- หน้าแรก
- ผู้เฝ้ายามแห่งต้าซาง ยอดกวีสะท้านภพ
- บทที่ 140 งานแต่งงานของพี่รอง
บทที่ 140 งานแต่งงานของพี่รอง
บทที่ 140 งานแต่งงานของพี่รอง
หลินซูนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในเรือนทิศตะวันตกพลางทอดถอนใจ วสันตฤดูแห่งโลกนี้ช่างมาเยือนเร็วเหลือเกิน เพิ่งจะผ่านพ้นปีใหม่ไปไม่นานกิ่งหลิวก็เริ่มผลิใบเขียวขจีเสียแล้ว ช่างเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปรวดเร็วนัก
ทันใดนั้น นกกระเรียนทองคำก็บินกลับมาตกลงบนมือของเขาก่อนจะกลายสภาพเป็นกระดาษทองคำ สีหน้าของหลินซูพลันเปลี่ยนไปมาไม่หยุด
"เป็นอย่างไรหรือ? ในเมืองหลวงเกิดเหตุไม่คาดฝันประการใดอย่างนั้นหรือ?" ลู่อี๋รินน้ำชาให้เขาถ้วยหนึ่ง
"ให้ตายเถิด! มิเอ่ยคำบอกกล่าวกับข้าสักนิด มิให้ค่าน้ำหมึกข้าสักเฟินเดียว กลับบังอาจนำตำนานนางพญางูขาวของข้าไปจัดทำในวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ แล้วเผยแพร่ไปทั่วใต้หล้า... คนพวกนี้ไม่มีจรรยาบรรณแห่งนักปราชญ์ที่จะไว้หน้าเจ้าของผลงานบ้างเลยหรือไร?"
ลู่อี๋ได้ยินคำตัดพ้ออันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเขาก็ถึงกับมึนงง ทว่าพอได้ยินประโยคหลังนางก็สะดุ้งสุดตัว "ตำนานนางพญางูขาวได้ลงในวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ?"
"ก็ใช่น่ะสิ! ข้าอุตส่าห์วางแผนจะตั้งหออักษรขึ้นมาเพื่อกอบโกยกำไรเสียหน่อย คราวนี้เห็นทีแผนการจะพังครืนไม่เป็นท่าแล้ว"
"คุณชาย ท่านช่าง... จะทำเอาเหล่าปัญญาชนทั่วทั้งใต้หล้ากระอักเลือดตายกันหมดหรือไร! ข้าจะไปแจ้งข่าวให้ฮูหยินทราบ!" ลู่อี๋วิ่งพรวดพราดออกไปจากเรือนทันที "คุณชายท่านรอประเดี๋ยวเถิด อีกไม่ช้าฮูหยินย่อมต้องให้ท่านไปกราบไหว้บรรพบุรุษเป็นแน่"
ทั่วทั้งตระกูลหลินพลันตกอยู่ในความโกลาหล! ทว่าในความเป็นจริงภายในเมืองไห่หนิงนั้นกลับโกลาหลนำหน้าไปก่อนแล้ว!
เจ้าเมืองหยางเพิ่งจะได้รับข่าวอันน่าทึ่งนี้ผ่านทางตราลัญจกรขุนนาง ทันทีที่ทราบเรื่องเขาก็ดีใจจนแทบจะเหาะได้ รีบวิ่งมาที่จวนตระกูลหลินเพื่อแจ้งข่าวดีแล้วก็มาประจวบเหมาะเข้ากับลู่อี๋ที่กำลังแจ้งข่าวแก่หลินฮูหยินพอดี ดังนั้นทั้งหมดจึงพากันไปพบหลินฮูหยินร่วมกัน
หลินฮูหยินเมื่อทราบข่าวก็ปีติยินดียิ่งนัก นางหยิบเงินแท่งมูลค่าสิบตำลึงออกมาสองแท่งตามความเคยชิน แล้วยื่นส่งให้ลู่อี๋และท่านเจ้าเมือง
ลู่อี๋รับไว้… ทว่าท่านเจ้าเมือง… กลับมิรู้ว่าควรจะรับไว้ดีหรือไม่?
หลินฮูหยินเริ่มวางตัวไม่ถูกจึงรีบเก็บเงินคืนแล้วสั่งให้เสี่ยวเสวี่ยไปเตรียมสุราเก่าสิบไหมาให้ท่านเจ้าเมืองแทน… เช่นนี้จึงถือว่าเหมาะสมนัก
"หลินฮูหยิน คุณชายสามครองวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์เพียงผู้เดียว แม้จะเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ที่มิเคยปรากฏมาก่อน ทว่ายังมีข้อดีอีกประการหนึ่งที่ท่านจำต้องทราบไว้"
"ขอท่านเจ้าเมืองโปรดชี้แนะ" หลินฮูหยินโน้มกายลงเล็กน้อย ในใจของนางยามนี้เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด
เจ้าเมืองหยางกล่าวว่า "ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ในเมืองหลวงมีข่าวลือที่มิใคร่ดีนักหนาหูยิ่ง คุณชายสามต้องเผชิญกับข้อครหามากมาย... ทว่ายามนี้ เมื่อวรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์ถูกจัดทำเผยแผ่ออกมา เกียรติภูมิเชิงอักษรของเขาย่อมพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นฟ้า หากมิเกิดเหตุไม่คาดฝัน มรรคาการสอบเตี้ยนซื่อของเขาย่อมราบรื่นไร้อุปสรรคเป็นแน่ ช่างน่าปีติยินดียิ่งนัก"
หลินฮูหยินดีใจเป็นล้นพ้น "ขอบคุณในคำอวยพรของท่านเจ้าเมือง... เร็วเข้าไปตามซูเอ๋อร์มาพบท่านเจ้าเมืองเดี๋ยวนี้"
การเข้าพบท่านเจ้าเมือง การร่วมรับประทานอาหารร่วมกับเขา และการประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษทำให้หลินซูต้องวุ่นวายอยู่ถึงหนึ่งชั่วยามครึ่งเต็มๆ พร้อมกับความขุ่นเคืองที่เต็มอก
ในยามวิกาลจวนตระกูลหลินยังคงสว่างไสวด้วยแสงโคม บรรดาสาวใช้ต่างพากันอ่านตำนานนางพญางูขาว ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความภาคภูมิใจแฝงอยู่ 'พวกข้ากำลังอ่านเรื่องราวธรรมดาๆ อย่างนั้นหรือ? มิใช่เลยพวกข้ากำลังอ่านเกียรติยศต่างหาก!'
วรรณสารวิถีศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่เหล่าบัณฑิตทั่วทั้งใต้หล้าต่างเฝ้ามองด้วยความศรัทธา บทความที่บันทึกอยู่ในนั้นใครเล่ามิอยากจะยล? ทว่าพวกนางกลับได้อ่านมันก่อนที่วรรณสารจะถูกจัดทำออกมาเสียอีก!
ลองถามดูเถิดสาวใช้คนใดในใต้หล้าจะเทียบกับสาวใช้ตระกูลหลินได้?
คุณชายคือเทพจากสรวงสวรรค์จุติมาเกิด คนที่อยู่เคียงข้างคุณชายย่อมมิอาจด้อยไปกว่ากันได้ ทุกคนต้องตั้งใจเรียนรู้เพื่อเป็นสาวใช้ที่มีวิชาความรู้ที่สุดในใต้หล้า
เหล่าสาวใช้ต่างตั้งอกตั้งใจเล่าเรียนอย่างหนัก หลิวอิ่งเอ๋อร์รบเร้าให้ลู่อี๋ช่วยสอนวิชาความรู้ให้ ส่วนลู่อี๋เองก็นั่งพิจารณาบทกวี และบทลำนำที่คุณชายเขียนพร้อมกับฝึกฝนการแต่งลำนำด้วยตนเอง
ท่ามกลางความมืดมิด อั้นเย่และเฉินซื่อต่างจ้องมองหน้ากัน
"พวกเราควรจะเรียนรู้วิชาความรู้บ้างดีหรือไม่? มิเช่นนั้นคงถูกเหล่าสาวใช้เบียดตกอันดับไปเป็นแน่" อั้นเย่เอ่ย
"เจ้าเป็นยอดฝีมือวิถียุทธ์ ทว่าข้า... ข้ามิมีความสามารถประการใดเลย!" เฉินซื่อกล่าวด้วยความท้อแท้
อั้นเย่โอบไหล่นางพลางปลอบประโลม "ใครว่าท่านมิมีความสามารถ? ท่านคือยอดฝีมือที่เหลือรอดเพียงหนึ่งเดียวของสำนักเชียนจี ท่านช่วยเขาสร้างรากฐานกิจการอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ หนำซ้ำเขายังเคยบอกอีกว่าชั้นเชิงบนเตียงของท่านนั้นล้ำเลิศยิ่งนัก"
"หา?" เฉินซื่อคว้าไหล่อั้นเย่ แล้วระดมทุบตีด้วยความเขินอาย...
มือคู่หนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลังโอบกอดสตรีทั้งสองไว้พร้อมกัน "ฮูหยินน้อยทั้งสองมิจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านั้นหรอก วิชาความรู้เหล่านั้นเป็นเพียงมรรคาสายรอง พวกเรามาสนทนาเรื่องมรรคาอันยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินกันดีกว่า"
สตรีทั้งสองต่างรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที วิชาความรู้เป็นเพียงมรรคาสายรองอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นมรรคาอันยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน... ช่างน่าตกใจนัก แท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดกัน?
หลินซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านขงจื๊อกล่าวว่าการผสานหยินหยางเพื่อความรุ่งเรือง และสืบทอดเผ่าพันธุ์คือสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งฟ้าดิน"
อั้นเย่ยื่นมือออกไปแล้วรวบโอบหลินซูและเฉินซื่อขึ้นเตียงในคราเดียว มิเพียงเท่านั้น ยามทอดร่างทั้งสองลง นางยังจงใจให้ร่างของคนทั้งคู่แนบชิดทาบทับกันอย่างมีนัยสำคัญ
อั้นเย่เอ่ยว่า "เช่นนั้นก็จงสืบทอดและรุ่งเรืองกันไปเถิด! สนทนามรรคาอันยิ่งใหญ่ของพวกท่านไป ข้าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย" นางปรบมือเบาๆ แล้วเดินจากไป
หลินซูและเฉินซื่อที่อยู่เบื้องล่างต่างจ้องมองหน้ากันตาปริบๆ
…..
วันที่สิบห้าของเดือนอ้ายเทศกาลโคมไฟอันเป็นมงคล ถนนหนทางในเมืองหลวงประดับประดาด้วยแสงโคมหลากสี จวนขุนนางใหญ่ต่างก็ประดับโคมไฟอย่างวิจิตร เมื่อแสงโคมเริ่มส่องสว่าง เหล่ายอดอัจฉริยะและสาวงามต่างพากันออกมาเดินบนท้องถนนทายปริศนาโคมไฟ ชมเทศกาลอย่างคึกคักเป็นที่สุด
ลู่อิ้วเวย คุณหนูห้าแห่งจวนอัครเสนาบดีล้มป่วยไปถึงสามวัน ในที่สุดนางก็สามารถลุกจากเตียงได้แล้ว สาวใช้ข้างกายถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางรู้ดีว่าที่คุณหนูป่วยไปถึงสามวันนั้นต้นเหตุก็มาจากความปากพล่อยของนางเอง
ยามที่ตระกูลหลินส่งคนมาสู่ขอที่จวนนางมิควรจะเอ่ยปากออกไปเลย หากคุณหนูมิทราบเรื่องนี้ก็คงมิต้องรู้สึกอ้างว้างถึงเพียงนั้น บัดนี้เมื่อคุณหนูทำใจได้แล้วจึงนับว่าเป็นเรื่องดียิ่ง
"คุณหนูเจ้าคะ วันพรุ่งนี้มีงานชุมนุมกวีหลิงอวิ๋นเชิญคุณหนูเข้าร่วมด้วย คุณหนูจะไปหรือไม่เจ้าคะ?" สาวใช้ถามอย่างระมัดระวัง
'งานชุมนุมกวีหลิงอวิ๋นอย่างนั้นหรือ?' อิ้วเวยดวงตาเป็นประกาย "มีผู้ใดเข้าร่วมบ้าง?"
งานชุมนุมกวีหลิงอวิ๋นเดิมทีจะมิให้สตรีเข้าร่วม ทว่าต้องยอมรับว่าเมืองหลวงนั้นมีพยัคฆ์หมอบมังกรซุ่มอยู่จริงๆ มีสตรีผู้เปี่ยมด้วยความสามารถไม่กี่นางที่แม้แต่แวดวงบทกวียังมิอาจมองข้ามได้ ซึ่งรวมถึงลู่อิ้วเวย เซี่ยเสี่ยวเอียน และปี้เสวียนจี
สตรีผู้มีความสามารถทั้งสามคนนี้มีชาติตระกูลที่แตกต่างกัน ลู่อิ้วเวยคือคุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งจวนขุนนางใหญ่ ทว่าเซี่ยเสี่ยวเอียนเป็นเพียงนางโลมผู้ขายศิลปะ ส่วนปี้เสวียนจีเป็นคนในพุทธจักร ฐานะต่างกันราวฟ้ากับดิน ทว่าพรสวรรค์ด้านบทกวีกลับโดดเด่นเหนือผู้ใด ดังนั้นจึงกลายเป็นสหายกวีต่อกัน หากจะกล่าวในภาษาปัจจุบันก็คือสหายสนิท...
"คนอื่นๆ คาดว่าคุณหนูคงมิได้ใส่ใจ ทว่าแม่นางเซี่ยและแม่นางปี้ ขอเพียงคุณหนูส่งคนไปแจ้งพวกนางย่อมต้องมาแน่นอนเจ้าค่ะ" สาวใช้กล่าว
ลู่อิ้วเวยถามขึ้นว่า "คุณชายสามหลิน... จะเข้าร่วมด้วยหรือไม่?"
"คุณหนูเจ้าคะ คุณชายสามหลินยังมิได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงเลยนะเจ้าคะ"
ลู่อิ้วเวยเหม่อมองออกไป "ช่วงเวลาที่อ่านตำนานนางพญางูขาว ข้ารู้สึกว่าเขา... เขาอยู่เคียงข้างข้าเสมอ ที่แท้เขายังมิได้เข้าเมืองหลวงหรอกหรือ"
สาวใช้ตกใจจนแทบสิ้นสติ "คุณหนูเจ้าคะ ท่านอย่าได้ครุ่นคิดเรื่องนี้อีกเลยนะเจ้าคะ ข้าขอร้อง... ท่านเพิ่งจะอาการดีขึ้น"
"ตกลง! ข้าจะไม่คิดถึงเรื่องนั้นอีก... เสี่ยวลิ่วไปหยิบพู่กันและกระดาษมาให้ข้า"
สาวใช้รีบวิ่งไปจัดเตรียมพู่กันและกระดาษลงบนโต๊ะหนังสือ "คุณหนูจะรังสรรค์บทกวีหรือเจ้าคะ?"
ลู่อิ้วเวยยกพู่กันขึ้นเริ่มจารึก : สายลมวสันต์พัดพาบุปผานับพันกิ่งให้เบ่งบานในยามราตรีทั้งยังพัดพาหมู่ดารากระจายร่วงหล่นดุจหยาดพิรุณ...
หัวใจของสาวใช้แปรเปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็นความเศร้าโศก
"ในวันนี้ซึ่งเป็นเทศกาลโคมไฟ ใครเล่าจะยังรังสรรค์บทกวีหรือลำนำได้อีก? เมื่อมีบทลำนำ 'เชวี่ยเฉียวเซียน' บทนี้อยู่ ใต้หล้าย่อมมิมีบทกวีหรือลำนำอื่นใดเทียบได้อีกแล้ว"
…..
ณ จวนหลิวหลิ่ว จางอี้อวี่พลิกอ่านตำนานนางพญางูขาวหน้าสุดท้ายจบลง นางแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วนิ่งค้างไปนานแสนนาน
"คำกล่าวเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล ทว่าผู้คนกลับเชื่อถือกันอย่างมืดบอด… นิยาย 'ตำนานนางพญางูขาว' สำหรับเขามันอาจเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาลอยๆ และคนทั้งใต้หล้าก็เพียงแต่รับฟังไปอย่างนั้น ทว่าใครเล่าจะเข้าถึงรสชาติที่แท้จริงที่แฝงอยู่ภายใน?"
"น้องหญิงปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้ว เจ้ายังจะออกไปร่อนเร่ในยุทธภพอีกอย่างนั้นหรือ?" เสียงของจางฮ่าวหรานดังมาจากด้านหลัง
"ร่อนเร่ในยุทธภพ? เพื่อแสวงหามรรคผลมรรคากระนั้นหรือ?" จางอี้อวี่ทอดถอนใจเบาๆ "ไป๋ซู่เจินบำเพ็ญเพียรมิอาจสำเร็จเป็นเพราะเรื่องทางโลกยังมิได้สะสาง ทว่ามรรคผลของข้ามิอาจสำเร็จได้นั้นเป็นเพราะเหตุใดกันแน่?"
ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า นางต้องตกใจเมื่อเห็นว่าน้ำในทะเลสาบเบื้องหน้ากลับนิ่งสนิทโดยสมบูรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างในจวนหลิวหลิ่วพลันหยุดนิ่งลง
'นี่มันสถานการณ์ประการใดกัน?'
จางอี้อวี่พลันลุกขึ้นยืนหมายจะเหินเวหา ทว่านางกลับพบว่ามิอาจทะยานร่างขึ้นได้ ตบะบารมีทั้งหมดที่มีดูเหมือนจะถูกล้างจนหมดสิ้ย และนี่คือการกดข่มด้วยขอบเขตพลังที่สูงส่งกว่า มีผู้ที่ขอบเขตพลังเหนือกว่านางอย่างมหาศาลปรากฏตัวขึ้นในจวนหลิวหลิ่วอย่างกะทันหัน
"ผู้ใดกัน?" จางอี้อวี่ตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เหนือผิวน้ำในทะเลสาบ บัวทองคำดอกหนึ่งพลันเบ่งบานขึ้น ซึ่งบัวทองคำนั้นประหนึ่งเป็นการเปิดบานประตูอันอัศจรรย์ สตรีที่งดงามอย่างถึงที่สุดนางหนึ่งก้าวออกมาจากประตูนั้น แล้วเดินตรงมายังจางอี้อวี่ทีละก้าว
บนหน้าผากของจางอี้อวี่ปรากฏเงามัวของสายกู่เจิงขึ้นวูบหนึ่ง บุปผามรรคาปรากฏเขตแดนก่อเกิดภายในเขตแดนพิสุทธิ์กู่เจิงข้าคือผู้กุมอำนาจ!
จำต้องยอมรับว่าชื่อเสียงของจางอี้อวี่ในฐานะบุปผามรรคานั้นมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย แม้จะเผชิญกับการกดข่มอันมหาศาล แต่นางก็ยังหามรรคาแห่งการฝ่าฟันออกมาได้
ทันทีที่เขตแดนพิสุทธิ์กู่เจิงของนางก่อตัวขึ้น สตรีผู้นั้นก็ยื่นนิ้วมือสองนิ้วออกมาแล้วดีดลงบนสายกู่เจิงของนางเบาๆ เสียงกังวานสะท้อนขึ้นเขตแดนของจางอี้อวี่พลันหยุดนิ่งลงกลางคัน
จางอี้อวี่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา
เขตแดนพิสุทธิ์กู่เจิงของนางมีเจตจำนงที่สูงส่งยิ่ง แม้แต่ท่านอาจารย์ก็มิอาจก้าวเข้าสู่เขตแดนของนางได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ และมิอาจดีดสายพิณแห่งใจของนางให้ดังก้องได้ ทว่าสตรีผู้นี้กลับทำได้ นางคือผู้ใดกัน? พลังของนางสูงส่งกว่าท่านอาจารย์ถึงสามส่วนเชียวหรือ!
"จางอี้อวี่สมแล้วที่เป็นบุปผามรรคาแห่งสำนักเซียนปี้สุ่ย ยามที่ข้าอยู่ในขอบเขตบุปผามรรคาก็มีความสามารถเพียงเท่านี้!" ผู้มาเยือนกล่าว "ข้ามาที่จวนหลิวหลิ่วมิได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่อยากจะพบคนเพียงคนเดียวเท่านั้น!"
จางอี้อวี่ถามว่า "ท่านผู้อาวุโส... ต้องการพบใคร?"
"จางฮ่าวหราน พี่ชายของเจ้า!"
"ท่านมาหาพี่ชายข้าหรือ? เขาก็นั่งอยู่ตรงนี้!" จางอี้อวี่ทอดสายตาไปยังจางฮ่าวหรานที่อยู่ข้างๆ ซึ่งในยามนี้จางฮ่าวหรานยังคงอยู่ในท่าก้มกายหยุดนิ่งมิไหวติง แม้แต่ฝุ่นผงบนพื้นก็หยุดนิ่งลงในห้วงมิตินี้ นอกจากนางแล้วทุกสิ่งล้วนหยุดนิ่งสนิท
"เขา... คือจางฮ่าวหรานอย่างนั้นหรือ?" ผู้มาเยือนมีสีหน้าประหลาดใจ
"ใช่แล้ว!"
"ไม่... มิใช่เขา! มิใช่คนผู้นั้น!" สตรีนางนั้นจ้องมองจางฮ่าวหรานอยู่นาน "เจ้าหัวขโมยน้อยนั่น เจ้าเด็กนั่น... บังอาจใช้ชื่อปลอมอย่างนั้นหรือ!" นางกัดฟันกรอดด้วยความโกรธระคนเขินอาย ทว่าความรู้สึกเหล่านั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก็มลายหายไป นางกลับคืนสู่ท่าทีสงบนิ่งดังเดิม
"ท่านผู้อาวุโสจากคำพูดของท่าน ดูเหมือนจะมีผู้แอบอ้างชื่อพี่ชายของข้าไปล่วงเกินท่านกระนั้นหรือ?"
"เป็นเช่นนั้นเอง"
"การแอบอ้างชื่อพี่ชายข้าไปล่วงเกินท่านผู้อาวุโสช่างมีเจตนารมณ์ที่ชั่วร้ายนัก ขอท่านผู้อาวุโสโปรดสำแดงรูปโฉมของคนผู้นั้นให้ข้าดู บางทีข้าอาจจะรู้จักเขาก็เป็นได้"
เสี่ยวจิ่วแห่งเผ่าปีศาจมีวิชาที่เรียกว่าย้อนนิมิตคืนลักษณ์ ซึ่งอาศัยอานุภาพจากทิพยวัตถุ ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงแล้วย่อมเชี่ยวชาญวิชานี้เป็นอย่างดี
ขอเพียงสำแดงรูปโฉมของคนผู้นั้นออกมา จางอี้อวี่มั่นใจว่าจะต้องจำเขาได้แน่นอน เพราะนางคือตัวแทนของคนรุ่นหลัง และเป็นหนึ่งในกลุ่มอัจฉริยะผู้โดดเด่นของใต้หล้า มีเพียงไม่กี่คนในรุ่นเดียวกันที่นางมิรู้จัก แม้จะไม่เคยพบหน้าทว่าย่อมต้องเคยเห็นข้อมูลมาบ้าง
และชายหนุ่มที่มีความสามารถพอจะล่วงเกินสตรีที่งดงามราวกับเทพเซียนเบื้องหน้านี้ได้ ย่อมมิใช่บุคคลธรรมดาเป็นแน่ ทว่าต้องเป็นผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของคนรุ่นหลัง
สตรีเบื้องหน้ากระพริบตาเพียงครั้งเดียว น้ำในทะเลสาบกลุ่มหนึ่งก็ทะยานขึ้นมาลอยอยู่ภายในศาลา ซึ่งมวลน้ำนั้นเปลี่ยนรูปโฉมไปมาจนปรากฏเป็นภาพลักษณ์ของชายหนุ่มผู้หนึ่ง
หัวใจของจางอี้อวี่เต้นระรัวอย่างรุนแรง 'เป็นเขาจริงๆ ด้วย! ที่แท้คือเขา!... หลินซู!'
"เจ้ารู้จักอย่างนั้นหรือ?" ผู้มาเยือนเอ่ยถาม
จางอี้อวี่ค่อยๆ ส่ายหน้าเบาๆ "มิเคยพบหน้ามาก่อนเลย! ในบรรดาคนรุ่นหลังที่อยู่บนจุดสูงสุดของการบำเพ็ญเพียรย่อมมิมีคนผู้นี้แน่นอน เป็นไปได้หรือไม่ว่า... นี่คือรูปลักษณ์ที่เขาจำแลงขึ้นมา?"
"มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง! ขนาดชื่อยังเป็นชื่อปลอม การจำแลงรูปโฉมย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย... รูปโฉมอาจเปลี่ยนได้ ทว่าเคล็ดวิชาย่อมยากจะซ่อนเร้น เจ้าพอจะทราบหรือไม่ว่าในบรรดาคนรุ่นหลังมีผู้ใดเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลบ้าง?"
'ค่ายกลอย่างนั้นหรือ? เจ้าคนชั่วผู้นี้ยังเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลอีกอย่างนั้นหรือ?' หัวใจของจางอี้อวี่สั่นไหวอย่างรุนแรง ทว่านางกลับอาศัยอานุภาพของบุปผามรรคาเพื่อข่มอารมณ์ของตนเองไว้อย่างมิดชิด
บนใบหน้าปรากฏความมึนงง พลางขบคิด "ค่ายกลนั้นมักจะต้องใช้เวลาในการศึกษาอย่างยาวนาน ในบรรดาคนรุ่นหลังมีผู้เชี่ยวชาญค่ายกลอยู่น้อยยิ่งนัก เท่าที่ข้าทราบก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น คือสตรีศักดิ์สิทธิ์ไฉ่จูเหลียนแห่งสำนักวูซาน หลี่อาเฟยเจ้าสำนักน้อยแห่งเขาสรรพเก้า อู๋เย่แห่งทะเลประจิม ซุ่ยเย่แห่งเขาจวินซาน..."
นางเอ่ยชื่อออกมาถึงเจ็ดคนรวดเดียว สุดท้ายนางแสร้งทำเป็นถามอย่างมิใส่ใจว่า "ท่านผู้อาวุโส เจ้าคนชั่วผู้นั้นมิทราบว่าล่วงเกินท่านด้วยประการใดหรือ?"
สิ้นคำถามนั้นสตรีเบื้องหน้าก็หันกายกลับไป เพียงพริบตาเดียวร่างนั้นก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย และทันทีที่อีกฝ่ายหายไปจวนหลิวหลิ่วก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
จางฮ่าวหรานยิ้มออกมา "น้องหญิงใครๆ ต่างก็ลือกันว่าตำนานนางพญางูขาวนั้นสามารถสะกดใจหญิงสาวได้ เจ้าคงมิถูกสะกดใจไปกับเขาด้วยหรอกนะ? ขนาดจะเข้าถึงสัจธรรมยังคิดถึงตำนานนางพญางูขาวเลย..."
จางฮ่าวหรานมิทราบเลยว่าเมื่อครู่มียอดฝีมือสตรีผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น แม้แต่คนที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือยังมิทราบ แล้วคนอื่นๆ ในจวนหลิวหลิ่วจะทราบได้อย่างไร?
หัวใจของจางอี้อวี่ปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ 'สตรีนางนั้นคือใครกันแน่? แล้วหลินซูเจ้าคนชั่วคนนั้นไปล่วงเกินอีกฝ่ายด้วยประการใดกัน? เจ้าจะล่วงเกินคนทั้งใต้หล้าข้าก็มิกังวล ทว่าเหตุใดเจ้าจึงต้องไปล่วงเกินนางด้วย?'
'หากเจ้าล่วงเกินนางต่อให้คนทั้งใต้หล้ารวมตัวกันก็มิอาจช่วยเจ้าได้ สตรีผู้นั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากเมื่อครู่ข้าเอ่ยชื่อของเจ้าออกไปเจ้าคงต้องจบสิ้นลงแน่นอน เจ้าคนชั่วเอ๋ยช่างมิวางตัวให้เหมาะสมเอาเสียเลย'
นางมิเคยฉุกใจคิดเลยว่า เหตุใดนางจึงต้องเสี่ยงเพื่อช่วยเขา? ทั้งปฏิเสธว่ามิรู้จักทั้งจงใจชักนำไปสู่ทางที่ผิด...
…..
หลังจากผ่านพ้นเทศกาลโคมไฟไปแล้ว หลินเจียเหลียงและท่านปราชญ์เป่าซานจึงเดินทางกลับมาจากเมืองหลวงเพื่อมายังเมืองไห่หนิง
เมื่อกลับมาถึงการเตรียมงานแต่งงานอย่างเร่งด่วนก็เริ่มขึ้นทันที
งานแต่งงานในยุคโบราณนั้นมีกฎเกณฑ์มากมายเหลือเกิน ซึ่งล้วนอยู่นอกเหนือความรอบรู้ของหลินซู เขาจึงมิได้ออกความเห็นประการใดและพาอั้นเย่กับเฉินซื่อมุ่งหน้าไปยังหาดเจียงทาน
ลู่อี๋และหลิวอิ่งเอ๋อร์นั้นแตกต่างกัน คนหนึ่งเจนจัดในแวดวงผู้สูงศักดิ์มาเนิ่นนาน ส่วนอีกคนหนึ่งเชี่ยวชาญกฎระเบียบของจวนขุนนางใหญ่ ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้พวกนางจึงกลายเป็นกำลังหลัก หลินฮูหยินมักจะเรียกทั้งสองไปปรึกษาหารือเรื่องน้อยใหญ่อยู่เสมอ และเริ่มให้ความสำคัญกับนางทั้งสองมากขึ้น พวกนางจึงกลายเป็นผู้ควบคุมดูแลเหล่าสาวใช้เพื่อเตรียมงานแต่งงานในด้านต่างๆ
หาดเจียงทานยามนี้ก้าวเข้าสู่มรรคาแห่งการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แทบทุกวันจะมีบ้านเรือนหลังใหม่ถูกสร้างขึ้นจนสำเร็จ ผู้อพยพลี้ภัยริมหาดเจียงทานต่างรู้สึกตื่นเต้นและกังวลไปพร้อมๆ กัน ตื่นเต้นที่ชีวิตใหม่ที่แสนสุขสมดังฝันกำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้า ทว่าก็กังวลว่าฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนี้พายุวารีจะซัดถล่มจนเขื่อนพังทลาย และพรากความฝันทั้งหมดของพวกเขาไปหรือไม่?
อั้นเย่และเฉินซื่อเองก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้ อั้นเย่เดินตรวจตราตามแนวเขื่อนรอบหนึ่งก่อนจะกลับมายังเรือนนฤมิตศิลาภายในโรงงานและถามหลินซูต่อหน้าว่า "ท่านมั่นใจจริงๆ หรือว่าแนวเขื่อนนี้จะต้านทานพายุวารีได้? มิจำเป็นต้องใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนเพื่อเสริมความมั่นคงอีกรอบหรอกหรือ?"
หลินซูดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด "วางใจเถิด! ข้าได้ตรวจทานอย่างละเอียดแล้ว อย่าว่าแต่พายุวารีในปีนี้เลย แม้จะเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี แนวเขื่อนริมหาดเจียงทานย่อมมั่นคงมิมีทางเกิดภัยพิบัติเป็นอันขาด!"