขาจากงานอักษรได้ ทว่านั่นก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความคิดภายในใจของเขา"
"ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การที่เขาสามารถกุมหัวใจของผู้อพยพลี้ภัยริมแม่น้ำฉางเจียงได้นั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วใต้หล้า และในวันนี้เขากลับลงมือสังหารทูตต่อหน้ากลุ่มผู้อพยพภาคพายัพ มิเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขามีเจตนาที่จะซื้อใจผู้คนหรอกหรือ?"
"เขาหาได้ยอมรับในความผิดของบิดาไม่ อีกทั้งยังมีความเคียดแค้นต่อราชสำนักอยู่ภายในใจ ยามนี้เขายังเร่งรวบรวมผู้อพยพจากทุกสารทิศ กระหม่อมเห็นว่า... ราชสำนักควรจะมีการระแวดระวังและป้องกันเอาไว้บ้าง"
คำกล่าวนี้ประดุจสายฟ้าฟาดกลางโถงพระโรง ทุกคนต่างพากันตื่นตะลึง
จางจวีเจิ้งพลันลืมตาขึ้นในทันที
ฉวี่เหวินตงก้มหน้ามองซ่งตูที่กำลังคุกเข่าอยู่ ราวกับมิเคยรู้จักเขามาก่อน
สำหรับราชวงศ์ที่ปกครองด้วยระบอบจักรพรรดิอันเกรียงไกรเช่นนี้ สิ่งที่หวาดกลัวที่สุด นั่นคือการริอ่านก่อกบฏ! เหล่าผู้ที่คิดคดมักใหญ่ใฝ่สูง มักเริ่มต้นจากการครองใจปวงประชาทั่วทั้งแผ่นดิน องค์เหนือหัวของราชวงศ์ใดๆ ย่อมมิอาจทนต่อการกระทำเช่นนี้ได้
'ช่างเป็นซ่งตูที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! เจ้ามิเพียงมิเห็นแก่ความเป็นญาติมิตร ทว่ายังลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้! ก่อนหน้านี้เจ้าเห็นด้วยกับความคิดของข้า ข้ายังนึกว่าเจ้าจะเป็นพวกเดียวกันเสียอีก นึกมิถึงเลยว่าเจ้ามิได้มิอยากสังหารเขา ทว่าเจ้ากลับเห็นว่าดาบที่ใช้สังหารเขานั้นมิคมพอ จึงได้ลงมือยื่นดาบที่คมกว่ามาให้ด้วยตนเอง!'
ทว่าฉวี่เหวินตงกลับมิอาจโต้แย้งได้ เพราะเขารู้ดีว่า ในวันนี้ที่ฝ่าบาททรงเรียกเขามาประชุม มิใช่เพื่อขอความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว มิเพียงหลินซูจะมิอาจรักษาชีวิตไว้ได้ ทว่าตระกูลฉวี่เองก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายได้เช่นกัน
ใบหน้าของฮ่องเต้หมองคล้ำลงอย่างยิ่ง พระองค์ค่อยๆ หันพระพักตร์ไปทางมหาบัณฑิตจางจวีเจิ้ง "ท่านมหาบัณฑิตมีความเห็นเป็นประการใด?"
จางจวีเจิ้งก้มตัวคารวะอย่างนอบน้อม "ฝ่าบาท กระหม่อมมิมีข้อโต้แย้ง! สำหรับหลินซูผู้นี้ ตายไปเสียย่อมดีกว่ามีชีวิตอยู่"
หัวใจของฉวี่เหวินตงกลับมาเย็นเยียบอีกครั้ง เขาเคยเดินทางไปที่จวนหลิวหลิ่วเพื่อหวังจะดึงจางจวีเจิ้งลงเรือลำเดียวกัน ถึงกับยอมใช้เรื่องการแต่งงานของหลินซูเป็นเหยื่อล่อ ทว่าจางจวีเจิ้งกลับปฏิเสธเขา
ทว่าจางจวีเจิ้งก็เคยรับปากกับเขาไว้ว่า จะมิร่วมมือกับคนเหล่านั้นในการกดขี่ข่มเหงเขา อย่างน้อยก็จะวางตัวเป็นกลาง ทว่าท่าทีที่แสดงออกมาในยามนี้ เรียกว่าความเป็นกลางได้หรือ?
สีหน้าของฮ่องเต้เริ่มดูผ่อนคลายขึ้น "ท่านมหาบัณฑิต จงกล่าวต่อไปเถิด..."
"การกระทำของหลินซูมักจะล่วงละเมิดข้อห้ามอยู่เสมอ การตายไปเสียย่อมเป็นเรื่องที่สะอาดเรียบร้อย ทว่าภายใต้วิถีปราชญ์ ทุกแคว้นล้วนต้องยึดถือตามกฎระเบียบและกฎหมาย ย่อมมิอาจจะปั้นแต่งข้อหาใดๆ ขึ้นมาเพื่อสังหารเขาได้ตามอำเภอใจ ต้องล่วงรู้ก่อนว่าเขาหาใช่บุคคลธรรมดาสามัญไม่"
"ทว่าเขาคือยอดปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วหล้า เพิ่งจะเปิดเส้นทางอักษรได้สำเร็จ และยังทิ้งบทกวีอมตะตำนานไว้ให้แก่โลกใบนี้ บุคคลเช่นนี้ย่อมได้รับการบันทึกชื่อไว้ในวิหารอริยปราชญ์แล้ว หากจะเอาผิดเขา ก็จำต้องทำอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา และต้องสามารถทนต่อการตรวจสอบของวิหารอริยปราชญ์ได้"
ดวงตาของฉวี่เหวินตงพลันสว่างไสวขึ้นทันที
'ใช่แล้ว! เหตุใดข้าถึงนึกมิถึงจุดนี้? หลินซูมิใช่คนธรรมดา เขามีชื่อจารึกอยู่ในวิหารอริยปราชญ์แล้ว หากคิดจะสังหารเขา ก็จำต้องทำอย่างถูกต้องตามครรลองคลองธรรม จางจวีเจิ้ง... ข้ามิได้มองท่านผิดไปจริงๆ!'
ใบหน้าของฮ่องเต้ค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มออกมา "ท่านมหาบัณฑิตกล่าวได้มีเหตุผล มีเหตุผลยิ่งนัก! กฎเหล็กย่อมเป็นกฎเหล็ก ในช่วงหลายปีมานี้ ระเบียบวินัยของบ้านเมืองอาจจะหย่อนยานไปบ้าง จึงทำให้คนต่างแคว้นบังเกิดความกำเริบเสิบสานกระทำการตามใจชอบในบ้านเมืองของเราเช่นนี้"
"จงประกาศออกไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากมีคนต่างแคว้นผู้ใดบังอาจละเมิดกฎเหล็กของพวกเรา ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด! หากเกิดสงครามขึ้น เหล่าทหารหาญแห่งแคว้นต้าซางย่อมจะปกป้องบ้านเมืองและแผ่นดินเกิดเอง จะมีอันใดต้องหวาดเกรง?"
จางเหวินหยวนและจ้าวซวินต่างพากันมองหน้ากันด้วยความงงงวย...
ฮ่องเต้กล่าวต่อไป "หลินซูได้รังสรรค์บทกวีอมตะสืบทอดชั่วกาลนาน เสริมสร้างเกียรติภูมิให้แก่แคว้นต้าซาง ถือเป็นยอดปราชญ์ที่หาได้ยากยิ่ง หากมิมีหลักฐานการทำความผิดที่ชัดแจ้ง ห้ามผู้ใดบังอาจปั้นแต่งข้อหาเพื่อเอาผิดเขาเป็นอันขาด หากผู้ใดฝ่าฝืน จะต้องได้รับโทษหนักมิมีละเว้น!"
"ฝ่าบาททรงพระเจริญ ทรงพระปรีชายิ่งนัก!"
…..
ในช่วงบ่าย จางจวีเจิ้งทะยานร่างผ่านห้วงอากาศลงสู่จวนหลิวหลิ่ว ทันทีที่ย่างเท้าเข้าประตู ชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา คนผู้นี้คือ 'เงา' ผู้คุ้มกันประจำกายของจางจวีเจิ้ง หลังจากฟังรายงานจากเงาจบ จางจวีเจิ้งก็ลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งหน้าไปยังกำแพงเงากวี เขายืนจ้องมองบทกวีที่แผ่รัศมีเจ็ดสีสุกปลั่งอยู่นั้นนิ่งนานมิขยับเขยื้อน
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ จางจวีเจิ้งจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ "ฮ่าวหราน จากบทกวีบทนี้ เจ้าสัมผัสถึงสิ่งใดได้บ้าง?"
จางฮ่าวหรานที่อยู่ด้านหลังเอ่ยตอบ "เรียนท่านปู่ หลานสัมผัสได้ถึงอัจฉริยภาพทางวรรณศิลป์อันยอดเยี่ยม และท่วงท่าอันสง่างามที่หาผู้ใดเปรียบมิได้ขอรับ"
จางจวีเจิ้งเอ่ยถาม "แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าปู่สัมผัสได้ถึงสิ่งใด?"
"ท่านปู่โปรดชี้แนะด้วยขอรับ!"
"ปราณแห่งราชัน!" จางจวีเจิ้งถอนหายใจออกมา "บนยอดภูเขาจิ่วกงเมฆาขาวล่องลอย องค์ปฐมธิดาโต้ลมพัดเยือนพรรณพฤกษา... องค์ปฐมธิดานี้คือผู้ใดกันแน่? เป็นเพียงนิมิตแห่งเทียมรรคายามที่ท่านปู่ทวดสำเร็จมรรคผลจริงๆ หรือ? หรือว่านั่นจะเป็นภาพสะท้อนของตัวเขาเอง?
ไผ่ด่างหนึ่งกิ่งกับน้ำตานับพันหยด เมฆาแดงร้อยกลีบดั่งอาภรณ์หมื่นชั้น... ไผ่ด่างมีน้ำตา แล้วในโลกมนุษย์ที่ใดเล่าจะไร้ซึ่งหยาดน้ำตา? ยามวสันต์มวลบุปชาติเบ่งบานงดงาม ทว่าในทุกแห่งหนที่เขาเหยียบย่างไป มิใช่ว่าจะนำมาซึ่งความรุ่งเรืองเฟื่องฟูหรอกหรือ? ดินแดนบงกชที่อบอวลไปด้วยแสงอรุณแห่งรุ่งอรุณ... แล้วแผ่นดินบงกชนั้นอยู่ที่ใดกันแน่? หรือนั่นจะเป็นแผ่นดินในอุดมคติที่เขาปรารถนาจะสร้างขึ้นมาเอง?"
จางฮ่าวหรานถึงกับนิ่งอึ้งไปโดยสิ้นเชิง 'หรือว่าเขาจะมีความคิดที่จะก่อการกบฏขึ้นมาจริงๆ?'
"วิถีปราชญ์นั้นลึกซึ้ง ทว่าวิถีแห่งมนุษย์นั้นซับซ้อนยิ่งกว่า การจะดำเนินชีวิตในโลกนี้นั้น สิ่งที่ควรระวังที่สุดคือการอย่าเดินจนสุดทาง จงรักษาความกระตือรือร้นไว้สามส่วน และเผื่อใจระแวดระวังไว้เจ็ดส่วน คอยเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบ เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
หัวใจของจางฮ่าวหรานเต้นรัวพลางก้มหน้ายอมรับคำสอน
—-------------
ปล. ก่อนอื่น ขุดหลุมฝังญาติผู้นั้นก่อนเลย ให้เหลือแค่เส้นผมพอเพราะอย่างอื่นล้วนไร้ประโยชน์… ขะ… ขออภัยเจ้าค่ะ พอดีอินเกินไปหน่อย ((╬◣﹏◢))